Case study

การคิดดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ ควรคิดอัตราดอกเบี้ยอย่างไร


เรื่อง การคิดดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ ควรคิดอัตราดอกเบี้ยอย่างไร
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 06/02/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทให้กรรมการกู้ยิมเงิน ควรคิดอัตราดอกเบี้ยอย่างไร

1..ถ้ากรณีที่บริษัทไม่มีแหล่งเงินกู้อื่น มีแต่บัญชีเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์

1.1 อัตราดอกเบี้ยต้องใช้บัญชีเงินฝากประจำ 12 เดือน ใช่หรือไม่

1.2 ธนาคารพาณิชย์ที่จะใช้อัตราดอกเบี้ยคือธนาคารของบริษัทนั้นๆใช่หรือไม่ หรือว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไปแล้วดูว่าธนาคารใดอัตราสูงที่สุด

2.ถ้ากรณีที่บริษัทไม่มีการทำธุรกรรมกับทางธนาคารพาณิชย์ใดเลยต้องใช้อัตราดอกเบี้ยอย่างไร

คำตอบ

ตอบ  

กฎหมายไม่ได้มีกำหนด อัตราดอกเบี้ยว่าควรคิดเท่าไหร่ แต่มีกำหนดว่าดอกเบี้ยไม่ควรเกินเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามในกฎหมายภาษี  มีระบุเรื่องผลตอบแทนตามราคาตลาดไว้ในมาตรา 65 ทวิ(4) แห่งประมวลรัษฎากร ว่า กรณีที่บริษัท ให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีดอกเบี้ย หรือมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืมเงิน


แนวทางปฏิบัติ ในการหาราคาตลาดนั้น เจ้าหน้าที่จะพิจารณาจาก

  1.  บริษัทมีแหล่งเงินกู้อื่น  (มีหนี้สินเงินกู้ยืม)

เจ้าหน้าที่จะให้ใช้อัตราดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่บริษัทกู้มา เหตุผลเพราะเจ้าหน้าที่จะมองว่า ถ้าบริษัทมีหนี้สินอยู่ และเสียดอกเบี้ย  บริษัทก็ควรนำเงินที่มีไปชำระหนี้เพื่อลดดอกเบี้ย ไม่ใช่นำเงินไปให้กรรมการกู้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย หรือ คิดดอกเบี้ยต่ำไป

  1. บริษัทไม่มีแหล่งเงินกู้อื่น  (ไม่มีหนี้สินเงินกู้ยืม)

เจ้าหน้าที่จะให้ใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำธนาคารใดก็ได้ (เทียบทุกธนาคาร)ที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดในตลาด โดยไม่จำเป็นว่าบริษัทจะต้องมีธุรกรรมจริงกับทางธนาคารพาณิชย์นั้นหรือไม่    เหตุผลเพราะเจ้าหน้าที่จะมองว่า ถ้าบริษัทมีเงินคงเหลืออยู่  บริษัทก็ควรนำเงินไปแสวงหากำไร (ตามวัตถุประสงค์ของบริษัทที่เปิดมาก็ย่อมต้องการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้) ไม่ใช่นำเงินไปให้กรรมการกู้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย หรือ คิดดอกเบี้ยต่ำไป 


มาตรา 65 ทวิการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(4) ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการหรือให้กู้ยืมเงิน


ข้อควรทราบ(ตอบเพิ่มเติม)

  1. การให้กรรมการกู้ยืมเงิน จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย ไม่ว่า จะคิดดอกเบี้ยหรือไม่ก็ตาม  เนื่องจาก ภาษีธุรกิจเฉพาะคำนวณจากฐานรายได้ดอกเบี้ยที่ “ได้รับ” หรือ “พึงได้รับ”
  2. สัญญากู้ยืมเงิน (ถ้ามีตราสาร) บริษัทจะต้องติดอากรแสตมป์ด้วย
  3. ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริง จากการให้กรรมการกู้ยืมเงิน เป็น ให้พนักงานกู้ยืมเงิน โดยมีระเบียบเกี่ยวกับเงินกองทุนสะสมพนักงานหรือทุนอื่นใดเพื่อพนักงานและบริษัทได้นำเงินกองทุนนี้ออกให้พนักงานที่เป็นสมาชิกกู้ยืมเป็นสวัสดิการโดยมีดอกเบี้ยสำหรับเงินที่ให้กู้นั้นตามสมควรกรมสรรพากรได้ตอบข้อหารือ เลขที่ กค 0811/16254 ลงวันที่ 28/11/2540 ระบุว่า
    • การที่ที่บริษัทให้สวัสดิการแก่พนักงานของตนในลักษณะของการให้กู้ยืมเงินจากบริษัทได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าราคาตลาด ถือได้ว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยมีเหตุอันสมควร ไม่เข้าลักษณะที่จะถูกประเมินรายได้เพิ่มขึ้นตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร 
    • การให้พนักงานกู้ยืมเงิน ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.6/2534



อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

บริษัทฯ ให้กรรมการกู้ยืมเงิน “โดยไม่คิดดอกเบี้ย”

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 18/04/2025 - วันที่ตอบ 26/04/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ทวิ (4) หรือมาตรา 91/16 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจสินเชื่อรายย่อย (ฟิโก้ไฟแนนซ์)

อัตราดอกเบี้ยที่คิดกับลูกค้าสูงสุดอยู่ที่ 36% ณ ปัจจุบันไม่ได้ดำเนินธุรกิจแล้ว และต้องการปิดบริษัทฯ แต่ติดที่ลูกหนี้เงินกู้ยืมกรรมการ (ใช้เงินบริษัทฯ ค่ะ ไม่มีการกู้ยืมจากที่อื่น)

คำถาม

1. อัตราดอกเบี้ยที่ใช้คิดกับเงินยืมกรรมการใช้อัตราไหนคะอัตราตลาดทั่วไป หรืออัตราที่คิดกับลูกค้า

2. ถ้าใช้อัตราเดียวที่คิดกับลูกค้า จะทำให้มีภาษีที่ต้องชำระเยอะมาก (2-3 แสนบาทต่อปี) ลูกค้าไม่มีเงินพอที่จะชำระได้ขอคำแนะนำหรือวิธีที่พอจะดำเนินการ ให้สามารถปิดบริษัทฯ ได้ไหมคะ

วิสัชนา

1.กรณีบริษัทฯ ให้กรรมการกู้ยืมเงิน “โดยไม่คิดดอกเบี้ย” นั้น ในทางบัญชีหรือตามมาตรฐานการบัญชี กิจการก็ย่อมไม่อาจรับรู้รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนได้ เพราะไม่มีทางที่จะได้รับดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมเลย

    ในภาษีอากร ทั้งกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะ หากการให้กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยนั้น เป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอันสมควรตามมาตรา 65 ทวิ (4) หรือมาตรา 91/16 แห่งประมวลรัษฎากร แล้วแต่กรณี ดังนี้

    “มาตรา 65 ทวิ การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

         (4) ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการหรือให้กู้ยืมเงิน”

     มาตรา 91/16 เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 91/15 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ

         (6) กำหนดดอกเบี้ย ราคาทรัพย์สิน หรือค่าบริการ ตามราคาตลาดในวันให้กู้ยืมเงิน วันที่โอนหรือให้บริการ ในกรณีที่การให้กู้ยืมเงิน การโอนทรัพย์สิน หรือการให้บริการนั้นไม่มีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการ หรือมีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร”

    อำนาจประเมินของเจ้าพนักงานประเมินกรณีดังกล่าว ย่อมสร้างความเสียหายให้แก่กิจการได้ ดังนั้นในทางปฏิบัติ กิจการจึงทำการประเมินตนเอง เพื่อรับรู้รายได้และรายรับเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะเท่านั้น โดยทำการปรับปรุงในแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.50 และแบบ ภ.ธ.40 ไม่ต้องบันทึกรายการทางบัญชีและวนเวียนเป็นงูกินหาง


2.บริษัทฯ ต้องคิดดอกเบี้ยกับกรรมการ และให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราตลาด ณ วันที่ให้กู้ยืมนั้น ซึ่งกรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของบริษัทฯ ไว้ ดังนี้  

    “บริษัทฯ ต้องคิดดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยที่ได้ตกลงกัน แต่ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวต้องไม่ต่ำกว่าราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืมเงินกันนั้น

     (1) กรณีบริษัทฯ นำเงินของตนที่มีอยู่ไปให้กู้ยืม อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับหรือควรจะได้รับ ให้คิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารประเภทเงินฝากประจำในเวลาที่มีการกู้ยืม

     (2) กรณีบริษัทฯ นำเงินที่กู้ยืมมาจากบุคคลอื่นไปให้กู้ยืม อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับหรือควรจะได้รับ ให้คิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในวันที่ได้ให้กู้ยืมเงินที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน หรือคิดดอกเบี้ยในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในเวลาที่บริษัทฯ ได้กู้ยืมเงินมาทั้งนี้ กรณีบริษัทฯ นำเงินไปให้กู้ยืม โดยไม่สามารถแยกแหล่งเงินทุนได้ว่ามาจากเงินของตนที่มีอยู่หรือเงินที่กู้ยืมมาจากบุคคลอื่น ให้คิดดอกเบี้ยที่ได้รับในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในเวลาที่บริษัทฯ ได้กู้ยืมเงินมา” (หนังสือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0702/560 ลงวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558)


3.กรณีบริษัทฯ ให้กรรมการกู้ยืม โดยไม่คิดดอกเบี้ย เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ต้องนำดอกเบี้ยที่พึงได้รับ ตามมาตรา 91/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับเดือนสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี และยื่นแบบ ภ.ธ.40 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี คือ วันที่ 31 ธันวาคม บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.ธ.40 และชำระภาษีธุรกิจเฉพาะภายในวันที่ 15 มกราคม ของปีถัดไป


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจสินเชื่อรายย่อย (ฟิโก้ไฟแนนซ์) มีการให้กรรมการกู้ยืมเงิน โดยใช้เงินบริษัทฯ ไม่มีการกู้ยืมจากที่อื่น โดยไม่คิดดอกเบี้ย นั้น พึงต้องแยกพิจารณาข้อเท็จจริงต่างหากจากกับการประกอบกิจการโดยทั่วไป หากกรรมการกู้ยืมเงินไปเพื่อประโยชน์แก่กิจการ (หาเหตุผลมาประกอบให้ชัดแจ้งให้ได้ว่า กรรมการกู้ยืมหรือทดรองเงินของบริษัทฯ ไปเพื่อประโยชน์แก่กิจการ) เช่นนี้ ไม่พึงต้องคิดดอกเบี้ยจากกรรมการ

แต่หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับหรือควรจะได้รับ โดยคิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารประเภทเงินฝากประจำในเวลาที่มีการกู้ยืม ตามแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรดังกล่าวข้างต้น


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



เลขที่หนังสือ

: กค 0702/560

วันที่

: 21 มกราคม 2558

เรื่อง

: ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม

ข้อกฎหมาย

: มาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

บริษัทฯ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนนิติบุคคล ทุนจดทะเบียน - บาท กรรมการของบริษัทมี 6 คน กรรมการผู้มีอำนาจ คือ นาย ฮ. ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทฯ สำนักงานใหญ่ บริษัทฯ ไม่มีสำนักงานสาขา และมีรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มวันที่ 1 เมษายนถึงวันที่ 31 มีนาคม ของทุกปี บริษัทฯ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.01) เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2543 ประกอบกิจการประเภทให้บริการพิธีการศุลกากร freight forwarding ตัวแทนให้บริการขนส่ง ขนถ่ายสินค้า บริษัทฯ เสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี

แนววินิจฉัย

          1.กรณีบริษัทฯ นำเงินทุนหมุนเวียนบางส่วน (เงินฝาก) ไปให้บริษัท B จำกัด ซึ่งถือหุ้นบริษัทฯ ร้อยละ 42.499 กู้ยืมเงินโดยมีการทำสัญญาและออกตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือตั๋ว P/N ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2550 จำนวน 1 ฉบับ มูลค่าเงินในตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน 30,000,000 บาท บริษัท Bจำกัด ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือตั๋ว P/N เป็นผู้กำหนดอัตราดอกเบี้ยในตั๋วสัญญาใช้เงิน หรืออัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อเป็นผลตอบแทนให้แก่บริษัทฯ ตามอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดขึ้น โดยมีเงื่อนไขว่า บริษัทฯ สามารถดึงเงินออกทั้งจำนวน หรือบางส่วนได้เมื่อทวงถาม และการชำระคืนตั๋วสัญญาใช้เงินเผื่อเรียกจะชำระคืนภายในสองวันทำการ โดยบริษัทฯ ต้องบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรโดยใช้แบบฟอร์มขอชำระคืนให้กับ บริษัท Bจำกัด กรณีดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการให้บริษัท Bจำกัด กู้ยืมเงิน หากการให้กู้ยืมเงินดังกล่าวไม่มีดอกเบี้ย หรือมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืมเงิน ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร
2.กรณีตามข้อเท็จจริงที่บริษัท ฯ แจ้งว่า เงินทุนหมุนเวียนบางส่วน (เงินฝาก) ที่บริษัทฯ นำไปให้บริษัท Bจำกัด กู้ยืมนั้น มีแหล่งที่มาจากการทำธุรกิจของบริษัทฯ เอง ในเบื้องต้นจึงมีประเด็นที่เจ้าพนักงานประเมินจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาว่า บริษัทฯ ได้รับเงินทุนหมุนเวียนดังกล่าวมาจากแหล่งเงินใด หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า เงินทุนหมุนเวียนบางส่วน (เงินฝาก) ที่บริษัทฯ นำไปให้บริษัท Bจำกัด กู้ยืมนั้น เป็นเงินทุนหมุนเวียนที่ได้มาจากเงินทุนจดทะเบียนได้รับชำระมูลค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้น หรือเงินกำไรสะสมจากการประกอบกิจการของบริษัทฯ ฯลฯ ถือเป็นกรณีบริษัทฯ นำเงินของบริษัทฯ ที่มีอยู่ไปให้บริษัท Bจำกัด กู้ยืมหากเงินทุนหมุนเวียนที่บริษัทฯ นำไปให้บริษัท Bจำกัด กู้ยืม เป็นเงินทุนหมุนเวียนที่ได้จากการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินหรือบุคคลภายนอก ฯลฯ เพื่อนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ ถือเป็นกรณีบริษัทฯ นำเงินที่กู้ยืมมาจากบุคคลอื่นไปให้บริษัท Bจำกัด กู้ยืม
           3.กรณีบริษัทฯ ให้บริษัท B จำกัด กู้ยืมเงิน 
บริษัทฯ ต้องคิดดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยที่ได้ตกลงกัน แต่ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวต้องไม่ต่ำกว่าราคาตลาด ในวันที่ให้กู้ยืมเงิน ดังนั้น
                
(1)กรณีบริษัทฯ นำเงินของตนที่มีอยู่ไปให้กู้ยืม อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับหรือควรจะได้รับ ให้คิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารประเภทเงินฝากประจำในเวลาที่มีการกู้ยืม
 
               (2)กรณีบริษัทฯ นำเงินที่กู้ยืมมาจากบุคคลอื่นไปให้กู้ยืม อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับหรือควรจะได้รับ ให้คิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในวันที่ได้ให้กู้ยืมเงินที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน หรือคิดดอกเบี้ยในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในเวลาที่บริษัทฯ ได้กู้ยืมเงินมาทั้งนี้ กรณีบริษัทฯ นำเงินไปให้กู้ยืม โดยไม่สามารถแยกแหล่งเงินทุนได้ว่ามาจากเงินของตนที่มีอยู่หรือเงินที่กู้ยืมมาจากบุคคลอื่น ให้คิดดอกเบี้ยที่ได้รับในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในเวลาที่บริษัทฯ ได้กู้ยืมเงินมา

เลขตู้

: 78/39466




เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีการให้พนักงานของบริษัทในเครือกู้ยืมเงินโดยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาด

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

28/11/1997

เลขที่หนังสือ

กค 0811/16254

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ข้อกฎหมาย

ประเด็นปัญหา

ข้อหารือ

บริษัทฯ ซึ่งประกอบธุรกิจหลายประเภทในรูปของบริษัทในเครือ โดยบริษัทแต่ละบริษัทได้ให้ สวัสดิการแก่พนักงานของตนในลักษณะของการให้กู้ยืมเงินจากบริษัทได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าราคาตลาด บริษัทฯ เข้าใจว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยมีเหตุอันสมควรตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร และ

    1.ในกรณีบริษัทที่อยู่ในเครือเดียวกันได้มีการโอนย้ายพนักงานอยู่เป็นประจำโดยเป็นการโอนย้ายทั้งแบบชั่วคราวและแบบประจำซึ่งในการโอนย้ายแต่ละครั้งไม่ว่าจะเป็นการโอนย้ายแบบชั่วคราวหรือแบบประจำจะทำให้ความเป็นพนักงานของบริษัทที่ให้กู้ยืมเงินสิ้นสุดลง ในกรณีเช่นนี้ หากสัญญากู้ยืมเงินนั้นยังไม่ครบกำหนดเวลาการใช้เงินคืน และบริษัทเดิมยังคงให้กู้ยืมเงินต่อไป โดยให้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำตามเดิมเพราะถือว่าพนักงานนี้ยังคงเป็นพนักงานที่อยู่ในเครือเดียวกันในกรณีเช่นนี้จะถือว่าการให้กู้ยืมเงินโดยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดดังกล่าวเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยมีเหตุอันควรหรือไม่

    2. หากได้มีการกำหนดว่าพนักงานคนใดก็ตามหากเข้ามาทำงานในบริษัทใดบริษัทหนึ่งซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในเครือนี้แล้ว ก็จะมีสิทธิ์กู้ยืมเงินจากบริษัทหลักซึ่งเป็นบริษัทแม่ได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาด แม้ว่าจะมิได้เป็นลูกจ้างโดยตรงในบริษัทหลักก็ตามและถ้าหากพนักงานได้ลาออกจากการเป็นพนักงานในกลุ่มบริษัทเหล่านี้แล้ว สัญญาการกู้ยืมเงินตามสัญญาดังกล่าวจะถึงกำหนดการชำระโดยทันทีในกรณีเช่นนี้จะถือว่าการที่บริษัทแม่ให้พนักงานของบริษัทในเครือกู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยมีเหตุอันสมควรหรือไม่

    3. ในกรณีของการให้กู้ยืมเงินแก่พนักงานในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดหากได้มีการสิ้นสุดการว่าจ้างก่อนครบกำหนดของสัญญาการกู้ยืมเงินไม่ว่าในกรณีใด ๆ ก็ตามเช่น การลาออกไปทำงานกับบริษัทอื่นซึ่งไม่ใช่บริษัทในเครือ ในกรณีเช่นนี้ หากบริษัทยังคงให้ลูกจ้างเดิมกู้ยืมเงินต่อไปอีกตามเงื่อนไขเดิมจนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาแห่งการกู้ยืมเงิน เช่น 10 ปี เป็นต้นในกรณีเช่นนี้ จะถือว่าการให้กู้ยืมเงินภายในช่วงระยะเวลาที่ได้สิ้นสุดการจ้างลงจนถึงวันครบกำหนดชำระคืนเงินกู้เป็นการให้กู้ยืมเงินโดยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยมีเหตุอันสมควรหรือไม่

    4. ในการให้กู้ยืมเงินดังกล่าวข้างต้นนั้น มีกรณีใดบ้างที่บริษัทต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

แนววินิจฉัย

1. กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล

    1.1 ในกรณีที่บริษัทให้สวัสดิการแก่พนักงานของตนในลักษณะของการให้กู้ยืมเงินจากบริษัทได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าราคาตลาด ถือได้ว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยมีเหตุอันสมควร ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร

    1.2 กรณีตาม 1. และ 3. เป็นกรณีที่บริษัทให้สวัสดิการแก่พนักงานของตนในลักษณะของการให้กู้ยืมเงินจากบริษัทได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าราคาตลาด ต่อมาเมื่อพนักงานโอนย้ายไปยังบริษัทในเครือเดียวกัน หรือลาออกไปทำงานกับบริษัทอื่นซึ่งไม่ใช่บริษัทในเครือเดียวกัน เป็นผลทำให้ความเป็นพนักงานของบริษัทได้สิ้นสุดลง หากบริษัทยังคงให้ลูกจ้างเดิมกู้ยืมเงินต่อไปอีกโดยคิดดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาด กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ที่จะประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืมได้

    1.3 กรณีตาม 2. เป็นกรณีที่บริษัทแม่ให้พนักงานของบริษัทในเครือกู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าราคาตลาด ถือเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เช่นเดียวกับ 1.2

2. กรณีภาษีธุรกิจเฉพาะ

    2.1 กรณีบริษัทมีระเบียบเกี่ยวกับเงินกองทุนสะสมพนักงานหรือทุนอื่นใดเพื่อพนักงานและบริษัทได้นำเงินกองทุนนี้ออกให้พนักงานที่เป็นสมาชิกกู้ยืมเป็นสวัสดิการโดยมีดอกเบี้ยสำหรับเงินที่ให้กู้นั้นตามสมควร บริษัทไม่ต้องนำดอกเบี้ยนั้นมารวมเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.6/2534 เรื่อง ดอกเบี้ยสำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2534 

    2.2 กรณีที่บริษัทให้พนักงานกู้ยืมเงินโดยไม่มีระเบียบเกี่ยวกับเงินกองทุนสะสมพนักงานหรือทุนอื่นใดตาม 2.1 หรือกรณีที่บริษัทให้พนักงานของบริษัทในเครือเดียวกันหรือพนักงานของบริษัทอื่นกู้ยืมเงิน ถือเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร และกรณีที่บริษัทให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีดอกเบี้ยหรือมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควรเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยตามราคาตลาดได้ ตามมาตรา 91/16 (6) แห่งประมวลรัษฎากร

    2.3 กรณีตามข้อเท็จจริงข้างต้น หากบริษัทให้กู้ยืมเงินเป็นครั้งคราว มิใช่การประกอบกิจการเป็นปกติธุระ ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/13 (2) แห่งประมวลรัษฎากร และตามข้อ 1 (3) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ เรื่องการกำหนดกิจการที่ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ลงวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2535 แต่บริษัทยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/10 แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

60/26132


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ