ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม ของนักแสดงสาธารณะ ผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ และคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง ลงวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2544 “ข้อ 7 การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ให้ผู้จ่ายเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในเจ็ด วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้ ดังนี้ (1) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ซึ่งจ่ายเงินได้ดังกล่าวให้แก่ผู้รับรายหนึ่ง ๆ มีจำนวนรวมทั้งสิ้นตั้งแต่ 10,000 บาท ขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึง 10,000 บาท ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 1 ของยอดเงินได้ที่จ่าย เว้นแต่การจ่ายเงินได้ของนักแสดงสาธารณะที่ได้ จากการประกวดหรือแข่งขันให้คำนวณหัก ตามอัตราภาษีเงินได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 50(4) แห่งประมวลรัษฎากร (2) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 9 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ดังนี้ (ก) กรณีนักแสดงสาธารณะมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักภาษีไว้ในอัตราร้อยละ 5.0 (ข) กรณีนักแสดงสาธารณะมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ ให้คำนวณหักภาษีไว้ตามอัตราที่ กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ข้อ 8 การเสียภาษีเงินได้ของผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะในประเทศไทย และการหักภาษี ณ ที่จ่ายของผู้จ่ายเงินได้ให้แก่ผู้จัดให้ มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะให้ปฏิบัติ ดังนี้ (1) กรณีผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดง สาธารณะเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องนำเงินได้ที่ได้รับจากการจัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะซึ่งเป็นเงินได้พึง ประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าจะเป็นค่าจำหน่ายบัตรเข้าชมการแสดง หรือเงินอื่นใดที่ได้จากการ จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร การจ่ายค่าจ้างในการจัดให้มีการแสดงให้แก่ผู้จัดให้มีการแสดงของ นักแสดงสาธารณะตามวรรคหนึ่ง ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนี้ (ก) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ถ้าการจ่ายมีจำนวนรวมทั้งสิ้นตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึง 10,000 บาท ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งในอัตราร้อยละ 1 ของยอดเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 50 (4) แห่งประมวลรัษฎากร (ข) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งในอัตราร้อยละ 3.0 ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 8 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึง ประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 (2) กรณีผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในประเทศไทย มีหน้าที่ นำรายได้จากการประกอบกิจการมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 66 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร การจ่ายค่าจ้างในการจัดให้มีการ แสดงให้แก่ผู้จัดให้มีการแสดงของ นักแสดงสาธารณะตามวรรคหนึ่ง ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนี้ (ก) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาลสุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งในอัตราร้อยละ 1 ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (ข) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคล หรือ นิติบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน ให้แก่ผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ ที่เป็นบริษัทหรือห้าง หุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งไม่รวมถึงมูลนิธิ หรือสมาคม หรือที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ โดยมีสำนักงานสาขาตั้งอยู่เป็นการถาวรในประเทศไทย ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่ คำนวณหักภาษี ณ จ่ายนำส่งในอัตราร้อยละ 3.0 ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 8 (2) และ (3) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 (ค) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลซึ่ง เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่ผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะที่เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย ของต่างประเทศประกอบ กิจการในประเทศไทย โดยมิได้มีสำนักงานสาขาตั้งอยู่เป็นการถาวรในประเทศไทย ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหัก ภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งในอัตราร้อยละ 5.0 ตามมาตรา 3 เตรสแห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 12 ของคำสั่ง กรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 กรณีผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงในอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศนั้น ๆ ข้อ 9 การเสียภาษีเงินได้ของคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย และการหักภาษี ณ ที่จ่ายของผู้จ่ายเงินได้ให้แก่ คู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงให้ปฏิบัติ ดังนี้ (1) กรณีคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทยเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องนำเงินได้ที่ได้รับเฉพาะจากการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร การจ่ายค่าจัดหานักแสดงสาธารณะให้แก่ คู่สัญญาที่จัดหานักแสดง สาธารณะมาแสดงตามวรรคหนึ่ง ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งตามมาตรา 50 (1) และมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร (2) กรณีคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทยเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทย ต้องนำรายได้ที่ได้จากการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันดังกล่าวมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 66 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้ การจ่ายค่าจัดหานักแสดงสาธารณะให้ แก่คู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันตามวรรคหนึ่ง ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนี้ (ก) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (ข) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ไม่ต้องคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย นำส่ง (3) กรณีคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทยเป็นบริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้ที่ได้รับจากการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย ทั้งนี้ เฉพาะเงินได้ที่เป็นค่าตอบแทนในการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะเท่านั้น หากได้รับเป็นเงินก้อนซึ่งรวมเงินได้ของนักแสดงสาธารณะอยู่ด้วยให้หักเงินได้ของนักแสดงสาธารณะนั้นออกก่อน โดยให้ผู้จ่ายเงินได้ไม่ว่าจะเป็นบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น หักภาษีนำส่งจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายซึ่งเป็นเงินได้ ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร กรณีคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะ มาแสดงมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญา เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงในอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บ ภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศนั้น ๆ ข้อ 10 การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของนักแสดงสาธารณะ ผู้จัดให้มีการแสดงของ นักแสดงสาธารณะ และคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง (1) การให้บริการของนักแสดงสาธารณะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่า เพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ฒ) แห่งประมวลรัษฎากร (2) การจัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะในประเทศไทย ถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1 (10) และมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนในลักษณะเป็นค่าเข้าชมการแสดง หรือค่าตอบแทนอื่นในลักษณะเดียวกัน เว้นแต่เป็นการจัดการแสดงเพื่อการ กุศลสาธารณะหรือการแข่งขันกีฬาสมัครเล่น ตามมาตรา 81 (1) (ฑ) และ (ธ) แห่งประมวลรัษฎากร การจัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ ตามวรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นการ ให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรมใน สาขานาฏศิลป์ สาขาดุริยางคศิลป์และสาขาคีตศิลป์ ซึ่งผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะมิได้เรียกเก็บค่าบริการโดย ตรงจากผู้ชมหรือผู้ฟัง แต่ไม่รวมถึงการให้บริการโดยกระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนท้องถิ่นได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ซ) แห่งประมวลรัษฎากรและ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 11) เรื่อง กำหนดสาขาและลักษณะการประกอบกิจการให้บริการที่ เป็นงานทางศิลปะและ วัฒนธรรมตามมาตรา 81 (1) (ซ) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 (3) การติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง หรือแข่งขันในประเทศไทยของ คู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง ถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1 (10) และมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร (4) การจ่ายค่าบริการตาม (2) และ (3) ให้แก่ผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ผู้จ่ายเงินค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่า เพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร (ก) ผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดง สาธารณะในประเทศไทย หรือคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมา แสดงหรือแข่งขันในประเทศไทยที่ได้เข้ามา ดำเนินการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะในราช อาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว (ข) ผู้ประกอบการซึ่งเป็นคู่สัญญาที่จัดหา นักแสดงสาธารณะมา แสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย โดยได้ดำเนินการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะในต่างประเทศ” ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีบริษัทฯ มีการจ้างนักแสดงชาวต่างประเทศ สัญชาติสเปน ให้มาแสดงโชว์งานมหกรรมดนตรีและศิลปะ ซึ่งมาทำการแสดงและอยู่ในประเทศไทย 5 วัน บริษัทฯ มีภาระภาษีต่าง ๆ ดังนี้ 1. กรณีจ่ายค่าจ้างนักแสดงให้แก่บุคคลธรรมดาชาวเสปน (1) บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราก้าวหน้า) และนำส่งตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 9 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 (2) การให้บริการของนักแสดงสาธารณะ (หมายความว่า นักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใด ๆ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะแสดงเดี่ยว เป็นหมู่ หรือคณะ) ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ฒ) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 13) เรื่อง กำหนดสาขาและลักษณะการประกอบกิจการ การให้บริการของนักแสดงสาธารณะตามมาตรา 81 (1) (ฒ) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534
2. กรณีจ่ายค่าจ้างนักแสดงให้แก่บริษัทที่เป็นนิติบุคคลต่างประเทศ (ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายแห่งประเทศสเปน) (1) โดยทั่วไปการจ่ายค่าจ้างนักแสดงให้แก่บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายประเทศสเปน มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย เข้าลักษณะเป็นเงินได้ที่เป็น “กำไรจากธุรกิจ” ตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย – สเปน หากบริษัทแห่งประเทศสเปนไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย มิได้ประกอบกิจการสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ย่อมได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย ตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาซ้อนไทย - สเปน ประกอบกับมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร (2) กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการจ่ายค่าจ้างนักแสดงให้แก่บริษัทที่เป็นนิติบุคคลแห่งประเทศสเปน เข้าลักษณะเป็นการให้บริการในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร บริษัทฯ ย่อมมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.36 ตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |