Case study

หักภาษี ณ ที่จ่าย ค่าจ้าง Influence ในประเทศลาว ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และ นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่


เรื่อง หักภาษี ณ ที่จ่าย ค่าจ้าง Influence ในประเทศลาว ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และ นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 16/02/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัท จดทะเบียนในไทยประกอบธุรกิจผลิตสื่อโฆษณา และโฆษณาทุกชนิด

บริษัทฯ ได้ว่าจ้างบุคคล Influence ประเทศลาว โดยมีสัญญา ระบุว่า ต้องเดินทางเข้ามาใน 1 วันเพื่อถ่ายภาพประกอบโฆษณา และ จะใช้ภาพนั้นเผยแพร่ในประเทศลาว 1 ปี เพื่อโฆษณาสินค้าของลูกค้าในลาวเนื่องเป้าหมายหลักคือลูกค้าประเทศลาว

การจ่ายชำระค่าว่าจ้าง

1. จ่ายให้บริษัทตัวแทนจัดหา เป็นเงินได้ 40 (2) หรือ (8) หักณ ที่จ่าย และยื่นแบบภงด.54 และ ภพ 36 ใช่

2 จ่ายให้บุคคล Influence ประเทศลาวตรงไม่ผ่าน บริษัท เป็นเงินได้ 40(2) เป็นเงินได้จ่ายจากการรับทำงานให้ใช่หรือไม่ หักภาษี 15% และ ต้องยื่น ภงด 54 , ภพ 36 ใช่หรือได้รับยกเว้นภาษี อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญา เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงในอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บ ภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศลาว

คำตอบ

ตอบ 1 จ่ายให้บริษัทตัวแทน

บริษัทจ่ายค่าจ้างนักแสดงให้แก่บริษัทที่เป็นนิติบุคคลต่างประเทศ (ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายแห่งประเทศลาว) การจ่ายค่าจ้างนักแสดงให้แก่บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายประเทศลาว

  • เงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร (รับจ้างทำงานให้)
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 
    • ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร  บริษัทต้องหัก ณ ที่จ่าย 15
    • แต่ตามอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) เข้าลักษณะเป็นเงินได้ที่เป็น “กำไรจากธุรกิจ” ตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย – ลาว หากบริษัทแห่งประเทศลาว มิได้ประกอบกิจการสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย (P/E) ตามข้อ 5 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย – ลาว ระบุว่าจะมี P/E ก็ต่อเมื่อมีการให้บริการในประเทศไทย หลายระยะเวลารวมกันเกินกว่า 6 เดือน ในระยะเวลาสิบสองเดือน  จากข้อเท็จจริงได้เดินทางเข้ามาในไทยเพียง 1 วัน ย่อมได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยเนื่องจากไม่มี P/E  
    • ดังนั้น บริษัทไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เนื่องจาก DTA ให้การยกเว้นไว้
  • ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/6(1) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทต้องยื่นแบบ ภ.พ. 36 เนื่องจากมีการให้บริการในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3


ตอบ 2   ก่อนตอบต้องขออธิบายหลักกฎหมายเกี่ยวกับแหล่งเงินได้ และอนุสัญญาภาษีซ้อนก่อนนะคะ

การที่บริษัทฯ ได้ว่าจ้างบุคคล Influencer (ชาวลาว)   เดินทางเข้ามาถ่ายภาพโฆษณาในประเทศไทย 1 วัน   เป็นแหล่งเงินได้ในประเทศไทย เนื่องจากการให้บริการ (Activity) เกิดขึ้นในประเทศไทย     

กฎหมายในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่งแห่งประมวลรัษฎากร  แหล่งเงินได้ในไทย  Influencer (ชาวลาว)  ต้องเสียภาษีในประเทศไทยทุกกรณี ไม่ว่าเงินได้นั้น จะจ่ายใน หรือ ต่างประเทศ  อย่างไรก็ตาม  Influencer (ชาวลาว)   อาจจะไม่ต้องเสียภาษีในประเทศไทย หรือเสียในอัตราพิเศษก็ได้ถ้าอนุสัญญาภาษีซ้อน ระหว่าง ประเทศไทย และ  ประเทศลาว  มีระบุยกเว้น หรือลดอัตราไว้หรือไม่  

  • ถ้ามี ประเทศไทยต้องให้การ งด หรือ ลดภาษีให้ Influencer (ชาวลาว) 
  • ถ้าไม่มี  บริษัทผู้จ่ายก็สามารถหัก ณ ที่จ่ายได้ตามมาตรา 50 (1) วรรคท้ายแห่งประมวลรัษฎากร

อนุสัญญาภาษีซ้อน  DTA ระหว่าง ประเทศไทย และ  ประเทศลาว ข้อที่เกี่ยวข้องกับบุคคล มีดังนี้


  1. Influencer (ชาวลาว) ถือเป็นนักแสดง เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร   Influencer (ชาวลาว) ต้องเเสียภาษีในประเทศไทย ตาม วรรคหนึ่งของ DTA ข้อ 17   นักแสดง  และกรณีที่ DTA ไม่ได้ระบุอัตราภาษีไว้ ให้บริษัทหัก ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายประเทศไทย
  2. Influencer (ชาวลาว) ถือเป็นรับจ้าง เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร   จะต้องดู DTA ข้อ 14 บริการส่วนบุคคลที่เป็นอิสระ


จากข้อเท็จจริงที่สอบถามมานั้น บริษัทจ่ายค่าถ่ายแบบให้กับบุคคลธรรมดา Influencer บุคคลธรรมดา (ชาวลาว) เข้ามาถ่ายภาพประกอบโฆษณา (เป็น นายแบบ นางแบบ)  เข้านิยามคำว่า “นักแสดงสาธารณะ”  ตาม คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544  

  • เป็นเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร  
  • นักแสดงสาธารณะที่มีภูมิลำเนาที่ต่างประเทศ 
    • นักแสดงเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร (อัตราก้าวหน้า)  
    • บริษัทหักภาษีไว้ตามอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา(อัตราก้าวหน้า)  ทั้งนี้ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 9(2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 
  • การให้บริการของนักแสดงสาธารณะ ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ฒ) แห่งประมวลรัษฎากร Influencer บุคคลธรรมดา (ชาวลาว) จึงไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย ดังนั้น เมื่อบริษัทจ่ายเงินให้จึงไม่มีหน้าที่ต้องนำส่ง ภ.พ.36 

สรุป Influencer บุคคลธรรมดา (ชาวลาว) มีเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร (นักแสดง)บริษัทต้อง หัก ณ ที่จ่ายและยื่นแบบ ภ.ง.ด.3  โดย ไม่ต้องยื่นแบบภ.ง.ด.54 และไม่ต้องยื่นแบบภ.พ. 36

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง



มาตรา 40  เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(2)เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมค่านายหน้าค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว  


 

มาตรา 41   ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

   ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย
 
        ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย  


มาตรา 83/6   เมื่อมีการชำระราคาสินค้าหรือ ราคาค่าบริการให้กับผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ให้ผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้า หรือค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษี
 
(1) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรซึ่งได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3


คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 102/2544

เรื่องการเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม ของนักแสดงสาธารณะ

ผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ และคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง


ข้อ 1  คำว่า “นักแสดงสาธารณะ” หมายความว่า นักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุ โทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใด ๆ ไม่ว่าจะแสดงเดี่ยว เป็นหมู่หรือคณะ หรือแข่งขันเป็นทีม เช่น นักแสดงละครเวที นักแสดงภาพยนตร์ นักแสดงละครวิทยุ นักแสดงละครโทรทัศน์ ผู้ดำเนินรายการทางโทรทัศน์ นักแสดงตลก นายแบบ นางแบบ นักพูดรายการทอล์คโชว์ นักมวยอาชีพ นักฟุตบอลอาชีพ เป็นต้น

นักแสดงสาธารณะตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงผู้ประกาศข่าว โฆษก พิธีกร นักจัดรายการวิทยุ นักจัดรายการในสถานบันเทิงใด ๆ ผู้บรรยายหรือนักพากย์ ผู้จัดการส่วนตัวของนักแสดงสาธารณะ ผู้กำกับการแสดง ผู้จัดการทีมกีฬา ผู้ฝึกสอน นักกีฬาหรือบุคคลผู้กระทำการในลักษณะทำนองเดียวกัน

ข้อ การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนักแสดงสาธารณะ ให้นำเงินได้ ของนักแสดงสาธารณะซึ่งเป็นเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคำนวณ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อ 7การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ให้ผู้จ่ายเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในเจ็ด วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้ ดังนี้

       (2) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 9(2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ดังนี้

           (ก) กรณีนักแสดงสาธารณะมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักภาษีไว้ในอัตราร้อยละ 5.0

           (ข) กรณีนักแสดงสาธารณะมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ ให้คำนวณหักภาษีไว้ตามอัตราที่ กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา


ข้อ  9   การเสียภาษีเงินได้ของคู่สัญญาที่จัด หานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือ แข่งขันในประเทศไทย และการหักภาษี ณ ที่จ่ายของผู้จ่ายเงินได้ให้แก่ คู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงให้ปฏิบัติ ดังนี้

 (2) กรณีคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง หรือแข่งขันใน ประเทศไทยเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทย ต้องนำรายได้ที่ได้จากการติดต่อจัดหานัก แสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขัน ดังกล่าวมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 66 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้
         การจ่ายค่าจัดหานักแสดงสาธารณะให้ แก่คู่สัญญาที่จัดหานักแสดง สาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันตามวรรคหนึ่ง ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนี้

(ข) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ไม่ต้องคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย นำส่ง

(3) กรณีคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือ แข่งขันในประเทศไทย เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้ง ขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากราย ได้ที่ได้รับจากการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง หรือแข่ง ขันในประเทศไทย โดยให้ผู้จ่ายเงินได้ไม่ว่าจะเป็นบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น หักภาษีนำส่งจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ซึ่งเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร ตามอัตราภาษี เงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร
 
กรณีคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะ มาแสดงมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญา เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงในอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บ ภาษีซ้อนที่ ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศนั้น ๆ


ข้อ 10การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของนักแสดงสาธารณะ ผู้จัดให้มีการแสดงของ นักแสดงสาธารณะ และคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง

       (1) การให้บริการของนักแสดงสาธารณะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่า เพิ่มตามมาตรา 81(1)(ฒ) แห่งประมวลรัษฎากร



นิติบุคคล ดูข้อ 7 กำไรธุรกิจ  และ ข้อ 5 สถานประกอบการถาวร

บุคคลธรรมดา ดูข้อ 14 บริการส่วนบุคคลที่เป็นอิสระ  และ ข้อ 15 และ นักแสดง


https://www.rd.go.th/3045.html

ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากร

ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ได้ลงนามกันเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2540 และ

แลกเปลี่ยนสัตยาบันสารกัน เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2540



ข้อ 5

สถานประกอบการถาวร

1.   เพื่อความมุ่งประสงค์ของความตกลงนี้ คำว่า "สถานประกอบการถาวร" หมายถึงสถานธุรกิจประจำซึ่งวิสาหกิจ ใช้ประกอบธุรกิจทั้งหมดหรือแต่บางส่วน


2.   คำว่า "สถานประกอบการถาวร" โดยเฉพาะรวมถึง

(ญ)การให้การบริการ รวมทั้งบริการให้คำปรึกษาโดยผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งรัฐใด โดยผ่านทางลูกจ้างหรือบุคลากรอื่นทั้งนี้กิจกรรมในลักษณะนั้นดำเนินติดต่อกัน สำหรับโครงการเดียวกันหรือโครงการที่เกี่ยวเนื่องภายในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งเป็นระยะเวลาเดียวหรือหลายระยะเวลารวมกันเกินกว่า 6 เดือน ในระยะเวลาสิบสองเดือน


ข้อ 7

กำไรจากธุรกิจ

 1.   เงินได้หรือกำไรของวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง (ลาว) ให้เก็บภาษีได้เฉพาะในรัฐนั้น (ลาว) เว้นแต่วิสาหกิจนั้นประกอบธุรกิจในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง (ไทย) โดยผ่านทางสถานประกอบการถาวร ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง (ไทย) นั้นถ้าวิสาหกิจนั้นประกอบธุรกิจดังกล่าวแล้ว เงินได้หรือกำไรของวิสาหกิจนั้นอาจเก็บภาษีได้ในอีกรัฐหนึ่ง (ไทย) แต่ต้องเก็บจากเงินได้หรือกำไรเพียงเท่าที่พึงถือว่าเป็นของสถานประกอบการถาวรนั้น




ข้อ 14

บริการส่วนบุคคลที่เป็นอิสระ

 1.  เงินได้ที่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง (ลาว) ได้รับในส่วนที่เกี่ยวกับบริการวิชาชีพหรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่มีลักษณะเป็นอิสระให้เก็บภาษีได้เฉพาะในรัฐนั้น (ลาว) เว้นแต่ผู้นั้นมีอยู่เป็นปกติซึ่งฐานประกอบการประจำในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง (ไทย)เพื่อความมุ่งประสงค์ในการประกอบกิจกรรมของผู้นั้น สำหรับรอบระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะเวลากันถึงหรือมากกว่า 183 วันภายในระยะเวลา 12 เดือนใด ๆ ในกรณีเช่นว่านั้นเงินได้เฉพาะที่เกิดขึ้นจากฐานประกอบการประจำนั้นอาจจะเก็บภาษีได้ในอีกรัฐหนึ่ง (ไทย) นั้น


2.  คำว่า "บริการวิชาชีพ" ให้รวมถึงโดยเฉพาะกิจกรรมอิสระด้านวิทยาศาสตร์ วรรณคดี ศิลปะ การศึกษาหรือการสอน รวมทั้งกิจกรรมอิสระของแพทย์ ทันตแพทย์ ทนายความ วิศวกร สถาปนิกและนักบัญชี



ข้อ 17

นักแสดงและนักกีฬา


1.   โดยไม่ต้องคำนึงถึงบทบัญญัติในข้อ 14 และ 15 เงินได้ที่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง (ลาว) ได้รับในฐานะนักแสดง อาทิ นักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุหรือโทรทัศน์ หรือนักดนตรีหรือนักกีฬาจากกิจกรรมส่วนบุคคลของตนที่กระทำในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง (ไทย) อาจเก็บภาษีได้ในอีกรัฐหนึ่ง (ไทย) นั้น


2.    ในกรณีเงินได้ในส่วนที่เกี่ยวกับกิจกรรมส่วนบุคคลที่กระทำโดยนักแสดงหรือนักกีฬาตามความสามารถของตนนั้น มิได้เกิดขึ้นกับตัวนักแสดงหรือนักกีฬาแต่เกิดขึ้นกับบุคคลอื่น โดยไม่ต้องคำนึงถึงบทบัญญัติของข้อ 7, 14 และ 15เงินได้นั้นอาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญาที่กิจกรรมนั้น ๆ ของนักแสดงหรือนักกีฬาได้กระทำขึ้น


3.    บทบัญญัติของวรรค 1 และ 2 จะไม่ใช้บังคับแก่ค่าตอบแทน หรือกำไร เงินเดือน ค่าจ้าง และเงินได้อื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกันซึ่งนักแสดง หรือนักกีฬาได้รับจากกิจกรรมที่กระทำในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง หากการมาเยือนรัฐผู้ทำสัญญารัฐนั้นได้รับการอุดหนุนส่วนใหญ่จากกองทุนสาธารณะของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง รวมทั้ง องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรตามกฎหมายของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งนั้น




อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

ภาระภาษีของเงินได้พึงประเมิน เน็ตไอดอล - เป็นพรีเซ็นเตอร์/บล็อกเกอร์ – รับรีวิวสินค้า / รับเป็นตัวแทนขายสินค้า (Dropship)

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 15/01/2025 - วันที่ตอบ 11/03/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40 (2) , (8) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

กรณีที่บริษัทฯ มีการจ่ายเงินส่วนแบ่ง % จากยอดขายให้กับ net idol ที่จะมา co-branding กับบริษัทฯ (กล่าวคือ บริษัทฯ เป็น owner ของ stock สินค้า แต่เมื่อใดที่บริษัทฯ ขายสินค้าได้ จะต้องแบ่ง % จากยอดขายให้กับ net idol ด้วย)เป็นเงินได้ประเภทอะไรหรือคะมองเป็นคอมมิชชั่น หรือส่วนแบ่งกำไร หรือยอดขายเฉย ๆ แล้วต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

วิสัชนา

1. “เน็ตไอดอล”

    สวย หล่อ เซ็กซี่ ฮากระจาย ไลฟ์สไตล์แบบจัดเต็ม ที่สร้างให้ใครหลายคนกลายเป็น “เน็ตไอดอล” ผู้ทรงอิทธิพลในโลกออนไลน์ หนึ่งในพลังการตลาดยุคออนไลน์ เมื่อคนไทยชอบตามอย่างคนดัง

    “เน็ตไอดอล” จัดเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสูงในโลกออนไลน์ โดยอาศัยพลังของ “โซเชียลมีเดีย” เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร สร้างให้คนธรรมดาๆ กลายเป็นคนดังในโลกออนไลน์ได้ในชั่วข้ามคืน

    เน็ตไอดอลในยุคปัจจุบันค่อนข้างหลากหลาย  ไม่ได้จำกัดแค่คนหน้าตาสวย หล่อ และโพรไฟล์ดีเท่านั้น หลายคนแจ้งเกิดจากศัลกรรมทำสวย กลายเป็นกูรูความงามให้คนติดตามได้ในเวลาอันรวดเร็ว บางคนมาแนวให้ความรู้ สอนร้องเพลง สอนแต่งหน้า มีไม่น้อยที่อาศัยความฮา ตลกขบขัน มาเป็นจุดขาย และมีจำนวนมากที่แจ้งเกิดด้วยแนวเซ็กซี่ พริตตี้เงินล้าน สร้างยอดไลค์ให้แฟนคลับหนุ่มๆ ได้ติดตาม เป็นหมื่นเป็นแสนไลค์ได้ในเวลาไม่นาน

    ในแง่มุมของการตลาดแล้ว เน็ตไอดอล ถือเป็นเครื่องมือการตลาดที่อยู่ในกลุ่ม Influencer Marketing เช่นเดียวกับเซเลบริตี้ หรือดารานักร้อง นักแสดง ที่ไม่ว่าจะใช้สินค้าอะไร หรือเดินทางไปที่ไหน หลายคนก็เริ่มที่จะใช้ตาม

    เมื่ออำนาจของการบอกต่อของเหล่าบรรดาเน็ตไอดอลเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น แบรนด์สินค้าเริ่มจับจองใช้พื้นที่สื่อของเน็ตไอดอลเป็นกระบอกเสียงพูดกับกลุ่มเป้าหมายในโลกออนไลน์ ผ่านรูปแบบของการโพสต์สินค้า หรือแคมเปญบนโซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ยูทิวบ์ และโซเชียลแคม โดยที่อัตราการโพสต์ในแต่ละครั้งจะขึ้นอยู่กับแต่ละคน ตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสนบาท

    สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าผู้หญิง เช่น ครีมบำรุงผิว เสื้อผ้า วิธีการส่วนใหญ่จะเป็นการส่งสินค้าให้ทดลองใช้ และทำการรีวิวลงในโซเชียลมีเดียฟรีๆ แต่บางคนก็อาจจะคิดค่าใช้จ่ายในการโพสต์ ขึ้นอยู่กับการตกลงของแต่ละคน

    ทำให้การตลาดแบบ Influencer Marketing เป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะด้วยฐานจำนวนแฟนคลับของเน็ตไอดอลแต่ละคนจะเป็นตัวการันตีว่าสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างแน่นอน

    ด้วยความที่เน็ตไอดอล ยังคงได้รับความนิยมอย่างอย่างสูงจากเจ้าของแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่ยังคงเลือกใช้บริการของเน็ตไอดอลเป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดออนไลน์ เพื่อโปรโมตสินค้า



2. วิธีการหารายได้ของ “เน็ตไอดอล”

    2.1 เน็ตไอดอล การเป็นเน็ตไอดอลที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก เท่ากับมีฐานลูกค้าชั้นดี ก็มีแบรนด์ต่าง ๆ ว่าจ้างให้เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ ทั้งถ่ายรูปสินค้า ทำคลิปสั้น ๆ หรือโปรโมทวิธีต่าง ๆ ตามตกลง

    2.2 บล็อกเกอร์ โดยบล็อกเกอร์ต้องรีวิวสินค้า เครื่องสำอางก่อน แล้วเขียนแนะนำลงในบล็อก ซึ่งส่วนใหญ่จะมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เป็นประโยชน์กับผู้อ่านอย่างแท้จริง และซื้อสัตย์ต่อผู้บริโภค  

    2.3 ทำคลิปลงโซเชียลมีเดียต่าง อาทิ YouTube เพื่อโฆษณาสินค้าต่าง ๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ

    2.4 ขายของ/เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าออนไลน์ ซึ่งจะได้ส่วนแบ่งจากยอดขาย โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แค่หาลูกค้ามาซื้อให้เยอะๆ เท่านั้น  



 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีบริษัทฯ มีการจ่ายเงินส่วนแบ่ง % จากยอดขายให้กับ net idol ที่จะมา co-branding กับบริษัทฯ ตามข้อเท็จจริงอาจสรุปประเภทเงินได้พึงประเมินของ Net Idol ได้ดังนี้

1. กรณีเน็ตไอดอล - เป็นพรีเซ็นเตอร์ เข้าลักษณะเป็นเงินได้ค่ารับจ้างถ่ายแบบโฆษณา เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร

    1.1 สำหรับเน็ตไอดอลชาวไทย หรือชาวต่างชาติที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 5% ของเงินได้ และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

    1.2 สำหรับเน็ตไอดอลชาวต่างชาติที่ไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราก้าวหน้า) ของเงินได้

    ทั้งนี้ ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 9 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป


2. กรณีบล็อกเกอร์ – รับรีวิวสินค้า หรือทำคลิปลงโซเชียลมีเดียต่างๆ อาทิ YouTube เข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการรับจ้างโฆษณา ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 2% ของเงินได้ ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 10 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป



 

3. กรณีรับเป็นตัวแทนขายสินค้า (Dropship) โดยทั่วเข้าลักษณะเป็นนายหน้าตัวแทน เงินได้ที่ได้รับถือเป็นค่านายหน้า

    3.1 โดยทั่วไปเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามอัตราของเงินได้สุทธิ ตามมาตรา 50 (1) วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

    3.2 กรณีมีหลักฐานในการประกอบกิจการให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า ได้ประกอบกิจการในรูปแบบของการทำธุรกิจและสามารถพิสูจน์รายจ่ายในการประกอบกิจการได้ ซึ่งต้องมีลักษณะการประกอบกิจการดังนี้

          (1) ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนและ

          (2) ได้จัดตั้งเป็นสำนักงานในการประกอบกิจการ โดยมีอาคารสำนักงานเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง หรือเช่าจากบุคคลอื่น โดยมีหลักฐาน เช่น หลักฐานการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ สัญญาเช่าสำนักงาน และ

          (3) มีการลงทุนด้วยการจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ มีค่าใช้จ่ายสำนักงาน และ

          (4) มีการจ้างลูกจ้างหรือพนักงานในการประกอบกิจการ โดยมีหลักฐานตามสัญญาจ้างแรงงาน หลักฐานการจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และหลักฐานการแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่ง ในกรณีการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไม่มีภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายและนำส่ง จะต้องมีหลักฐานเกี่ยวกับการยื่นรายการเกี่ยวกับค่าจ้างแรงงานตามแบบ ภ.ง.ด.1 ก. และ

          (5) มีค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการ เช่น ค่ารับรอง หรือค่าบริการเพื่อประโยชน์ในการติดต่องานกับลูกค้า

          ในการประกอบกิจการดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นเงินได้ที่เป็นค่าบริการอื่น ๆ ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ของเงินได้ ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



เรื่อง

ค่าจ้างนักแสดงต่างประเทศ มาทำการแสดงและอยู่ในประเทศไทย 5 วัน

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 08/04/2025 - วันที่ตอบ 24/04/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544, มาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

สอบถามเรื่องภาษีค่ะ

เรื่อง ค่าจ้างนักแสดงต่างประเทศ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือไม่

คำถาม:บริษัทฯ มีการจ้างนักแสดงต่างประเทศ ให้มาแสดงโชว์งาน มหกรรมดนตรีและศิลปะ ซึ่งมาทำการแสดงและอยู่ในประเทศไทย 5 วัน การจ่ายเงิน มี 2 แบบ ดังนี้  

    1. จ่ายค่าจ้างนักแสดงให้แก่บุคคลธรรมดา                  

    2. จ่ายค่าจ้างนักแสดงให้แก่บริษัทที่เป็นนิติบุคคลต่างประเทศ

โดยนักแสดงที่เป็นบุคคลธรรมดาและบริษัทต่างประเทศเป็นสัญชาติเสปน  

บริษัทฯ มีภาระภาษีอะไรบ้างค่ะเช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม

วิสัชนา

ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม ของนักแสดงสาธารณะ ผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ และคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง ลงวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2544 

    “ข้อ 7 การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ให้ผู้จ่ายเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในเจ็ด วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้ ดังนี้

         (1) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ซึ่งจ่ายเงินได้ดังกล่าวให้แก่ผู้รับรายหนึ่ง ๆ มีจำนวนรวมทั้งสิ้นตั้งแต่ 10,000 บาท ขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึง 10,000 บาท ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 1 ของยอดเงินได้ที่จ่าย เว้นแต่การจ่ายเงินได้ของนักแสดงสาธารณะที่ได้ จากการประกวดหรือแข่งขันให้คำนวณหัก ตามอัตราภาษีเงินได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 50(4) แห่งประมวลรัษฎากร

         (2) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 9 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ดังนี้

               (ก) กรณีนักแสดงสาธารณะมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักภาษีไว้ในอัตราร้อยละ 5.0 

               (ข) กรณีนักแสดงสาธารณะมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ ให้คำนวณหักภาษีไว้ตามอัตราที่ กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

     ข้อ 8 การเสียภาษีเงินได้ของผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะในประเทศไทย และการหักภาษี ณ ที่จ่ายของผู้จ่ายเงินได้ให้แก่ผู้จัดให้ มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะให้ปฏิบัติ ดังนี้

         (1) กรณีผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดง สาธารณะเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องนำเงินได้ที่ได้รับจากการจัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะซึ่งเป็นเงินได้พึง ประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าจะเป็นค่าจำหน่ายบัตรเข้าชมการแสดง หรือเงินอื่นใดที่ได้จากการ จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร

               การจ่ายค่าจ้างในการจัดให้มีการแสดงให้แก่ผู้จัดให้มีการแสดงของ นักแสดงสาธารณะตามวรรคหนึ่ง ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนี้

               (ก) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ถ้าการจ่ายมีจำนวนรวมทั้งสิ้นตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึง 10,000 บาท ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งในอัตราร้อยละ 1 ของยอดเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 50 (4) แห่งประมวลรัษฎากร

               (ข) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งในอัตราร้อยละ 3.0 ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 8 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึง ประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528

         (2) กรณีผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในประเทศไทย มีหน้าที่ นำรายได้จากการประกอบกิจการมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 66 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

              การจ่ายค่าจ้างในการจัดให้มีการ แสดงให้แก่ผู้จัดให้มีการแสดงของ นักแสดงสาธารณะตามวรรคหนึ่ง ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนี้

              (ก) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาลสุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งในอัตราร้อยละ 1 ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

              (ข) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคล หรือ นิติบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน ให้แก่ผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ ที่เป็นบริษัทหรือห้าง หุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งไม่รวมถึงมูลนิธิ หรือสมาคม หรือที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ โดยมีสำนักงานสาขาตั้งอยู่เป็นการถาวรในประเทศไทย ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่ คำนวณหักภาษี ณ จ่ายนำส่งในอัตราร้อยละ 3.0 ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 8 (2) และ (3) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528

               (ค) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลซึ่ง เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่ผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะที่เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย ของต่างประเทศประกอบ กิจการในประเทศไทย โดยมิได้มีสำนักงานสาขาตั้งอยู่เป็นการถาวรในประเทศไทย ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหัก ภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งในอัตราร้อยละ 5.0 ตามมาตรา 3 เตรสแห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 12 ของคำสั่ง กรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528

               กรณีผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงในอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศนั้น ๆ

     ข้อ 9 การเสียภาษีเงินได้ของคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย และการหักภาษี ณ ที่จ่ายของผู้จ่ายเงินได้ให้แก่ คู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงให้ปฏิบัติ ดังนี้

         (1) กรณีคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทยเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องนำเงินได้ที่ได้รับเฉพาะจากการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร

               การจ่ายค่าจัดหานักแสดงสาธารณะให้แก่ คู่สัญญาที่จัดหานักแสดง สาธารณะมาแสดงตามวรรคหนึ่ง ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งตามมาตรา 50 (1) และมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร

         (2) กรณีคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทยเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทย ต้องนำรายได้ที่ได้จากการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันดังกล่าวมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 66 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้

               การจ่ายค่าจัดหานักแสดงสาธารณะให้ แก่คู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันตามวรรคหนึ่ง ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนี้

               (ก) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

               (ข) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ไม่ต้องคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย นำส่ง

         (3) กรณีคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทยเป็นบริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้ที่ได้รับจากการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย ทั้งนี้ เฉพาะเงินได้ที่เป็นค่าตอบแทนในการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะเท่านั้น หากได้รับเป็นเงินก้อนซึ่งรวมเงินได้ของนักแสดงสาธารณะอยู่ด้วยให้หักเงินได้ของนักแสดงสาธารณะนั้นออกก่อน โดยให้ผู้จ่ายเงินได้ไม่ว่าจะเป็นบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น หักภาษีนำส่งจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายซึ่งเป็นเงินได้ ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

               กรณีคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะ มาแสดงมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญา เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงในอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บ ภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศนั้น ๆ

     ข้อ 10 การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของนักแสดงสาธารณะ ผู้จัดให้มีการแสดงของ นักแสดงสาธารณะ และคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง

         (1) การให้บริการของนักแสดงสาธารณะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่า เพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ฒ) แห่งประมวลรัษฎากร

         (2) การจัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะในประเทศไทย ถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1 (10) และมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนในลักษณะเป็นค่าเข้าชมการแสดง หรือค่าตอบแทนอื่นในลักษณะเดียวกัน เว้นแต่เป็นการจัดการแสดงเพื่อการ กุศลสาธารณะหรือการแข่งขันกีฬาสมัครเล่น ตามมาตรา 81 (1) (ฑ) และ (ธ) แห่งประมวลรัษฎากร

               การจัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ ตามวรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นการ ให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรมใน สาขานาฏศิลป์ สาขาดุริยางคศิลป์และสาขาคีตศิลป์ ซึ่งผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะมิได้เรียกเก็บค่าบริการโดย ตรงจากผู้ชมหรือผู้ฟัง แต่ไม่รวมถึงการให้บริการโดยกระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนท้องถิ่นได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ซ) แห่งประมวลรัษฎากรและ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 11) เรื่อง กำหนดสาขาและลักษณะการประกอบกิจการให้บริการที่ เป็นงานทางศิลปะและ วัฒนธรรมตามมาตรา 81 (1) (ซ) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 

         (3) การติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง หรือแข่งขันในประเทศไทยของ คู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง ถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1 (10) และมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

         (4) การจ่ายค่าบริการตาม (2) และ (3) ให้แก่ผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ผู้จ่ายเงินค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่า เพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร

              (ก) ผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดง สาธารณะในประเทศไทย หรือคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมา แสดงหรือแข่งขันในประเทศไทยที่ได้เข้ามา ดำเนินการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะในราช อาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว

              (ข) ผู้ประกอบการซึ่งเป็นคู่สัญญาที่จัดหา นักแสดงสาธารณะมา แสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย โดยได้ดำเนินการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะในต่างประเทศ”

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีบริษัทฯ มีการจ้างนักแสดงชาวต่างประเทศ สัญชาติสเปน ให้มาแสดงโชว์งานมหกรรมดนตรีและศิลปะ ซึ่งมาทำการแสดงและอยู่ในประเทศไทย 5 วัน บริษัทฯ มีภาระภาษีต่าง ๆ ดังนี้

1. กรณีจ่ายค่าจ้างนักแสดงให้แก่บุคคลธรรมดาชาวเสปน                 

    (1) บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราก้าวหน้า) และนำส่งตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 9 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528  

    (2) การให้บริการของนักแสดงสาธารณะ (หมายความว่า นักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใด ๆ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะแสดงเดี่ยว เป็นหมู่ หรือคณะ) ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ฒ) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 13) เรื่อง กำหนดสาขาและลักษณะการประกอบกิจการ การให้บริการของนักแสดงสาธารณะตามมาตรา 81 (1) (ฒ) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534



 

2. กรณีจ่ายค่าจ้างนักแสดงให้แก่บริษัทที่เป็นนิติบุคคลต่างประเทศ (ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายแห่งประเทศสเปน)

    (1) โดยทั่วไปการจ่ายค่าจ้างนักแสดงให้แก่บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายประเทศสเปน มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย เข้าลักษณะเป็นเงินได้ที่เป็น “กำไรจากธุรกิจ” ตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย – สเปน หากบริษัทแห่งประเทศสเปนไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย มิได้ประกอบกิจการสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ย่อมได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย ตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาซ้อนไทย - สเปน ประกอบกับมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร 

    (2) กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการจ่ายค่าจ้างนักแสดงให้แก่บริษัทที่เป็นนิติบุคคลแห่งประเทศสเปน เข้าลักษณะเป็นการให้บริการในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร บริษัทฯ ย่อมมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.36 ตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



เรื่อง

จ้างนักแสดงสาธารณะชาวต่างชาติมาร้องเพลงในไทย / บริษัทฯ จ้างบุคคลชาวมาเลเซียทำ PR โปรโมทที่มาเลเซีย / จ้างที่ปรึกษาบุคคลธรรมดาชาวต่างชาติ เรื่องการจัดแข่งกีฬาในไทย

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 01/12/2022 - วันที่ตอบ 27/12/2022

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544

ปุจฉา

รบกวนสอบถามค่ะ เนื่องจากได้โทรหาสรรพากร 1161 แล้วได้คำตอบไม่ตรงกัน (โทรไป 2 ครั้ง)

คำถามมีดังนี้นะคะ  

    a. บริษัทฯ ทำสัญญาจ้างผู้จัดหาศิลปินนาย A (เป็นบุคคลธรรมดาชาวออสเตรเลีย) เพื่อนำนักแสดงสาธารณะมาร้องเพลงในงาน Event ที่บริษัทฯ เป็นผู้จัดในประเทศไทย โดยนาย A จะเดินทางมาพร้อมศิลปินและอยู่ในไทยไม่เกิน 10 วัน

*ทั้งนี้ สัญญาได้เซ็นสัญญาก่อนที่จะเดินทางมาในไทยและทำการชำระเงินก่อนที่จะเข้ามาเมืองไทย

    b. บริษัทฯ ทำสัญญากับนักแสดงสาธารณะ (ชาวออสเตรเลีย) มาทำการแสดงในประเทศ โดยศิลปินจะอยู่ในประเทศไทยไม่เกิน 10 วัน

*ทั้งนี้ สัญญาได้เซ็นสัญญาก่อนที่จะเดินทางมาในไทยและทำการชำระเงินก่อนที่จะเข้ามาเมืองไทย

    c.บริษัทฯ จ้างบุคคลชาวมาเลเซียทำ PR ประชาสัมพันธ์โปรโมทงานและ Event ของประเทศไทยโดยเผยแพร่ที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อประชาสัมพันธ์ และโปรโมทประเทศไทย

*ชาวมาเลมีเดินทางเข้ามาที่ไทยเพื่อมาคุยงานประมาณ 3 วันเราทำการชำระเงินในไทย

    d. บริษัทฯ จ้างที่ปรึกษาชาวต่างชาติ (บุคคลธรรมดาชาว USA) เรื่องการจัดแข่งกีฬาเป็นเงิน 10,000 เหรียญ ชาวต่างชาติเข้ามาในไทยก่อน (ประมาณ 20 วันเพื่อมาเที่ยว) หลังจากพูดคุยพอเขาบินกลับไปที่ USA ทำการวางแผนงานคร่าวๆ กลับมาจึงทำการจ้างเป็นที่ปรึกษา

คำถาม

ทั้ง 3 กรณี ในแต่ละกรณีเราต้องทำหัก ณ ที่จ่ายไหมคะ หรือต้องคำณวนภาษีแบบอื่นและต้องนำส่ง VAT ภพ 36 ไหมคะ เรื่อง VAT เคลียร์คะ แต่ขอทราบเรื่องการหัก ณ ที่จ่ายได้ไหมคะ ว่าแต่ละกรณี a b c d ต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือชำระภาษีอะไรเพิ่มไหมคะ

วิสัชนา

a. ตามข้อ 9 ข้อ 10 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม ของนักแสดงสาธารณะ ผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ และคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง ลงวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2544 

        “ข้อ 9 การเสียภาษีเงินได้ของคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย และการหักภาษี ณ ที่จ่ายของผู้จ่ายเงินได้ให้แก่คู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงให้ปฏิบัติ ดังนี้

             (1) กรณีคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทยเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องนำเงินได้ที่ได้รับจากการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร

                  การจ่ายค่าจัดหานักแสดงสาธารณะให้แก่คู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงตามวรรคหนึ่ง ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งตามมาตรา 50 (1) และมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร

             ... 

             กรณีคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะ มาแสดงมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญา เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงในอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บ ภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศนั้น ๆ

        ข้อ 10 การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของนักแสดงสาธารณะ ผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ และคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง

             (1) การให้บริการของนักแสดงสาธารณะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่า เพิ่มตามมาตรา 81 (1)(ฒ) แห่งประมวลรัษฎากร

             (2) การจัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะในประเทศไทย ถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1 (10) และมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนในลักษณะเป็นค่าเข้าชมการแสดง หรือค่าตอบแทนอื่นในลักษณะเดียวกัน เว้นแต่เป็นการจัดการแสดงเพื่อการ กุศลสาธารณะหรือการแข่งขันกีฬาสมัครเล่น ตามมาตรา 81 (1)(ฑ) และ (ธ) แห่งประมวลรัษฎากร

             การจัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ ตามวรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นการให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรมใน สาขานาฏศิลป์ สาขาดุริยางคศิลป์และสาขาคีตศิลป์ ซึ่งผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะมิได้เรียกเก็บค่าบริการโดยตรงจากผู้ชมหรือผู้ฟัง แต่ไม่รวมถึงการให้บริการโดยกระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนท้องถิ่นได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1)(ซ) แห่งประมวลรัษฎากรและ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 11) เรื่อง กำหนดสาขาและลักษณะการประกอบกิจการให้บริการที่ เป็นงานทางศิลปะและ วัฒนธรรมตามมาตรา 81 (1)(ซ) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 

             (3) การติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง หรือแข่งขันในประเทศไทยของ คู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง ถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูล ค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1 (10) และมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

             (4) การจ่ายค่าบริการตาม (2) และ (3) ให้แก่ผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ผู้จ่ายเงินค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่า เพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร

                  (ก) ผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดง สาธารณะในประเทศไทย หรือคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมา แสดงหรือแข่งขันในประเทศไทยที่ได้เข้ามา ดำเนินการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะในราช อาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว

                  (ข) ผู้ประกอบการซึ่งเป็นคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย โดยได้ดำเนินการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะในต่างประเทศ”

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

        กรณีบริษัทฯ ทำสัญญาจ้างผู้จัดหาศิลปินนาย A (เป็นบุคคลธรรมดาชาวออสเตรเลีย) เพื่อนำนักแสดงสาธารณะมาร้องเพลงในงาน Event ที่บริษัทฯ เป็นผู้จัดในประเทศไทย โดยนาย A จะเดินทางมาพร้อมศิลปินและอยู่ในไทยไม่เกิน 10 วัน

        *ทั้งนี้ สัญญาได้เซ็นสัญญาก่อนที่จะเดินทางมาในไทยและทำการชำระเงินก่อนที่จะเข้ามาเมืองไทย

        เช่นนี้ นาย A เป็นคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงในประเทศไทย การชำระค่าบริการให้กับนาย A เป็นค่าตอบแทนในการให้บริการดังกล่าว ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า นาย A บุคคลธรรมดาชาวออสเตรเลีย มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยในปีภาษีที่ได้รับเงินได้พึงประเมิน นาย A บุคคลธรรมดาชาวออสเตรเลียดังกล่าว จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากเงินได้พึงประเมินดังกล่าวในประเทศไทยแต่อย่างใด ตามมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร



 

b. ตามข้อ 17 แหงอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย – ออสเตรเลีย ว่าด้วย “นักแสดง” กำหนดหลักเกณฑ์ ในการเสียภาษีเงินได้ของนักแสดงชาวออสเตรเลียในประเทสไทยดังนี้   

        “ข้อ 17 นักแสดง

        1. โดยไม่ต้องคำนึงถึงบทบัญญัติในข้อ 14 และ 15 เงินได้ที่นักแสดง (เช่น การละคร ภาพยนตร์ นักแสดง วิทยุหรือโทรทัศน์ นักดนตรีและนักกีฬา) ได้รับจากกิจกรรมส่วนบุคคลของตนเช่นว่านั้นอาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญาที่กิจกรรมนั้นเกิดขึ้น

        2. ในกรณีเงินได้ในส่วนที่เกี่ยวกับกิจกรรมส่วนบุคคลของนักแสดงเช่นว่านั้น มิได้เกิดขึ้นกับตัวนักแสดงเอง แต่เกิดขึ้นกับบุคคลอื่น เงินได้นั้นอาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญาที่กิจกรรมนั้นๆ ของนักแสดงได้มีการกระทำ โดยไม่ต้องคำนึงถึงบทบัญญัติของข้อ 7, 14 และ 15 ที่บังคับอยู่

        3. โดยไม่ต้องคำนึงถึงบทบัญญัติของข้อ 7 ในกรณีกิจกรรมตามที่ระบุในวรรค 1 ได้จัดให้มีขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง โดยวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง กำไรซึ่งวิสาหกิจเช่นว่านั้นได้รับจากการจัดให้มีกิจกรรมดังกล่าว อาจเก็บภาษีได้ในรัฐที่กล่าวถึงรัฐแรก เว้นแต่กรณีวิสาหกิจดังกล่าวได้รับเงินอุดหนุนส่วนใหญ่จากกองทุนสาธารณะของอีกรัฐหนึ่ง รวมทั้งจากส่วนราชการใดๆ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหรือองค์การตามกฎหมายของอีกรัฐหนึ่งนั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัติของกิจกรรมเช่นว่านั้น

        4. บทบัญญัติของวรรค 1 และ 2 มิให้ใช้บังคับกับเงินได้ที่นักแสดงได้รับเนื่องจากกิจกรรมต่างๆ ที่กระทำในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง หากการมาเยือนรัฐนั้นได้รับเงินอุดหนุนส่วนใหญ่จากกองทุนสาธารณะของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง รวมทั้งส่วนราชการใดๆ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรตามกฎหมายของอีกรัฐหนึ่งนั้น”

        ตามข้อ 5 ข้อ 6 และข้อ 7 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม ของนักแสดงสาธารณะ ผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ และคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง ลงวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2544

        “ข้อ 5 นักแสดงสาธารณะที่มีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ และเข้ามาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ทั้งนี้ ไม่ว่าการจ่ายเงิน ได้ดังกล่าวจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

             นักแสดงสาธารณะตามวรรคหนึ่งมี หน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและชำระภาษี โดยปฏิบัติตามข้อ 2 ข้อ 3 และข้อ 4

             กรณีนักแสดงสาธารณะมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงในอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศนั้น ๆ

        ข้อ 6 คนต่างด้าวที่มีเงินได้พึงประเมินจากการเป็นนักแสดงสาธารณะในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด เพื่อขอรับใบผ่านภาษีอากรภายในกำหนดเวลา ไม่เกิน 15 วันก่อนออกเดินทาง ไม่ว่ามีเงินภาษีอากรที่ต้องชำระ หรือไม่ตามมาตรา 4 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

        ข้อ 7 การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ให้ผู้จ่ายเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในเจ็ด วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้ ดังนี้

             ...

             (2) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 9 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ดังนี้

                  (ก) กรณีนักแสดงสาธารณะมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักภาษีไว้ในอัตราร้อยละ 5.0 

                  (ข) กรณีนักแสดงสาธารณะมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ ให้คำนวณหักภาษีไว้ตามอัตราที่ กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา”



 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีบริษัทฯ ทำสัญญากับนักแสดงสาธารณะ (ชาวออสเตรเลีย) มาทำการแสดงในประเทศไทย โดยศิลปินจะอยู่ในประเทศไทยไม่เกิน 10 วัน

       *ทั้งนี้ สัญญาได้เซ็นสัญญาก่อนที่จะเดินทางมาในไทยและทำการชำระเงินก่อนที่จะเข้ามาเมืองไทย

        เช่นนี้ เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินได้ค่าแสดงให้แก่นักแสดงชาวออสเตรเลีย บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า โดยไม่ยกเว้นภาษีเงินได้ 150,000 บาทแรก และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาท้องที่ ภายใน 7  วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้ ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 9 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528  



 

c. กรณีบริษัทฯ จ้างบุคคลชาวมาเลเซียทำ PR ประชาสัมพันธ์โปรโมทงานและ Event ของประเทศไทยโดยเผยแพร่ที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อประชาสัมพันธ์ และโปรโมทประเทศไทย

        *ชาวมาเลมีเดินทางเข้ามาที่ไทยเพื่อมาคุยงานประมาณ 3 วันเราทำการชำระเงินในไทย

        เช่นนี้ เงินได้ที่บริษัทฯ ได้จ่ายดังกล่าว ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า บุคคลธรรมดาชาวมาเลเซีย มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยในปีภาษีที่ได้รับเงินได้พึงประเมิน บุคคลธรรมดาชาวมาเลเซียดังกล่าว จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากเงินได้พึงประเมินดังกล่าวในประเทศไทยแต่อย่างใด ตามมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร



 

d.บริษัทฯ จ้างที่ปรึกษาชาวต่างชาติ (บุคคลธรรมดาชาว USA) เรื่องการจัดแข่งกีฬาเป็นเงิน 10,000 เหรียญ ชาวต่างชาติเข้ามาในไทยก่อน (ประมาณ 20 วันเพื่อมาเที่ยว) หลังจากพูดคุยพอเขาบินกลับไปที่ USA ทำการวางแผนงานคร่าวๆ กลับมาจึงทำการจ้างเป็นที่ปรึกษา

        เช่นนี้ เงินได้ที่บริษัทฯ ได้จ่ายดังกล่าว ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า บุคคลธรรมดาชาวสหรัฐอเมริกา มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยในปีภาษีที่ได้รับเงินได้พึงประเมิน บุคคลธรรมดาชาวสหรัฐอเมริกาดังกล่าว จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากเงินได้พึงประเมินดังกล่าวในประเทศไทยแต่อย่างใด ตามมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ