Case study

บริษัทไทยสำรองจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานที่บริษัทแม่ส่งเข้ามา และเรียกเก็บคืนกับบริษัทแม่ 100%


เรื่อง บริษัทไทยสำรองจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานที่บริษัทแม่ส่งเข้ามา และเรียกเก็บคืนกับบริษัทแม่ 100%
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 27/03/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทแม่ที่ประเทศไต้หวันได้ส่งพนักงาน Expat เข้ามาทำงานในบริษัทที่ไทย และบริษัทที่ไทยเป็นคนจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงาน แล้วไปเรียกเก็บเงินจากบริษัทแม่อีกที เมื่อบริษัทที่ไทยจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงาน Expat ต้องนำส่งภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไรบ้าง แล้วก็นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละเท่าไหร่ และลงบัญชีอย่างไรบ้าง

- กรณีที่พนักงาน Expat อยู่ในไทยไม่ถึง 180 วัน ต้องนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายร้อยละเท่าไหร่คะ

- กรณีที่พนักงาน Expat อยู่ในไทยเกิน 180 วัน ต้องนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายร้อยละเท่าไหร่คะ

คำตอบ

โจทย์เพิ่มเติม

  1. บริษัทไทยสำรองจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานที่บริษัทแม่ส่งเข้ามา และเรียกเก็บคืนกับบริษัทแม่ 100% บริษัทไทยไม่ได้รับผิดชอบรายจ่ายเงินใดๆ เลย
  2. พนักงานที่เข้ามาเพื่อสอนงาน Support เกี่ยวกับ Technical ให้บริษัทไทย โดยไม่ได้มีการเรียกเก็บเงินจากบริษัทไทย และบริษัทแม่ก็ไม่ได้มีการทำสัญญาหลัก บริษัทไทยไม่ได้จ่ายเงินค่าบริการใดๆ แก่บริษัทแม่
  3. เป็นพนักงานทั่วไป ไม่ได้มีอำนาจตัดสินแทนบริษัทแม่ 

แหล่งเงินได้


มาตรา 41   ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

     ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย
 
        ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย  



สรุปคือ

1. ถ้าเป็นรายได้ที่เกิดจากแหล่งเงินได้ในไทย>>  ต้องเสียภาษีในประเทศไทยทุกกรณี ไม่ว่าเงินได้นั้น จะจ่ายใน หรือ ต่างประเทศ >>  โดยจะต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ ต้องดู อนุสัญญาภาษีซ้อน ระหว่าง ไทย และ ไต้หวัน ประกอบว่ามียกเว้นภาษีหรือไม่ และ ถ้าไม่ยกเว้น ก็สามารถหัก ณ ที่จ่ายได้ ตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร 


2. ถ้าเป็นรายได้ที่เกิดจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ>>ต้องเสียภาษีในประเทศไทยหรือไม่ ต้องเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 2 ข้อ คือ
      1) 
ชาวไต้หวัน อยู่ในไทยถึง 180 วัน ในปีที่มีเงินได้ และ 
      2) นำเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ปี 2567 เข้ามาในประเทศไทยไม่ว่าจะปีใดก็ตาม (ตามการตีความใหม่ ป.161/2566 มีผลบังคับใช้ตาม ป.162/2566)    

  • ถ้าเข้าเงื่อนไข ไม่ครบ ทั้ง 2 ข้อ หัก ณ ที่จ่ายไม่ได้
  • ถ้าเข้าเงื่อนไข ครบ ทั้ง 2 ข้อ หัก ณ ที่จ่าย ได้  >> อย่างไรก็ตาม การจะหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ ก็ยังคงต้องดู อนุสัญญาภาษีซ้อน ระหว่าง ไทย และ ไต้หวัน ประกอบว่ามียกเว้นภาษีหรือไม่ และ ถ้าไม่ยกเว้น ก็สามารถหัก ณ ที่จ่ายได้ตามมาตรา 50 และ DTA ค่ะ


1. ภาษีนิติบุคคลและความเสี่ยงสถานประกอบการถาวร (PE)

1.1 ความหมายของ PE ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย–ไต้หวัน ตามข้อ 5 สถานประกอบการ

  • นิยามทั่วไป 
     – อนุสัญญาภาษีซ้อนกำหนดว่า PE หมายถึง "สถานประกอบการถาวร" เช่น สำนักงาน สาขา โรงงาน ฯลฯ ที่กิจการใช้นำธุรกิจไปดำเนินการในประเทศคู่สัญญา ถ้ามี PE แล้ว บริษัท
    ไต้หวัน ต้องเสียภาษีในไทยเฉพาะกำไรที่เกี่ยวข้องกับ PE 
  • บริการเกิน 6 เดือน โดยมีตัวแทนเป็น พนักงานที่ส่งเข้ามาทำงานในไทย 
     – อนุสัญญาภาษีซ้อนยังมี "Service PE" ซึ่งถือว่าบริษัท 
    ไต้หวัน มี PE หากส่งพนักงานมาให้บริการในไทยนานกว่า 6 เดือนภายในระยะ 12 เดือน การนับช่วงเวลาจะนับรวมเวลาที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยทั้งปี จะเข้าออกกี่รอบก็ได้ 
  • กิจกรรมเตรียมการ/เสริม – กิจกรรมที่มีลักษณะเป็นการเก็บรักษา สต็อก หรือเตรียมการ/งานสนับสนุนจะไม่ถือว่าเป็น PE 

1.2 กฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง

  • มาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร 
     – ระบุว่าถ้าบริษัทต่างชาติส่งพนักงาน ตัวแทน หรือบุคคลที่สามารถทำการเจรจาหรือทำสัญญาในประเทศไทย และการทำงานนี้สร้างรายได้ให้บริษัทต่างชาติ จะถือว่าบริษัทนั้น “ประกอบกิจการในประเทศไทย” และต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 


มาตรา 76 ทวิบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว
             ในกรณีที่กล่าวในวรรคแรก ถ้าบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ได้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
             ในกรณีการประเมินตามความในมาตรานี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

  • คำวินิจฉัยกรมสรรพากรที่ 0702/8590 (พ.ศ.2558) 
     – บริษัทญี่ปุ่นส่งพนักงานมาบริหารกิจการสาขาในไทย พนักงานอยู่เกิน 6 เดือน และบริษัทญี่ปุ่นออกใบแจ้งหนี้ให้บริษัทไทยเพื่อเรียกคืนเงินเดือน/โบนัสที่จ่ายไป คำวินิจฉัยเห็นว่าเป็นการให้บริการ ส่งผลให้บริษัทญี่ปุ่นมี PE ในไทยและต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในไทย กำไรคำนวณจากค่าบริการ (เงินเดือน/โบนัส)

1.3 ประเด็นที่บริษัทควรพิจารณาเกี่ยวกับ PE ของบริษัทแม่ ไต้หวัน

  1. ระยะเวลาพำนักอยู่ในไทย 
     – หากพนักงาน 
    ไต้หวัน อยู่ในไทยไม่เกิน 6 เดือนภายใน 12 เดือนและค่าจ้างไม่ได้เป็นภาระของบริษัทไทย (ไทยไม่ได้จ่ายค่าจ้าง) อาจไม่เกิด Service PE ภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อน (ประเด็นคำถามจะเข้าเงื่อนไขข้อนี้ เนื่องจากบริษัท ไต้หวัน เป็นผู้รับผิดชอบค่าจ้างทั้งหมด) บริษัทไทยไม่ต้องรับผิดชอบ จึงไม่ถือว่าบริษัท ไต้หวัน เข้ามามี PE ในประเทศไทย
  2. ลักษณะสัญญา 
     – สัญญาระหว่างบริษัทไทยกับบริษัท
    ไต้หวัน ควรใช้คำว่า “reimbursement” หลีกเลี่ยงการระบุว่าเป็นบริการเฉพาะทาง เพราะคำว่า "บริการ" อาจถูกตีความว่าเป็นการให้บริการและทำให้เกิด PE แนะนำให้ทำ reimbursement 
  3. ไม่มีรายได้จากไทย 
     – หากบริษัท
    ไต้หวัน ไม่หารายได้จากไทยและการส่งพนักงานเป็นเพียงกิจกรรมสนับสนุนที่ไม่ก่อกำไร อาจถือว่าเป็นกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิด PE (บริษัทไทยแค่สำรองจ่าย)

1.4 กรณีบริษัทแม่ ไต้หวัน ไม่มี PE ในประเทศไทย (บริษัทแม่ ไต้หวันไม่ได้เข้าประกอบกิจการในไทย)

  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล 
     – บริษัทแม่ 
    ไต้หวัน ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในไทย หากพิสูจน์ว่าเป็นการชำระเงินคืนตามจริง (reimbursement) โดยไม่มี markup และบริษัทไทยเป็นเพียงตัวแทน เมื่อบริษัทฯ ไทยได้รับเงินคืนเงินค่าจ้างที่บริษัทไทยสำรองจ่ายไปก่อน จึงไม่ต้องนำยอดเงินคืนดังกล่าวมารวมคำนวณภาษีเงินได้แต่อย่างใด

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
     – หากเป็นการได้รับชำระคืนค่าใช้จ่ายที่บริษัทไทยสำรองจ่ายไปก่อน (reimbursement)  จึงไม่เข้าลักษณะการขายสินค้าหรือให้บริการ เมื่อบริษัทไทยได้รับเงินคืนจากบริษัทไต้หวัน 
    จึงไม่มีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัทไต้หวัน ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น บริษัทไทย จึงไม่ต้องนำเงินดังกล่าวไปรวมคำนวณเพื่อนำส่งแบบภ.พ.30 แต่อย่างใด 

ซึ่งตามเคสของสมาชิก จะเข้าเงื่อนไขนี้ คือ บริษัทแม่ ไต้หวัน ไม่ได้มี PE ในประเทศไทย จึงไม่ต้องเสียภาษีในไทยและไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในไทยเช่นกัน

2. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

2.1 พิจารณาเข้ามาอยู่ในประเทศไทย - ผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย

  • เกี่ยวกับจำนวนวันที่พำนักอยู่ในประเทศไทย 183/180 วัน 
     – ผู้ที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทยรวม 180 ตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร หรือ 183 วัน ตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ในรอบปีภาษี ถือเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย ผู้มีถิ่นที่อยู่ต้องเสียภาษีเงินได้จากเงินได้ทั่วโลกที่นำเข้ามาในไทย 
  • ผู้ไม่มีถิ่นที่อยู่ในไทย 
     – หากพำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง 180 วัน ถือเป็นผู้ไม่มีถิ่นที่อยู่ในไทย แต่ต้องเสียภาษีจากเงินได้ที่เกิดขึ้นในไทย (แหล่งเงินได้ในไทย) แม้จะรับเงินในต่างประเทศ ตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร

    ฉะนั้น กรณีที่เงินได้เกิดจากแหล่งเงินได้ในประเทศไทย ไม่ว่าผู้มีเงินได้จะอยู่ในประเทศไทยกี่วัน ก็มีหน้าที่ต้องเสียภาษีในประเทศเสมอ ไม่ต้องพิจารณา 180 วัน แต่เนื่องด้วยประเทศไต้หวัน มีอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) กับประเทศไทย ดังนั้น เราจะต้องพิจารณา DTA ประกอบด้วย ว่าบุคคลธรรมดานี้จะต้องเสียภาษีในประเทศไทยหรือไม่

2.2 เงื่อนไขตามอนุสัญญาภาษีซ้อน (Dependent Personal Services)

อนุสัญญาภาษีซ้อนไทย–ไต้หวัน กำหนดว่าเงินเดือนและค่าตอบแทนสำหรับงานลูกจ้างต้องเสียภาษีในประเทศที่ได้เข้ามาทำงาน คือประเทศไทย (แหล่งเงินได้ในไทย) ยกเว้นกรณีต่อไปนี้ต้องเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อ  ถึงจะไม่เสียภาษีในไทย คือ

  1. ผู้ได้รับค่าจ้างอยู่ในประเทศที่ทำงาน (ไทย) ไม่เกิน 183 วันภายในรอบ 12 เดือน และ
  2. นายจ้างผู้จ่ายเงินไม่เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่ทำงาน (ไทย) และ
  3. ค่าจ้างไม่ได้เป็นภาระของสถานประกอบการถาวรของนายจ้างในประเทศที่ทำงาน (ไทย)
     
    หากเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อ เงินเดือนและค่าตอบแทนไม่ต้องเสียภาษีในประเทศไทย 

2.3 ภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของพนักงาน ไต้หวัน 

1) พิจารณาตามจำนวนวันที่อยู่ในประเทศไทย พนักงานอยู่ไทยเกิน 183 วัน ภายในรอบ 12 เดือน 

  • จึงเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทยและต้องเสียภาษีเงินได้จากเงินได้ที่เกิดจากการทำงานในไทยทั้งหมด ไม่ว่ารับจากบริษัทไทยหรือจากบริษัทแม่ในไต้หวัน ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร และ ข้อ 15 แห่งอนุสัญญาฯ ไทย – ไต้หวัน

  • เงินเดือนที่จ่ายในต่างประเทศ 
    แม้บริษัทแม่ใน 
    ไต้หวัน จะจ่ายเงินเดือนหรือโบนัสให้พนักงานทั้งหมด รับผิดชอบทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ เงินได้เหล่านี้ถือเป็นเงินได้จากการทำงานในไทยและต้องรวมคำนวณภาษีเงินได้ในไทย ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร และ ข้อ 15 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไต้หวัน


  • การหักภาษี ณ ที่จ่าย 
    บริษัทไทย เมื่อสำรองจ่ายเงินเดือนค่าจ้างให้แก่พนักงานของบริษัทแม่ 
    ไต้หวัน ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1) แต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทไทยไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบรายจ่ายนี้ แต่เมื่อสิ้นปี พนักงานจะต้องมีหน้าที่นำเงินได้ทั้งในประเทศไทย+ไต้หวัน มารวมคำนวณเพื่อนำส่งแบบภ.ง.ด.91/90 ภายในวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป


  • การใช้สิทธิสนธิสัญญาภาษีซ้อนและเครดิตภาษี
    • ขอใบรับรองถิ่นที่อยู่ (Tax Residency Certificate) 
       – พนักงานสามารถใช้เครดิตภาษีจากการเสียภาษีใน 
      ไต้หวัน ได้โดยยื่นใบรับรองถิ่นที่อยู่ต่อกรมสรรพากรไทย
    • การใช้เครดิตภาษีซ้อน 
       – หากกฎหมายภายในประเทศ
      ไต้หวัน จะต้องให้พนักงานเสียภาษีในประเทศไต้หวัน อีก พนักงานสามารถนำภาษีที่เสียในประเทศไทย ไปใช้เครดิตภาษีที่จ่ายในไต้หวันจากภาษีไทยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับรายได้เดียวกันได้ ตามข้อ 22 วิธีการขจัดการเก็บภาษีซ้อน

2) พิจารณาตามจำนวนวันที่อยู่ในประเทศไทย พนักงานอยู่ไทยไม่เกิน 183 วัน ภายในรอบ 12 เดือน 

     บริษัทไทย เมื่อสำรองจ่ายเงินเดือนค่าจ้างให้แก่พนักงานของบริษัทแม่ ไต้หวัน ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1) แต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทไทยไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบรายจ่ายนี้ และเมื่อสิ้นปี พนักงานก็ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีในประเทศไทยแต่อย่างใด

สรุปประเด็นภาษี: PE + ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ไทย–ไต้หวัน)

หัวข้อ

ประเด็นพิจารณา

เงื่อนไข / หลักเกณฑ์

ผลทางภาษี

1. Permanent Establishment (PE)

นิยามทั่วไป

มีสถานประกอบการถาวร เช่น สำนักงาน สาขา โรงงาน

บริษัทไต้หวันเสีย CIT ในไทย เฉพาะกำไรที่เกี่ยวข้องกับ PE

Service PE

ส่งพนักงานมาไทย > 6 เดือน ในรอบ 12 เดือน (นับรวมเข้าออก)

ถือว่ามี PE

กิจกรรมยกเว้น

กิจกรรมเตรียมการ/สนับสนุน เช่น เก็บสินค้า

ไม่เป็น PE

2. กฎหมายไทย (ม.76 ทวิ)

ตัวแทนในไทย

มีพนักงาน/ตัวแทนในไทยที่มีอำนาจทำสัญญาหรือก่อรายได้

ถือว่าประกอบกิจการในไทย ต้องเสีย CIT

คำนวณกำไรไม่ได้

ใช้การประเมินตาม ม.71(1)

สรรพากรประเมินกำไร

คำวินิจฉัย 0702/8590

ส่งพนักงานมา >6 เดือน + เรียกเก็บเงินเดือนจากบริษัทไทย

ถือเป็นบริการ → มี PE → เสีย CIT ในไทย

3. ปัจจัยพิจารณา PE (กรณีนี้)

ระยะเวลาอยู่ไทย

≤ 6 เดือน / 12 เดือน

ไม่เป็น Service PE

ภาระค่าจ้าง

บริษัทไต้หวันรับผิดชอบทั้งหมด

ลดความเสี่ยง PE

ลักษณะสัญญา

ใช้คำว่า reimbursement

หลีกเลี่ยงการตีความเป็นบริการ

รายได้จากไทย

ไม่มีรายได้ / ไม่ markup

ไม่เข้าเงื่อนไข PE

สรุป PE


เข้าเงื่อนไขข้างต้น

บริษัท ไต้หวัน ไม่มี PE ในไทย

4. ผลกระทบ (ไม่มี PE)

CIT บริษัทไต้หวัน

ไม่มีรายได้ในไทย / reimbursement

ไม่ต้องเสีย CIT

ภาษีบริษัทไทย

เงินรับคืนเป็น reimbursement

ไม่ถือเป็นรายได้

VAT

เงินรับคืนเป็น reimbursement

ไม่ต้องเสีย VAT / ไม่ต้องยื่น ภ.พ.30

5. ภาษีบุคคลธรรมดา (Residence)
 

 
กรณีมี DTA จะต้องพิจารณา DTA เพิ่มว่าจะเสียภาษีในไทยหรือไม่
 

อยู่ไทย ≥ 180 วัน

เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย

เสียภาษีเงินได้ทั่วโลก (ที่นำเข้าไทย)

อยู่ < 180 วัน

ไม่มีถิ่นที่อยู่ในไทย

เสียภาษีเฉพาะเงินได้จากไทย (แหล่งเงินได้ในไทย)

6.  พิจารณา DTA (Dependent Personal Services)

ยกเว้นภาษีในไทย

ต้องครบ 3 ข้อ:
1) อยู่ ≤183 วัน
2) นายจ้างไม่ใช่ไทย
3) เงินเดือนไม่เป็นภาระบริษัทในไทย

ไม่ต้องเสียภาษีในไทย

7. กรณีอยู่ > 183 วัน/ในรอบ 12 เดือน

สถานะ
เงื่อนไขไม่ DTA ครบ 3 เนื่องจากอยู่ในไทยเกิน 183 วัน/ปี

เป็น resident ไทย และมีแหล่งเงินได้ในไทย

ต้องเสีย PIT ในไทย

เงินเดือน

แม้รับจากไต้หวัน

ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีไทย

Withholding tax

บริษัทไทยสำรองจ่าย

ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.1

ยื่นภาษี

พนักงานยื่นเอง

ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91

เครดิตภาษี

ใช้สิทธิตาม DTA

เครดิตภาษีที่เสียในไต้หวันได้

8. กรณีอยู่ ≤ 183 วัน/ในรอบ 12 เดือน

เงื่อนไข DTA ครบ 3 ข้อ:
1) อยู่ ≤183 วัน
2) นายจ้างไม่ใช่ไทย
3) เงินเดือนไม่เป็นภาระบริษัทในไทย

 

ไม่มีภาระภาษีในประเทศไทย

ไม่ต้องเสียภาษี PIT ในไทย

บริษัทไทย

สำรองจ่ายเงินเดือน

ไม่ต้องหัก WHT


สรุปคำตอบ

  • กรณีนี้ บริษัทแม่ไต้หวัน “ไม่มี PE ในไทย” → ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล CIT ในประเทศไทย
  • เงินที่บริษัทไทยได้รับคืนเป็น reimbursement → ไม่เสีย VAT และไม่เป็นรายได้ ใน CIT
  • ประเด็นสำคัญที่สุดอยู่ที่ จำนวนวันของพนักงาน (183 วัน) 
    • อยู่ไทยเกิน 183 วัน → เสียภาษี PIT ในไทย 
    • อยู่ไทยไม่เกิน 183 วัน + เข้าเงื่อนไข DTA ทั้ง 3 ข้อ → ไม่เสียภาษี PIT ในไทย 

Remark : คำตอบนี้ตอบภายใต้กฎหมายภาษีอากร ส่วนการปฏิบัติจะไปขัดกับกฎหมายอื่นหรือไม่ ให้ตรวจสอบอีกครั้งนะคะ เช่น กฎหมายต่างด้าว / ตม.



DTA ไทย - ไต้หวัน

 





อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

บริษัทญี่ปุ่นส่งคนมาทำงานที่ไทย โดยมีการจ่ายเงินเดือนกันที่ญี่ปุ่น การมีตัวแทนในไทย

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 04/10/2024 - วันที่ตอบ 01/11/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 76 ทวิ, มาตรา 83/6 (1) แห่งประมวลรัษฎากร, ข้อ 12 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ

ปุจฉา

ทำไม จนท. ถึงตีความเข้า ท.ป. 4/2528 ข้อ 12 ที่บริษัทไทยจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% และยื่น ภ.ง.ด.53 ค่ะ

    เรื่องมีอยู่ว่า บริษัทญี่ปุ่นส่งคนมาทำงานที่ไทย โดยมีการจ่ายเงินเดือนกันที่ญี่ปุ่นและบริษัทญี่ปุ่นจะเปิด Invoice เขียนว่า Japanese Salary มาเรียกเก็บเงินกับบริษัทไทย และคนญี่ปุ่นคนนี้อยู่ไทยไม่ถึง 180 วันค่ะ โดยบริษัทไทยได้ยื่นเป็น ภ.ง.ด.1 ให้คนญี่ปุ่นค่ะ แต่จนท.บอกว่าต้องหัก 5% ตามข้อ 12 แห่ง ท.ป. 4/2528 ด้วยค่ะ จึงไม่เข้าใจจุดนี้ค่ะ นอกจากนี้บริษัทไทยมีภาระหน้าที่ที่ต้องยื่นภาษีอะไรอีกหรือหรือไม่

วิสัชนา

กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีการจ่ายค่าจัดส่งพนักงาน (Dispatch Fee) เข้ามาทำงานให้บริษัทฯ ในประเทศไทย ตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับคำสั่งให้ไปประจำหน้าที่นอกพื้นที่ ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินเดือน และเงินโบนัสให้กับพนักงานชาวญี่ปุ่นในระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ในประเทศ ทั้งที่จ่ายจากบริษัทฯ ในประเทศไทย และที่จ่ายจากบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่น โดยบริษัทแม่ไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการอื่นใดเพิ่มเติมอีก และพนักงานชาวญี่ปุ่นยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของบริษัทแม่ กรณีดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นสัญญาให้บริการโดยส่งพนักงานเข้ามาให้บริการในประเทศไทย ดังนั้น จึงเป็นการให้บริการผ่านลูกจ้างหรือพนักงานอื่น เป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่าหกเดือนภายในสิบสองเดือนใดๆ และถือว่า บริษัทแม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ตามข้อ 5 วรรคสี่ แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย – ญี่ปุ่น ฯ และการให้บริการดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจ ตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย – ญี่ปุ่น ฯ ดังนี้

เลขที่หนังสือ : 0702/8590 

วันที่ : 23 กันยายน 2558 

เรื่อง : ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายค่าจัดส่งพนักงาน (Dispatch Fee) 

ข้อกฎหมาย : มาตรา 41 มาตรา 77/2 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ :

    หารือเกี่ยวกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่าย

ค่าจัดส่งพนักงาน (Dispatch Fee) ราย บริษัท B เอเชีย จำกัด (บริษัทฯ) โดยมีข้อเท็จจริง ดังนี้

    1. บริษัทฯ จดทะเบียน เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม มีนาย ม หรือนาย ท หรือนาย ฮ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทฯ บริษัทฯ ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งบริษัทฯ มีสถานะเป็นบริษัทลูกของบริษัท A จำกัด (บริษัทแม่) ตั้งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น

    2. บริษัทฯ ได้ทำข้อตกลงกับบริษัทแม่ในการจัดส่งพนักงานเข้ามาทำงานให้บริษัทฯ ในประเทศไทย ตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับคำสั่งให้ไปประจำหน้าที่นอกพื้นที่

        การเปลี่ยนแปลงหรือการต่อระยะเวลาการปฏิบัติงานขึ้นอยู่กับความพร้อมของบริษัทฯ โดยจะต้องหารือกันทั้งสองฝ่าย และต้องกำหนดเป็นการล่วงหน้า 3 เดือน ซึ่งพนักงานชาวญี่ปุ่นยังมีฐานะเป็นพนักงานของบริษัทแม่ และนับอายุงานในประเทศญี่ปุ่นต่อเนื่องกันไป

    3. บริษัทฯ เป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินเดือน และเงินโบนัสแก่พนักงานชาวญี่ปุ่นขณะที่มาทำงานในประเทศทั้งหมด ดังนี้

        3.1 บริษัทแม่จะโอนเงินส่วนหนึ่งเข้าบัญชีในประเทศญี่ปุ่นของพนักงานชาวญี่ปุ่น ทุกวันที่ 24 ของเดือน และบริษัทแม่จะออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงินที่จ่ายดังกล่าวจากบริษัทฯ ทุกเดือน และบริษัทฯ จะโอนเงินคืนให้แก่บริษัทแม่ในเดือนถัดไป โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเติมจากบริษัทฯ

        3.2 บริษัทฯ จะโอนเงินส่วนหนึ่งเข้าบัญชีในประเทศไทยของพนักงานชาวญี่ปุ่น

  4. บริษัทฯ ขอทราบว่า กรณีบริษัทฯ จ่ายเงินเดือน และเงินโบนัสของพนักงานชาวญี่ปุ่นคืนให้แก่บริษัทแม่ในแต่ละเดือนตาม 3.1 เงินดังกล่าวเป็นเงินค่าจัดส่งพนักงาน (Dispatch Fee) หรือเงินจ่ายคืนให้แก่บริษัทแม่ (Reimbursement Fee)


แนววินิจฉัย :

    1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล

        กรณีบริษัทฯ ทำข้อตกลงกับบริษัทแม่ ส่งพนักงานชาวญี่ปุ่นของบริษัทแม่เข้ามาทำงานให้กับบริษัทฯ ในประเทศไทย ตามหน้าที่หลักที่ระบุในหนังสือสัญญา เป็นระยะเวลาต่อเนื่องตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับคำสั่งให้ไปประจำหน้าที่นอกพื้นที่ ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินเดือน และเงินโบนัสให้กับพนักงานชาวญี่ปุ่นในระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ในประเทศ ทั้งที่จ่ายจากบริษัทฯ ในประเทศไทย และที่จ่ายจากบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่น โดยบริษัทแม่ไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการอื่นใดเพิ่มเติมอีก และพนักงานชาวญี่ปุ่นยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของบริษัทแม่ กรณีดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นสัญญาให้บริการโดยส่งพนักงานเข้ามาให้บริการในประเทศไทย ดังนั้น จึงเป็นการให้บริการผ่านลูกจ้างหรือพนักงานอื่น เป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่าหกเดือนภายในสิบสองเดือนใดๆ และถือว่า บริษัทแม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ตามข้อ 5 วรรคสี่ แห่งอนุสัญญาฯ และการให้บริการดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจ ตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาฯ ซึ่งบริษัทแม่ประกอบธุรกิจโดยผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย บริษัทแม่จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณจากค่าบริการซึ่งเป็นเงินเดือน และเงินโบนัสที่บริษัทฯ ต้องจ่ายให้พนักงานชาวญี่ปุ่นทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าบริการดังกล่าว บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 5.0 ตามข้อ 12 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528

    2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม

        การให้บริการของบริษัทแม่ตาม 1. เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร โดยไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว ตามมาตรา 85/3 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินเดือน และเงินโบนัสให้กับพนักงานชาวญี่ปุ่นทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นค่าบริการตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับคำสั่งให้ไปประจำหน้าที่นอกพื้นที่ บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ของค่าบริการดังกล่าว ตามมาตรา 83/6 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

    3. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (กรณีภาระภาษีของพนักงานชาวญี่ปุ่น)

        กรณีพนักงานชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำงานตามหน้าที่หลักที่ระบุในหนังสือสัญญาให้บริษัทฯ ในประเทศไทย ในนามของบริษัทต่างประเทศ ตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับคำสั่งให้ไปประจำหน้าที่นอกพื้นที่ เงินเดือนและเงินโบนัสของบุคคลดังกล่าวถือเป็นเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย ไม่ว่าจะจ่ายจากในหรือนอกประเทศไทยก็ตาม ต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 14 แห่งอนุสัญญาฯ แม้พนักงานชาวญี่ปุ่นไม่ได้นำเงินเดือนที่จ่ายโดยบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่นเข้ามาในประเทศไทยก็ตาม บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร


เลขตู้ : 78/39848 

https://www.rd.go.th/28090.html


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

1. กรณีบริษัทฯ ทำข้อตกลงกับบริษัทแม่ ส่งพนักงานชาวญี่ปุ่นของบริษัทแม่เข้ามาทำงานให้กับบริษัทฯ ในประเทศไทย ตามหน้าที่หลักที่ระบุในหนังสือสัญญา เป็นระยะเวลาต่อเนื่องตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับคำสั่งให้ไปประจำหน้าที่นอกพื้นที่ ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินเดือน และเงินโบนัสให้กับพนักงานชาวญี่ปุ่นในระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ในประเทศ ทั้งที่จ่ายจากบริษัทฯ ในประเทศไทย และที่จ่ายจากบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่น โดยบริษัทแม่ไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการอื่นใดเพิ่มเติมอีก และพนักงานชาวญี่ปุ่นยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของบริษัทแม่ กรณีดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นสัญญาให้บริการโดยส่งพนักงานเข้ามาให้บริการในประเทศไทย ดังนั้น จึงเป็นการให้บริการผ่านลูกจ้างหรือพนักงานอื่น เป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่าหกเดือนภายในสิบสองเดือนใดๆ และถือว่า บริษัทแม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ตามข้อ 5 วรรคสี่ แห่งอนุสัญญาฯ และการให้บริการดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจ ตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาฯ ซึ่งบริษัทแม่ประกอบธุรกิจโดยผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย บริษัทแม่จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณจากค่าบริการซึ่งเป็นเงินเดือน และเงินโบนัสที่บริษัทฯ ต้องจ่ายให้พนักงานชาวญี่ปุ่นทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าบริการดังกล่าว บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 5.0 ตามข้อ 12 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528

2. การให้บริการของบริษัทแม่ตาม 1. เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร โดยไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว ตามมาตรา 85/3 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินเดือน และเงินโบนัสให้กับพนักงานชาวญี่ปุ่นทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นค่าบริการตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับคำสั่งให้ไปประจำหน้าที่นอกพื้นที่ บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ของค่าบริการดังกล่าว ตามมาตรา 83/6 (1) แห่งประมวลรัษฎากร


3. กรณีพนักงานชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำงานตามหน้าที่หลักที่ระบุในหนังสือสัญญาให้บริษัทฯ ในประเทศไทย ในนามของบริษัทต่างประเทศ ตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับคำสั่งให้ไปประจำหน้าที่นอกพื้นที่ เงินเดือนและเงินโบนัสของบุคคลดังกล่าวถือเป็นเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย ไม่ว่าจะจ่ายจากในหรือนอกประเทศไทยก็ตาม ต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 14 แห่งอนุสัญญาฯ แม้พนักงานชาวญี่ปุ่นไม่ได้นำเงินเดือนที่จ่ายโดยบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่นเข้ามาในประเทศไทยก็ตาม บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายค่าจัดส่งพนักงาน (Dispatch Fee)

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

23/09/2015

เลขที่หนังสือ

0702/8590

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 41 มาตรา 77/2 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

หารือเกี่ยวกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายค่าจัดส่งพนักงาน (Dispatch Fee) รายบริษัท B เอเชีย จำกัด (บริษัทฯ) โดยมีข้อเท็จจริง ดังนี้

1. บริษัทฯ จดทะเบียน เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม มีนาย ม หรือนาย ท หรือนาย ฮ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทฯ บริษัทฯ ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งบริษัทฯ มีสถานะเป็นบริษัทลูกของบริษัท A จำกัด (บริษัทแม่) ตั้งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น

2.บริษัทฯ ได้ทำข้อตกลงกับบริษัทแม่ในการจัดส่งพนักงานเข้ามาทำงานให้บริษัทฯ ในประเทศไทยตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับคำสั่งให้ไปประจำหน้าที่นอกพื้นที่การเปลี่ยนแปลงหรือการต่อระยะเวลาการปฏิบัติงานขึ้นอยู่กับความพร้อมของบริษัทฯ โดยจะต้องหารือกันทั้งสองฝ่าย และต้องกำหนดเป็นการล่วงหน้า 3 เดือน ซึ่งพนักงานชาวญี่ปุ่นยังมีฐานะเป็นพนักงานของบริษัทแม่ และนับอายุงานในประเทศญี่ปุ่นต่อเนื่องกันไป

3. บริษัทฯ เป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินเดือน และเงินโบนัสแก่พนักงานชาวญี่ปุ่นขณะที่มาทำงานในประเทศทั้งหมด ดังนี้

      3.1 บริษัทแม่จะโอนเงินส่วนหนึ่งเข้าบัญชีในประเทศญี่ปุ่นของพนักงานชาวญี่ปุ่น ทุกวันที่24 ของเดือน และบริษัทแม่จะออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงินที่จ่ายดังกล่าวจากบริษัทฯ ทุกเดือน และบริษัทฯ จะโอนเงินคืนให้แก่บริษัทแม่ในเดือนถัดไป โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเติมจากบริษัทฯ

      3.2 บริษัทฯ จะโอนเงินส่วนหนึ่งเข้าบัญชีในประเทศไทยของพนักงานชาวญี่ปุ่น

4. บริษัทฯ ขอทราบว่ากรณีบริษัทฯ จ่ายเงินเดือน และเงินโบนัสของพนักงานชาวญี่ปุ่นคืนให้แก่บริษัทแม่ในแต่ละเดือนตาม 3.1 เงินดังกล่าวเป็นเงินค่าจัดส่งพนักงาน (Dispatch Fee) หรือเงินจ่ายคืนให้แก่บริษัทแม่ (Reimbursement Fee)

แนววินิจฉัย

1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีบริษัทฯ ทำข้อตกลงกับบริษัทแม่ ส่งพนักงานชาวญี่ปุ่นของบริษัทแม่เข้ามาทำงานให้กับบริษัทฯ ในประเทศไทย ตามหน้าที่หลักที่ระบุในหนังสือสัญญา เป็นระยะเวลาต่อเนื่องตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับคำสั่งให้ไปประจำหน้าที่นอกพื้นที่ ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินเดือน และเงินโบนัสให้กับพนักงานชาวญี่ปุ่นในระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ในประเทศ ทั้งที่จ่ายจากบริษัทฯ ในประเทศไทย และที่จ่ายจากบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่น โดยบริษัทแม่ไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการอื่นใดเพิ่มเติมอีก และพนักงานชาวญี่ปุ่นยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของบริษัทแม่ กรณีดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นสัญญาให้บริการโดยส่งพนักงานเข้ามาให้บริการในประเทศไทย ดังนั้น จึงเป็นการให้บริการผ่านลูกจ้างหรือพนักงานอื่น เป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่าหกเดือนภายในสิบสองเดือนใดๆ และถือว่า บริษัทแม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ตามข้อ 5 วรรคสี่ แห่งอนุสัญญาฯ และการให้บริการดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจ ตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาฯ ซึ่งบริษัทแม่ประกอบธุรกิจโดยผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย บริษัทแม่จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณจากค่าบริการซึ่งเป็นเงินเดือน และเงินโบนัสที่บริษัทฯ ต้องจ่ายให้พนักงานชาวญี่ปุ่นทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าบริการดังกล่าว บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 5.0 ตามข้อ 12 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528

2. ภาษีมูลค่าเพิ่มการให้บริการของบริษัทแม่ตาม 1. เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร โดยไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว ตามมาตรา 85/3 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินเดือน และเงินโบนัสให้กับพนักงานชาวญี่ปุ่นทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นค่าบริการตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับคำสั่งให้ไปประจำหน้าที่นอกพื้นที่ บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ของค่าบริการดังกล่าว ตามมาตรา 83/6 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

.ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (กรณีภาระภาษีของพนักงานชาวญี่ปุ่น)กรณีพนักงานชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำงานตามหน้าที่หลักที่ระบุในหนังสือสัญญาให้บริษัทฯ ในประเทศไทย ในนามของบริษัทต่างประเทศ ตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับคำสั่งให้ไปประจำหน้าที่นอกพื้นที่ เงินเดือนและเงินโบนัสของบุคคลดังกล่าวถือเป็นเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย ไม่ว่าจะจ่ายจากในหรือนอกประเทศไทยก็ตาม ต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 14 แห่งอนุสัญญาฯ แม้พนักงานชาวญี่ปุ่นไม่ได้นำเงินเดือนที่จ่ายโดยบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่นเข้ามาในประเทศไทยก็ตาม บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

78/39848


เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีจ่ายค่าจัดส่งพนักงาน (Dispatch fee)

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

25/10/2012

เลขที่หนังสือ

กค 0702/9406

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 76 ทวิ และมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

1. บริษัทฯ ได้ทำข้อตกลงการจัดส่งพนักงาน ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2552 กับ บริษัท A โดย บริษัท A จะส่งพนักงานมาทำงานที่ประเทศไทยในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการมีหน้าที่ในการบริหารจัดการทั่วไป นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นระยะเวลา 4 ปี

2. ในระหว่างที่พนักงานเข้ามาทำงานในประเทศไทย พนักงานมีฐานะเป็นลูกจ้างของบริษัทฯ ตามสัญญาจ้างแรงงาน และยังคงมีฐานะเป็นลูกจ้างของ บริษัท A แต่ไม่มีหน้าที่งานหรือกระทำการใดๆ ให้กับ บริษัท A 

3. บริษัทฯ มีหน้าที่จ่ายค่าตอบแทนตามข้อตกลงการจัดส่งพนักงาน ดังนี้

     3.1 บริษัทฯ จ่ายเงินเดือน โบนัส และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย ให้แก่พนักงานที่มาทำงานในประเทศไทย

     3.2 บริษัทฯ จ่ายเงินค่า Dispatch fee (ค่าจัดส่งพนักงานของ บริษัท A เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เพื่อให้ความช่วยเหลือทางด้านการบริหารและการจัดการทั่วไปของบริษัทฯ) ซึ่งประกอบไปด้วยเงินเดือนในประเทศญี่ปุ่น เงินเดือนในประเทศไทยเบี้ยเลี้ยงประกัน และบำนาญ ให้แก่ บริษัท A โดย บริษัท A ไม่ได้เรียกเก็บค่าบริการใดๆ เพิ่มเติมจากบริษัทฯ

 
บริษัทฯ ขอหารือในประเด็นดังต่อไปนี้

   1. เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่า Dispatch fee ให้ บริษัท A บริษัทฯ มีหน้าที่ในการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากรหรือไม่

   2. บริษัทฯ สามารถนำอนุสัญญาภาษีซ้อนมาใช้ได้หรือไม่

   3. บริษัทฯ มีหน้าที่ในการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ 4. ค่า Dispatch fee ที่บริษัทฯ จ่ายให้แก่ บริษัท A ถือเป็นเงินได้ของพนักงานหรือไม่

แนววินิจฉัย

      1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล เนื่องจากข้อตกลงการจัดส่งพนักงานดังกล่าวกำหนดให้ บริษัท A ต้องจัดส่งพนักงานของ บริษัท A เข้ามาทำงานในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 4 ปี กรณีจึงเป็นการให้บริการผ่านลูกจ้างหรือพนักงานอื่นเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่าหกเดือนภายในสิบสองเดือนใดๆ และถือได้ว่า บริษัท A มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ตามข้อ 5 วรรคสี่ แห่งอนุสัญญาฯ และเนื่องจาก Dispatch fee เข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาฯ และ บริษัท A ประกอบธุรกิจโดยผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย บริษัท A จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณจากค่าบริการทั้งสิ้นที่บริษัทฯ ต้องจ่ายให้ บริษัท A ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ จ่าย Dispatch fee ให้แก่ บริษัท A บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 5.0 ตามข้อ 12 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 โดย บริษัท A มีสิทธินำไปใช้เป็นเครดิตในการชำระภาษีเงินได้ของตนในประเทศไทยได้

      2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม การที่ บริษัท A ส่งพนักงานเข้ามาทำงานที่ประเทศไทยตามข้อตกลงการจัดส่งพนักงานเข้าลักษณะเป็นการให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่า Dispatch fee ซึ่งเป็นค่าบริการตามข้อตกลงการจัดส่งพนักงาน ให้แก่ บริษัท A บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ของค่าบริการ ตามมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่งกรมสรรพากรภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงินได้ให้แก่ บริษัท A ตามข้อ 4 ของประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ขยายกำหนดเวลาการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย การนำส่งภาษีเงินได้การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม และการยื่นรายการ ลงวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 และมีสิทธินำภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้นำส่งไปถือเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1(18)(ค) และมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

     3. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในกรณีที่พนักงานมีฐานะเป็นลูกจ้างของบริษัทฯ พนักงานดังกล่าวมีหน้าที่ต้องนำเงินได้พึงประเมินที่ได้รับจากการจ้างแรงงานดังกล่าว ไม่ว่าจะจ่ายในหรือนอกประเทศไทย มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร และ ข้อ 14 แห่งอนุสัญญาฯ โดยบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้ให้แก่พนักงาน มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับกรณีที่บริษัทฯ ออกเงินค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่พนักงาน ตามข้อตกลงการจัดส่งพนักงาน โดยพนักงานไม่ต้องรับภาระในการเสียภาษีเงินได้ด้วยตนเองเลยนั้น ให้นำค่าภาษีเงินได้ที่บริษัทฯ ออกแทนให้ ไปรวมกับค่าตอบแทนที่พนักงานได้รับในปีภาษีนั้น แล้วคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48(1) แห่งประมวลรัษฎากร จนกว่าจะไม่มีค่าภาษีเงินได้ที่บริษัทฯ ต้องออกแทนให้อีก ตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 7/2528 เรื่อง การคำนวณเงินค่าภาษีอากรที่นายจ้างหรือผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทต่างๆ ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2528

เลขตู้

75/38334


เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการชำระหนี้คงค้างระหว่างบริษัทในเครือ

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

01/10/2007

เลขที่หนังสือ

กค 0706/9958

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 77/1 มาตรา 80 และมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

     บริษัท A (ประเทศไทย) จำกัด (บริษัทฯ) ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ดำเนินธุรกิจจัดหางานในระดับผู้บริหารให้แก่ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ บริษัทแม่ของบริษัทฯ คือ บริษัท A (บริษัทแม่) มีฐานะเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา และมีบริษัท B (สิงคโปร์) จดทะเบียนและตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ และมีฐานะเป็นสำนักงานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (Regional Office) ทั้งบริษัทแม่ และบริษัท B จะให้การสนับสนุนและช่วยเหลือการดำเนินงาน การรายงานทางการเงิน งานทรัพยากรบุคคล งานเทคโนโลยีสารสนเทศ และการตลาดของบริษัทในเครือA ในประเทศแถบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค
ในการประกอบกิจการ บริษัทฯ จะรับคัดสรรบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งในองค์กรของลูกค้า โดยจะสรรหาผู้สมัครหรือบุคคลที่มีคุณสมบัติ และประสบการณ์ทำงานที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า บริษัทฯ จะได้รับค่าตอบแทนจากลูกค้าตามอัตราที่ตกลงกันไว้แต่จะไม่มีการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมใด ๆ จากผู้สมัคร ขั้นตอนการดำเนินงานของบริษัทฯ ในการคัดสรรผู้สมัคร มีรายละเอียดโดยสรุปดังต่อไปนี้
ขั้นที่ 1 ติดต่อลูกค้า โดยปกติ ลูกค้าของบริษัทฯ จะมาจากการแนะนำของบริษัทในเครือในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก หรือจากการแนะนำจากลูกค้าที่เคยใช้บริการของบริษัทฯ หรือเคยมีประสบการณ์ติดต่อกับบริษัทฯ ดังนั้น การดำเนินงานขั้นที่ 1 คือ การแนะนำลูกค้าให้กันระหว่างบริษัทในเครือ
ขั้นที่ 2 จัดเตรียมสัญญาให้บริการจัดหางาน เมื่อบริษัทฯ รับทราบความต้องการของลูกค้าแล้ว บริษัทฯ จะจัดเตรียมร่างสัญญาให้บริการจัดหางาน เพื่อให้ลูกค้าพิจารณาหากลูกค้าตัดสินใจที่จะใช้บริการของบริษัทฯ ลูกค้าจะลงนามท้ายสัญญาดังกล่าว (งานที่ให้บริการลูกค้าหนึ่งรายสำหรับหนึ่งตำแหน่งงาน มีศัพท์เฉพาะเรียกว่า "Engagement"
หากบริษัทฯ เป็นผู้ดำเนินการในขั้นที่ 2 บริษัทฯ จะถือเป็นคู่สัญญาของลูกค้า และจะถือเป็น ผู้เรียกเก็บเงินค่าบริการเต็มจำนวนจากลูกค้า หากบริษัทฯ ได้ขอความช่วยเหลือใด ๆในขั้นตอนอื่น ๆ จากบริษัทในเครือ บริษัทฯ จะต้องปันส่วนแบ่งรายได้ให้แก่บริษัทในเครือนั้น ๆ ตามอัตราส่วนที่ตกลงกันไว้ตามสัญญา
ขั้นที 3 ติดต่อประสานงานกับลูกค้า รวมทั้งสรุปปิด Engagement เป็นขั้นตอนในส่วนของการรายงานความคืบหน้าของงานที่บริษัทดำเนินการไปแล้ว หรืออยู่ในระหว่างดำเนินการจัดตารางเวลา กำหนดวันนัดสัมภาษณ์ระหว่างลูกค้าและผู้สมัคร เจรจาต่อรองเงินเดือนรวมทั้งผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่ผู้สมัครงานจะได้รับหากได้รับการจ้าง รวมทั้งสรุปปิด Engagement อนึ่งผลสำเร็จของงานในขั้นที่ 3 จะถือเป็นผลสำเร็จของงานขั้นสุดท้ายของ Engagement
ขั้นที่ 4 ติดต่อประสานงานกับผู้สมัครงาน งานขั้นที่ 4 จะดำเนินไปพร้อม ๆกับงานขั้นที่ 3 โดยเป็นงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้สมัครงาน ซึ่งบริษัทฯ จะทำการสรรหาผู้สมัครจากกลุ่มเป้าหมาย สัมภาษณ์ผู้สมัครที่คัดสรรไว้ จัดทำรายงานประวัติของผู้สมัคร พร้อมข้อคิดเห็นของบริษัทฯ ที่มีต่อผู้สมัคร รวมทั้งทำการติดต่อประสานงานกับทั้งลูกค้า และผู้สมัครงานจนกว่าจะมีการเซ็นสัญญาจ้างงาน อนึ่ง การเซ็นสัญญาจ้างงานถือเป็นผลสำเร็จของงานในขั้นที่ 4 และก่อนการปิด Engagementในขั้นที่ 3
อัตราส่วนของการปันส่วนรายได้โดยประมาณ มีดังต่อไปนี้
ขั้นที่ 1 10% ขั้นที่ 3 40%
ขั้นที่ 2 10% ขั้นที่ 4 40%
ในการให้บริการ บริษัทฯ และบริษัทในเครือในประเทศต่าง ๆ จะให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการหาลูกค้า รวมทั้งสรรหา และคัดเลือกผู้สมัครงาน โดยการให้ความช่วยเหลือข้างต้นจะมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างบริษัทฯ และบริษัทในเครือในต่างประเทศ ดังต่อไปนี้
1. รายการระหว่างกันในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงาน Engagement
1.1 ส่วนแบ่งรายได้เนื่องจากการให้บริการช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง Engagement ซึ่งแยกออกได้เป็น 2 กรณี ดังนี้
1.1.1 กรณีบริษัทฯ มีรายได้ ซึ่งได้แก่ กรณีที่ในการดำเนินงานในขั้นที่ 2 บริษัทในเครือเป็นคู่สัญญากับลูกค้าในการให้บริการจัดหาผู้สมัครงาน แล้วมอบหมายหรือแบ่งงานในขั้นตอนอื่น ๆ ให้บริษัทฯ ดำเนินการแทน บริษัทฯ จึงเรียกเก็บเงินส่วนแบ่งรายได้สำหรับการให้บริการช่วยเหลือในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Engagement จากบริษัทในเครือ
1.1.2 กรณีบริษัทฯ มีรายจ่าย ซึ่งได้แก่ กรณีที่บริษัทฯ เป็นผู้ดำเนินงานในขั้นที่ 2 กล่าวคือ บริษัทฯ เป็นคู่สัญญากับลูกค้าตามสัญญาให้บริการจัดหาผู้สมัครงานแต่บริษัทฯมอบหมายหรือแบ่งงานในขั้นตอนอื่น ๆ ให้บริษัทในเครือดำเนินงานแทนและบริษัทในเครือจะเรียกเก็บค่าบริการจากส่วนแบ่งรายได้ที่เกี่ยวข้องกับ Engagement จากบริษัทฯ
1.2 เงินทดรองสำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้แก่พนักงานของบริษัทในเครือ และเงินทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั่วไป อาทิเช่น ค่าประชุมวีดีโอทางจอภาพของผู้สมัครกับลูกค้าในบางโอกาส บริษัทในเครืออาจร้องขอให้พนักงานของบริษัทฯ ไปช่วยเหลืองาน Engagement ที่ต้องทำร่วมกันในต่างประเทศอาทิเช่น สัมภาษณ์ผู้สมัครงานในประเทศนั้น ๆ และบริษัทในเครือ จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางหรือการขอ ให้บริษัทฯ จัดการประชุมวีดีโอทางจอภาพของผู้สมัครที่อยู่ในประเทศไทยกับลูกค้าที่อยู่ในต่างประเทศเป็นต้น โดยบริษัทฯ จะจ่ายเงินทดรองค่าใช้จ่ายในการเดินทางกับพนักงาน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไปก่อนแล้วเรียกเก็บจากบริษัทในเครือ และบริษัทในเครือ จะเรียกเก็บจากลูกค้าอีกทอดหนึ่ง ในทางตรงกันข้าม บริษัทฯ อาจร้องขอให้บริษัทในเครือช่วยดำเนินการจัดประชุมวีดีโอทางจอภาพของผู้สมัครงานที่อยู่ในต่างประเทศกับลูกค้าของบริษัทฯ ที่อยู่ในประเทศไทย บริษัทในเครือก็จะออกเงินทดรองไปก่อนแล้วเรียกเก็บจากบริษัทฯ อีกทีหนึ่ง
1.3 เงินทดรองค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้แก่ผู้สมัครหากผู้สมัครมีความจำเป็นต้องเดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปสัมภาษณ์งานกับลูกค้าในอีกประเทศหนึ่ง บริษัทฯหรือบริษัทในเครือที่เป็นผู้ดำเนินงานในขั้นที่ 2 จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของผู้สมัครและจะเรียกเก็บเงินดังกล่าวจากลูกค้าตามจำนวนที่เกิดขึ้นจริง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สมัคร กลุ่มบริษัท A มีนโยบายการจ่ายเงินค่าเดินทางให้แก่ผู้สมัครตามภูมิลำเนาของผู้สมัคร โดยผู้สมัครมีภูมิลำเนาอยู่ ณ ประเทศใดก็ให้เบิกค่าใช้จ่ายข้างต้นจากบริษัท A ในประเทศนั้น ๆ และหากบริษัทฯ มิได้เป็นผู้ดำเนินการขั้นที่ 2 แต่ได้ออกเงินทดรองค่าเดินทางให้แก่ผู้สมัครที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยแล้ว บริษัทฯ จะออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงินดังกล่าวจากบริษัทในเครือที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว และบริษัทฯ จะบันทึกเงินทดรองรายจ่ายนี้เป็นบัญชีลูกหนี้บริษัทในเครือ
2. รายการระหว่างกันประเภทอื่น ๆ
2.1 ค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้แก่พนักงานเพื่อการประชุมระดับผู้บริหารและ/หรือการฝึกอบรมในต่างประเทศ กลุ่มบริษัท A จะจัดให้มีการประชุมระดับผู้บริหารหรือฝึกอบรมทั้งในและต่างประเทศ อาทิเช่น สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง จีน สิงคโปร์ เป็นต้น ซึ่งพนักงานระดับผู้บริหารของบริษัทฯจะต้องเข้าร่วมการประชุมหรือฝึกอบรมดังกล่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันและให้บริการแก่ลูกค้า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น อาทิเช่น ค่ารถจากบ้านไปสนามบิน ค่าภาษีสนามบิน ค่าทางด่วนค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าเดินทางในต่างประเทศ ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าซักรีด ค่าห้องประชุม และอื่น ๆ โดยบริษัท A (สิงคโปร์) ซึ่งมีฐานะเป็นสำนักงานภูมิภาค จะทำหน้าที่รวบรวมค่าใช้จ่ายในการประชุมหรือฝึกอบรม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และปันส่วนค่าใช้จ่ายกลับคืนมาให้แต่ละประเทศตามจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมหรืออบรมที่แต่ละประเทศส่งไปเข้าร่วมประชุม
2.2 เงินทดรองค่าใช้จ่ายทั่วไป (ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Engagement) ในบางโอกาส บริษัทฯ ได้จ่ายเงินทดรองค่าใช้จ่ายทั่วไปแทนบริษัทในเครือ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับบริการ Engagement (ค่าใช้จ่ายในการบริหาร) อาทิเช่นค่าตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศของพนักงานบริษัทในเครือที่มาจากต่างประเทศ และบริษัทฯ จะเรียกเก็บจากบริษัทในเครือในภายหลัง
2.3 มูลค่าหุ้นของบริษัทแม่ ซึ่งบริษัทฯจะซื้อจากบริษัทแม่เพื่อแจกเป็นรางวัลตอบแทนแก่พนักงานในระดับผู้บริหารที่มีผลงานดีเด่น
2.4 ค่าใช้จ่ายของพนักงานชาวต่างชาติประจำประเทศไทย ที่ทำงานทั้งในประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ พนักงานชาวต่างชาติดังกล่าว จะทำสัญญาจ้างงานกับทั้งบริษัทฯ และบริษัท A สิงคโปร์ฯ เพื่อแบ่งเวลาการทำงานในประเทศไทย และประเทศสิงคโปร์ออกจากกันอย่างชัดเจน โดยบริษัท A (สิงคโปร์) จะเป็นผู้จ่ายเงินเดือน โบนัส และผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ ทั้งหมดและเรียกเก็บเงินคืนจากบริษัทฯ สำหรับช่วงเวลาที่พนักงานดังกล่าวทำงานอยู่ในประเทศไทย บริษัทฯ จะนำรายได้ และผลประโยชน์ต่าง ๆ ของพนักงานที่ได้รับระหว่างที่ทำงานในประเทศไทยไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายทุกเดือน
2.5 ค่าบริหารและการจัดการ เป็นค่าใช้จ่ายที่บริษัท A (สิงคโปร์) ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ให้การสนับสนุน ให้ความช่วยเหลือในการเดินงานของกลุ่มบริษัท A ในภูมิภาคเอเชีย โดยบริษัท A(สิงคโปร์) จะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหากมีการให้บริการกับบริษัทฯ ดังต่อไปนี้
2.5.1 ค่าใช้จ่ายส่วนกลางของสำนักงานภูมิภาคเงินเดือน โบนัส และค่าใช่จ่ายในการบริหารของพนักงานประจำสำนักงานภูมิภาคในการบริหาร การเงิน ทรัพยากรบุคคล เทคโนโลยีสารสนเทศ และการตลาด โดยพนักงานเหล่านี้ จะให้ความช่วยเหลือทั่วไปด้านการบริหารงาน เป็นที่ปรึกษาให้การสนับสนุนงานในหน้าที่ต่าง ๆ ของบริษัทในเครือในประเทศต่าง ๆ ในทวีปเอเชียโดยหลักเกณฑ์ในการปันส่วนค่าใช้จ่าย จะคิดตามจำนวนชั่วโมงทำงาน (จำนวนวัน) ที่พนักงานเหล่านั้นทำงานให้กับประเทศนั้น ๆ
2.5.2 ค่าใช้จ่ายทางตรงที่เกิดจากการให้บริการเฉพาะอย่างสำหรับแต่ละประเทศ เช่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้จัดการแผนกการเงินที่เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำ และความช่วยเหลือแก่พนักงานบัญชีที่ประเทศไทยในเรื่องของงานบัญชีเกี่ยวกับการชำระหนี้ระหว่างบริษัทในเครือ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวทางสำนักงานภูมิภาคจะถือเป็นส่วนหนึ่งของ Management Feeและเรียกเก็บจากบริษัทฯ ตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง
 
     บริษัทฯ ขอหารือว่า
1. กรณีบริษัทฯ จ่ายเงินที่เกี่ยวข้องกับ Engagement และค่าบริหารและจัดการให้กับบริษัท A (สิงคโปร์) หรือบริษัทในเครือ จะมีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ อย่างไร
        2. กรณีบริษัทฯ จ่ายเงินประเภทอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Engagement ให้กับบริษัท A (สิงคโปร์) หรือ บริษัทในเครือ จะมีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือไม่ อย่างไร

แนววินิจฉัย

     1. กรณีรายการระหว่างกันที่เกี่ยวข้องกับ Engagement
 
       ก ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีบริษัทฯ มีรายได้
 
         งานขั้นที่ 1 กรณีบริษัทฯ แนะนำให้ลูกค้าในประเทศไทย ได้มีโอกาสรู้จัก และใช้บริการของบริษัทในเครือในต่างประเทศ และได้รับค่าตอบแทน นั้น ค่าตอบแทนดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นค่านายหน้าในการหาลูกค้าในประเทศไทย แม้ผู้รับบริการอยู่จะอยู่ในต่างประเทศสัญญาจัดหาผู้สมัครงานเกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่วัตถุประสงค์ และสาระสำคัญของการให้บริการของบริษัทฯเสร็จสิ้นลงแล้วในประเทศไทย ดังนั้น การให้บริการของบริษัทฯจึงไม่เข้าลักษณะเป็นการให้บริการในราชอาณาจักรแก่ผู้รับบริการในต่างประเทศ และได้ส่งผลการให้บริการนั้นไปใช้ในต่างประเทศทั้งหมดแต่ถือเป็นการให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ตามมาตรา 77/2 และมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร
 
         งานขั้นที่ 3 และ 4 กรณีบริษัทฯ ได้รับมอบหมายงานในขั้นที่ 3 และ/หรือขั้นที่ 4เนื่องจากตำแหน่งงานที่ลูกค้าต้องการอยู่ในประเทศไทย นั้น แม้ในการให้บริการทั้งสองขั้นตอนบริษัทฯ จะส่งจดหมายโต้ตอบกับบริษัทในเครือหรือลูกค้าในต่างประเทศ รายงานความคืบหน้าของงานรายงานประวัติผู้สมัครพร้อมข้อคิดเห็น เป็นต้น กลับไปยังต่างประเทศก็ตาม แต่เมื่อวัตถุประสงค์ของการให้บริการ คือการสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่ลูกค้าต้องการในประเทศไทยจึงเข้าลักษณะเป็นการให้บริการโดยผู้ประกอบการในราชอาณาจักร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตราร้อยละ 7.0 ตามมาตรา 77/2 และมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร
 
       ข. ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีบริษัทฯ มีรายจ่าย
 
งานขั้นที่ 1 การแนะนำลูกค้าในต่างประเทศโดยบริษัทในเครือ เพื่อให้ใช้บริการของบริษัทฯ ในประเทศไทย หากการให้บริการของบริษัทในเครือได้สิ้นสุดลงในต่างประเทศกรณีดังกล่าวไม่เข้าลักษณะเป็นการให้บริการที่ทำในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรไม่ถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร บริษัทฯ ผู้จ่ายเงินได้จึงไม่มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 วรรคสาม และมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร
 
งานขั้นที่ 3 และขั้นที่ 4 กรณีผู้สมัครงานกลุ่มเป้าหมายพำนักอยู่ในต่างประเทศ บริษัทฯ จะมอบหมายให้บริษัทในเครือปฏิบัติหน้าที่ในขั้นที่ 3 และขั้นที่ 4 แต่โดยที่บริษัทในเครือจะต้องส่งผลสำเร็จของงานทั้งสองขั้นมาให้บริษัทฯ และบริษัทฯ จะสรุปผลงานทั้งหมดให้กับลูกค้าในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง การให้บริการของบริษัทในเครือ เข้าลักษณะเป็นการให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 บริษัทฯ ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ยื่นแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยแบบ ภ.พ.36 ทั้งนี้ ตามมาตรา 77/2 วรรคสาม และมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร
 
       ค. ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีเงินทดรองสำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้แก่พนักงานของบริษัทในเครือ และเงินทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั่วไป ตาม 1.2 และเงินทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายในการเดินทางสำหรับผู้สมัครงานตาม 1.3
 
หากบริษัทฯ มีหลักฐานพิสูจน์ได้อย่างชัดแจ้งว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเป็นค่าใช้จ่ายที่บริษัทฯ จ่ายแทนบริษัทในเครือ และมีหลักฐานการจ่ายเงินระบุชื่อบริษัทในเครือเป็นผู้จ่ายเงินทดรองที่เรียกเก็บคืนเท่าที่จ่ายจริง ไม่ถือเป็นรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการ ดังนั้น บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัทในเครือ และไม่มีสิทธินำภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งนี้ ตามมาตรา 77/2 และมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร
 
       ง. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย การดำเนินงานในขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 และขั้นที่ 3โดยบริษัทในเครือ ตามการร้องขอของบริษัทฯ เมื่องานตามขั้นตอนต่าง ๆ เสร็จสิ้นลง บริษัทฯ มีหน้าที่ในการปันส่วนค่าบริการ และจ่ายให้กับบริษัทในเครือ เงินค่าบริการที่บริษัทฯ จ่ายให้กับบริษัทในเครือเข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการรับทำงานให้ ตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากรหากบริษัทในเครือตั้งอยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย เงินค่าบริการดังกล่าว อาจเข้าลักษณะเป็นกำไรธุรกิจหากบริษัทในเครือมิได้เข้ามาดำเนินงานผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยบริษัทในเครือไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากส่วนแบ่งรายได้ดังกล่าวตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ประกอบกับมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินส่วนแบ่งรายได้ให้กับบริษัทในเครือ บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร
 
     2. กรณีรายการระหว่างกันประเภทอื่น ๆ
 
       ก. ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประชุมระดับผู้บริหาร และ/หรือการอบรมในต่างประเทศ ตาม 2.1 โดยบริษัท A (สิงคโปร์) จะเป็นผู้รวบรวมและปันส่วนค่าใช้จ่ายมายังบริษัท A ในแต่ละประเทศที่ส่งพนักงานเข้าประชุม หากการประชุมหรือการอบรมจัดขึ้นในต่างประเทศ เงินค่าประชุม หรือค่าฝึกอบรม รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องที่บริษัท A (สิงคโปร์) เรียกเก็บเข้าลักษณะเป็นบริการที่บริษัท A (สิงคโปร์) มีการให้บริการที่กระทำในต่างประเทศ และบริษัทฯได้ใช้บริการประชุมหรืออบรมในต่างประเทศ โดยมิได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าบริการดังกล่าวให้กับ บริษัท A (สิงคโปร์) บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร ในทางตรงกันข้าม หากการประชุมหรือการอบรมได้จัดให้มีขึ้นในประเทศไทยกิจกรรมดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการให้บริการโดยผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรที่เข้ามาให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว เมื่อบริษัทฯ ชำระค่าบริการให้บริษัท A (สิงคโปร์) บริษัทฯ มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัท A สิงคโปร์ฯ มีหน้าที่ต้องเสีย ตามมาตรา 83/6(1) แห่งประมวลรัษฎากร
 
       ข. ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีมูลค่าหุ้น กรณีที่บริษัทฯชำระมูลค่าหุ้นดังกล่าวให้แก่บริษัทแม่ เข้าลักษณะเป็นการนำเงินไปหาประโยชน์ โดยการซื้อหลักทรัพย์ ตามมาตรา 77/1(10)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
 
       ค. ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีค่าใช้จ่ายของพนักงานชาวต่างชาติประจำประเทศไทยตาม 2.4 เนื่องจากทั้งบริษัทฯ และบริษัท A (สิงคโปร์) มีฐานะเป็นนายจ้างของพนักงานชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ดังนั้น หากสัญญาจ้างงานทั้งสองฉบับมีการแบ่งส่วนความรับผิดชอบของงานออกจากกันอย่างชัดเจน และเหมาะสมสำหรับการปฏิบัติงานในแต่ละประเทศ เงินเดือน โบนัส และผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ ทั้งหมด ที่จ่ายโดยบริษัท A (สิงคโปร์) และบริษัท A (สิงคโปร์) เรียกเก็บจากบริษัทฯ ตามส่วนที่จ่ายทดรองไปก่อน จึงไม่เข้าลักษณะการขายสินค้าหรือให้บริการ เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินดังกล่าวให้กับบริษัท A (สิงคโปร์) บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัท A (สิงคโปร์) ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร
 
       จ. ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย กรณีค่าบริหารและจัดการ ตาม 2.5 ค่าตอบแทน ที่บริษัท A (สิงคโปร์) ในฐานะ เรียกเก็บจากบริษัทฯ ตาม OFFSHORE MANAGEMENT SERVICES AGREEMENT เพื่อเป็นค่าตอบแทนที่บริษัท A (สิงคโปร์) บริหารจัดการให้คำปรึกษาหรือความช่วยเหลือต่าง ๆ รวมทั้ง การฝึกอบรมพนักงานของบริษัทฯ โดยจะมีทั้งกรณีที่บริษัท A (สิงคโปร์) ส่งพนักงานประจำสำนักงานภูมิภาคเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ หรือให้คำแนะนำหรือความช่วยเหลือผ่านช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ หากการให้บริการดังกล่าวไม่มีการให้ข้อมูลใด ๆ ที่เป็นการให้เทคโนโลยีหรือให้ข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางพาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรมหรือทางวิทยาศาสตร์การให้บริการดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะเป็นการให้บริการรับจ้างโดยทั่วไปค่าตอบแทนการให้บริการตามสัญญาดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจ หากบริษัท A สิงคโปร์ฯ ได้ให้บริการโดยไม่ผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ย่อมได้รับ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยสำหรับค่าตอบแทนดังกล่าว ทั้งนี้ ตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าตอบแทนให้บริษัท A (สิงคโปร์) จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินแต่อย่างใด และกรณีบริษัทฯ จ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวให้บริษัท A (สิงคโปร์) ค่าตอบแทนตามสัญญาดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการให้บริการที่กระทำในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรเมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าตอบแทนตามสัญญา บริษัทฯ มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0ตามมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

70/35349


เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการจ่ายเงินทดรองจ่าย

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

24/06/2004

เลขที่หนังสือ

กค 0706/6047

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 39

ข้อหารือ

    บริษัท ก. ประกอบกิจการเกี่ยวกับผลิตส่งออกชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์จากโลหะทุกชนิด ได้ทำการสำรองจ่ายเงินให้กับพนักงานของบริษัทในเครือ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างอยู่ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันพนักงานดังกล่าวได้ย้ายกลับไปทำงานที่บริษัทในครือ ณ ประเทศโปแลนด์ ต่อมาบริษัทฯ ได้ออกใบแจ้งหนี้ (Debit Note) เพื่อเรียกเก็บเงินจากบริษัทในเครือ ที่บริษัทฯ ได้สำรองจ่ายแก่พนักงานดังกล่าวขณะอยู่ในประเทศไทยจากกรณีดังกล่าว บริษัทในเครือที่ประเทศโปแลนด์จะมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินสำรองจ่ายคืนแก่บริษัทฯ ไม่ว่าตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายโปแลนด์หรือไม่

แนววินิจฉัย

     กรณีบริษัทฯ ได้ออกเงินสำรองจ่ายให้แก่พนักงานของบริษัทในเครือขณะอยู่ในประเทศไทยและบริษัทฯ ได้ออกใบแจ้งหนี้ (Debit Note) เพื่อเรียกเก็บเงินสำรองจ่ายจำนวนดังกล่าวคืนตามจำนวนที่จ่ายจริง ถือว่าจำนวนเงินที่เรียกเก็บคืนจากบริษัทในเครือไม่ใช่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น เงินทดรองจ่ายดังกล่าวจึงไม่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด สำหรับกรณีภาระภาษีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศโปแลนด์ ขอให้บริษัทฯ ดำเนินการขอทราบรายละเอียดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศโปแลนด์โดยตรงต่อไป

เลขตู้

67/33004


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ