Case study

นำสินค้าไว้ขายมาทำ Marketing ต้องเสีย VAT หรือไม่ และถ้าให้สินค้ากับ Influencer ต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่


เรื่อง นำสินค้าไว้ขายมาทำ Marketing ต้องเสีย VAT หรือไม่ และถ้าให้สินค้ากับ Influencer ต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 04/11/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทขายแว่นสายตา แว่นตา บริษัทจัด event 5 วัน เพื่อที่จะ Promote สินค้าตัวใหม่ รวมถึงสินค้าปัจจุบัน บริษัททำ budget ค่าใช้จ่ายในการจัด Event โดยมีรายการแว่นตา ที่ต้องให้พนักงานขายในงานสวมใส่ เพื่อที่จะให้ลูกค้าเห็นถึงผลิตภัณฑ์ และเป็นการให้กับพนักงานไปเลยไม่เรียกคืน รวมถึงตัดแว่นให้กับ Influencer ในงานด้วยเช่นกัน จึงสอบถามเกี่ยวกับภาษี ณ ที่จ่าย ภาษีขาย และภาษีนิติบุคคล 

1. แว่นที่ให้พนักงาน ถือเป็นเงินได้พนักงานหรือไม่ หัก ณที่จ่าย อย่างไร 

2. แว่นที่ให้ Influencer หัก ณ ที่จ่ายอย่างไร 

3. แว่นที่นำไปใช้ในงานนี้ต้องยื่น Vat ขายหรือไม่ 

4. ค่าใช่จ่ายคือต้นทุนของสินค้าใช่หรือไม่

คำตอบ

ตอบ

1. แว่นที่ให้พนักงานสวมใส่แล้วให้ไปเลย

  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายได้ เนื่องจากเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการ ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี(3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร  ถือเป็นรายจ่ายในการขายไม่ใช่ต้นทุน
  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา : เนื่องจาก ให้แว่นตากับพนักงานไปเลย โดยไม่เรียกคืน ดังนั้นจึง ถือเป็น “เงินได้พึงประเมิน” ของพนักงาน ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะเป็นประโยชน์ส่วนเพิ่มที่ได้จากการเป็นลูกจ้าง   ต้องนำมูลค่าตลาดของแว่น (รวม VAT) มารวมเป็นเงินได้ของพนักงาน แล้วหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า (เช่นเดียวกับเงินเดือน)  อย่างไรก็ตามอาจได้รับการยกเว้นไม่ถือเป็นเงินได้ของพนักงานก็ได้ ถ้า
    • การใส่แว่นนี้เป็นไปเพื่อการปฏิบัติงานเท่านั้นให้พนักงานใส่เฉพาะตอนทำงานเท่านั้นไม่ได้ให้นำไปใช้ส่วนตัว ไม่ต้องถือเป็นเงินได้ของพนักงาน เนื่องจากไม่ใช่ประโยชน์ส่วนเพิ่ม 
    • มีกฎระเบียบสวัสดิการ ให้พนักงานทุกคนตัดแว่นสายตาฟรี (ถือเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาพยาบาล) ทั้งนี้ได้รับยกเว้น ตามมาตรา 42(17) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับ กฎกระทรวง 126 ข้อ 2(4)(ก)
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) : การให้ของแก่พนักงานโดยไม่มีค่าตอบแทน”  ถือเป็น “การขาย”  ตามมาตรา 77/1 (8) อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม มาตรา 77/2 จึงต้องนำส่งภาษีขาย จากราคาตลาดของสินค้า (Deemed sale)


มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

“(3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เว้นแต่..

(13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ



มาตรา 40   เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใดๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน



มาตรา 42 เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

 (17) เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง

   ( ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509)



กฎกระทรวง
 ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509)
 ออกตามความในประมวลรัษฎากร
 ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร


ข้อ ให้กำหนดเงินได้ต่อไปนี้เป็นเงินได้ตาม (17) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 

   (4) เงินได้ส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้ หรือจ่ายแทนลูกจ้างเป็นค่ารักษาพยาบาล สำหรับ
    (ก) ลูกจ้าง สามี ภริยา บุพการีหรือผู้สืบสันดาน ซึ่งอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของลูกจ้าง ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับการรักษาพยาบาลที่กระทำในประเทศไทย

มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

(8) " ขาย " หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง


มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้ (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ

มาตรา 79 ภายใต้บังคับมาตรา 79/1 ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ ได้แก่มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ รวมทั้งภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ถ้ามีด้วย
             มูลค่าของฐานภาษีให้หมายความถึง เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการหรือประโยชน์ใด ๆ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน


2. แว่นที่ให้ Influencer

แว่นตาที่ให้ Influencer ถ้าตกลงให้เป็นค่าตอบแทน ในการเชิญ Influencer มาร่วมงาน ค่าแว่นตา ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง เป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร  และจะต้องมีภาระภาษีเช่นเดียวกับการว่าจ้าง

Influencer มีรายได้หลายประเภท   ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (WHT) :

1. Influencer เน็ตไอดอล - เป็นพรีเซ็นเตอร์ เข้าลักษณะเป็นเงินได้ค่ารับจ้างถ่ายแบบโฆษณา เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร

                        1.1 สำหรับเน็ตไอดอลชาวไทย หรือชาวต่างชาติที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 5% ของเงินได้ และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

                      1.2 สำหรับเน็ตไอดอลชาวต่างชาติที่ไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราก้าวหน้า) ของเงินได้

           2. บล็อกเกอร์รับรีวิวสินค้า หรือทำคลิปลงโซเชียลมีเดียต่างๆ อาทิ YouTube เข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการรับจ้างโฆษณา ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 2% ของเงินได้ ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 10 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) : การให้ของแก่ Influencer  โดยไม่มีค่าตอบแทน”  ถือเป็น “การขาย”  ตามมาตรา 77/1 (8) อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม มาตรา 77/2 จึงต้องนำส่งภาษีขายจากราคาตลาดของสินค้า (Deemed sale)
  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล : สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายได้ เนื่องจากเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการ ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี(3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร  ถือเป็นรายจ่ายในการขายไม่ใช่ต้นทุน

3. แว่นที่ใช้ในงาน (ทั้งสวมใส่–แสดง–สาธิต)

แว่นที่ “ใช้ในงาน” แล้วไม่ได้ส่งมอบแว่นให้ใคร  เช่น ใช้โชว์หรือให้ลูกค้าลองใส่แล้วเก็บกลับ  ไม่ถือเป็นการขาย ไม่ต้องนำส่งภาษีขายเนื่องจาก สินค้านำมาใช้เพื่อเป็นสินค้าทกลองใช้เท่านั้น


4. การบันทึกบัญชีและภาษีนิติบุคคล

มูลค่าแว่นที่ให้พนักงานหรือ Influencer เพื่อส่งเสริมการขาย สามารถถือเป็น รายจ่ายเพื่อการโฆษณา/ส่งเสริมการขาย ได้ ถ้าการให้มีเอกสารประกอบครบ เช่น แผน event, รายชื่อผู้รับ, หลักฐานการจัดกิจกรรม   


อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

สวัสดิการให้ผู้บริหารนำสินค้าของบริษัทฯ ไปใช้ส่วนตัว / การนำสินค้าไปแจกดารา หรือ influencer

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 08/02/2022 - วันที่ตอบ 14/04/2022

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ทวิ (4), มาตรา 79/3 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

สอบถามเรื่องการพิจารณายื่นภาษีควรยื่นฐานภาษีที่ราคาตลาด หมายถึงราคาใด ระหว่างราคาทุนกับราคาขาย หรือมีวิธีการทางภาษีที่ต้องปฏิบัติอย่างไร

    กรณี 1.บริษัทฯ ซื้อสินค้าเพื่อทำการซื้อมาขายไป 10 อัน อันละ 50 บาท ขายในราคาอันละ 100 บาท ต่อมาผู้บริหารหยิบสินค้าไปใช้ 1 อัน โดยที่บริษัทฯ มีเขียนอยู่ในนโยบายสวัสดิการผู้บริหารให้สามารถหยิบได้ไม่เกินมูลค่าต่อปีรวมกันอยู่ที่เท่าใด ดังนั้นบริษัทต้องยื่นภาษีที่ฐานราคาทุนหรือราคาขาย

    กรณี 2. บริษัทฯ มีการส่งเสริมการขาย ด้วยการนำสินค้าไปแจกดารา หรือ influencer เพื่อเป็นการโปรโมทสินค้า ดังนั้นทางภาษีควรทำอย่างไรได้บ้าง

วิสัชนา

1. กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล

    ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินในอันที่จะประเมินค่าตอบแทนจาการโอนทรัพย์สิน การให้บริการ หรือการให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้เป็นตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการหรือให้กู้ยืมเงิน

         คำว่า “ราคาตลาด” หมายความว่า ราคาของค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย ซึ่งคู่สัญญาที่เป็นอิสระต่อกันพึงกำหนดโดยสุจริตในทางการค้า กรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงินที่มีลักษณะ ประเภท และชนิดเช่นเดียวกัน ณ วันที่โอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน 

         คำว่า “คู่สัญญาที่เป็นอิสระต่อกัน” หมายความว่า คู่สัญญาที่ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันในการจัดการ การควบคุม หรือร่วมทุน โดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม 

(ข้อ 2 ขอคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 113/2545ฯ )

    ตามมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 4 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 369 (พ.ศ. 2563) อธิบดีกรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 400) เรื่อง กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการปรับปรุงรายได้ และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ลงวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2564 กําหนดราคาที่ได้รับการรับรองแล้ว ดังต่อไปนี้

         (1) วิธีการเปรียบเทียบราคาที่มิได้ถูกควบคุม (Comparable Uncontrolled Price Method) โดยการเทียบเคียงระหว่างราคาที่เรียกเก็บจากการโอนทรัพย์สินหรือการให้บริการสําหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมกับราคาที่เรียกเก็บจากการโอนทรัพย์สินหรือการให้บริการสําหรับธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้

         (2) วิธีราคาขายต่อ (Resale Price Method) โดยการเทียบเคียงระหว่างอัตรากําไรจากการขายต่อซึ่งผู้ซื้อทรัพย์สินผ่านธุรกรรมที่ถูกควบคุมได้รับจากการนําทรัพย์สินนั้นไปขายต่อผ่านธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมกับอัตรากําไรจากการขายต่อ ซึ่งได้รับจากการซื้อมาและขายต่อทรัพย์สินผ่านธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้

         (3) วิธีราคาทุนบวกกําไรส่วนเพิ่ม (Cost Plus Method) โดยการเทียบเคียงระหว่างอัตรากําไรส่วนเพิ่มจากต้นทุน ซึ่งรวมทั้งต้นทุนทางตรงและทางอ้อมในการโอนทรัพย์สิน และให้บริการสําหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุม กับอัตรากําไรส่วนเพิ่มจากต้นทุนซึ่งรวมทั้งต้นทุนทางตรง และทางอ้อมในการโอนทรัพย์สิน และให้บริการสําหรับธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้  

         (4) วิธีอัตรากําไรสุทธิที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกรรม (Transactional Net Margin Method) โดยการเทียบเคียงระหว่างอัตรากําไรสุทธิที่สัมพันธ์กับฐานที่เหมาะสม (เช่น ต้นทุน ยอดขายหรือสินทรัพย์ เป็นต้น) ซึ่งเป็นผลจากการทําธุรกรรมที่ถูกควบคุม กับอัตรากําไรสุทธิที่สัมพันธ์กับฐานเดียวกันนั้น ซึ่งเป็นผลจากการทําธุรกรรมที่ไมถูกควบคุม

         (5) วิธีแบ่งสรรกําไรของธุรกรรม (Transactional Profit Split Method) โดยการปันส่วนผลกําไร (หรือขาดทุน) ที่ได้รับจากธุรกรรมที่ถูกควบคุม ให้เป็นไปตามส่วนที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแต่ละรายได้มีส่วนร่วมดําเนินการในธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้นเพื่อให้แต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นได้รับส่วนแบ่งตามส่วนที่พึงคาดหมายว่าจะได้รับหากได้มีส่วนร่วมดําเนินการในธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้เว้นแต่ในกรณีที่สามารถนําวิธีการกําหนดราคาวิธีการใดวิธีการหนึ่งตาม (1) ถึง (4) มาปรับใช้เพื่อหาจํานวนกําไรหรือเงินได้พึงประเมินบางส่วนที่คู่สัญญาที่เป็นอิสระพึงได้รับสําหรับการปฏิบัติหน้าที่งานที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้นได้ ให้นําวิธีแบ่งสรรกําไรของธุรกรรมมาปรับใช้เฉพาะกับส่วนของกําไรที่คงเหลืออยู่หลังจากหักจํานวนกําไรหรือเงินได้พึงประเมินที่ได้จากการปรับใช้วิธีการกําหนดราคาตาม (1) ถึง (4) แล้ว  


2.ตามมาตรา 79/3 แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการกรณีไม่ได้รับประโยชน์หรือค่าตอบแทน ให้คำนวณมูลค่าของฐานภาษีตาม “ราคาตลาด” ของสินค้าหรือการให้บริการในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น

    “มาตรา 79/3 การคำนวณมูลค่าของฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการตามมาตรา 79 ให้ถือมูลค่าของฐานภาษีเมื่อ ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้

         (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการ โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาด โดยไม่มีเหตุอันสมควร มูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดของสินค้าหรือการให้บริการในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น

         (2) การขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีที่ผู้ประกอบการนำสินค้าไปใช้ หรือได้ใช้บริการ ไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น โดยมิใช่เพื่อการประกอบกิจการโดยตรงตามมาตรา 77/1 (8)(ง) หรือ (10) มูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดของสินค้าหรือบริการในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น

         (3) การขายสินค้าตามมาตรา 77/1 (8)(จ) ที่เกิดจากสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา 87 (3) หรือมาตรา 87 วรรคสอง มูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดของสินค้าในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น

         (4) การขายสินค้าที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าอันทำให้ผู้รับโอนสินค้ามีหน้าที่ต้อง เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) มูลค่าของฐานภาษี ให้ถือราคาตลาดตามสภาพหรือปริมาณของสินค้าที่เป็นอยู่ในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น

         (5) การขายสินค้าในกรณีผู้ประกอบการมีสินค้าคงเหลือ และหรือมีทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการ มีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการ มูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดในวันเลิกประกอบกิจการ

         ราคาตลาดตามมาตรานี้ ให้ถือราคาเฉลี่ยของราคาตลาดที่ซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในวันที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ทั้งนี้ ตามที่ได้มีการตรวจสอบ ราคาตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด และในกรณีที่ไม่อาจทราบราคาตลาดได้แน่นอน ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศใช้เกณฑ์คำนวณเพื่อให้ได้มาซึ่งราคาตลาดได้”



 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    1. กรณีบริษัทฯ มีนโยบายสวัสดิการสำหรับผู้บริหารให้สามารถนำสินค้าของบริษัทฯ ไปใช้ส่วนตัวได้ 1 ชิ้น โดยมูลค่าสินค้ารวมทั้งสิ้นต่อปีต้องไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ เช่นนี้ ให้บริษัทฯ ใช้ “ราคาทุน” ที่บริษัทฯ ซื้อมาเป็นฐานในการคำนวณภาษีขาย และถือเป็นเงินได้พึงประเมินของกรรมการ โดยถือเป็นรายการสวัสดิการของบริษัทฯ เทียบเคียงได้กับกรณีนำสินค้าไปในในการดำเนินกิจการของบริษัทฯ ทั้งกรณีที่ไม่นับรวมเป็นมูลค่าของฐานภาษี “Non VAT Base” เป็นการใช้ภาษีซื้อตามที่บริษัทฯ ได้ซื้อหามาในราคาทุน อันเป็นราคาตลาดที่ซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในวันที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น

    2.กรณีบริษัทฯ มีการส่งเสริมการขาย ด้วยการนำสินค้าไปแจกดารา หรือ influencer เพื่อเป็นการโปรโมทสินค้า เป็นการจำหน่ายจ่ายโอนสินค้า หรือการให้บริการ โดยไม่มีค่าตอบแทน เพื่อการส่งเสริมการขาย กรณีนี้ ก็ถือเป็นการนำสินค้าไปใช้ในการดำเนินกิจการด้วยเช่นกัน เพียงแต่เป็นกรณีที่บริษัทฯ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกิจกรรมดังกล่าว เช่นนี้ “ราคาตลาด” ย่อมได้แก่ ราคาทุนที่บริษัทฯ ซื้อหามาซึ่งสินค้าหรือบริการนั้นมาเช่นเดียวกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



เรื่อง

รายจ่ายค่าอาหาร เสื้อผ้า สุนัขของกรรมการที่เป็นนายแบบ สวมเสื้อผ้าเพื่อถ่ายรูปโปรโมทผลิตภัณฑ์ของบริษัท

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 14/03/2023 - วันที่ตอบ 17/03/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

บริษัทฯ ประกอบกิจการผลิตเสื้อผ้าสำหรับสุนัขส่งออกขายในต่างประเทศค่ะ บริษัทฯ ทำการตลาดโดยใช้สุนัขของกรรมการเป็นนายแบบ โดยทำงานคล้ายๆ กับ Influencer ทำ Content โดยสวมเสื้อผ้าของบริษัทฯ ทำกิจกรรมต่างๆ

คำถามคือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุนัข (เช่น ค่าอาหาร หรือ ค่าทำกิจกรรมเพื่อถ่ายแบบเสื้อผ้า)สามารถถือเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทฯ ในหมวดของ Marketing Cost ได้หรือไม่คะพอดีทางเราโทรสอบถามไปยังสรรพากรพื้นที่แล้วค่ะ แต่ว่าเจ้าหน้าที่ยังไม่ชัวร์เท่าไหร่ เนื่องจากยังไม่เคยเกิด Case แบบนี้ขึ้นค่ะ

วิสัชนา

กรณีบริษัทฯ ประกอบกิจการผลิตเสื้อผ้าสำหรับสุนัขส่งออกขายในต่างประเทศค่ะ บริษัทฯ ทำการตลาดโดยใช้สุนัขของกรรมการเป็นนายแบบ โดยทำงานคล้ายๆ กับ Influencer ทำ Content โดยสวมเสื้อผ้าของบริษัทฯ ทำกิจกรรมต่างๆ นั้น ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุนัข (เช่น ค่าอาหาร หรือ ค่าทำกิจกรรมเพื่อถ่ายแบบเสื้อผ้า) สามารถถือเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทฯ ในหมวดของ Marketing Cost ได้ โดยจำกัด เฉพาะในช่วงเวลาที่ถ่ายทำเท่านั้น ในส่วนอื่นๆ ย่อมถือเป็นรายจ่ายอ้นมีลักษณะเป็นการส่วนตัว ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร จึงควรต้องมีการจัดตารางเวลาในการถ่ายทำ และรายงานการถ่ายทำไว้ให้ชัดแจ้ง พร้อมให้เจ้าพนักงานตรวจสอบได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ "



เรื่อง

ภาระภาษีของเงินได้พึงประเมิน เน็ตไอดอล - เป็นพรีเซ็นเตอร์/บล็อกเกอร์ – รับรีวิวสินค้า / รับเป็นตัวแทนขายสินค้า (Dropship)

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 15/01/2025 - วันที่ตอบ 11/03/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40 (2) , (8) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

กรณีที่บริษัทฯ มีการจ่ายเงินส่วนแบ่ง % จากยอดขายให้กับ net idol ที่จะมา co-branding กับบริษัทฯ (กล่าวคือ บริษัทฯ เป็น owner ของ stock สินค้า แต่เมื่อใดที่บริษัทฯ ขายสินค้าได้ จะต้องแบ่ง % จากยอดขายให้กับ net idol ด้วย)เป็นเงินได้ประเภทอะไรหรือคะมองเป็นคอมมิชชั่น หรือส่วนแบ่งกำไร หรือยอดขายเฉย ๆ แล้วต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

วิสัชนา

1. “เน็ตไอดอล”

    สวย หล่อ เซ็กซี่ ฮากระจาย ไลฟ์สไตล์แบบจัดเต็ม ที่สร้างให้ใครหลายคนกลายเป็น “เน็ตไอดอล” ผู้ทรงอิทธิพลในโลกออนไลน์ หนึ่งในพลังการตลาดยุคออนไลน์ เมื่อคนไทยชอบตามอย่างคนดัง

    “เน็ตไอดอล” จัดเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสูงในโลกออนไลน์ โดยอาศัยพลังของ “โซเชียลมีเดีย” เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร สร้างให้คนธรรมดาๆ กลายเป็นคนดังในโลกออนไลน์ได้ในชั่วข้ามคืน

    เน็ตไอดอลในยุคปัจจุบันค่อนข้างหลากหลาย  ไม่ได้จำกัดแค่คนหน้าตาสวย หล่อ และโพรไฟล์ดีเท่านั้น หลายคนแจ้งเกิดจากศัลกรรมทำสวย กลายเป็นกูรูความงามให้คนติดตามได้ในเวลาอันรวดเร็ว บางคนมาแนวให้ความรู้ สอนร้องเพลง สอนแต่งหน้า มีไม่น้อยที่อาศัยความฮา ตลกขบขัน มาเป็นจุดขาย และมีจำนวนมากที่แจ้งเกิดด้วยแนวเซ็กซี่ พริตตี้เงินล้าน สร้างยอดไลค์ให้แฟนคลับหนุ่มๆ ได้ติดตาม เป็นหมื่นเป็นแสนไลค์ได้ในเวลาไม่นาน

    ในแง่มุมของการตลาดแล้ว เน็ตไอดอล ถือเป็นเครื่องมือการตลาดที่อยู่ในกลุ่ม Influencer Marketing เช่นเดียวกับเซเลบริตี้ หรือดารานักร้อง นักแสดง ที่ไม่ว่าจะใช้สินค้าอะไร หรือเดินทางไปที่ไหน หลายคนก็เริ่มที่จะใช้ตาม

    เมื่ออำนาจของการบอกต่อของเหล่าบรรดาเน็ตไอดอลเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น แบรนด์สินค้าเริ่มจับจองใช้พื้นที่สื่อของเน็ตไอดอลเป็นกระบอกเสียงพูดกับกลุ่มเป้าหมายในโลกออนไลน์ ผ่านรูปแบบของการโพสต์สินค้า หรือแคมเปญบนโซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ยูทิวบ์ และโซเชียลแคม โดยที่อัตราการโพสต์ในแต่ละครั้งจะขึ้นอยู่กับแต่ละคน ตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสนบาท

    สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าผู้หญิง เช่น ครีมบำรุงผิว เสื้อผ้า วิธีการส่วนใหญ่จะเป็นการส่งสินค้าให้ทดลองใช้ และทำการรีวิวลงในโซเชียลมีเดียฟรีๆ แต่บางคนก็อาจจะคิดค่าใช้จ่ายในการโพสต์ ขึ้นอยู่กับการตกลงของแต่ละคน

    ทำให้การตลาดแบบ Influencer Marketing เป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะด้วยฐานจำนวนแฟนคลับของเน็ตไอดอลแต่ละคนจะเป็นตัวการันตีว่าสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างแน่นอน

    ด้วยความที่เน็ตไอดอล ยังคงได้รับความนิยมอย่างอย่างสูงจากเจ้าของแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่ยังคงเลือกใช้บริการของเน็ตไอดอลเป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดออนไลน์ เพื่อโปรโมตสินค้า

 
 

2. วิธีการหารายได้ของ “เน็ตไอดอล”

    2.1 เน็ตไอดอล การเป็นเน็ตไอดอลที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก เท่ากับมีฐานลูกค้าชั้นดี ก็มีแบรนด์ต่าง ๆ ว่าจ้างให้เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ ทั้งถ่ายรูปสินค้า ทำคลิปสั้น ๆ หรือโปรโมทวิธีต่าง ๆ ตามตกลง

    2.2 บล็อกเกอร์ โดยบล็อกเกอร์ต้องรีวิวสินค้า เครื่องสำอางก่อน แล้วเขียนแนะนำลงในบล็อก ซึ่งส่วนใหญ่จะมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เป็นประโยชน์กับผู้อ่านอย่างแท้จริง และซื้อสัตย์ต่อผู้บริโภค  

    2.3 ทำคลิปลงโซเชียลมีเดียต่าง อาทิ YouTube เพื่อโฆษณาสินค้าต่าง ๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ

    2.4 ขายของ/เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าออนไลน์ ซึ่งจะได้ส่วนแบ่งจากยอดขาย โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แค่หาลูกค้ามาซื้อให้เยอะๆ เท่านั้น  

 
 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีบริษัทฯ มีการจ่ายเงินส่วนแบ่ง % จากยอดขายให้กับ net idol ที่จะมา co-branding กับบริษัทฯ ตามข้อเท็จจริงอาจสรุปประเภทเงินได้พึงประเมินของ Net Idol ได้ดังนี้

1. กรณีเน็ตไอดอล - เป็นพรีเซ็นเตอร์ เข้าลักษณะเป็นเงินได้ค่ารับจ้างถ่ายแบบโฆษณา เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร

    1.1 สำหรับเน็ตไอดอลชาวไทย หรือชาวต่างชาติที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 5% ของเงินได้ และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

    1.2 สำหรับเน็ตไอดอลชาวต่างชาติที่ไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราก้าวหน้า) ของเงินได้

    ทั้งนี้ ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 9 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

 
 

2. กรณีบล็อกเกอร์ – รับรีวิวสินค้า หรือทำคลิปลงโซเชียลมีเดียต่างๆ อาทิ YouTube เข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการรับจ้างโฆษณา ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 2% ของเงินได้ ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 10 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

 
 

3. กรณีรับเป็นตัวแทนขายสินค้า (Dropship) โดยทั่วเข้าลักษณะเป็นนายหน้าตัวแทน เงินได้ที่ได้รับถือเป็นค่านายหน้า

    3.1 โดยทั่วไปเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามอัตราของเงินได้สุทธิ ตามมาตรา 50 (1) วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

    3.2 กรณีมีหลักฐานในการประกอบกิจการให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า ได้ประกอบกิจการในรูปแบบของการทำธุรกิจและสามารถพิสูจน์รายจ่ายในการประกอบกิจการได้ ซึ่งต้องมีลักษณะการประกอบกิจการดังนี้

          (1) ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนและ

          (2) ได้จัดตั้งเป็นสำนักงานในการประกอบกิจการ โดยมีอาคารสำนักงานเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง หรือเช่าจากบุคคลอื่น โดยมีหลักฐาน เช่น หลักฐานการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ สัญญาเช่าสำนักงาน และ

          (3) มีการลงทุนด้วยการจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ มีค่าใช้จ่ายสำนักงาน และ

          (4) มีการจ้างลูกจ้างหรือพนักงานในการประกอบกิจการ โดยมีหลักฐานตามสัญญาจ้างแรงงาน หลักฐานการจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และหลักฐานการแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่ง ในกรณีการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไม่มีภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายและนำส่ง จะต้องมีหลักฐานเกี่ยวกับการยื่นรายการเกี่ยวกับค่าจ้างแรงงานตามแบบ ภ.ง.ด.1 ก. และ

          (5) มีค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการ เช่น ค่ารับรอง หรือค่าบริการเพื่อประโยชน์ในการติดต่องานกับลูกค้า

          ในการประกอบกิจการดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นเงินได้ที่เป็นค่าบริการอื่น ๆ ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ของเงินได้ ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป


 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ