สมมุติว่าเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจทั่วไป ไม่ใช่บริษัทธุรกิจการเงิน 1. สถานะ “บริษัทในเครือเดียวกัน” ตาม ป.26/2534 และภาษีธุรกิจเฉพาะ เงื่อนไขการเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน : คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.26/2534 (ซึ่งต่อมาถูกรวมในพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 240 แก้ไขโดยฉบับที่ 571) กำหนดว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะถือว่าเป็น “บริษัทในเครือเดียวกัน” ก็ต่อเมื่อมีความสัมพันธ์ถือหุ้นระหว่างกัน โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหนึ่ง ถือหุ้นไม่น้อย 25% ในอีกนิติบุคคลหนึ่ง เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือนก่อนวันที่กู้ยืมเงิน หากเข้าเงื่อนไขนี้ ดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมระหว่างกันไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT)
กรณีตามคำถาม : บริษัท A ปล่อยกู้ให้บริษัท B และภายหลังผู้ถือหุ้น/กรรมการรายเดียวกันเข้าถือหุ้นเกิน 50% ในทั้งสองบริษัท (แต่ ไม่มีการถือหุ้นระหว่างตัวบริษัท เอง) กรณีนี้ ไม่เข้าเงื่อนไข “บริษัทในเครือเดียวกัน” ตามนิยามข้างต้น เนื่องจากไม่มีบริษัทใดถือหุ้นในอีกบริษัทโดยตรงเลย มีเพียงบุคคลเดียวกันถือหุ้นทั้งสองฝั่งเท่านั้น ดังนั้น ดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่าง A และ B ยังต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเช่นเดิม ไม่มีสิทธิยกเว้นตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.26/2534 กล่าวคือ บริษัท A ผู้ให้กู้ยังคงต้องนำดอกเบี้ยที่ได้รับ (ตามเกณฑ์เงินสด) ไปรวมยื่นเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตรา 3.3% เหมือนเดิม คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 26/2534 เรื่องดอกเบี้ยสำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/5(5) แห่ง ประมวลรัษฎากร ข้อ 2 กรณีบริษัทในเครือเดียวกันให้กู้ยืมเงินกันเอง ไม่ว่าจะนำเงินของตนหรือนำเงินที่กู้ยืมจากบุคคลอื่นมาให้กู้ยืมในระหว่างกันเอง และไม่ว่าจะคิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใดก็ตาม ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมเงินในกรณีเช่นนี้ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ คำว่า "บริษัทในเครือเดียวกัน" หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปซึ่งมีความสัมพันธ์กันโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอีกแห่งหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือนก่อนวันที่มีการกู้ยืม ***************************************************************************************** ซึ่งตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 26/2534 เรื่อง ดอกเบี้ยสำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ได้ถูกนำมาบัญญัติเป็นมาตรา 3 (32) (ก) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่ 240) พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 571) พ.ศ. 2556 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป ดังนี้ “มาตรา 3 ให้ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการดังต่อไปนี้
(32) กิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากรของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งมิได้ประกอบกิจการตามมาตรา 91/2 (1) (2) และ (3) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับดอกเบี้ยที่ได้รับ เฉพาะกรณีดังต่อไปนี้ (ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกันให้กู้ยืมเงินกันเอง "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน" หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจำนวนตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไป ซึ่งมีความสัมพันธ์กันโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอีกแห่งหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือนก่อนวันที่มีการกู้ยืม โดยให้นับระยะเวลาของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมอันได้ควบเข้ากัน หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมผู้โอนกิจการทั้งหมดรวมด้วย (ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินหรือซื้อตั๋วเงินที่ออกโดยสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน โดยได้รับดอกเบี้ยตามอัตราปกติ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป” |
2. นิยามมาตรา 39 เทียบกับนิยามใน ป.26/2534 นิยาม “บริษัทในเครือเดียวกัน” ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร
มาตรา 39 ได้ให้นิยามคำว่า “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน” ไว้อย่างกว้างและครอบคลุมหลายลักษณะความสัมพันธ์ ซึ่งรวมถึงกรณีที่ ผู้ถือหุ้นคนเดียวกันถือหุ้นเกิน 50% ของทุนในสองบริษัท หรือกรณีที่บริษัทหนึ่งถือหุ้นเกิน 50% ในอีกบริษัทหนึ่ง เป็นต้น ตามนิยามนี้ กรณีตามตัวอย่าง บุคคลเดียวกันถือหุ้นเกินกว่ากึ่งหนึ่งของทั้งสองบริษัท ย่อมถือว่าเป็นบริษัทในเครือเดียวกันตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร การประยุกต์ใช้กับภาษีธุรกิจเฉพาะ : อย่างไรก็ตาม นิยามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ดังกล่าวใช้ในความหมายทั่วไปของกฎหมายภาษีอากรและบางกรณียกเว้นภาษีอื่น ๆ แต่สำหรับการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.26/2534 และพระราชกฤษฎีกาฯ ว่าด้วยการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่ 240) พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 571) พ.ศ. 2556 กฎหมายกำหนดเงื่อนไขเฉพาะ คือการถือหุ้นระหว่างนิติบุคคลไม่น้อยกว่า 25% ตามที่ได้อธิบายไปข้างต้น หากไม่เข้าเกณฑ์นั้น แม้ตามมาตรา 39 จะถือว่าเป็น “เครือเดียวกัน” แต่ก็ไม่สามารถอ้างสิทธิยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะได้ กรณีบริษัท A กับ B ที่มีเพียงผู้ถือหุ้นใหญ่(กรรมการ)คนเดียวกัน แต่ไม่มีการถือหุ้นระหว่างนิติบุคคลด้วยกัน จึงไม่ได้รับการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะจากดอกเบี้ยที่ให้กู้ยืมระหว่างกัน เนื่องจาก “ไม่เข้าลักษณะเป็นบริษัทในเครือเดียวกันตามนิยามแห่งพระราชกฤษฎีกาฯ ว่าด้วยการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่ 240) พ.ศ. 2534 ดังนั้น บริษัท A จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับดอกเบี้ยนั้น สรุป : มาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ให้นิยามกว้างที่ครอบคลุมกรณีนี้ว่าเป็นบริษัทในเครือเดียวกันจริง แต่ในการพิจารณายกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะต้องยึดตามนิยามเฉพาะที่กำหนดไว้ในกฎหมายภาษีธุรกิจเฉพาะ SBT (คำสั่งกรมสรรพากรที่ป.26/2534 และพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง) ซึ่งไม่รวมกรณีผู้ถือหุ้นรายเดียวกันถือหุ้นไขว้ ดังนั้นกรณีนี้ยังต้องเสีย ภาษีธุรกิจเฉพาะ SBT ตามปกติ ไม่อาจใช้นิยามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร มาอ้างเพื่อยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะได้ มาตรา 39 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน”หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปซึ่งมีความสัมพันธ์กันในลักษณะ ดังต่อไปนี้ (1) ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนในนิติบุคคลหนึ่ง เป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่ง (2) ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในนิติบุคคลหนึ่งมีมูลค่าเกินกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งมีมูลค่าเกินกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด (3) นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งเกินกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด หรือ (4) บุคคลเกินกว่ากึ่งจำนวนกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการในนิติบุคคลหนึ่ง เป็นกรรมการหรือเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการในอีกนิติบุคคลหนึ่ง |
การยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับสำหรับดอกเบี้ยรับที่ได้รับจากการให้บริษัทในเครือเดียวกันกู้ยืมเงินกันเอง ต้องครบองค์ประกอบดังต่อไปนี้ 1. ต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งมิได้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ หรือบริษัทประกันชีวิต ตามมาตรา 91/2 (1)(2) และ (3) แห่งประมวลรัษฎากร 2. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร โดยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกันให้กู้ยืมเงินกันเอง และ 3. คำว่า "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน" หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจำนวนตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไป ซึ่งมีความสัมพันธ์กันโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอีกแห่งหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น และ 4. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ให้กู้ยืม และผู้กู้ยืม มีความสัมพันธ์เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือนก่อนวันที่มีการกู้ยืม โดยให้นับระยะเวลาของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมอันได้ควบเข้ากัน หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมผู้โอนกิจการทั้งหมดรวมด้วย |
3. การให้กรรมการกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย – ผลกระทบทางภาษีและหลักบัญชี กรณีที่ปี 2568 บริษัทให้กรรมการกู้ยืมเงินเพิ่มเติม (นอกเหนือจากการปล่อยกู้แก่บริษัทอื่น) โดยกำหนดว่าไม่คิดดอกเบี้ยและบริษัทตัดสินใจว่าจะไม่บันทึกดอกเบี้ยค้างรับทางบัญชี แต่จะ “ไปเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในแบบ ภ.ง.ด.50 แทน” นั้น มีประเด็นที่ควรพิจารณาดังนี้:
- หลักการบัญชี :
หากมีข้อตกลงหรือสัญญาชัดเจนว่าเงินกู้ยืมดังกล่าว ปลอดดอกเบี้ย (0%) บริษัทก็สามารถบันทึกบัญชีตามสัญญาได้ โดยจะไม่มีรายได้ดอกเบี้ยค้างรับเกิดขึ้นในงบการเงิน (เพราะไม่มีการเรียกเก็บดอกเบี้ยจริง) การไม่คิดดอกเบี้ยให้กรรมการในทางบัญชีทำได้ ตราบใดที่เงื่อนไขการกู้ยืมกำหนดไว้เช่นนั้น และเป็นไปตามมาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้อง เพราะการที่บริษัทฯ ให้กรรมการกู้ยืมเงิน “โดยไม่คิดดอกเบี้ย” นั้น ในทางบัญชีหรือตามมาตรฐานการบัญชี บริษัทฯ ก็ย่อมไม่อาจรับรู้รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนได้ เพราะไม่มีทางที่จะได้รับดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืม
หมายเหตุ : ในบางกรณีตามมาตรฐานบัญชี IFRS อาจต้องพิจารณามูลค่ายุติธรรมของเงินกู้ระยะยาวที่ไม่มีดอกเบี้ย แต่สำหรับกิจการทั่วไปโดยหลักถือว่าปฏิบัติตามสัญญาได้ - ภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) :
โดยปกติภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับดอกเบี้ยจะคิดเมื่อได้รับเงินดอกเบี้ยจริง (เกณฑ์เงินสด) ดังนั้นถ้า ไม่มีการคิดและไม่มีการรับดอกเบี้ยจริงๆ ก็จะไม่มีรายรับมายื่น SBT รายเดือน อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้มีความละเอียดอ่อน : หากสรรพากรมองว่าการให้กู้ยืมแก่กรรมการดังกล่าวถือเป็นการ “ประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์” เช่น เป็นกิจการที่เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ SBT การที่ไม่มีการรับดอกเบี้ย อาจไม่ช่วยหลีกเลี่ยง SBT ได้ในมุมสรรพากรแม้ “ไม่ได้มีการคิดดอกเบี้ยกันจริง” แต่หากเข้าลักษณะประกอบกิจการเงินกู้ สรรพากรก็ถือว่ายังต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะอยู่ดี ไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดรายรับจริงเท่านั้น
ดังนั้น การที่บริษัทฯ ให้กรรมการกู้ยืม โดยไม่คิดดอกเบี้ย จึงเข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ต้องนำดอกเบี้ยที่พึงได้รับ ตามมาตรา 91/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับเดือนสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี และยื่นแบบ ภ.ธ.40 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี คือ วันที่ 31 ธันวาคม บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.ธ.40 และชำระภาษีธุรกิจเฉพาะภายในวันที่ 15 มกราคม ของปีถัดไป มาตรา 91/1ในหมวดนี้ (1) “รายรับ” หมายความว่า เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรอันเนื่องมาจากการประกอบกิจการ มาตรา 91/2 ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้ (5) การประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เช่น การให้กู้ยืมเงิน ค้ำประกัน แลกเปลี่ยนเงินตรา ออก ซื้อ หรือขายตั๋วเงิน หรือรับส่งเงินไปต่างประเทศด้วยวิธีต่าง ๆ ( ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.26/2534 ) |
- การปรับปรุงดอกเบี้ยในแบบ ภ.ง.ด.50 :
ที่กล่าวว่า “เสียภาษีธุรกิจเฉพาะในแบบ ภ.ง.ด.50” หมายถึงแนวปฏิบัติที่บริษัทจะ ไม่บันทึกดอกเบี้ยในบัญชี แต่จะทำการปรับปรุงรายได้ดอกเบี้ยสมมุติในการคำนวณกำไรสุทธิในแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) เพื่อเสียภาษีให้ถูกต้อง ปัจจุบันมีการถกเถียงเรื่องนี้มาก – หลายบริษัทเลือกวิธี ไม่บันทึกดอกเบี้ยในงบการเงิน แต่ไปรายงานเพิ่มในแบบภาษี ภ.ง.ด.50 (ถือเป็นการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับดอกเบี้ยที่ไม่ได้รับจริง) การทำเช่นนี้แปลว่าบริษัทยอมจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคล (20%) จาก “ดอกเบี้ยที่ควรได้รับ” แม้จะไม่ได้รับเงินจริง เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องภาษีเงินได้ แต่อย่างไรก็ตาม การเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นคนละเรื่องกับภาษีเงินได้นิติบุคคล – หากสรรพากรมองว่ากิจการปล่อยกู้นี้อยู่ในข่ายต้องเสีย SBT การที่ไม่มีเงินรับจริงอาจไม่ใช่ข้อยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ SBT ตามที่กล่าวไป
ดังนั้นการไม่คิดดอกเบี้ยแล้วหวังว่าจะไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ SBT อาจขัดหลักเกณฑ์ของสรรพากร และมีความเสี่ยงว่าสรรพากรจะประเมินย้อนหลังทั้งในส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะ SBT และภาษีเงินได้เมื่อมีการตรวจสอบ ในทางภาษีอากร ทั้งกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะ หากการให้กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยนั้น เป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอันสมควรตามมาตรา 65 ทวิ (4) หรือมาตรา 91/16 แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานมีอำนาจประเมิน แล้วแต่กรณี มาตรา 65 ทวิ การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (4) ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการหรือให้กู้ยืมเงิน” มาตรา 91/16 เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 91/15 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ (6) กำหนดดอกเบี้ย ราคาทรัพย์สิน หรือค่าบริการ ตามราคาตลาดในวันให้กู้ยืมเงิน วันที่โอนหรือให้บริการ ในกรณีที่การให้กู้ยืมเงิน การโอนทรัพย์สิน หรือการให้บริการนั้นไม่มีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการ หรือมีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร” |
อำนาจประเมินของเจ้าพนักงานประเมินกรณีดังกล่าว ย่อมสร้างความเสียหายให้แก่บริษัทฯ ได้ ดังนั้นในทางปฏิบัติ บริษัทฯ จึงทำการประเมินตนเอง เพื่อรับรู้รายได้และรายรับเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะเท่านั้น โดยทำการปรับปรุงในแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.50 และแบบ ภ.ธ.40 ไม่ต้องบันทึกรายการทางบัญชีสามารถทำได้และควรปฏิบัติด้วย เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกสรรพากรประเมินในอนาคต
แนะนำว่า บริษัทฯ ต้องคิดดอกเบี้ยกับกรรมการ และให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราตลาด ณ วันที่ให้กู้ยืมนั้น ซึ่งกรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของบริษัทฯ ไว้ ดังนี้ “บริษัทฯ ต้องคิดดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยที่ได้ตกลงกัน แต่ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวต้องไม่ต่ำกว่าราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืมเงินกันนั้น”
(1) กรณีบริษัทฯ นำเงินของบริษัทฯ ที่มีอยู่ไปให้กู้ยืม อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับหรือควรจะได้รับ ให้คิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารประเภทเงินฝากประจำในเวลาที่มีการกู้ยืม (2) กรณีบริษัทฯ นำเงินที่กู้ยืมมาจากบุคคลอื่นไปให้กู้ยืม อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับหรือควรจะได้รับ ให้คิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในวันที่ได้ให้กู้ยืมเงินที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน หรือคิดดอกเบี้ยในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในเวลาที่บริษัทฯ ได้กู้ยืมเงินมาทั้งนี้ กรณีบริษัทฯ นำเงินไปให้กู้ยืม โดยไม่สามารถแยกแหล่งเงินทุนได้ว่ามาจากเงินของบริษัทฯ ที่มีอยู่หรือเงินที่กู้ยืมมาจากบุคคลอื่น ให้คิดดอกเบี้ยที่ได้รับในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในเวลาที่บริษัทฯ ได้กู้ยืมเงินมา” (หนังสือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0702/560 ลงวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558) เพิ่มเติมเกี่ยวกับสัญญา ตามโจทย์ไม่ได้แจ้งว่ามีการทำสัญญาระหว่างกันหรือไม่
- การทำสัญญาเงินกู้ vs. ไม่มีสัญญา:
การมีเอกสารสัญญาเงินกู้ที่ถูกต้อง มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะคิดดอกเบี้ยหรือไม่ก็ตาม:- หากจัดทำสัญญาชัดเจน (ระบุวงเงิน, อัตราดอกเบี้ยที่ 0% หรืออัตราต่ำ, กำหนดระยะเวลาคืนเงิน ฯลฯ) และติดอากรแสตมป์ถูกต้อง ย่อมช่วยยืนยันว่าธุรกรรมนี้คือ “เงินให้กู้ยืม” จริง มีเงื่อนไขการชำระหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมาย บริษัทควรบันทึกบัญชีตามสัญญาและมีหลักฐานการเบิกเงิน-ชำระคืนอย่างเป็นระบบ
- หาก ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือไม่มีหลักฐานการรับ-จ่ายเงินที่แน่ชัด สรรพากรจะ สงสัยว่าธุรกรรมนี้อาจไม่ใช่การกู้ยืมเงินจริง แต่เป็นการที่กรรมการนำเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัวเสียมากกว่า นั่นเปิดช่องให้สรรพากรตีความว่าเงินที่ออกไปนั้นคือการจ่ายผลประโยชน์ให้กรรมการ เช่น เงินปันผลหรือเงินได้อื่นที่ยังไม่เสียภาษี มากกว่าจะเป็น “ลูกหนี้เงินกู้” ที่จะคืนจริง ผลที่ตามมาคือมีความเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบย้อนหลังสูง และสรรพากรอาจประเมินภาษีทั้งฝ่ายบริษัทและกรรมการย้อนหลังในข้อหาว่าเป็นการโอนเงินให้ผู้ถือหุ้นโดยไม่เสียภาษี ดังนั้น ควรจัดทำสัญญาเงินกู้ทุกครั้ง ที่มีการให้กรรมการกู้ยืมเงิน และปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญาอย่างโปร่งใส เช่น มีตารางการชำระคืน, กรรมการทยอยคืนเงินจริงตามกำหนด เพื่อพิสูจน์เจตนาว่าเป็นการกู้ยืมที่แท้จริง ไม่ใช่การยักยอกหรือเบิกเงินไปใช้ส่วนตัว
สรุปแนวทาง : บริษัทสามารถให้กรรมการกู้ยืมเงินได้ แม้ไม่คิดดอกเบี้ยก็ไม่ผิดกฎหมายโดยตรง แต่ต้องทำอย่างรอบคอบ ควรทำสัญญาชัดเจนและมีวัตถุประสงค์ทางธุรกิจที่สมเหตุผล รองรับด้วยมติหรือการรับรู้ของผู้ถือหุ้นรายอื่น (ถ้ามี) และต้องเข้าใจผลกระทบทางภาษีที่จะตามมาจากการไม่คิดดอกเบี้ยตามที่อธิบายไปแล้วนั้น บริษัทอาจถูกปรับปรุงรายได้ดอกเบี้ยต้องเสียภาษีเพิ่ม ในมุมมอง “หลักภาษีอากร” แล้ว การให้กู้โดยไม่คิดดอกเบี้ยแก่บุคคลเกี่ยวข้องเป็นเรื่องที่อาจถูกมองว่า ผิดหลักภาษีหรือเป็นการเลี่ยงภาษีทางหนึ่ง มีความเสี่ยงที่สรรพากรขอตรวจสอบ สรุปคำตอบเป็นตาราง ประเด็น | ข้อเท็จจริง / เงื่อนไข | หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง | ผลทางภาษี / ข้อสรุป | สมมติฐาน | บริษัทประกอบธุรกิจทั่วไป ไม่ใช่ธุรกิจการเงิน | ม.91/2 (1)(2)(3) แห่ง ประมวลรัษฎากร | เข้าเกณฑ์พิจารณา SBT เฉพาะกรณี “ประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์” | 1. บริษัทในเครือเดียวกัน (เพื่อยกเว้น SBT) | ต้องมีบริษัทหนึ่งถือหุ้นในอีกบริษัท ≥ 25% ติดต่อกัน ≥ 6 เดือน ก่อนวันกู้ | คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.26/2534 / พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 240 แก้ไขโดย ฉบับที่ 571 | เป็นนิยามเฉพาะ ใช้เฉพาะการยกเว้น SBT | กรณีบริษัท A ให้กู้บริษัท B | มีผู้ถือหุ้น/กรรมการคนเดียวกันถือหุ้น >50% ทั้งสองบริษัท แต่ ไม่มีการถือหุ้นระหว่างบริษัท | คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.26/2534 ข้อ 2
| ไม่ถือเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน เพื่อยกเว้น SBT | เมื่อบริษัท A ได้รับดอกเบี้ยจากบริษัท B | มีการคิดดอกเบี้ย/ได้รับดอกเบี้ย | ม.91/2 (5) | ดอกเบี้ย ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% | 2. นิยาม “บริษัทในเครือเดียวกัน” ตาม ม.39 | ครอบคลุมกรณีผู้ถือหุ้นเดียวกันถือหุ้น >50% | ม.39 แห่ง ป.รัษฎากร | ใช้ได้กับบางภาษี แต่ใช้แทนนิยาม SBT ไม่ได้ | ความแตกต่าง ม.39 vs คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.26/2534 | ม.39 = นิยามกว้าง / ป.26/2534 = นิยามเฉพาะ SBT | หลักกฎหมายพิเศษย่อมเหนือกว่ากฎหมายทั่วไป | แม้เข้า ม.39 แต่ ไม่ยกเว้น SBT เนื่องจากไม่เข้าตามนิยาม ตาม ป.26/2534 | สรุป A กับ B | เป็นเครือเดียวกันตาม ม.39 แต่ไม่เข้าเกณฑ์ตาม ป.26/2534 | — | ดอกเบี้ย ยังต้องเสีย SBT | 3. ให้กรรมการกู้โดยไม่คิดดอกเบี้ย (บัญชี) | สัญญาระบุไม่คิดดอกเบี้ย | มาตรฐานบัญชี | ไม่ต้องรับรู้รายได้ดอกเบี้ยในงบการเงิน | ให้กรรมการกู้โดยไม่คิดดอกเบี้ย (SBT) | ไม่มีการรับดอกเบี้ยจริง | ม.91/1, ม.91/2 (5) | มีความเสี่ยงถูกมองว่า “ประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์” | อำนาจประเมินของสรรพากร | ให้กู้โดยไม่คิดดอกเบี้ย/ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุสมควร | ม.65 ทวิ (4), ม.91/16 | เจ้าพนักงานมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาด | การยื่น SBT กรณีไม่คิดดอกเบี้ย | สรรพากรอาจถือว่ามี “ดอกเบี้ยที่พึงได้รับ” | ม.91/1 (1) | อาจต้องยื่น ภ.ธ.40 สิ้นรอบบัญชี | การปรับปรุงในแบบ ภ.ง.ด.50 | ไม่บันทึกบัญชี แต่ปรับเพิ่มในแบบภาษี ภ.ง.ด.50 | แนวปฏิบัติทั่วไป | เสีย CIT 20% แต่ยังมีความเสี่ยง SBT | อัตราดอกเบี้ยตลาด (แนวสรรพากร) | เงินบริษัท → เงินฝากประจำ / เงินกู้ต่อ → อัตราเงินกู้ | ข้อหารือ กค 0702/560 | ต้องไม่ต่ำกว่าราคาตลาด | ความสำคัญของสัญญาเงินกู้ | มี/ไม่มีสัญญา | กฎหมายแพ่ง + ภาษี | ไม่มีสัญญา เสี่ยงถูกตีเป็นเงินปันผล/ผลประโยชน์กรรมการ | แนวทางที่แนะนำ | ทำสัญญา + คิดดอกเบี้ยตามตลาด | ลดความเสี่ยง ม.65 ทวิ และ SBT | ปลอดภัยทางภาษีมากที่สุด |
อ้างอิงคำตอบ
เรื่อง | ดอกเบี้ยสำหรับบริษัทในเครือเดียวกันให้กู้ยืมเงินกันเอง | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 14/09/2024 - วันที่ตอบ 26/10/2024 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม,ภาษีธุรกิจเฉพาะ | ข้อกฎหมาย | มาตรา 91/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร, ข้อ 12/2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ | ปุจฉา | 1. ขอเรียนถามเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะค่ะ ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 26/2534 เรื่อง ดอกเบี้ยสำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร “ข้อ 2 กรณีบริษัทในเครือเดียวกันให้กู้ยืมเงินกันเอง ไม่ว่าจะนำเงินของตนหรือนำเงินที่กู้ยืมจากบุคคลอื่นมาให้กู้ยืมในระหว่างกันเอง และไม่ว่าจะคิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใดก็ตาม ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมเงินในกรณีเช่นนี้ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ คำว่า "บริษัทในเครือเดียวกัน" หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปซึ่งมีความสัมพันธ์กันโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอีกแห่งหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือนก่อนวันที่มีการกู้ยืม” คำถาม กรณีบริษัท A ให้บริษัท B กู้ยืมเงิน ซึ่งบริษัททั้ง A และ B เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน และบริษัท B มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท A ถือหุ้นอยู่ 95% กรณีดังกล่าวนี้จะเข้าข่ายบริษัทในเครือเดียวกันให้กู้ยืมเงิน โดยที่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะไหมค่ะ
2. ขออนุญาตเรียนถาม เรื่อง การรับเงินค่า Incentive มาจาก Supplier ต่างประเทศ และต้องจ่ายเงินให้บริษัทคู่ค้าทั้งหมด กล่าวคือ บริษัทคู่ค้าชื่อบริษัท B ได้ทำสัญญากับ Supplier ของบริษัทฯ ว่า หากขายสินค้าได้ตามสัญญาจะจ่ายค่า Incentive ให้บริษัท B โดยขั้นตอนมีดังนี้ค่ะ (1) Supplier ให้บริษัทฯ ออก Invoice เรียกเก็บเงิน ค่า Incentive ไปยัง Supplier (vat 0%) (2) Supplier โอนเงินค่า Incentive มาให้บริษัทฯ (3) บริษัท B ออก Invoice (VAT 0%) มาเก็บเงินค่า Incentive กับบริษัททั้งจำนวน ในกรณีนี้อยากทราบว่า (1) บริษัทฯ ต้องรับรู้รายได้และค่าใช้จ่ายอย่างไรค่ะ (2) ต้องยื่น ภ.พ.30 (VAT 0%) กรณีบริษัทออก Invoice charge ไปยัง Supplier หรือไม่ (3) ตอนจ่ายเงินให้บริษัท B ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ค่ะ | วิสัชนา | 1. ปัจจุบันความตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 26/2534 เรื่อง ดอกเบี้ยสำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ได้ถูกนำมาบัญญัติเป็นมาตรา 3 (32) (ก) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่ 240) พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 571) พ.ศ. 2556 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป ดังนี้ “มาตรา 3 ให้ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการดังต่อไปนี้ (32) กิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากรของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งมิได้ประกอบกิจการตามมาตรา 91/2 (1) (2) และ (3) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับดอกเบี้ยที่ได้รับ เฉพาะกรณีดังต่อไปนี้ (ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกันให้กู้ยืมเงินกันเอง "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน" หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจำนวนตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไป ซึ่งมีความสัมพันธ์กันโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอีกแห่งหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือนก่อนวันที่มีการกู้ยืม โดยให้นับระยะเวลาของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมอันได้ควบเข้ากัน หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมผู้โอนกิจการทั้งหมดรวมด้วย (ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินหรือซื้อตั๋วเงินที่ออกโดยสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน โดยได้รับดอกเบี้ยตามอัตราปกติ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป” ดังนั้น กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัท A ให้บริษัท B กู้ยืมเงิน ซึ่งบริษัททั้ง A และ B เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน และบริษัท B มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท A ถือหุ้นอยู่ 95% กรณีดังกล่าวนี้ไม่เข้าลักษณะเป็น “บริษัทในเครือเดียวกัน” ตามมาตรา 3 (32) (ก) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 240) พ.ศ. 2534 แต่อย่างใด เนื่องจากบริษัท A และบริษัท B มิได้ถือหุ้นระหว่างกัน เพียงแต่มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของทั้งสองบริษัทฯ ถือหุ้นในทั้งสองบริษัท บริษัท A จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับดอกเบี้ยเนื่องจากประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร
2. กรณีตามข้อเท็จจริง (1) บริษัทฯ ต้องรับรู้รายได้ เมื่อบริษัทฯ ออก Invoice เรียกเก็บเงินค่า Incentive ไปยัง Supplier และรับรู้ค่าใช้จ่ายเมื่อบริษัท B ออก Invoice (VAT 0%) มาเก็บเงินค่า Incentive กับบริษัทฯ ทั้งจำนวน (2) รายได้ค่า Incentive ที่บริษัทฯ เรียกเก็บไปยัง Supplier ไม่ต้องนำมายื่นแบบ ภ.พ.30 เนื่องจากเป็นรายได้ที่ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Out of VAT Scope) กรณีบริษัทออก Invoice charge ไปยัง Supplier (3) ตอนจ่ายเงินให้บริษัท B ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ตามข้อ 12/2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
เรื่อง | บริษัทฯ ให้กรรมการกู้ยืมเงิน “โดยไม่คิดดอกเบี้ย” | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 18/04/2025 - วันที่ตอบ 26/04/2025 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีธุรกิจเฉพาะ | ข้อกฎหมาย | มาตรา 65 ทวิ (4) หรือมาตรา 91/16 แห่งประมวลรัษฎากร | ปุจฉา | บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจสินเชื่อรายย่อย (ฟิโก้ไฟแนนซ์) อัตราดอกเบี้ยที่คิดกับลูกค้าสูงสุดอยู่ที่ 36% ณ ปัจจุบันไม่ได้ดำเนินธุรกิจแล้ว และต้องการปิดบริษัทฯ แต่ติดที่ลูกหนี้เงินกู้ยืมกรรมการ (ใช้เงินบริษัทฯ ค่ะ ไม่มีการกู้ยืมจากที่อื่น) คำถาม 1. อัตราดอกเบี้ยที่ใช้คิดกับเงินยืมกรรมการใช้อัตราไหนคะอัตราตลาดทั่วไป หรืออัตราที่คิดกับลูกค้า 2. ถ้าใช้อัตราเดียวที่คิดกับลูกค้า จะทำให้มีภาษีที่ต้องชำระเยอะมาก (2-3 แสนบาทต่อปี) ลูกค้าไม่มีเงินพอที่จะชำระได้ขอคำแนะนำหรือวิธีที่พอจะดำเนินการ ให้สามารถปิดบริษัทฯ ได้ไหมคะ | วิสัชนา | 1.กรณีบริษัทฯ ให้กรรมการกู้ยืมเงิน “โดยไม่คิดดอกเบี้ย” นั้น ในทางบัญชีหรือตามมาตรฐานการบัญชี กิจการก็ย่อมไม่อาจรับรู้รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนได้ เพราะไม่มีทางที่จะได้รับดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมเลย ในภาษีอากร ทั้งกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะ หากการให้กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยนั้น เป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอันสมควรตามมาตรา 65 ทวิ (4) หรือมาตรา 91/16 แห่งประมวลรัษฎากร แล้วแต่กรณี ดังนี้ “มาตรา 65 ทวิ การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (4) ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการหรือให้กู้ยืมเงิน” มาตรา 91/16 เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 91/15 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ (6) กำหนดดอกเบี้ย ราคาทรัพย์สิน หรือค่าบริการ ตามราคาตลาดในวันให้กู้ยืมเงิน วันที่โอนหรือให้บริการ ในกรณีที่การให้กู้ยืมเงิน การโอนทรัพย์สิน หรือการให้บริการนั้นไม่มีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการ หรือมีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร” อำนาจประเมินของเจ้าพนักงานประเมินกรณีดังกล่าว ย่อมสร้างความเสียหายให้แก่กิจการได้ ดังนั้นในทางปฏิบัติ กิจการจึงทำการประเมินตนเอง เพื่อรับรู้รายได้และรายรับเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะเท่านั้น โดยทำการปรับปรุงในแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.50 และแบบ ภ.ธ.40 ไม่ต้องบันทึกรายการทางบัญชีและวนเวียนเป็นงูกินหาง
2.บริษัทฯ ต้องคิดดอกเบี้ยกับกรรมการ และให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราตลาด ณ วันที่ให้กู้ยืมนั้น ซึ่งกรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของบริษัทฯ ไว้ ดังนี้ “บริษัทฯ ต้องคิดดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยที่ได้ตกลงกัน แต่ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวต้องไม่ต่ำกว่าราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืมเงินกันนั้น (1) กรณีบริษัทฯ นำเงินของตนที่มีอยู่ไปให้กู้ยืม อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับหรือควรจะได้รับ ให้คิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารประเภทเงินฝากประจำในเวลาที่มีการกู้ยืม (2) กรณีบริษัทฯ นำเงินที่กู้ยืมมาจากบุคคลอื่นไปให้กู้ยืม อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับหรือควรจะได้รับ ให้คิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในวันที่ได้ให้กู้ยืมเงินที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน หรือคิดดอกเบี้ยในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในเวลาที่บริษัทฯ ได้กู้ยืมเงินมาทั้งนี้ กรณีบริษัทฯ นำเงินไปให้กู้ยืม โดยไม่สามารถแยกแหล่งเงินทุนได้ว่ามาจากเงินของตนที่มีอยู่หรือเงินที่กู้ยืมมาจากบุคคลอื่น ให้คิดดอกเบี้ยที่ได้รับในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในเวลาที่บริษัทฯ ได้กู้ยืมเงินมา” (หนังสือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0702/560 ลงวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558)
3.กรณีบริษัทฯ ให้กรรมการกู้ยืม โดยไม่คิดดอกเบี้ย เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ต้องนำดอกเบี้ยที่พึงได้รับ ตามมาตรา 91/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับเดือนสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี และยื่นแบบ ภ.ธ.40 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี คือ วันที่ 31 ธันวาคม บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.ธ.40 และชำระภาษีธุรกิจเฉพาะภายในวันที่ 15 มกราคม ของปีถัดไป
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจสินเชื่อรายย่อย (ฟิโก้ไฟแนนซ์) มีการให้กรรมการกู้ยืมเงิน โดยใช้เงินบริษัทฯ ไม่มีการกู้ยืมจากที่อื่น โดยไม่คิดดอกเบี้ย นั้น พึงต้องแยกพิจารณาข้อเท็จจริงต่างหากจากกับการประกอบกิจการโดยทั่วไป หากกรรมการกู้ยืมเงินไปเพื่อประโยชน์แก่กิจการ (หาเหตุผลมาประกอบให้ชัดแจ้งให้ได้ว่า กรรมการกู้ยืมหรือทดรองเงินของบริษัทฯ ไปเพื่อประโยชน์แก่กิจการ) เช่นนี้ ไม่พึงต้องคิดดอกเบี้ยจากกรรมการ แต่หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับหรือควรจะได้รับ โดยคิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารประเภทเงินฝากประจำในเวลาที่มีการกู้ยืม ตามแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรดังกล่าวข้างต้น
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
|