Case study

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ของ บริษัทขนส่ง และ การสั่งทำนามบัตร หลายๆ แต่ละครั้ง ไม่ถึง 1,000 บาท
| เรื่อง | ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ของ บริษัทขนส่ง และ การสั่งทำนามบัตร หลายๆ แต่ละครั้ง ไม่ถึง 1,000 บาท | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| แหล่งที่มา | Case study | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| วันที่ | 09/11/2025 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ข้อกฎหมาย | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| คำถาม | กรณีที่ 1. บริษัทมีการใช้บริการขนส่งสินค้า Lalamove โดยบางครั้งค่าใช้จ่ายต่ำกว่า 1,000 บาท แต่บางครั้งก็มากกว่า 1,000 บาท โดยในแต่ละครั้งผู้ให้บริการก็ต่างกันไป และบางครั้งอาจจะเป็นผู้ให้บริการคนเดิม แต่บริษัทไม่ได้เก็บข้อมูลไว้ คำถาม 1. การนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ต้องนำส่งเมื่อค่าใช้จ่ายที่มากกว่า 1,000 บาท และถ้าต่ำกว่า ไม่จำเป็นต้องนำส่ง ใช่หรือไม่ 2. ในกรณีที่ต้องหักภาษีฯ ถ้าผู้ให้บริการไม่ให้บัตรประชาชน บริษัทต้องทำอย่างไร 3. ถ้าค่าใช้จ่ายมีจำนวน 1,200 บาท โดยเราจ่ายเงินให้ผู้ให้บริการ 1,200 บาท บริษัทต้องนำส่งภาษี หัก ณ ที่จ่ายเท่าไร กรณีที่ 2. บริษัทใช้บริการส่งพัสดุ Flash โดยส่งตามสาขาที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ในแต่ละครั้งบริษัทขอใบเสร็จรับเงินซึ่งมีรายละเอียดของบริษัทครบเพื่อบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท คำถาม ถ้าค่าใช้จ่ายมีจำนวน 1,200 บาท โดยเราจ่ายเงินให้ผู้บริการ 1,200 บาท บริษัทต้องนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายเท่าไร กรณีที่ 3 บริษัทมีการสั่งทำนามบัตรกับ บริษัท A เพียงบริษัทเดียว โดยแต่ละครั้ง(ใบเสร็จ)ค่าใช้จ่ายไม่ถึง 1,000 บาท ต้องรวมกันถึง 3-4 ครั้ง(ใบเสร็จ)ถึงจะมากกว่า 1,000 บาท การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย คำนวณอย่างไร |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| คำตอบ | กรณีที่ 1: บริษัทใช้บริการขนส่งสินค้า Lalamove |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ลักษณะการจ่าย | ผลทางภาษีหัก ณ ที่จ่าย |
1.จ่ายครั้งหนึ่งไม่ถึง 1,000 บาท และ ไม่มีสัญญาระยะยาว | ไม่ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย |
2.จ่ายครั้งหนึ่งไม่ถึง 1,000 บาท แต่มี สัญญาระยะยาว / สัญญาครอบคลุมหลายครั้งรวมเกิน 1,000 บาท | - ค่าขนส่ง ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 1% ทุกครั้ง (แม้แต่ละครั้งไม่ถึง 1,000) ตามข้อ 12/4 ของคำสั่งกรมสรรพาการที่ ท.ป. 4/2528 ฯ - ค่าบริการ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ทุกครั้ง (แม้แต่ละครั้งไม่ถึง 1,000) ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพาการที่ ท.ป. 4/2528 ฯ |
3.จ่ายครั้งหนึ่งเกิน 1,000 บาท ไม่ว่าจะมีสัญญาหรือไม่มีสัญญาระยะยาว | ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ทันที |
4.จ่ายหลายครั้งที่ไม่ถึง 1,000 บาท แต่รวมกันภายหลังเกิน 1,000 บาท และเป็น สัญญาเดียวกัน / ลักษณะต่อเนื่องกัน | ต้องหักภาษีรวมทั้งจำนวน ตามข้อ 2 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.112/2545 |
5.จ่ายแต่ละครั้งเป็นอิสระต่อกัน (ไม่ใช่สัญญาระยะยาว) | ไม่ต้องหัก แม้รวมทั้งปีเกิน 1,000 บาท |
คำตอบกรณีที่ 1 ข้อ 2
1. กรณีผู้ให้บริการไม่ให้สำเนาบัตรประชาชน:
หากการจ่ายค่าบริการดังกล่าว เข้าเงื่อนไขต้องหัก ณ ที่จ่าย พร้อมนำส่ง หากผู้ให้บริการ (คนขับ) ไม่ยอมให้สำเนาบัตรประชาชนหรือเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักแก่บริษัท เพื่อใช้ในการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) และยื่นแบบภาษี บริษัทก็ยังคงมีหน้าที่ต้องหักและนำส่งภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมายอยู่ดี
ดังนั้น แนวทางปฏิบัติคือ บริษัทควรอธิบายให้ผู้ให้บริการทราบล่วงหน้าว่าจำเป็นต้องใช้สำเนาบัตรหรือเลขประจำตัวเพื่อหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามหน้าที่ทางกฎหมายสรรพากร โดยหากผู้รับไม่อยากให้หักภาษี ณ ที่จ่าย บริษัทอาจทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร ที่จะ “ออกภาษีแทน” โดยการ รับภาระภาษี 3% (หรืออัตราที่ต้องหัก) เอง ซึ่งเท่ากับการจ่ายเงินเพิ่มให้ผู้ให้บริการเพื่อชดเชยภาษีที่หัก โดยบริษัทจะจ่ายเงินเต็มจำนวนตามที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บ และบริษัทออกเงินส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้แทน (กรณีนี้ผู้ให้บริการได้รับเงินเต็ม 100% แต่บริษัทก็ต้องนำส่งภาษีส่วนนั้นแทนผู้ให้บริการ) ทั้งนี้
ในอนาคตควรแจ้งผู้ให้บริการทุกครั้งว่าจะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายและขอสำเนาบัตรประชาชนก่อนทำการว่าจ้าง หากผู้ให้บริการไม่ยอมให้ข้อมูลและบริษัทไม่สามารถหักภาษีได้เลย ค่าใช้จ่ายส่วนนั้นอาจ ไม่สามารถลงเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของบริษัทได้ (เพราะขาดเอกสารหักภาษีฯ) ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65ตรี (18) แห่งประมวลรัษฎากร
มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (18) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ |
คำตอบคำตอบกรณีที่ 1 ข้อ 3
กรณีจ่ายค่าบริการ 1,200 บาท (จ่ายเต็มไม่มีการหัก ณ ที่จ่าย):
สมมติบริษัทใช้บริการ Lalamove แล้วมีค่าบริการ 1,200 บาท และได้จ่ายเงินให้คนขับเต็มจำนวน 1,200 บาท (ไม่ได้หักภาษีไว้เลย) กรณีนี้ตามกฎหมายถือว่าบริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 1% ของค่าขนส่ง เนื่องจากค่าขนส่งสินค้าจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งถือเป็นเงินได้ประเภทค่าขนส่งที่ต้องหัก 1% เมื่อยอดถึง 1,000 บาทขึ้นไป
ดังนั้น บริษัทจะต้องนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย 1% ของ 1,200 บาท = 12 บาท ให้กรมสรรพากร (แม้บริษัทจะไม่ได้หักจากผู้รับเงิน แต่บริษัทต้องจ่าย 12 บาทนี้สมทบและยื่น ภ.ง.ด.3/53 เอง) เท่ากับกรณีนี้บริษัทต้องรับภาระนำส่งภาษี 12 บาทนี้แทนผู้ให้บริการ เนื่องจากตามหลักแล้วควรหักเงิน 12 บาทออกจาก 1,200 ก่อนจ่าย (ผู้ให้บริการควรได้รับ 1,188 บาท) แต่เมื่อจ่ายเต็มไปแล้ว บริษัทจึงต้องนำส่งภาษีส่วนนี้เอง หรือจะเลือกออกภาษีแทนผู้รับจ้าง
หลักการคิดหัก ณ ที่จ่าย ต่างกันเป็น 3 กรณี คือ
กรณีที่ 1ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เช่น จ่ายเงินได้ 1,200 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 1% (1,200x1/100) = 12 บาท บริษัทฯ จ่ายเงินสุทธิให้แก่ผู้มีเงินได้ 1,188 บาท
กรณีที่ 2ออกภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ให้ตลอดไป (ออกให้ทุกทอด) เช่น จ่ายเงินได้ 1,200 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 1% (1,200x1/99) = 1,212.12 บาท เช่นนี้ ผู้มีเงินได้ได้รับเงินได้ทั้งสิ้น 1,212.12 บริษัทฯ จ่ายเงินสุทธิให้แก่ผู้มีเงินได้ 1,200 บาท
กรณีที่ 3ออกภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายครั้งเดียว (ทอดเดียว) เช่น เงินได้ 1,200 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 1% (1,200 x1/100) = 12 บาท ออกภาษีเงินได้ให้ 12 บาท รวมเป็นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายทั้งสิ้น 1,212.00 บาท ออกให้ทอดเดียว 12 บาท บริษัทฯ จึงต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้อีก 12.12 บาท เช่นนี้ ผู้มีเงินได้ได้รับเงินได้ทั้งสิ้น 1,212 บาท บริษัทฯ จ่ายเงินสุทธิให้แก่ผู้มีเงินได้ 1,199.88 บาท
อธิบายการออกภาษีหัก ณ ที่จ่ายแทนผู้รับจ้าง
การเขียนหนังสือรับรอง หัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้เลือกเขียนได้ 3 แบบตามเงื่อนไขในการหัก ณ ที่จ่าย ดังนี้
แบบที่ | เงินได้ | ภาษี | จ่าย | ติ๊กช่อง |
1 | 1,200 | 12 | 1,188 | (1) หัก ณ ที่จ่าย |
2 | 1,212.12 | 12.12 | 1,200 | (2) ออกให้ตลอดไป |
3 | 1,212 | 12.12 | 1,200 | (3) ออกให้ครั้งเดียว |
การรับรู้รายจ่ายภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่บริษัทรับผิดชอบ หรือ ออกแทนผู้รับจ้าง
- กรณีคำนวณแบบหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งเงินส่วนนี้เป็นหน้าที่ของผู้รับจ้าง ที่จะต้องถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ แต่หากบริษัทจ่ายเงินเต็มจำนวน ไม่ยอมหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ แต่เลือกที่จะรับผิดชอบส่วนนี้แทน ยอดภาษี 12 บาท จะถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม เป็นการให้โดยเสน่หา ตามมาตรา 65 ตรี (3) (13) แห่งประมวลรัษฎากร
- กรณีตกลงที่จะรับผิดชอบภาษีแทน โดยมีข้อตกลงชัดเจน โดยคำนวณแบบออกให้ตลอดไป หรือออกให้ครั้งเดียว ยอดภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่ออกแทน สามารถลงเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ไม่เป็นรายจ่ายต้องห้าม มาตรา 65 ตรี (3) (13) แห่งประมวลรัษฎากร
- กรณีที่มูลค่าการออกภาษีหัก ณ ที่จ่ายแทนสูง ควรระบุในสัญญาให้ชัดเจน แต่ถ้ามูลค่าไม่สูง อาจไม่ได้มีการจัดทำสัญญา จึงไม่สามารถระบุในสัญญาได้ แต่บริษัทในฐานะผู้จ่าย เพื่อลดเวลาในการโต้แย้งกับเจ้าหน้าที่สรรพากรในอนาคต ว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่
- เกี่ยวข้องกับกิจการ
- ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้โดยเสน่หา
- ทางผู้รับ ได้รวมคำนวณถือเป็นเงินได้ของตนในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากการออกภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แทนผู้มีเงินได้ ต้องนำจำนวนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย มาถือรวมเป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามหลักกฎหมาย ตามมาตรา 39 คำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ประกอบมาตรา 40 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร
- บริษัท ควรจัดทำเอกสารประกอบ หรือเพิ่มข้อความใดๆ ในเอกสารใดๆก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับรายการนี้ เช่น ใบเสนอราคา หรือ ข้อความใน e-mailที่พูดคุยกับผู้ให้บริการ หรือ ใบแจ้งหนี้ หรือ ใบกำกับภาษี หรือ ใบเสร็รับเงิน ผู้ใช้บริการเป็นผู้รับผิดชอบภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ศึกษาเพิ่มเติมคู่มือจากสรรพากร >> หักภาษี ณ ที่จ่ายให้ถูกวิธีกับสรรพากร” ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ “(3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เว้นแต่.. (13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ |
มาตรา 39 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น |
คำตอบกรณีที่ 2
กรณีที่ 2: บริษัทใช้บริการส่งพัสดุผ่าน Flash
บริษัทนำพัสดุไปส่งที่สาขา Flash ทั่วประเทศ และแต่ละครั้งได้ขอใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีในนามบริษัทเพื่อบันทึกค่าใช้จ่ายถูกต้อง
- การหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับค่าขนส่ง Flash 1,200 บาท :
บริการของ Flash เป็นการขนส่งพัสดุจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ซึ่งเข้าลักษณะ “ค่าขนส่ง” ที่ได้รับยกเว้น VAT และมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 1% (หากจ่ายตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป) ดังนั้น เมื่อบริษัทจ่ายค่าขนส่ง 1,200 บาท ให้ Flash (ซึ่งเป็นนิติบุคคลผู้ให้บริการ) บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 1% ของ 1,200 = 12 บาท และนำส่งกรมสรรพากร (ยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 เนื่องจากผู้รับเงินเป็นนิติบุคคล) ซึ่งหมายความว่าหากบริษัทจ่ายเต็ม 1,200 บาทไปแล้ว (ตามใบเสร็จที่ได้มา) บริษัทจะต้องนำส่งภาษี 12 บาทนี้เพิ่มต่างหากเช่นเดียวกัน
>> แนวคำตอบเดียวกับข้อ คำตอบข้อ 1.3
คำตอบกรณีที่ 3
กรณีที่ 3: บริษัทสั่งทำนามบัตรกับบริษัท A (หลายครั้งยอดย่อยไม่ถึง 1,000 บาท)
บริษัทมีผู้ขายที่เดียวในการจัดทำนามบัตรพนักงานคือ บริษัท A โดยการสั่งทำเป็นครั้งคราวตามต้องการ แต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายไม่ถึง 1,000 บาท ต้องสั่ง 3-4 ครั้งรวมกันจึงจะเกิน 1,000 บาทต่อปี ไม่มีการทำสัญญาระยะยาว
การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายกรณีนี้ :
เนื่องจากการสั่งทำนามบัตรแต่ละครั้งถือเป็นงานจ้างทำของ/บริการที่แยกสัญญากันไปในแต่ละใบเสร็จ (ไม่ได้มีสัญญาว่าจ้างต่อเนื่องที่กำหนดจำนวนแน่นอนล่วงหน้า) และ มูลค่าแต่ละครั้งไม่ถึง 1,000 บาท กรณีนี้ไม่เข้าข่าย “สัญญาระยะยาว” ตามข้อยกเว้นของกรมสรรพากร
ดังนั้นบริษัทไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเลย สำหรับแต่ละการจ่ายที่ต่ำกว่า 1,000 บาทนั้น แม้ว่ายอดรวมตลอดปีที่จ่ายให้บริษัท A จะเกิน 1,000 บาท แต่ถ้าแต่ละงานเป็นการจ้างครั้งต่อครั้งที่มูลค่าไม่เกิน 999 บาท ก็ไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายแต่อย่างใดตามกฎหมาย ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ข้อ 12/7 ที่กำหนดว่าการจ่ายเงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย คือกรณี “ตามสัญญารายหนึ่งๆ มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป แม้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึงหนึ่งพันบาท” นั่นหมายถึงต้องมีการตกลงว่าจะจ่ายรวมกันเกินพันบาทตั้งแต่แรก จึงจะต้องหัก หากไม่เข้าลักษณะนั้นก็ไม่ต้องหัก
สรุป
- สัญญาหนึ่งๆ มีจำนวนตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไปแม้จะแบ่งจ่ายคราวหนึ่งๆ ไม่ถึง 1,000 บาทก็ต้องหัก ณ ที่จ่าย
- สัญญาระยะยาว แม้มีจำนวนยังไม่ถึง 1,000 บาท ก็ต้องหัก ณ ที่จ่าย
- สัญญาหนึ่งๆ (บริการ (Transaction)) ในแต่ละครั้ง มีจำนวนไม่ถึง 1,000 บาทไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
"ข้อ 12/1 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการอื่น ๆ นอกเหนือจากกรณีที่กำหนดไว้ในข้อ 8 ข้อ 9 (2) ข้อ 10 ข้อ 12 ข้อ 12/3 และข้อ 12/4 แต่ไม่รวมถึงการจ่าย ค่าบริการของโรงแรม ค่าบริการของภัตตาคาร และค่าเบี้ยประกันชีวิต ให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น "ข้อ 12/4 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินที่เป็นค่าขนส่ง แต่ไม่รวมถึงการจ่ายค่าโดยสารสำหรับการขนส่งสาธารณะให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น “ข้อ 12/7 การจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องมีจำนวนตามสัญญารายหนึ่งๆ มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึงหนึ่งพันบาท” (แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 266/2559 ใช้บังคับสำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป) |
เรื่อง การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการของธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ --------------------------------------------- เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบและแนะนำ เกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการของธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.104/2544 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2544 กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้ ข้อ 1 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นค่าบริการให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยเป็นการจ่ายค่าบริการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว หากค่าบริการที่ให้บริการ (Transaction) ในแต่ละครั้ง มีจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่หากค่าบริการในแต่ละครั้ง มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ ค่าบริการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาวตามวรรคหนึ่ง หมายถึงค่าบริการที่คู่สัญญาสามารถคำนวณค่าบริการที่ได้รับทั้งสิ้นเป็นจำนวนที่แน่นอนได้ในการทำสัญญารายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ ตัวอย่างเช่น (1) ค่าธรรมเนียมดาร์ฟ (2) ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินทางโทรเลข ทางไปรษณีย์ และทางโทรศัพท์ หรือทางคอมพิวเตอร์ (3) ค่าธรรมเนียมในการออกตั๋วเงิน รับรองตั๋วเงิน ค้ำประกันตั๋วเงิน (4) ค่าธรรมเนียมในการออกตั๋วเงินภายในประเทศ และตั๋วเงินในต่างประเทศ (5) ค่าธรรมเนียมค้ำประกันเลตเตอร์ออฟเครดิต (6) ค่าธรรมเนียมในการคืนเช็ค (7) ค่าธรรมเนียมในการตรวจสภาพหลักทรัพย์ (8) ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินต่างประเทศเข้าบัญชีผู้รับโอน (9) ค่าธรรมเนียมเคาน์เตอร์เช็ค (10) ค่าธรรมเนียมในการเรียกเก็บเงินตามเช็ค (11) ค่าธรรมเนียมเช็คของขวัญ (12) ค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันลูกค้า (13) ค่าให้บริการใช้โทรศัพท์ (14) ค่าใช้คู่สายแต่ละครั้ง (15) ค่าใช้จ่ายยกเลิกตั๋วเงิน (16) ค่าธรรมเนียมจากการที่ลูกค้านำตั๋วแลกเงินจากต่างประเทศมาแลกกับธนาคาร (17) ค่าบริการที่ปรึกษาทางธุรกิจ (18) ค่าบริการจำหน่ายหลักทรัพย์ ข้อ 2 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายค่าบริการ ตามข้อ 1 ให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งแต่ละสัญญา หรือรายการที่ให้บริการ (Transaction) ในแต่ละครั้งมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท หากการจ่ายเงินหลาย ๆ สัญญาดังกล่าว หรือหลาย ๆ รายการที่ให้บริการ (Transaction) รวมกันเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) ได้ออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากบริษัท ข. จำกัด ประกอบด้วย ค่าใช้คู่สาย 700 บาท ค่าใช้จ่ายยกเลิกตั๋วเงิน 800 บาท ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินทางโทรเลข 1,900 บาท ค่าธรรมเนียมในการค้ำประกันเลตเตอร์ออฟเครดิต 1,400 บาท และค่าธรรมเนียมในการคืนเช็ค 200 บาท หากบริษัท ข. จำกัด จ่ายค่าบริการรวมทั้งสิ้น 5,000 บาท บริษัท ข. จำกัด มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการจำนวน 5,000 บาท ข้อ 3 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ได้ทำสัญญา รายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยมีการตกลงจ่ายค่าบริการตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป แม้จะแบ่งจ่ายหลายครั้ง ครั้งละไม่ถึงหนึ่งพันบาท บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ ตัวอย่างเช่น บริษัท ข.จำกัด ทำสัญญาใช้ตู้นิรภัยของธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยชำระค่าบริการเป็นรายเดือนเดือนละ 900 บาท กรณีดังกล่าว แม้ว่าบริษัท ข. จำกัด จะชำระค่าบริการในเดือนหนึ่ง ๆ ไม่ถึงหนึ่งพันบาทก็ตาม แต่โดยที่สัญญาให้บริการมีระยะเวลา 5 ปี ซึ่งเมื่อรวมค่าบริการตลอดอายุสัญญาแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ดังนั้น เมื่อบริษัท ข. จำกัด ชำระค่าบริการเดือนละ 900 บาท บริษัท ข. จำกัด มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการจำนวน 900 บาท ข้อ 4 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายเงินได้พึง ประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นค่าบริการให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยเป็นการจ่ายค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว หากการจ่ายค่าบริการไม่ถึงหนึ่งพันบาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่หากการจ่ายค่าบริการในครั้งต่อไปซึ่งเมื่อนำไปรวมกับค่าบริการครั้งที่ผ่านมาที่มีการจ่ายไปแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ โดยจะต้องนำเงินค่าบริการที่จ่ายในครั้งก่อน ๆ มารวมคำนวณเพื่อหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายด้วย ค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาวตามวรรคหนึ่ง หมายถึงค่าบริการที่คู่สัญญาไม่สามารถคำนวณค่าบริการที่ได้รับทั้งสิ้นเป็นจำนวนที่แน่นอนได้ในการทำสัญญารายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ ตัวอย่างเช่น (1) ค่าธรรมเนียมในการใช้บัตรเอทีเอ็ม (2) ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินระหว่างบัญชีออมทรัพย์เข้าบัญชีกระแสรายวัน (3) ค่าธรรมเนียมรักษาบัญชีกระแสรายวัน (4) ค่าธรรมเนียมบริการชำระค่าโทรศัพท์ (5) ค่าคู่สายที่ใช้ในการออนไลน์บัตรเอทีเอ็มระหว่างจังหวัด (6) ค่าคู่สายที่ใช้ในการออนไลน์บัตรเอทีเอ็มที่เรียกเก็บจากธนาคารอื่น (7) ค่าธรรมเนียมรักษาสภาพบัญชี (8) ค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิต (9) ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินเดือนของพนักงานเข้าบัญชีธนาคารของพนักงาน (10) ค่าธรรมเนียมการให้บริการโอนเงินรายย่อยทางอิเล็กทรอนิกส์ (Media Clearing) (11) ค่าธรรมเนียมจากการให้บริการผ่านระบบ BAHTNET |
อ้างอิงคำตอบ
เรื่อง | จ่ายค่าขนส่งหรือค่าบริการให้บริษัทขนส่ง เช่น Kerry ยอดไม่ถึง 1 พันบาท |
แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
วันที่ | วันที่ถาม 09/12/2022 - วันที่ตอบ 26/12/2022 |
ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย |
ข้อกฎหมาย | คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 112/2545ฯ |
ปุจฉา | ขอสอบถาม กรณีภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับการจ่ายเงินให้แก่ผู้ให้บริการขนส่ง เช่น Kerry นิ่มซี่เส็งขนส่ง เป็นต้น โดยที่ไม่ได้ทำสัญญากัน จ่ายครั้งหนึ่งไม่เกิน 1 พันบาท แต่ถ้ารวม ๆ กันทั้งปี แล้วเกิน 1 พัน พอจะเริ่มหัก ณ ที่จ่าย ทางผู้ให้บริการไม่ให้หัก โดยให้เหตุผลว่าค่าขนส่งต่อครั้งไม่เกิน 1 พันบาท และถ้าดูข้อกฎหมาย ก็บอกว่าถ้าเป็นการจ่ายตามสัญญา ซึ่งกรณีนี้ไม่ได้ทำเป็นสัญญาค่ะ ตามข้อเท็จจริงข้างต้น แสดงว่าถ้าไม่ได้ทำเป็นสัญญากันแม้ว่าค่าขนส่งหรือค่าบริการดังกล่าวแต่ละครั้งไม่เกิน 1 พัน แต่ทั้งปีเกิน 1 พัน ก็ไม่อยู่ในบังคับต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือคะ |
วิสัชนา | ตามข้อ ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 112/2545 เรื่อง การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการของธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ลงวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 “ข้อ 2 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายค่าบริการ ตามข้อ 1 ให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งแต่ละสัญญา หรือรายการที่ให้บริการ (Transaction) ในแต่ละครั้งมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท หากการจ่ายเงินหลาย ๆ สัญญาดังกล่าว หรือหลาย ๆ รายการที่ให้บริการ (Transaction) รวมกันเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) ได้ออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากบริษัท ข. จำกัด ประกอบด้วย ค่าใช้คู่สาย 700 บาท ค่าใช้จ่ายยกเลิกตั๋วเงิน 800 บาท ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินทางโทรเลข 1,900 บาท ค่าธรรมเนียมในการค้ำประกันเลตเตอร์ออฟเครดิต 1,400 บาท และค่าธรรมเนียมในการคืนเช็ค 200 บาท หากบริษัท ข. จำกัด จ่ายค่าบริการรวมทั้งสิ้น 5,000 บาท บริษัท ข. จำกัด มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการจำนวน 5,000 บาท ข้อ 3 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ได้ทำสัญญา รายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยมีการตกลงจ่ายค่าบริการตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป แม้จะแบ่งจ่ายหลายครั้ง ครั้งละไม่ถึงหนึ่งพันบาท บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ ตัวอย่างเช่น บริษัท ข.จำกัด ทำสัญญาใช้ตู้นิรภัยของธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยชำระค่าบริการเป็นรายเดือนเดือนละ 900 บาท กรณีดังกล่าว แม้ว่าบริษัท ข. จำกัด จะชำระค่าบริการในเดือนหนึ่ง ๆ ไม่ถึงหนึ่งพันบาทก็ตาม แต่โดยที่สัญญาให้บริการมีระยะเวลา 5 ปี ซึ่งเมื่อรวมค่าบริการตลอดอายุสัญญาแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ดังนั้น เมื่อบริษัท ข. จำกัด ชำระค่าบริการเดือนละ 900 บาท บริษัท ข. จำกัด มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการจำนวน 900 บาท ข้อ 4 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นค่าบริการให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยเป็นการจ่ายค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว หากการจ่ายค่าบริการไม่ถึงหนึ่งพันบาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่หากการจ่ายค่าบริการในครั้งต่อไปซึ่งเมื่อนำไปรวมกับค่าบริการครั้งที่ผ่านมาที่มีการจ่ายไปแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ โดยจะต้องนำเงินค่าบริการที่จ่ายในครั้งก่อน ๆ มารวมคำนวณเพื่อหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายด้วย ค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาวตามวรรคหนึ่ง หมายถึงค่าบริการที่คู่สัญญาไม่สามารถคำนวณค่าบริการที่ได้รับทั้งสิ้นเป็นจำนวนที่แน่นอนได้ในการทำสัญญารายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ ตัวอย่างเช่น (1) ค่าธรรมเนียมในการใช้บัตรเอทีเอ็ม (2) ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินระหว่างบัญชีออมทรัพย์เข้าบัญชีกระแสรายวัน (3) ค่าธรรมเนียมรักษาบัญชีกระแสรายวัน (4) ค่าธรรมเนียมบริการชำระค่าโทรศัพท์ (5) ค่าคู่สายที่ใช้ในการออนไลน์บัตรเอทีเอ็มระหว่างจังหวัด (6) ค่าคู่สายที่ใช้ในการออนไลน์บัตรเอทีเอ็มที่เรียกเก็บจากธนาคารอื่น (7) ค่าธรรมเนียมรักษาสภาพบัญชี (8) ค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิต (9) ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินเดือนของพนักงานเข้าบัญชีธนาคารของพนักงาน (10) ค่าธรรมเนียมการให้บริการโอนเงินรายย่อยทางอิเล็กทรอนิกส์ (Media Clearing) (11) ค่าธรรมเนียมจากการให้บริการผ่านระบบ BAHTNET” ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า การจ่ายเงินให้แก่ผู้ให้บริการขนส่ง เช่น Kerry นิ่มซี่เส็งขนส่ง เป็นต้น โดยที่ไม่ได้ทำสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ได้มีการตกลงทำสัญญากันแล้ว มิฉะนั้น ก็จะไม่มีนิติกรรมใดๆ เกิดขึ้น หากการจ่ายค่าขนส่งครั้งหนึ่ง ๆ ไม่เกิน 1 พันบาท ซึ่งไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว ผู้จ่ายเงินได้ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด แม้จะได้จ่ายรวม ๆ กันทั้งปี แล้วเกิน 1 พัน ผู้จ่ายเงินได้ก็ไม่หน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เนื่องจากค่าขนส่งต่อครั้งไม่เกิน 1 พันบาท ถูกต้องแล้ว กรณีตามข้อเท็จจริงข้างต้น การที่บริษัทฯ จ่ายค่าขนส่งหรือค่าบริการดังกล่าวแต่ละครั้งไม่เกิน 1 พัน แต่ทั้งปีเกิน 1 พัน ก็ไม่อยู่ในบังคับต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่อย่างใด อ้างอิงข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 112/2545ฯ ดังกล่าวข้างต้น ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
เรื่อง | |
แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
วันที่ | วันที่ถาม 19/04/2023 - วันที่ตอบ 23/04/2023 |
ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย |
ข้อกฎหมาย | - |
ปุจฉา | 1. กรณีจ่ายรายครั้งไม่ถึง 1,000 บาท ไม่หัก ณ ที่จ่าย (แม้ว่ารวม 2 เดือน หรือ ทั้งปี จะเกิน 1,000 บาท)ถูกต้องแล้ว 2.กรณีใบแจ้งหนี้รวมกันเกิน 1,000 บาท สำหรับรอบการจ่ายนั้นบริษัทฯ ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับค่าบริการขนส่งในอัตรา 1% 3. คำว่า "ตามสัญญารายหนึ่งๆ" ดังกล่าว ให้พิจารณาจากความหมายของ “ค่าบริการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว” และ “ค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว” เป็นสัญญารายหนึ่งๆ https://www.facebook.com/100057701820312/posts/pfbid02iYXfKZzHHrGd2V2WoZFvbfLj84LVYS9KB5t78dUQfVPVgVNerJXcFvXGo6BWCyuRl/?mibextid=cr9u03ขอถามเพิ่มเติมจากข้อนี้ครับ บริษัทจ่ายค่าบริการโดเมนเนมให้นิติบุคคลในไทย จำนวน 3 โดเมนเนม โดเมนที่ 1 เดือน 2, โดเมนที่ 2 เดือน 3, โดเมนที่ 3 เดือน 4, โดยค่าโดเมนเนมที่ 1, 2, 3 ราคาโดเมนละ 400 บาท รวม 3 โดเมน จ่ายทั้งปี 1,200เช่นนี้ไม่ต้อง หัก ณ ที่จ่าย 3 % ถูกต้องไหมครับจ่ายให้นิติบุคคลรายเดียวกันทั้งหมด |
วิสัชนา | ถูกต้องแล้วครับ ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |
เรื่อง | ค่าบริการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว ค่าขนส่งจ่ายให้บริษัท Fedex และ TNT |
แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
วันที่ | วันที่ถาม 27/01/2023 - วันที่ตอบ 09/04/2023 |
ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย |
ข้อกฎหมาย | คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 112/2545 |
ปุจฉา | สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นการหัก ณ ที่จ่ายให้กับบริษัท Fedex และ TNT กรณีที่จ่ายรายครั้ง ไม่ถึง 1,000 บาท แต่หากรวมทั้งปี หรือ 2-3 เดือน อาจจะมียอดจ่ายเกิน 1,000 บาท อ้างอิงจากคำสั่งกรรมสรรพากร ท.ป. 4/2528 “ข้อ 12/7 การจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องมีจำนวนตามสัญญารายหนึ่งๆ มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึงหนึ่งพันบาท” ป้จจุบันบริษัทฯ ทำตามข้อ 1-2 เข้าใจถูกต้องหรือเปล่าครับ 1. กรณีจ่ายรายครั้งไม่ถึง 1,000 บาท ไม่หัก ณ ที่จ่าย (แม้ว่ารวม 2 เดือน หรือ ทั้งปีจะเกิน 1,000 บาท) 2. กรณีใบแจ้งหนี้รวมกันเกิน 1,000 บาท สำหรับรอบการจ่ายนั้น บริษัท จะหัก ณ ที่จ่าย 3% 3. อยากรบกวนสอบถามเกี่ยวกับ "ตามสัญญารายหนึ่งๆ" ดังกล่าวกรณีของการจ่ายค่าบริการขนส่งแต่ละครั้ง ไม่ถูกถือเป็นการแบ่งจ่ายใช่หรือเปล่าครับ |
วิสัชนา | กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับค่าบริการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว และค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 112/2545 ดังนี้ ค่าบริการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว หมายถึงค่าบริการที่คู่สัญญาสามารถคำนวณค่าบริการที่ได้รับทั้งสิ้นเป็นจำนวนที่แน่นอนได้ในการทำสัญญารายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ ค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว หมายถึงค่าบริการที่คู่สัญญาไม่สามารถคำนวณค่าบริการที่ได้รับทั้งสิ้นเป็นจำนวนที่แน่นอนได้ในการทำสัญญารายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ “ข้อ 2 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายค่าบริการ ตามข้อ 1 ให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งแต่ละสัญญา หรือรายการที่ให้บริการ (Transaction) ในแต่ละครั้งมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท หากการจ่ายเงินหลาย ๆ สัญญาดังกล่าว หรือหลาย ๆ รายการที่ให้บริการ (Transaction) รวมกันเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) ได้ออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากบริษัท ข. จำกัด ประกอบด้วย ค่าใช้คู่สาย 700 บาท ค่าใช้จ่ายยกเลิกตั๋วเงิน 800 บาท ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินทางโทรเลข 1,900 บาท ค่าธรรมเนียมในการค้ำประกันเลตเตอร์ออฟเครดิต 1,400 บาท และค่าธรรมเนียมในการคืนเช็ค 200 บาท หากบริษัท ข. จำกัด จ่ายค่าบริการรวมทั้งสิ้น 5,000 บาท บริษัท ข. จำกัด มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการจำนวน 5,000 บาท ข้อ 3 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ได้ทำสัญญา รายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยมีการตกลงจ่ายค่าบริการตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป แม้จะแบ่งจ่ายหลายครั้ง ครั้งละไม่ถึงหนึ่งพันบาท บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ ตัวอย่างเช่น บริษัท ข.จำกัด ทำสัญญาใช้ตู้นิรภัยของธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยชำระค่าบริการเป็นรายเดือนเดือนละ 900 บาท กรณีดังกล่าว แม้ว่าบริษัท ข. จำกัด จะชำระค่าบริการในเดือนหนึ่ง ๆ ไม่ถึงหนึ่งพันบาทก็ตาม แต่โดยที่สัญญาให้บริการมีระยะเวลา 5 ปี ซึ่งเมื่อรวมค่าบริการตลอดอายุสัญญาแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ดังนั้น เมื่อบริษัท ข. จำกัด ชำระค่าบริการเดือนละ 900 บาท บริษัท ข. จำกัด มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการจำนวน 900 บาท ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 1. กรณีจ่ายรายครั้งไม่ถึง 1,000 บาท ไม่หัก ณ ที่จ่าย (แม้ว่ารวม 2 เดือน หรือ ทั้งปี จะเกิน 1,000 บาท) ถูกต้องแล้ว 2.กรณีใบแจ้งหนี้รวมกันเกิน 1,000 บาท สำหรับรอบการจ่ายนั้น บริษัทฯ ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับค่าบริการขนส่งในอัตรา 1% 3. คำว่า "ตามสัญญารายหนึ่งๆ" ดังกล่าว ให้พิจารณาจากความหมายของ “ค่าบริการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว” และ “ค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว” เป็นสัญญารายหนึ่งๆ ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |
เรื่อง | |
แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
วันที่ | วันที่ถาม 16/07/2024 - วันที่ตอบ 11/08/2024 |
ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย |
ข้อกฎหมาย | คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528ฯ |
ปุจฉา | กรณีหัก ณ ที่จ่าย ต้องมียอด 1,000 บาท ขึ้นไป แต่กรณีที่ไม่ถึง 1,000 บาท แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดเป็นประจำทุกเดือน แบบนี้ต้องหัก ณ ที่จ่ายไหมค่ะไม่มีเป็นระบุเป็นสัญญาค่ะ |
วิสัชนา | 1. การจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติมตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 101/2544 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา ต้องมีจำนวนตามสัญญารายหนึ่งๆ ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึง 1,000 บาท ในกรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่ผู้รับตามสัญญารายหนึ่งๆ มีจำนวนทั้งสิ้นไม่ถึง 1,000 บาท ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย คำว่า “สัญญารายหนึ่งๆ” หมายความว่า ในกรณีที่มีการตกลงทำสัญญากันในแต่ละคราวๆ นั้น หากมีจำนวนเงินได้พึงประเมินที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้มีเงินได้รายหนึ่งๆ ต้องมีจำนวนทั้งสิ้นถึง 1,000 บาท ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งหากแม้ในการจ่ายคราวหนึ่งๆ จะมีจำนวนไม่ถึง 1,000 บาท ก็ตามก็ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม หากในแต่ละสัญญาที่ตกลงกันมีจำนวนเงินได้พึงประเมินที่จ่ายไม่ถึง 1,000 บาท เมื่อมีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามสัญญาดังกล่าว ก็ไม่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และแม้จะได้จ่ายร่วมกับสัญญาอื่น ซึ่งทำให้จำนวนเงินที่จ่ายในคราวนั้นถึง 1,000 บาท ก็ตาม ผู้จ่ายเงินได้ก็ไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย 2. กรมสรรพากรได้คำชี้แจงกรมสรรพากร เรื่อง การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 101/2544 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2544 ชี้แจงการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เพิ่มเติม ดังนี้ การจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ต้องมีจำนวนตามสัญญารายหนึ่งๆ ตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึง 1,000 บาท กรณีดังกล่าว หมายความว่า (1) กรณีการทำสัญญารายหนึ่งๆ หรือครั้งหนึ่งๆ มีการตกลงจ่ายค่าจ้างหรือสินจ้างไม่ถึง 1,000 บาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตัวอย่างเช่น (ก) กรณีการจ่ายค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยเป็นการจ่ายค่าบริการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว หากค่าบริการแต่ละรายการที่ให้บริการ (Transaction) ในแต่ละครั้ง มีจำนวนไม่ถึง 1,000 บาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย (ข) กรณีเจ้าของสินค้าทำสัญญาว่าจ้างผู้ขนส่งสินค้า โดยที่สัญญาดังกล่าวไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว หากค่าบริการแต่ละเที่ยวที่ขนส่งสินค้ามีจำนวนไม่ถึง 1,000 บาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย (2) กรณีการทำสัญญารายหนึ่งๆ หรือครั้งหนึ่งๆ มีการตกลงจ่ายค่าจ้างหรือสินจ้างตั้งแต่ 1,000บาทขึ้นไป แม้จะแบ่งจ่ายเป็นหลายครั้ง ครั้งละไม่ถึง 1,000 บาท ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น จำนวน 1 คูหา จากนาง พ. เป็นระยะเวลา 20 ปี โดยชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนเดือนละ 950 บาท กรณีดังกล่าว แม้ว่าบริษัท ก จำกัด จะชำระค่าเช่าในเดือนหนึ่งๆ ไม่ถึง 1,000 บาท ก็ตาม แต่โดยที่สัญญาเช่ามีระยะเวลา 20 ปี ซึ่งเมื่อรวมค่าเช่าตลอดอายุสัญญาเช่าแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ดังนั้น เมื่อบริษัท ก จำกัด ชำระค่าเช่าให้กับนาง พ. บริษัท ก จำกัด จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย (3) กรณีการให้บริการตามสัญญาระยะยาว ซึ่งไม่สามารถคำนวณค่าบริการที่จะได้รับทั้งสิ้นเป็นจำนวนที่แน่นอน แต่ผู้รับบริการจะต้องชำระค่าบริการภายในระยะเวลาที่กำหนด หากการจ่ายค่าบริการไม่ถึง 1,000 บาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่หากการจ่ายค่าบริการครั้งต่อไปซึ่งเมื่อนำไปรวมกับค่าบริการครั้งที่ผ่านมาที่มีการจ่ายไปแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย โดยจะต้องนำเงินค่าบริการที่จ่ายในครั้งก่อน ๆ มารวมคำนวณเพื่อหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายด้วย ตัวอย่างเช่น (ก) กรณีการชำระค่าบริการการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรศัพท์ติดตามตัว ซึ่งแม้ว่าการชำระค่าบริการในครั้งหนึ่งๆ จะไม่ถึง 1,000 บาท แต่โดยที่การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรศัพท์ติดตามตัวเข้าลักษณะเป็นการให้บริการตามสัญญาระยะยาว ผู้จ่ายเงินจึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย (ข) กรณีเจ้าของเครดิตการ์ดชำระหนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการด้วยเครดิตการ์ด ธนาคารหรือบริษัทเครดิตการ์ดจะจ่ายเงินให้กับร้านค้าและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากร้านค้า ซึ่งแม้ว่าการชำระค่าธรรมเนียมในครั้งหนึ่งๆ จะไม่ถึง 1,000 บาท แต่โดยที่การให้บริการชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการด้วยเครดิตการ์ดเข้าลักษณะเป็นการให้บริการตามสัญญาระยะยาว ร้านค้าซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินจึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย (ค) กรณีการให้บริการของธนาคารแทนผู้จ่ายเงินโดยการโอนเงินเข้าบัญชีของผู้รับเงินหรือจ่ายเช็คให้กับผู้รับเงิน เมื่อธนาคารเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้จ่ายเงิน ซึ่งแม้ว่าการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในครั้งหนึ่งๆ จะไม่ถึง 1,000 บาท แต่โดยที่การให้บริการดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการให้บริการตามสัญญาระยะยาว ผู้จ่ายเงินจึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย (4) กรณีการทำสัญญาที่ผู้จ่ายเงินรายหนึ่งรายใดทำสัญญาในลักษณะทำนองเดียวกันหลายๆ สัญญากับผู้รับเงินรายเดียว ซึ่งแต่ละสัญญามีจำนวนไม่ถึง 1,000 บาท หากการจ่ายเงินหลายๆ สัญญาดังกล่าวรวมกันเป็นจำนวนตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด ทำสัญญาประกันวินาศภัยทรัพย์สินกับบริษัทรับประกันภัย โดยจำแนกเป็น 3 สัญญา ได้แก่ สัญญาประกันวินาศภัยอาคาร สัญญาประกันวินาศภัยเครื่องจักร และสัญญาประกันวินาศภัยรถยนต์ ซึ่งหากบริษัท ข จำกัด ได้จ่ายชำระค่าเบี้ยประกันวินาศภัยทั้งสามสัญญารวมกันเป็นจำนวนตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป บริษัท ข จำกัด มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 1. กรณีการให้บริการตามสัญญาระยะยาว ซึ่งไม่สามารถคำนวณค่าบริการที่จะได้รับทั้งสิ้นเป็นจำนวนที่แน่นอน แต่ผู้รับบริการจะต้องชำระค่าบริการภายในระยะเวลาที่กำหนด หากการจ่ายค่าบริการไม่ถึง 1,000 บาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่หากการจ่ายค่าบริการครั้งต่อไปซึ่งเมื่อนำไปรวมกับค่าบริการครั้งที่ผ่านมาที่มีการจ่ายไปแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย โดยจะต้องนำเงินค่าบริการที่จ่ายในครั้งก่อน ๆ มารวมคำนวณเพื่อหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายด้วย 2. กรณีการทำสัญญาที่ผู้จ่ายเงินรายหนึ่งรายใดทำสัญญาในลักษณะทำนองเดียวกันหลายๆ สัญญากับผู้รับเงินรายเดียว ซึ่งแต่ละสัญญามีจำนวนไม่ถึง 1,000 บาท หากการจ่ายเงินหลายๆ สัญญาดังกล่าวรวมกันเป็นจำนวนตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
เรื่อง | |
ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย |
ข้อกฎหมาย | คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ |
ปุจฉา | กรณีสั่งทำนามบัตรพนักงานจากบริษัทที่รับทำนามบัตรถือว่าต้องหัก ณ ที่จ่ายไหมคะ หรือมองเป็นการขายสินค้าคะ |
วิสัชนา | การจ่ายค่าบริการทำนามบัตรพนักงานให้แก่บริษัทที่รับทำนามบัตร ถือเป็นการจ่ายค่าบริการจ้างทำของที่มุ่งผลสำเร็จของงานหากสัญญาหนึ่งๆ มีจำนวนตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไปแม้จะแบ่งจ่ายคราวหนึ่งๆ ไม่ถึง 1,000 บาทก็ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ของเงินได้ตามข้อ 8 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 |
เรื่อง | จ้างทำนามบัตรหลายครั้งใน 1 ปี มูลค่าแต่ละครั้งไม่ถึง 1,000 บาท |
ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย |
ข้อกฎหมาย | คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 112/2545 ฯ |
ปุจฉา | กรณีบริษัทฯ จ้างทำนามบัตรหลายครั้งใน 1 ปี แบบทำเป็นครั้งๆ ไปครับ มูลค่าแต่ละครั้งไม่ถึง 1,000 บาทจำเป็นต้องหัก ณ ที่จ่ายมั้ยครับ |
วิสัชนา | ตามข้อ 12/7 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 266/2559 ใช้บังคับสำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป ได้กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับจำนวนเงินได้พึงประเมินที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนี้ “ข้อ 12/7 การจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องมีจำนวนตามสัญญารายหนึ่งๆ มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึงหนึ่งพันบาท” ตามข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 และข้อ 4 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 112/2545 ฯ ลงวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 ได้วางแนวทางปฏิบัติ “ข้อ 1กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นค่าบริการให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยเป็นการจ่ายค่าบริการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาวหากค่าบริการที่ให้บริการ (Transaction) ในแต่ละครั้ง มีจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายแต่หากค่าบริการในแต่ละครั้ง มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ ค่าบริการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาวตามวรรคหนึ่ง หมายถึงค่าบริการที่คู่สัญญาสามารถคำนวณค่าบริการที่ได้รับทั้งสิ้นเป็นจำนวนที่แน่นอนได้ในการทำสัญญารายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ ตัวอย่างเช่น (1) ค่าธรรมเนียมดาร์ฟ (2) ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินทางโทรเลข ทางไปรษณีย์ และทางโทรศัพท์ หรือทางคอมพิวเตอร์ (3) ค่าธรรมเนียมในการออกตั๋วเงิน รับรองตั๋วเงิน ค้ำประกันตั๋วเงิน (4) ค่าธรรมเนียมในการออกตั๋วเงินภายในประเทศ และตั๋วเงินในต่างประเทศ (5) ค่าธรรมเนียมค้ำประกันเลตเตอร์ออฟเครดิต (6) ค่าธรรมเนียมในการคืนเช็ค (7) ค่าธรรมเนียมในการตรวจสภาพหลักทรัพย์ (8) ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินต่างประเทศเข้าบัญชีผู้รับโอน (9) ค่าธรรมเนียมเคาน์เตอร์เช็ค (10) ค่าธรรมเนียมในการเรียกเก็บเงินตามเช็ค (11) ค่าธรรมเนียมเช็คของขวัญ (12) ค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันลูกค้า (13) ค่าให้บริการใช้โทรศัพท์ (14) ค่าใช้คู่สายแต่ละครั้ง (15) ค่าใช้จ่ายยกเลิกตั๋วเงิน (16) ค่าธรรมเนียมจากการที่ลูกค้านำตั๋วแลกเงินจากต่างประเทศมาแลกกับธนาคาร (17) ค่าบริการที่ปรึกษาทางธุรกิจ (18) ค่าบริการจำหน่ายหลักทรัพย์ ข้อ 2กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายค่าบริการ ตามข้อ 1 ให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งแต่ละสัญญา หรือรายการที่ให้บริการ (Transaction) ในแต่ละครั้งมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท หากการจ่ายเงินหลาย ๆ สัญญาดังกล่าว หรือหลาย ๆ รายการที่ให้บริการ (Transaction) รวมกันเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) ได้ออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากบริษัท ข. จำกัด ประกอบด้วย ค่าใช้คู่สาย 700 บาท ค่าใช้จ่ายยกเลิกตั๋วเงิน 800 บาท ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินทางโทรเลข 1,900 บาท ค่าธรรมเนียมในการค้ำประกันเลตเตอร์ออฟเครดิต 1,400 บาท และค่าธรรมเนียมในการคืนเช็ค 200 บาท หากบริษัท ข. จำกัด จ่ายค่าบริการรวมทั้งสิ้น 5,000 บาท บริษัท ข. จำกัด มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการจำนวน 5,000 บาท ข้อ 3กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ได้ทำสัญญา รายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยมีการตกลงจ่ายค่าบริการตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป แม้จะแบ่งจ่ายหลายครั้ง ครั้งละไม่ถึงหนึ่งพันบาท บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ ตัวอย่างเช่น บริษัท ข.จำกัด ทำสัญญาใช้ตู้นิรภัยของธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยชำระค่าบริการเป็นรายเดือนเดือนละ 900 บาท กรณีดังกล่าว แม้ว่าบริษัท ข. จำกัด จะชำระค่าบริการในเดือนหนึ่ง ๆ ไม่ถึงหนึ่งพันบาทก็ตาม แต่โดยที่สัญญาให้บริการมีระยะเวลา 5 ปี ซึ่งเมื่อรวมค่าบริการตลอดอายุสัญญาแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ดังนั้น เมื่อบริษัท ข. จำกัด ชำระค่าบริการเดือนละ 900 บาท บริษัท ข. จำกัด มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการจำนวน 900 บาท ข้อ 4กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายเงินได้พึง ประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นค่าบริการให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยเป็นการจ่ายค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว หากการจ่ายค่าบริการไม่ถึงหนึ่งพันบาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่หากการจ่ายค่าบริการในครั้งต่อไปซึ่งเมื่อนำไปรวมกับค่าบริการครั้งที่ผ่านมาที่มีการจ่ายไปแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ โดยจะต้องนำเงินค่าบริการที่จ่ายในครั้งก่อน ๆ มารวมคำนวณเพื่อหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายด้วย ค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาวตามวรรคหนึ่ง หมายถึงค่าบริการที่คู่สัญญาไม่สามารถคำนวณค่าบริการที่ได้รับทั้งสิ้นเป็นจำนวนที่แน่นอนได้ในการทำสัญญารายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ ตัวอย่างเช่น (1) ค่าธรรมเนียมในการใช้บัตรเอทีเอ็ม (2) ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินระหว่างบัญชีออมทรัพย์เข้าบัญชีกระแสรายวัน (3) ค่าธรรมเนียมรักษาบัญชีกระแสรายวัน (4) ค่าธรรมเนียมบริการชำระค่าโทรศัพท์ (5) ค่าคู่สายที่ใช้ในการออนไลน์บัตรเอทีเอ็มระหว่างจังหวัด (6) ค่าคู่สายที่ใช้ในการออนไลน์บัตรเอทีเอ็มที่เรียกเก็บจากธนาคารอื่น (7) ค่าธรรมเนียมรักษาสภาพบัญชี (8) ค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิต (9) ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินเดือนของพนักงานเข้าบัญชีธนาคารของพนักงาน (10) ค่าธรรมเนียมการให้บริการโอนเงินรายย่อยทางอิเล็กทรอนิกส์ (Media Clearing) (11) ค่าธรรมเนียมจากการให้บริการผ่านระบบ BAHTNET”
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีบริษัทฯ จ้างทำนามบัตรหลายครั้งใน 1 ปี แบบทำเป็นครั้งๆ ไปครับ มูลค่าแต่ละครั้งไม่ถึง 1,000 บาท ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว กรณีดังกล่าว บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่อย่างใด |
เรื่อง | |
แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
วันที่ | วันที่ถาม 11/02/2025 - วันที่ตอบ 18/03/2025 |
ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล |
ข้อกฎหมาย | มาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร |
ปุจฉา | การออกภาษีหัก ณ ที่จ่าย แบบยื่น ภ.ง.ด.53 แบบภาษีออกให้หน่อยนะคะ กรณีเป็นการจ่ายค่าบริการ หัก ณ ที่จ่าย 3% คิดจากยอดก่อนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเปล่าค่ะในการนำส่งกรมสรรพากร |
วิสัชนา | กรณีเป็นการจ่ายค่าบริการ หัก ณ ที่จ่าย 3% คิดจากยอดก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม ถูกต้องแล้วครับ ถ้ากรณีที่ไม่ได้หัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว บริษัทฯ เป็นผู้รับผิดชอบจ่ายภาษีในส่วนนี้แทน นั้น ในเบื้องต้นควรหักไว้เพียง 3% ของค่าบริการ และนำส่ง แล้วตั้ง Supplier เป็นลูกหนี้ สำหรับจำนวนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จากนั้นให้มีจดหมายทวงถาม 2 ครั้ง แล้วจำหน่วยเป็นหนี้สูญ เพราะหากออกให้โดยไม่มีข้อตกลงในทางภาษีอากร ถือเป็นรายจ่ายให้โดยเสน่หา เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร
Wawa Mrita หลักการคิดหัก ณ ที่จ่ายเหมือนกันหรือเปล่าค่ะ และติ๊กหัก ณ ที่จ่ายในแบบเป็นเงื่อนไข 2 (ออกให้ตลอดไป) ถ้าหัก ณ ที่จ่ายยอดหลักสิบละคะ บริษัทฯ ลืมหัก ณ ที่จ่าย แต่ตกลงว่าจะรับผิดชอบยื่นในส่วนนี้เอง ส่วนที่ออกให้ถือเป็นรายการบัญชีต้องห้ามทางภาษี สามารถทำแบบนี้ได้หรือเปล่าค่ะ ไม่ต้องเอาภาษีมาทบด้วยฐานการคิด 3% ใช่มั้ยค่ะ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์ วิสัชนา: 1. หลักการคิดหัก ณ ที่จ่าย ต่างกันเป็น 3 กรณี คือ กรณีที่ 1ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เช่น จ่ายเงินได้ 100,000 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 3% (100,000 x3/100) = 3,000.00 บาท บริษัทฯ จ่ายเงินสุทธิให้แก่ผู้มีเงินได้ 97,000 บาท กรณีที่ 2ออกภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ให้ตลอดไป (ออกให้ทุกทอด) เช่น จ่ายเงินได้ 100,000 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 3% (100,000 x3/97) = 3,092.78 บาท เช่นนี้ ผู้มีเงินได้ได้รับเงินได้ทั้งสิ้น 103,000 บาท บริษัทฯ จ่ายเงินสุทธิให้แก่ผู้มีเงินได้ 100,000 บาท กรณีที่ 3ออกภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายครั้งเดียว (ทอดเดียว) เช่น เงินได้ 100,000 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 3% (100,000 x3/100) = 3,000 บาท ออกภาษีเงินได้ให้ 3,000 บาท รวมเป็นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายทั้งสิ้น 3,090.00 บาท ออกให้ทอดเดียว 3,000 บาท บริษัทฯ จึงต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้อีก 90 บาท เช่นนี้ ผู้มีเงินได้ได้รับเงินได้ทั้งสิ้น 103,000 บาท บริษัทฯ จ่ายเงินสุทธิให้แก่ผู้มีเงินได้ 99,910 บาท 2. กรณีหัก ณ ที่จ่ายยอดหลักสิบละคะ บริษัทฯ ลืมหัก ณ ที่จ่าย แต่ตกลงว่าจะรับผิดชอบยื่นในส่วนนี้เอง ส่วนที่ออกให้โดยมีข้อตกลง (ควรเป็นลายลักษณ์อักษร) เช่นนี้ บริษัทฯ นำภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่ออกแทนให้มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร 3. การออกภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แทนผู้มีเงินได้ ต้องนำจำนวนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย มาถือรวมเป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามหลักกฎหมาย ไม่สามารถทำแบบที่คุณกล่าวได้ โดยไม่ต้องเอาภาษีมาทบด้วยฐานการคิด 3% ทั้งนี้ตามมาตรา 39 คำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ประกอบมาตรา 40 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |