Case study

การยื่นภาษีและการคำนวณภาษีเกี่ยวกับบุคคลธรรมดาขายอสังหาริมทรัพย์


เรื่อง การยื่นภาษีและการคำนวณภาษีเกี่ยวกับบุคคลธรรมดาขายอสังหาริมทรัพย์
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 01/09/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ข้อกฎหมาย
คำถาม

1.  หากบุคคลขายอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้านพร้อมที่ดิน หรือที่ดินอย่างเดียว หรือคอนโด มีทั้งซื้อมุ่งในการค้า และไม่มุ่งในการค้า มีวิธีแยกดูอย่างไรหรือไม่ 

2.  ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษีและยื่นภาษีอย่างไร กรณีมีการยื่นภาษีแบบปกติไปแล้ว ขอยกตัวอย่างตามตัวเลขดังนี้ บุคคลขายบ้านพร้อมทีดิน ราคา 2,000,000 บาท ราคาประเมินกรมธนารักษ์บ้านพร้อมที่ดิน 1,200,000 บาท มีการซ่อมแซมและต่อเติมก่อนการขาย 300,000 บาท ซื้อบ้านและที่ดินมา 1,400,000 บาท มีชื่ออยู่ในทะเบียนมากกว่า 1 ปี เสียภาษีและค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ณ กรมที่ดินประมาณ 17,000 บาท ตอนขายได้มีการชำระภาษีบุคคลธรรมดา ภาษีอื่นๆ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่กรมที่ดิน

    - อยากทราบว่า ถ้าตอนสิ้นปี ต้องการจะยื่นภาษีภงด. 90 เพิ่มเติม ในส่วนของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์สามารถยื่นเพิ่มเติมได้หรือไม่ ถ้ายื่นได้ ต้องยื่นรวมรายได้อื่น ๆ ทั้งหมด หรือสามารถแยกยื่นเฉพาะรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ได้ 

   - ช่องเงินได้จากการขายอสังหาฯ ที่กรอกในแบบภาษี กรอกราคาประเมินบ้านและที่ดินจากกรมธนารักษณ์ ถูกต้องหรือไม่ 

    - หากต้องการหัก ค่าใช้จ่ายแบบตามจริง สามารถทำได้หรือไม่ - ถ้าหากสามารถนำค่าใช้จ่ายตามจริงมาคำนวณได้ สามารถนำราคาตอนซื้อบ้านพร้อมที่ดิน ค่าซ่อมแซ่มต่อเติม ค่าใช้จ่ายการโอนมาคำนวณภาษีได้หรือไม่ (มีใบเสร็จทั้งตอนซื้อบ้าน และการซ่อมแซมต่อเติม และการโอนขาย) -ทั้งนี้หากเป็นไปตามที่กล่าวมา ราคาประเมิน 1.2 ล้าน หักค่าใช่จ่ายตามจริง 1.4ล้าน+0.3ล้าน+0.017ล้าน ซึ่งทำให้ยอดคงเหลือไปคำนวณภาษีต่ำกว่า 0 ( หรือเท่ากับ 0 ) ทำให้ไม่มีภาษีที่ต้องชำระ แต่มีเครดิตภาษีอยู่ 17,000 บาท นั้น สามารถขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ชำระล่วงหน้าที่กรมที่ดินได้หรือไม่ เพิ่มเติม 

    - หากขอคืนได้ ขอสอบถามอายุความขอคืน นับอย่างไร กรณีขายอสังหาฯ ไปในปี 2566 ณ ปัจจุบัน ยังมีสิทธิ์ยื่นภาษีบุุคคลธรรมดาเพิ่มเติมและขอคืนได้ไหม และต้องแนบเอกสารใดประกอบการขอคืนบ้าง 

    - สามารถอ้างข้อ กม. มาตรา ไหนบ้าง และมีประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาบ้างไหม เช่น ค่าปรับภงด 94 หากการขายเกิดในช่วง ม.ค.-มิ.ย.

คำตอบ

คำถาม-ตอบข้อ 1

1. อยากทราบว่า ถ้าหากบุคคลขายอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้านพร้อมที่ดิน หรือที่ดินอย่างเดียว หรือคอนโด มีทั้งซื้อมุ่งในการค้า และไม่มุ่งในการค้า มีวิธีแยกดูอย่างไรหรือไม่ 

คำตอบ

การแบ่งประเภทอสังหาริมทรัพย์ตามเจตนา

กรมสรรพากรกำหนดให้การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ของ บุคคลธรรมดา แบ่งเป็น 2 กรณี คือ ได้มาโดยมุ่งในทางค้าหรือหากำไร กับ ได้มาโดยมิได้มุ่งค้าหากำไร คือ หากบุคคลซื้อหรือปลูกสร้างอสังหาริมทรัพย์มาเพื่อจำหน่ายโดยมีเจตนาค้าหากำไร จะถือว่าเป็นการซื้อเพื่อการค้า (ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% และจัดเป็นเงินได้จากการค้าขาย) ส่วนอสังหาฯ ที่ได้มาเพื่อใช้เอง เช่น ซื้อเพื่ออยู่อาศัย ซื้อเพื่อทำการเกษตรหรือประกอบธุรกิจ ไม่ได้มุ่งค้าหากำไร ก็จัดเป็นรายได้ประเภทอื่น (เงินได้ประเภทที่ 8)

การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์

ในทางภาษีอากรโดยเฉพาะกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบ่งการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ออกเป็น 2 กรณี คือ

1.  การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยมุ่งในทางค้าหรือหากำไร ได้แก่ กรณีที่ได้อสังหาริมทรัพย์มาโดยการซื้อ แลกเปลี่ยน หรือทำการปลูกสร้างอสังหาริมทรัพย์ และผู้ที่ได้มามีเจตต์จำนงหรือ มุ่งที่จะค้าหรือหากำไรจากอสังหาริมทรัพย์ มาเพื่อการจัดสรรจำหน่าย การปลูกสร้างอาคาร โรงเรือน อาคารชุด ทาวน์เฮ้าส์ อาคารโรงงาน หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นใดเพื่อจำหน่าย เป็นต้น

2.  การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ได้แก่ กรณีได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยมิได้มีเจตจำนงแต่แรกว่าจะค้าหรือหากำไร จากอสังหาริมทรัพย์นั้น แบ่งเป็น

          2.1. อสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับมาโดยทางมรดก หรือได้รับจากการให้โดยเสน่หา

          2.2. อสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางค้าหรือหากำไรโดยทางอื่นใด นอกจากกรณีรับมรดกหรือการรับให้โดยเสน่หา เช่น การซื้อ หรือแลกเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์มาเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย หรือเพื่อทำการเกษตรกรรม หรือเพื่อใช้เป็นสถานประกอบการหรือใช้ในการประกอบกิจการ หรือได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นต้น


สรุปการเสียภาษีของอสังหาฯ ที่ได้มาทางมุ่งค้าและไม่มุ่งค้า

 


คำถาม-ตอบข้อ 2

    - อยากทราบว่า ถ้าตอนสิ้นปี ต้องการจะยื่นภาษี ภ.ง.ด. 90 เพิ่มเติม ในส่วนของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์สามารถยื่นเพิ่มเติมได้หรือไม่ ถ้ายื่นได้ ต้องยื่นรวมรายได้อื่น ๆ ทั้งหมด หรือสามารถแยกยื่นเฉพาะรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ได้ 

   - ช่องเงินได้จากการขายอสังหาฯ ที่กรอกในแบบภาษี กรอกราคาประเมินบ้านและที่ดินจากกรมธนารักษณ์ ถูกต้องหรือไม่

- หากต้องการหัก ค่าใช้จ่ายแบบตามจริง สามารถทำได้หรือไม่

- ถ้าหากสามารถนำค่าใช้จ่ายตามจริงมาคำนวณได้ สามารถนำราคาตอนซื้อบ้านพร้อมที่ดิน ค่าซ่อมแซ่มต่อเติม ค่าใช้จ่ายการโอนมาคำนวณภาษีได้หรือไม่ (มีใบเสร็จทั้งตอนซื้อบ้าน และการซ่อมแซมต่อเติม และการโอนขาย)

- ทั้งนี้หากเป็นไปตามที่กล่าวมา ราคาประเมิน 1.2 ล้าน หักค่าใช่จ่ายตามจริง 1.4 ล้าน + 0.3 ล้าน + 0.017 ล้าน ซึ่งทำให้ยอดคงเหลือไปคำนวณภาษีต่ำกว่า 0 ( หรือเท่ากับ 0 ) ทำให้ไม่มีภาษีที่ต้องชำระ แต่มีเครดิตภาษีอยู่ 17,000 บาท นั้น สามารถขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ชำระล่วงหน้าที่กรมที่ดินได้หรือไม่ เพิ่มเติม

ภาระภาษีจากการขายอสังหาริมทรัพย์

เมื่อ บุคคลธรรมดาขายอสังหาริมทรัพย์ จะมีภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย 
     – ปกติสำนักงานที่ดินจะหักภาษี ณ ที่จ่าย 1% ของราคาประเมิน (คิดจากราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมธนารักษ์) และนำส่งให้สรรพากร (โดยราคาขายที่นำมาคำนวณภาษีเป็น “ราคาประเมิน” ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 49 ทวิ)
  • ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% 
     – หากขายทรัพย์สินภายใน 5 ปี นับจากวันที่ได้มา และไม่ได้รับยกเว้นจากเกณฑ์ต่างๆ เช่น ชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านมากกว่า 1 ปี หรือถือครองเกิน 5 ปี จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาซื้อขาย (หากเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้วก็จะได้รับยกเว้นอากรแสตมป์)
  • อากรแสตมป์ 0.5% 
     – กรณีได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ตามเกณฑ์ข้างต้น) ผู้ขายจะเสียอากรแสตมป์ 0.5% จากราคาซื้อขายหรือราคาประเมิน (เลือกใช้ราคาที่สูงกว่า) กรณีบุคคลธรรมดา (บุคคลธรรมดา) 
  • ค่าธรรมเนียมอื่นๆ ของกรมที่ดิน 
     – เช่น ค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์ 2% ของราคาประเมิน รวมทั้งค่าจดทะเบียนต่างๆ ซึ่งอาจผู้ขายหรือผู้ซื้อรับผิดชอบตามที่ตกลงกัน

กรณีตัวอย่างดังกล่าว ถือว่าผู้ขายเป็นบุคคลธรรมดาที่ขายอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย (ไม่ใช่มรดก) ที่มีชื่อในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปี จึงได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะและเสียแค่ อากรแสตมป์ 0.5% นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ที่ดินจะคำนวณภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายและภาษีธุรกิจเฉพาะ (ถ้ามี) ไว้ ณ การโอนกรรมสิทธิ์ด้วย

การยื่นแบบภาษีและการคำนวณภาษีหลังการขาย

  • การยื่นเพิ่มเติม (ภ.ง.ด. 90/94) (หากแบบปกติยื่นผ่าน Internet สามารถยื่นเพิ่มเติมผ่าน Internet ได้)

กรณีเคยยื่นแบบภาษีภงด.90/91 แบบปกติไปแล้ว และต่อมาต้องการยื่นแบบภงด.90 เพิ่มเติมโดยจะนำรายได้จากการขายอสังหาฯ มารวมยื่นแบบภาษีด้วยนั้น จะต้องพิจารณาว่าเงินได้จากการขายอสังหาฯ นั้นเป็นไปตามกรณีใด

1. กรณีการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยมุ่งในทางค้าหรือหากำไร

  • การยื่นเพิ่มเติมภงด.90 สำหรับเงินได้จากการขายอสังหาฯ ที่ได้รับนี้ สามารถยื่นเพิ่มเติมได้ แต่จะต้องนำรวมกับเงินได้ทุกประเภทที่ผู้มีเงินได้ได้รับในปีภาษี จะแยกยื่นเฉพาะ เงินได้จากการขายอสังหาฯ ที่เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากรอย่างเดียวไม่ได้ (ไม่มีสิทธิเลือกแยกยื่น)
  • บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้ จะต้องรวมยอดเงินได้ทุกประเภทที่ได้รับในปีนั้น นำรวมยื่นใหม่ทั้งหมด เช่น มีเงินได้จากงานประจำ เงินได้พึงประเมิน 40(1) (2) นำมารวมและหากมียอดภาษีที่ได้ชำระไปแล้วตามแบบภาษีฉบับปกติ ก็ให้นำมาหักออกได้
  • หากการขายเกิดในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.–มิ.ย.) ผู้ขายควรยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 (ยื่นภายในวันที่ 1 ก.ค.–30 ก.ย. ของปีภาษีนั้น) เพื่อชำระภาษีส่วนต่างก่อน มิฉะนั้นต้องรอรวมภาษีใน ภ.ง.ด.90 และอาจเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร (หากไม่ได้ยื่นแบบตามกำหนด)

1. เสียค่าปรับอาญา ดังนี้
กรณียื่นเกินกำหนดไม่เกิน 7 วัน นับแต่วันพ้นกำหนดเวลา เสียค่าปรับ 100 บาท
      กรณียื่นเกินกำหนด   เกิน  7 วัน นับแต่วันพ้นกำหนดเวลา เสียค่าปรับ 200 บาท

      2. เสียเงินเพิ่ม (ถ้ามีเงินภาษีที่ต้องชำระ) อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนคิดเป็นหนึ่งเดือน

มาตรา 27  บุคคลใดไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมิน ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ
             ในกรณีอธิบดีอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาชำระหรือนำส่งภาษีและได้มีการชำระหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
             การคำนวณเงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการหรือนำส่งภาษีจนถึงวันชำระหรือนำส่งภาษี แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง ไม่ว่าภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งนั้นจะเกิดจากการประเมินหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานหรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาของศาล
             ( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2527 ใช้บังคับ 1 ม.ค. 2528 เป็นต้นไป )

2. การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร

  • การยื่นเพิ่มเติมภงด.90 สำหรับเงินได้จากการขายอสังหาฯ ที่ได้รับนี้ สามารถยื่นเพิ่มเติมได้ โดยผู้มีเงินได้ มีสิทธิเลือกได้ว่า จะนำเงินได้จากการขายอสังหาฯ ที่เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมหรือแยกยื่นกับเงินได้ประเภทอื่นที่ได้รับในปีนั้นหรือไม่
  • หากเลือกนำไปรวมยื่นกับเงินได้อื่น สามารถยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 ได้โดยนำรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ไปรวมคำนวณกับรายได้อื่นในปีนั้นทั้งหมด 
  • หากเลือกนำไปแยกยื่นกับเงินได้อื่น ก็ให้กรอกข้อมูลที่ยื่นเพิ่มเติมเฉพาะรายได้-รายจ่าย สำหรับการขายอสังหาฯ เท่านั้น
  • หากการขายเกิดในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.–มิ.ย.) ผู้ขายควรยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 (ยื่นภายในวันที่ 1 ก.ค.–30 ก.ย. ของปีภาษีนั้น) เพื่อชำระภาษีส่วนต่างก่อน มิฉะนั้นต้องรอรวมภาษีใน ภ.ง.ด.90 และอาจเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร (หากไม่ได้ยื่นแบบตามกำหนด)
      
  • การกรอกช่อง “เงินได้จากการขายอสังหาฯ”
     
     – ในแบบ ภ.ง.ด. 90 ช่องรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ให้กรอกเป็น ราคาประเมินทุนทรัพย์ ของกรมธนารักษ์ ที่ใช้เรียกเก็บค่าธรรมเนียม ณ วันโอน คือ 1,200,000 บาท เข้าใจถูกต้องแล้วคะ

มาตรา 49 ทวิ  ในกรณีที่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยมีหรือไม่มีค่าตอบแทน ไม่ว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์นั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม ให้เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นราคาที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนนั้น
             ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 28 ) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ 19 พ.ย. 2534 เป็นต้นไป)
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.100/2543 )

การหักค่าใช้จ่าย 

 - 
กรณีการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยมุ่งในทางค้าหรือหากำไรให้หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรเท่านั้น  โดยให้นำมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรมาใช้บังคับโดยอนุโลม ผู้มีเงินได้สามารถนำราคาตอนซื้อบ้านพร้อมที่ดิน(คำนวณค่าเสื่อมราคา) ค่าซ่อมแซ่มต่อเติม ค่าใช้จ่ายการโอน ที่มีใบเสร็จระบุชื่อผู้มีเงินได้ มาหักเป็นรายจ่ายตามจริง ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนสิ้นปี ภงด.90 หรือตอนภงด.94 ได้ 

- การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร
 
มีสิทธิเลือกว่าจะเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาตามอัตราร้อยละ ตามพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 165 (แล้วแต่ ระยะเวลาถือครอง เช่น ถือครอง 10 ปีขึ้นไป หัก 50%) กรณีนี้ไม่ต้องแสดงหลักฐานรายจ่าย หรือ สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้ หากมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าเงื่อนไขอัตราเหมา โดยต้อง ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ประจำปีภาษีนั้นพร้อมแสดงรายการและแนบหลักฐานค่าใช้จ่ายจริง เช่น ใบเสร็จซื้อทรัพย์สิน, ใบเสร็จค่าซ่อมต่อเติม, ค่าอากรแสตมป์ และค่าธรรมเนียมการโอน 


พระราชกฤษฎีกา
ออกตามความในประมวลรัษฎากร
ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน
จากการขายอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ 165)
 พ.ศ. 2529


 

มาตรา เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่ได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา 48 (4)(ข) และมาตรา 50 (5)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาดังต่อไปนี้ 

 

จำนวนปีที่ถือครอง

ร้อยละของเงินได้

1 ปี

92

2 ปี

84

3 ปี

77

4 ปี

71

5 ปี

65

6 ปี

60

7 ปี

55

8 ปีขึ้นไป

50

เว้นแต่ผู้มีเงินได้จะแสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมิน และพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่านั้น ก็ยอมให้หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร ทั้งนี้ให้นำมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้าตามหลักฐานที่นำมาพิสูจน์นั้นปรากฏว่ามีรายจ่ายที่หักได้ตามกฎหมายน้อยกว่าอัตราค่าใช้จ่ายที่กำหนดไว้ข้างต้นก็ให้ถือว่ามีค่าใช้จ่ายเพียงเท่าหลักฐานที่นำมาพิสูจน์


  • ตัวอย่างการคำนวณตามข้อมูล 
     
    – สมมติใส่ราคาประเมิน 1,200,000 บาท หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาร้อยละ 50 (600,000 บาท) เหลือเงินได้สุทธิ 600,000 บาท หากหารด้วยปีถือครอง (สมมติ 1 ปี) แล้วคูณกลับเป็นเงินภาษี แต่หากหักตามจริง (1,400,000+300,000+17,000 = 1,717,000 บาท) จะทำให้เงินได้สุทธิ ≤ 0 บาท จึง ไม่มีภาษีที่ต้องชำระ ในการคำนวณจริง ที่ผ่านมาได้ชำระภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 17,000 บาท จึงเกิด “เครดิตภาษี” จำนวนดังกล่าว

1. กรณีมีรายได้จากขายอสังหาริมทรัพย์โดยมุ่งในทางค้าหรือหากำไร


2. กรณีมีรายได้จากขายอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ได้มุ่งในทางค้าหรือหากำไร



 

  • การขอคืนภาษี ณ ที่จ่าย 
    – หากคำนวณแล้วภาษีที่ต้องชำระสุทธิ ≤ 0 เกิดเครดิตภาษี 17,000 บาท ผู้มีเงินได้สามารถยื่นคำร้องขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายได้ ตามมาตรา 63 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร โดยมายื่นแบบ ค.10 กับสรรพากรท้องที่ภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษี ตามแบบภ.ง.ด.90 หรือจะเลือกขอคืนผ่านแบบภงด.90 ฉบับที่ยื่นเพิ่มเติมได้เช่นกัน

     ดังนั้น มีรายได้จากการขายอสังหาฯ และถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ในปี 2566 บุคคลธรรมดาดังกล่าว ยังมีสิทธิยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2566 เพิ่มเติมและขอคืนถูกหัก ณ ที่จ่ายได้ 

มาตรา 63 บุคคลใดถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องขอคืนต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในสามปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด
                  บุคคลใดที่ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในปีภาษี แต่ถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้ว บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่ถูกหักและนำส่งไว้แล้วนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องขอคืนต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในสามปีนับแต่วันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดจากปีที่ถูกหักภาษีไว้
                  ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 38) พ.ศ. 2557 ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 )

  • เอกสารประกอบการขอคืนภาษี 
     – เมื่อยื่นคำร้องขอคืนภาษีบุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายด้วยแบบ ค.10 ต้องแนบเอกสารหลักฐาน ได้แก่ ใบเสร็จรับเงินภาษี ณ ที่จ่าย (ที่ออกโดยกรมที่ดิน), สำเนาสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์, หากยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 เพื่อคำนวณภาษีจริงก็ต้องแนบใบเสร็จค่าซื้อทรัพย์สิน ค่าซ่อมต่อเติม และค่าธรรมเนียมต่างๆ เพื่อใช้เป็นหลักฐานลดหย่อนในแบบฯ ด้วย  และอื่นๆ ตามที่เจ้าหน้าที่ร้องขอ


ตารางสรุปการเสียภาษีบุคคลธรรมดา: ขายอสังหาริมทรัพย์

ประเด็น

กรณีมุ่งค้า/หากำไร

กรณีไม่มุ่งค้า/ไม่หากำไร

ลักษณะ

ซื้อ–ขายที่ดินเพื่อเก็งกำไร, ปลูกสร้าง/จัดสรรเพื่อขาย, คอนโดเพื่อขายต่อ

ซื้อเพื่ออยู่อาศัย, ทำการเกษตร, ใช้เป็นสำนักงาน, ได้จากมรดก/ให้โดยเสน่หา

ฐานรายได้+รายจ่าย 

รายได้ ม.40(8) + รายจ่าย ม.65 ทวิ/65 ตรี (โดยอนุโลม)

รายได้ ม.40(8) + รายจ่าย พ.ร.ฎ. 165/2529 หรือ ม.65 ทวิ/65 ตรี (โดยอนุโลม)

เสียภาษี ณ ที่ดิน
 
วันโอนกรรมสิทธิ์

- คำนวณภาษีเงินได้ตามอัตราก้าวหน้า
- ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ถ้าเข้าเงื่อนไข
- อากรแสตมป์ 0.5% (ถ้าได้รับยกเว้น SBT)
 - ค่าธรรมเนียมโอน 2%

เหมือนกัน

การยื่นสิ้นปี (ภ.ง.ด.90/94)

ต้องรวมกับรายได้อื่นทั้งหมด ยื่นรวมใน ภ.ง.ด.90/94

เลือกได้
- Final tax ที่เสียที่ที่ดิน (ไม่ต้องนำมารวมยื่น ภงด.90) หรือ
 - รวมยื่น/แยกยื่น ใน ภ.ง.ด.90/94 (เพื่อใช้เครดิต/หักค่าใช้จ่ายจริง)

ช่องกรอกในแบบ

ช่องรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ (ใช้ ราคาประเมินกรมธนารักษ์)

เหมือนกัน

วิธีหักค่าใช้จ่าย

หัก ตามจริง เท่านั้น (ต้นทุนซื้อ, ค่าโอน, ค่าซ่อมต่อเติม, ค่านายหน้า ฯลฯ มีหลักฐาน)

เลือกได้ 2 วิธี
 
1. เหมา ตาม พ.ร.ฎ. 165 (ถือครอง 1 ปี = หัก 92%, 8 ปีขึ้นไป = หัก 50%)
 
2. ตามจริง (ถ้ามีหลักฐานมากกว่า)

เครดิตภาษีที่หักไว้ ณ ที่ดิน

ใช้เป็นเครดิตหักออกเมื่อยื่นรวมใน ภ.ง.ด.90/94 หากชำระไว้สูงไปก็ขอคืนได้

เลือก
- หาก Final tax → จบที่ ณ ที่ดิน
 - หากรวมยื่น → ใช้เครดิตหักออก/ขอคืนได้

ขอคืนภาษีหัก ณ ที่ดิน

ทำได้ โดยยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (รวมรายได้ใหม่) หรือ ยื่น ค.10 ขอคืน

เหมือนกัน

อายุความการขอคืน

3 ปี นับจากวันสุดท้ายกำหนดยื่น ภ.ง.ด.90 (ปกติ 31 มี.ค. ปีถัดไป)

เหมือนกัน

ค่าปรับ/เงินเพิ่ม (ถ้ายื่นช้า)

- ค่าปรับ 100/200 บาท
 - เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน (สูงสุดเท่าภาษีค้าง)

เหมือนกัน

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ม.40(8), ม.65 ทวิ/65 ตรี, ม.49 ทวิ, ม.27, ม.63

ม.40(8), ม.48(4)(ข), ม.49 ทวิ, พ.ร.ฎ. 165/2529, ม.27, ม.63


 

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Website กรมสรรพากร ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการขายอสังหาริมทรัพย์

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายอสังหาริมทรัพย์


คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 100/2543

เรื่อง      การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอากรแสตมป์ กรณีการขาย การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์

---------------------------------------------

                เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทาง ปฏิบัติในการตรวจและแนะนำสำหรับ การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอากรแสตมป์ กรณีการขาย การโอนกรรมสิทธิ์หรือ สิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

                ข้อ 1 ให้ยกเลิกคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.9/2528 เรื่อง การโอนกรรมสิทธิ์หรือ สิทธิครอบครองใน อสังหาริมทรัพย์ กรณีที่ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้และกรณีที่เจ้าพนัก งานประเมินไม่ต้องกำหนดราคาขาย ลงวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2528

                ข้อ 2 คำว่า "ขาย" ในการจัดเก็บภาษีเงินได้ หมายความรวมถึง ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าด้วยวิธีใด และไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ไม่รวมถึง

                        (1) การขาย แลกเปลี่ยน ให้ โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองใน อสังหาริมทรัพย์ให้แก่ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจที่มิใช่บริษัทหรือห้าง หุ้นส่วนนิติบุคคลในกรณีดังต่อไปนี้

                              (ก) การให้ การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริม ทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทน

                              (ข) การแลกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์กับส่วน ราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่มิใช่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะในกรณีที่ส่วนราชการหรือ รัฐวิสาหกิจนั้น มิได้มีการจ่ายค่าตอบแทนเป็นอย่างอื่น นอกจากอสังหาริมทรัพย์ที่แลกเปลี่ยนนั้น

                        (2) การโอนโดยทางมรดกให้แก่ทายาท ซึ่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์

                ข้อ 3 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หมายถึง บุคคลธรรมดา ผู้ถึงแก่ความตาย กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

                ข้อ 4 การขายอสังหาริมทรัพย์ กรณีที่มีการถือกรรมสิทธ์รวม ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาตามข้อ 3 มีหน้าที่ต้องเสียภาษี ดังนี้

                        (1) กรณีการถือกรรมสิทธิ์รวมเกิดขึ้นเนื่องจาก การได้รับมรดก การให้โดยเสน่หา การครอบครองปรปักษ์ หรือจากการที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ให้ บุคคลอื่นเข้าถือกรรมสิทธิ์ รวมในภายหลัง ให้บุคคลแต่ละคนที่ถือกรรมสิทธิ์ รวมเสียภาษีเงินได้ในฐานะบุคคลธรรมดา โดยแยกเงินได้ตามส่วนของแต่ละ คนที่มีส่วนอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ถือกรรมสิทธิ์รวม

                        (2) กรณีการถือกรรมสิทธิ์รวมเกิดขึ้นเนื่องจากการทำนิติกรรมซื้อขาย ขายฝาก หรือแลกเปลี่ยน โดยเข้าถือกรรมสิทธ์รวมพร้อมกัน ให้เสียภาษีเงินได้ในฐานะห้างหุ้นส่วน สามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล แต่หากไม่ได้มีการเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมพร้อมกัน ให้บุคคลแต่ละคนที่ถือกรรมสิทธิ์ รวมเสียภาษีเงินได้ในฐานะบุคคลธรรมดา โดยแยกเงิน ได้ตามส่วนของแต่ละคนที่ มีส่วนอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ถือกรรมสิทธิ์รวม

                ข้อ 5 การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณ จากราคาขาย อสังหาริมทรัพย์ที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดขึ้น ในกรณีโอนกรรมสิทธิ์หรือ สิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดย มีหรือไม่มีค่าตอบแทน ไม่ว่าราคาที่ซื้อขายกันตาม ปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์นั้นจะ เป็นอย่างไรก็ตาม โดยถือตามราคาประเมิน ทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจด ทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นราคาที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนนั้น ตามมาตรา 49 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

                ข้อ 6 วิธีปฏิบัติในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้จ่ายเงินได้ให้แก่ผู้รับซึ่งขาย อสังหาริมทรัพย์ มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งเงินภาษีต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับ จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน ดังนี้

                        (1) สำหรับอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หา ให้หักค่าใช้จ่ายร้อยละ 50 ของเงินได้ เหลือเท่าใดถือเป็นเงินได้สุทธิแล้วหาร ด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ได้เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเงินภาษีที่ต้องเสีย

                        (2) สำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่นนอกจาก (1) ให้หักค่าใช้จ่าย เป็นการเหมาตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วย การกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมินจาก การขายอสังหาริมทรัพย์ เหลือเท่าใดถือเป็นเงินได้สุทธิแล้ว หารด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ได้เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ผลลัพธ์ที่ได้ เป็นเงินภาษีที่ต้องเสีย

                        คำว่า "จำนวนปีที่ถือครอง" ตามวรรคหนึ่ง (1) และ (2) หมายถึง จำนวนปี นับตั้งแต่ปีที่ได้กรรมสิทธิ์หรือ สิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ถึงปีที่โอนกรรมสิทธิ์หรือ สิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้าเกินสิบปีให้นับเพียงสิบปี และเศษของปีให้นับเป็นหนึ่งปี

                        กรณีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทน ถือว่าผู้โอนเป็นผู้จ่ายเงินได้ ผู้โอนมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งเงินภาษีต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน โดยถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามวรรคหนึ่ง

                        ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตาม (1) และ (2) เฉพาะกรณีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทาง การค้าหรือหากำไรที่ต้องชำระใน ขณะที่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ณ สำนักงานที่ดิน เมื่อคำนวณภาษีแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของราคาขาย

                ข้อ 7 ผู้มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามข้อ 6 จะเลือกเสียภาษีโดยไม่นำไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่น ตามมาตรา 48(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากรได้ ดังนี้

                        (1) เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก อสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับ จากการให้โดยเสน่หา หรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดย มิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ซึ่งได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย นำส่งไว้แล้ว

                        (2) เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร แต่ได้ยื่นรายการแสดงเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ดังกล่าว และคำนวณภาษีโดยหักค่า ใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร โดยจำนวนภาษีที่คำนวณได้ต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของราคาขาย และเมื่อนำภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตามข้อ 6 มาหักออกแล้วมีภาษีที่ชำระไว้เกิน ผู้มีเงินได้มีสิทธิขอคืนภาษี

                        เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามวรรคหนึ่ง หมายความรวมถึง เงินได้จาก การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะเป็น การขายอสังหาริมทรัพย์ ตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ซึ่งได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามข้อ 6 ไว้แล้ว

                ข้อ ผู้มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 4(6) แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับ แต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น ซึ่งได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย นำส่งตามข้อ 6 และได้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะไว้แล้ว เมื่อถึงกำหนด ยื่นรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้จากการขาย อสังหาริมทรัพย์ ดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ เฉพาะกรณีผู้มีเงินได้ดังกล่าว ไม่ขอรับเงินภาษีที่ ถูกหักไว้นั้นคืนหรือไม่ขอ เครดิตเงินภาษีที่ถูกหักไว้นั้นไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

                ข้อ 9 ผู้มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มา โดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ซึ่งได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งไว้ตามข้อ 6 ต้องนำเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์มา รวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่นตามมาตรา 48(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องคำนวณ หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร

                ข้อ 10 การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้ ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

                        (1) การโอนโดยทางมรดกซึ่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ ครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ให้แก่ทายาท ไม่ว่าจะเป็นทายาทโดยธรรมหรือทายาท โดยพินัยกรรม

                        (2) การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองใน อสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุตรโดยชอบ ด้วยกฎหมายของตนเองโดยไม่มีค่าตอบแทน บุตรชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวไม่รวมถึงบุตร บุญธรรม

                        (3) การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองใน อสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรือ ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หาที่ตั้งอยู่นอกเขตกรุงเทพมหานคร เทศบาล สุขาภิบาล หรือเมืองพัทยา หรือการปกครองท้องถิ่นอื่นที่มี กฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ ทั้งนี้ เฉพาะการโอนในส่วนที่ไม่เกิน 200,000 บาท ตลอดปีภาษีนั้น

                        (4) การโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่มิใช่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เฉพาะกรณีที่ผู้โอนได้รับค่าตอบแทนเป็นสิทธิในการใช้ทรัพย์สินที่โอนนั้นเพื่อกิจการผลิตสินค้าของตนเอง

                        (5) การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วย การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ เฉพาะที่ดินที่ต้องเวนคืนและ อสังหาริมทรัพย์อื่นบนที่ดินที่ต้องเวนคืน

                        (6) กรณีสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ต้องตกไปเป็นของบุคคลอื่นตามมาตรา 1367 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือโดยการถูกแย่งการครอบครองและมิได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืน ซึ่งการครอบครองนั้นภายในหนึ่งปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตามมาตรา 1375 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือโดยการสละเจตนาครอบครองหรือไม่ยึดถืออสังหาริมทรัพย์นั้นต่อไปซึ่ง เป็นเหตุให้การครอบครองสิ้นสุดลงตามมาตรา 1377 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เจ้าของสิทธิครอบครองเดิมไม่อยู่ ในข่ายต้องเสียภาษีเงินได้

                           อสังหาริมทรัพย์ที่บุคคลอื่นได้สิทธิครอบ ครองไปตามวรรคหนึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ได้สิทธิครอบครองจะต้องนำมา คำนวณภาษีเงินได้ตามปกติ

                        (7) กรณีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ต้องตกไปเป็น กรรมสิทธิ์ของบุคคลอื่นโดย การครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เจ้าของ กรรมสิทธิ์เดิมไม่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีเงินได้

อสังหาริมทรัพย์ที่ได้เป็นกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามวรรค หนึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรของผู้ได้กรรมสิทธิ์ ซึ่งจะต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้ตามปกติ

                        (8) การแบ่งสินสมรสที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ซึ่ง มีราคาของแต่ละฝ่ายเท่ากัน ไม่ถือเป็นการ "ขาย" ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้

                        (9) การแก้ไขหรือการเพิ่มเติมชื่อคู่สมรสในเอกสารสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นสินสมรสไม่ถือเป็นการ "ขาย" ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้

                        (10) กรณีครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ใกล้เคียงกันเนื้อที่เท่ากันแต่ถือโฉนดที่ดินไว้ผิดสับเปลี่ยนกัน เมื่อได้ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขชื่อในโฉนดให้เป็นการถูกต้องแล้วโดยมิได้มีเจตนาแลกเปลี่ยนที่ดินกัน ไม่ถือเป็นการ "ขาย" ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้

                        (11) กรณีปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่าเป็นตัวแทนถือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์แทนตัวการ เมื่อตัวแทนจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์คืนให้แก่ตัวการ โดยไม่ได้รับเงินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นการตอบแทน การโอนดังกล่าว ไม่ถือเป็นการ "ขาย" ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้

                ข้อ 11 การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ในกรณีดังต่อไปนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ต้องกำหนดจำนวน เงินเพิ่มขึ้นในการจัดเก็บอากรแสตมป์ ตามมาตรา 123 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

                        (1) กรณีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดย การขาย ให้แก่ส่วนราชการ องค์การของรัฐบาลตามความในมาตรา 2 แห่งประมวลรัษฎากร เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นหรือรัฐวิสาหกิจ ให้ถือว่าจำนวนเงินที่ผู้จ่าย เงินดังกล่าวจ่ายนั้นเป็นจำนวนเงิน ที่ได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์นั้นตามปกติแล้ว

                        (2) กรณีการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่วนราชการหรือหน่วยงานตาม ที่กล่าวใน (1) เป็นผู้ทอดตลาด ให้ถือว่าจำนวนเงินค่าขายทอดตลาดนั้น เป็นจำนวนเงินที่ได้ รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์นั้นตามปกติแล้ว

                        (3) กรณีที่มีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย ว่าด้วยการเวนคืนอสังหา ริมทรัพย์ ให้ถือว่าจำนวนเงินค่าทดแทนจาก การเวนคืนดังกล่าวเป็นจำนวนเงินที่ได้รับจาก การขายอสังหาริมทรัพย์นั้นตามปกติแล้ว


                ข้อ 12 ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือตอบข้อหารือ หรือทางปฏิบัติใดที่ขัด หรือแย้งกับคำสั่งนี้ให้เป็นอันยกเลิก


สั่ง ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543


สมชาย ศรีสันติสุข

ที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพรักษาราชการแทน

อธิบดีกรมสรรพากร



พระราชกฤษฎีกา
ออกตามความในประมวลรัษฎากร
ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342)
 พ.ศ. 2541

--------------------------
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2541
 เป็นปีที่ 53 ในรัชกาลปัจจุบัน


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขกรณีการขาย อสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 221 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 91/2(6) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไข เพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

                       มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า พระราชกฤษฎีกาออกตามความใน ประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541

                       มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากประกาศในราชกิจจา นุเบกษาเป็นต้นไป

                       มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534

                       มาตรา 4 ให้การขายอสังหาริมทรัพย์เฉพาะที่ต้องจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมดังต่อไปนี้ เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษี ธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร

(1) การขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการจัดสรรที่ดิน

(2) การขายห้องชุดของผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนอาคารชุด ตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด

(3) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อขาย รวมถึงการ ขายที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารดังกล่าว

(4) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) หรือ (3) เฉพาะกรณีที่มีการแบ่งขายหรือมีการแบ่งแยกไว้เพื่อขาย โดยได้จัดทำถนนหรือสิ่ง สาธารณูปโภคอื่น หรือให้คำมั่นว่าจะจัดให้มีสิ่งดังกล่าว

(5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการเฉพาะของ นิติบุคคลตามมาตรา 77/1 แห่งประมวลรัษฎากร

                       (6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่
ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เว้นแต่
 

(ก) การขายหรือการถูกเวนคืนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืน อสังหาริมทรัพย์

(ข) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางมรดก

                             (ค) 
การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่ง สำคัญที่ผู้ขายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรเป็นเวลา ไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น ในกรณีที่ที่ดินและอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างตาม (ค) ได้มาไม่พร้อมกัน กำหนดเวลาห้าปีตามความใน (6) ให้ถือตามระยะเวลาการได้มาซึ่งที่ดินหรืออาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้มาภายหลัง

(ง) การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดย ไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายของตน แต่ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม

(จ) การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ทาง มรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม

(ฉ) การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ให้แก่ส่วนราชการหรือองค์การของรัฐบาลตามมาตรา 2 แห่งประมวลรัษฎากรโดย ไม่มีค่าตอบแทน

(ช) การแลกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ กับส่วนราชการหรือองค์การของรัฐบาลตามมาตรา 2 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะใน กรณีที่ส่วนราชการหรือองค์การของรัฐบาลนั้นมิได้มีการจ่ายค่าตอบแทนเป็นอย่างอื่น นอกจากอสังหาริมทรัพย์ที่แลกเปลี่ยนนั้น

                       มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
  

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ชวน หลีกภัย

นายกรัฐมนตรี


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากรัฐบาล มีนโยบายที่จะปรับปรุงวิธีการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีการขายอสังหาริมทรัพย์เป็น ทางค้าหรือหากำไรเสียใหม่ โดยจัดเก็บจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในระบบการ จดทะเบียนของกรมที่ดิน และสมควรเพิ่มเติมข้อยกเว้น กรณีการโอนให้แก่บุตรชอบด้วย กฎหมายโดยไม่มีค่าตอบแทน การโอนในทางมรดกให้แก่ทายาทโดยธรรม การโอนหรือ แลกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์กับส่วนราชการหรือองค์การ ของรัฐตามที่กำหนด โดยไม่ให้ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมยิ่งขึ้น รวมทั้งสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขสำหรับการพิจารณาว่าเป็นกรณีการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น จำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้


(ร.จ. ฉบับกฤษฎีกา เล่ม 115 ตอนที่102 วันที่31 ธันวาคม 2541)




อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

ภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 28/07/2023 - วันที่ตอบ 27/08/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ข้อกฎหมาย

มาตรา 48 (4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 100/2543 ข้อ 6 (1)

ปุจฉา

สอบถามภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์

    ผมเป็นผู้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์และได้จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะไว้แล้ว หากผมได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากการให้โดยเสน่หาจากบิดา โดยที่ดินมีลักษณะเป็นที่นาไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ผมมีความประสงค์จะทำการจัดสรรที่ดินที่ได้รับจากบิดา โดยผมจะพัฒนาที่ดิน เช่น ถมดิน ก่อสร้างถนน และสาธารณูปโภคอื่นๆ ก่อสร้างอาคารแล้วแบ่งขายเป็นที่ดินเปล่าหรือที่ดินพร้อมอาคาร

จึงขอเรียนสอบถามเรื่องการเสียภาษีเงินได้จากการขายที่ดินดังกล่าวดังต่อไปนี้

1.เงินได้จากการขายที่ดินเปล่าที่พัฒนาแล้ว หรือจากการขายที่ดินที่พัฒนาแล้วพร้อมอาคาร (“เงินได้ฯ”) เสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายอย่างไร ที่ดินเปล่าที่พัฒนาแล้วหักค่าใช้จ่ายตาม คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 100/2543 ข้อ 6 (1) หรือไม่ ส่วนอาคารหักค่าใช้จ่ายตาม คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 100/2543 ข้อ 6 (2) หรือไม่


2. เมื่อได้เสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายแล้ว ตอนสิ้นปีผมจำเป็นต้องนำเงินได้ฯ ดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่นหรือไม่ อย่างไร


3. หากผมต้องนำเงินได้ฯ ดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่น หรือผมมีความประสงค์จะนำเงินได้ฯ ดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่น จะสามารถคำนวณเงินได้สุทธิตาม คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 148/2557 ได้หรือไม่ ค่าของที่ดินที่ผมได้รับจากการให้โดยเสน่หาจากบิดาจะคิดจากมูลค่าใด ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาที่ดิน ค่าถมดิน ค่าก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ค่าก่อสร้างอาคาร สามารถหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้หรือไม่ อย่างไร

วิสัชนา

กรณีตามข้อเท็จจริง

1. เงินได้จากการขายที่ดินเปล่าที่พัฒนาแล้ว หรือจากการขายที่ดินที่พัฒนาแล้วพร้อมอาคาร (“เงินได้ฯ” การเสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำหรับที่ดินเปล่าที่พัฒนาแล้วหักค่าใช้จ่ายตาม คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 100/2543 ข้อ 6 (1) เนื่องจากเป็นการขายที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาจากการรับให้โดยเสน่หา ส่วนอาคารซึ่งสร้างขึ้นเพื่อขาย ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตาม คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 100/2543 ข้อ 6 (2) ถูกต้องแล้ว ดังนี้

    ตามข้อ 6 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 100/2543 ฯ ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้นี้  

    “ข้อ 6 วิธีปฏิบัติในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้จ่ายเงินได้ให้แก่ผู้รับซึ่งขาย อสังหาริมทรัพย์ มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งเงินภาษีต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน ดังนี้

         (1) สำหรับอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หา ให้หักค่าใช้จ่ายร้อยละ 50 ของเงินได้ เหลือเท่าใดถือเป็นเงินได้สุทธิแล้วหาร ด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ได้เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเงินภาษีที่ต้องเสีย

         (2) สำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่นนอกจาก (1) ให้หักค่าใช้จ่าย เป็นการเหมาตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วย การกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมินจาก การขายอสังหาริมทรัพย์ เหลือเท่าใดถือเป็นเงินได้สุทธิแล้ว หารด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ได้เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ผลลัพธ์ที่ได้ เป็นเงินภาษีที่ต้องเสีย

         คำว่า "จำนวนปีที่ถือครอง" ตามวรรคหนึ่ง (1) และ (2) หมายถึง จำนวนปี นับตั้งแต่ปีที่ได้กรรมสิทธิ์หรือ สิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ถึงปีที่โอนกรรมสิทธิ์หรือ สิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้าเกินสิบปีให้นับเพียงสิบปี และเศษของปีให้นับเป็นหนึ่งปี

         กรณีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทน ถือว่าผู้โอนเป็นผู้จ่ายเงินได้ ผู้โอนมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งเงินภาษีต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน โดยถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามวรรคหนึ่ง

         ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตาม (1) และ (2) เฉพาะกรณีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทาง การค้าหรือหากำไรที่ต้องชำระใน ขณะที่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ณ สำนักงานที่ดิน เมื่อคำนวณภาษีแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของราคาขาย” 


2. เมื่อได้เสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายแล้ว ตอนสิ้นปีให้จำแนกเงินได้จากการขายที่ดินที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือกำไร กับเงินได้จากการขายอาคารที่ได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ดังนี้

    (1) สำหรับเงินได้จากการขายที่ดินที่ได้มาจากการรับให้โดยเสน่หา มีสิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้เท่าที่ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 48 (4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร

    (2) สำหรับเงินได้จากการขายอาคาร ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาที่ดิน ค่าถมดิน ค่าก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร จึงไม่มีสิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้เท่าที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย โดยต้องนำมากรอกแบบ ภ.ง.ด.90 รวมทั้ง ภ.ง.ด.94 (ถ้ามี) รวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่น (ถ้ามี) โดยถือค่าใช้จ่ายในการพัฒนาที่ดิน ค่าถมดิน ค่าก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ และค่าก่อสร้างเป็นต้นทุนของค่าขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"




เรื่อง

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายอสังหาริมทรัพย์

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

13/07/2023

เลขที่หนังสือ

กค 0702/3935

ประเภทภาษี


ข้อกฎหมาย

มาตรา 6 (37) แห่งพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2500, ข้อ 2 (62) กฎกระทรวง ฉบับที่ 126ฯ, ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 50)ฯ, ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 125)ฯ

ข้อหารือ

ในปี 2555 นาย ก. ได้ซื้อบ้านพร้อมที่ดิน (อสังหาริมทรัพย์) ตามโฉนดที่ดินเลขที่ A ต่อมาในปี 2559 นาย ก. ได้ขายบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งกรมที่ดินได้เรียกเก็บภาษีเงินได้และอากรแสตมป์ พร้อมทั้งได้ซื้อบ้านหลังใหม่ ตามโฉนดที่ดินเลขที่ B ในปีเดียวกัน โดยย้ายทะเบียนบ้านเข้ามายังบ้านหลังใหม่อีกด้วย ดังนั้น การขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอากรแสตมป์ เนื่องจากได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้และอากรแสตมป์ อันเนื่องมาจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยแห่งเดิมและซื้ออสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้น ต้องขอคืนภายในอายุความเท่าใด

แนววินิจฉัย

กรณี นาย ก. ได้ขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยแห่งเดิม โดยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับมาซึ่งกรรมสิทธิ์ หรือได้สิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว และได้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยแห่งเดิม โดยย้ายทะเบียนบ้านเดิมและเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านหลังใหม่ นาย ก. จึงได้รับยกเว้นภาษีเงินได้และอากรแสตมป์ ดังต่อไปนี้

    1. กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นาย ก. ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญแห่งเดิม แต่ไม่เกินจำนวนมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนตามข้อ 2 (62) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 125) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยแห่งเดิมและต้องซื้ออสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ลงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2546 ดังนั้น เมื่อกรมที่ดินได้หักภาษีเงินได้ไว้ ณ วันที่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม จึงเป็นการเสียภาษีไว้โดยไม่มีหน้าที่ต้องเสีย นาย ก. ต้องยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ตามมาตรา 63 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร

    2. กรณีอากรแสตมป์ นาย ก. ได้รับยกเว้นเท่ากับค่าอากรแสตมป์ที่คำนวณได้จากจำนวนมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์แห่งเดิม แต่ไม่เกินจำนวนมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่ ตามมาตรา 6 (37) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2500 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 444) พ.ศ. 2548 ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 50) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อการยกเว้นอากรแสตมป์สำหรับรายรับจากการกระทำตราสาร อันเนื่องมาจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยแห่งเดิมและต้องซื้ออสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2548 เมื่อนาย ก. เสียอากรแสตมป์สำหรับใบรับที่เกิดจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับยกเว้นอากรแสตมป์ เป็นการเสียอากรแสตมป์โดยไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ดังนั้น นาย ก. ต้องยื่นคำร้องขอคืนค่าอากรภายใน 10 ปี นับแต่วันเสียค่าอากรแสตมป์ตามมาตรา 193/30 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เลขตู้




หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ