Case study

ภาระภาษีเมื่อบริษัทให้รางวัลพนักงานเป็นทริปเที่ยวต่างประเทศสำหรับพนักงานที่ทำยอดขายถึงเป้า


เรื่อง ภาระภาษีเมื่อบริษัทให้รางวัลพนักงานเป็นทริปเที่ยวต่างประเทศสำหรับพนักงานที่ทำยอดขายถึงเป้า
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 28/08/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทแม่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีการให้ Incentive trip ท่องเที่ยวต่างประเทศเพื่อเป็นแรงจูงใจให้แก่พนักงานบริษัทในเครือที่ทำยอดขายถึงเป้า และพนักงานในประเทศไทยก็ได้รับ Incentive trip นี้ บริษัทแม่ที่อเมริกาเป็นผู้จัดการจองตั๋วเครื่องบิน/โรงแรม รวมถึงค่าอาหาร โดยสำรองจ่ายค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้ และเรียกเก็บเงินจากบริษัทในเครือที่อยู่ในประเทศไทยโดยคิดค่าดำเนินการอีก 5% ของยอดที่สำรองจ่ายทั้งหมด เช่น ค่าใช้จ่ายทริปนี้ 300,000 บาท Mark up 5% = 15,000 บาท ทั้งหมดเรียกเก็บ 315,000 บาท


คำถาม

1. บริษัทในประเทศไทยจะต้องนำส่ง ภพ.36 หรือไม่

2. พนักงานจะต้องนำมูลค่าของทริปที่ได้รับและค่าดำเนินการ 5% คำนวณเพื่อเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาด้วยใช่หรือไม่

3. หากบริษัท รับผิดชอบค่าภาษีให้พนักงานต้องคำนวณอย่างไร

คำตอบ

ตอบ  จากข้อเท็จจริง ควร แยกพิจารณา 2 ธุรกรรม คือ 

ธุรกรรม

นำส่ง ภ.พ.36

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คำนวณบุคคลธรรมดา

ธุรกรรมที่ 1บริษัทไทยให้ประโยชน์แก่พนักงานในรูป Incentive Trip (ตามนโยบายของกลุ่มบริษัท) โดยบริษัทแม่จะสำรองเงินไปก่อน และ บริษัทไทยต้องจ่ายคืนบริษัทแม่   

ไม่ต้องนำส่ง ภ.พ.36 เนื่องจากเป็นเพียงเงินทดลองจ่ายจากบริษัทแม่เท่านั้น (ไม่ใช่รายได้ของบริษัทแม่) บริษัทแม่จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสัียภาษีในประเทศไทย

ต้องถือเป็นเงินได้พนักงาน ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากเป็นปะโยชน์ส่วนเพิ่มของพนักงานจึงต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้ของพนักงาน  

การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้คำนวณตามมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร คือให้นำไปรวมกับเงินได้อื่นๆ เช่น เงินเดือน โบนัส ฯลฯ และ หักค่าใช้จ่าย และค่าลดหนย่อน ตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 47 หรือมาตรา 57 เบญจ แล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ (อัตราก้าวหน้า)

บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย     ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายด้วยแบบ ภ.ง.ด.1

ธุรกรรมที่ 2บริษัทแม่สหรัฐฯ ให้บริการจัดการ Incentive Trip ดูแลบริหารจัดการพนักงานของบริษัทไทย คิดค่าดำเนินการอีก 5% ของยอดที่สำรองจ่ายทั้งหมด

ไม่ต้องนำส่ง ภ.พ.36 เนื่องจากบริการในการดูแลพนักงานของบริษัทไทยเพื่อการท่องเที่ยวต่างประเทศการบริการนี้เป็นบริการที่ให้ที่ต่างประเทศ และผลของบริการนี้ใช้เสร็จสิ้นที่ต่างประเทศ Out to Out


อ้างอิงกฎหมาย

มาตรา 40   เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(1)เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใดๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน



มาตรา 50 ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้

         (1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
          ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัว เหลือเศษเท่าใดให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี
  

          ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงาน และได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48(5) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
           ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) นอกจากที่ระบุไว้ในวรรคสาม ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้
  


มาตรา 48  เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้
           
(1) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 47 หรือมาตรา 57 เบญจ แล้วเหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้  


มาตรา 83/6   เมื่อมีการชำระราคาสินค้าหรือ ราคาค่าบริการให้กับผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ให้ผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้า หรือค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษี
 
    (1) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรซึ่งได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3
     “(2) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการจากต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรทั้งนี้ เฉพาะ
        (ก) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ใช้ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน
        (ข) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการอื่นนอกจากบริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ใช้ทุกราย”


อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

บริษัทส่งพนักงานไปสอบ Certificate และอบรมคอร์สของต่างประเทศ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 09/09/2024 - วันที่ตอบ 10/09/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 70, มาตรา 83/6 (2)แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

มีประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับ ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36 ค่ะ หาอ่านที่ไหนก็ไม่กระจ่างเลยค่ะ ขอความรู้จากท่านอาจารย์เพิ่มเติมเกี่ยวกับการหักภาษีนำส่งภาษีอย่างถูกให้กับสรรพากรได้ไหมคะ คือ ปัจจุบันทางบริษัทฯ ทำธุรกิจเกี่ยวกับซอฟท์แวร์ ต้องจ่ายเงินไปต่างประเทศ และต้องส่งพนักงานไปสอบ Cert. และอบรมคอร์สของต่างประเทศทั้งหมดนี้คือต้องนำส่งภาษีทั้ง ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36 ไหมคะ

วิสัชนา

กรณีบริษัทฯ ส่งพนักงานไปสอบ Cert. และอบรมคอร์สของต่างประเทศทั้งหมด

1.กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

    หากประเทศที่บริษัทฯ ส่งพนักงานไปสอบเพื่อรับใบอนุญาตและอบรมเป็นประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย ค่าบริการดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจ (Business Profit) หากบริษัทฯ ผู้ให้บริการดังกล่าวมิได้ประกอบการผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ประกอบกับมาตรา 3 แห่งประมวลรัษฎากร และพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 



 

2. กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม

    การฝึกอบรมในต่างประเทศ ถือเป็นการให้บริการในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ (Out to Out) ไม่เป็นกิจการที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากรบริษัทฯ จึงไม่มีหน้าทีต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด


 
ขอขอบคุณข้อมูลจากFB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตามFB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



เรื่อง

ค่า Incentive คืออะไร เสียภาษีอย่างไร

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 23/01/2023 - วันที่ตอบ 31/01/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40 (1) หรือ (2), มาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

ขอปรึกษาอาจารย์เกี่ยวกับค่า Incentive ค่ะ ว่าเราสามารถหัก ณ ที่จ่าย ค่า Incentive เป็นค่านายหน้า หรือ ค่าส่งเสริมการขาย อย่างใดจึงจะถูกต้องค่ะ

วิสัชนา

ค่า Incentive คืออะไร?

    ค่า Incentive คือ ค่ารางวัลจูงใจตอบแทนให้แก่พนักงาน โดยสอดคล้องกับผลงานของพนักงาน เพื่อกระตุ้นแรงจูงใจให้พนักงานทำผลงานให้ได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และได้รับรางวัลตอบแทนในอัตราที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่มีวิธีนี้เพียงวิธีเดียว ยังมีอีกหลายวิธีที่ใช้จูงใจพนักงานได้อย่างน่าสนใจ และเหมาะสมกับวัฒนธรรมของแต่ละองค์กร เช่น จูงใจด้วยสวัสดิการที่พนักงานอยากได้ จูงใจด้วยการยอมรับ ชื่นชม เป็นต้น

ค่า Incentive VS ค่า Commission เหมือนกันไหม?

    ค่า Incentive กับค่า Commission มีความคล้ายคลึงกัน คือ เป็นรายได้พิเศษที่เพิ่มมา แต่มีจุดแตกต่างกันตรงที่ ค่า Incentive ในรูปแบบเงินรางวัล ส่วนใหญ่เป็นรายได้พิเศษจากกิจกรรมต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นแรงจูงใจในการทำงาน เช่น ถ้าขายได้ 90% จะได้รับ 10,000 บาท ถ้าทำได้ 100% จะได้รับ 20,000 บาท เป็นการกำหนดตายตัวเอาไว้ก่อน

    ส่วนค่า Commission ส่วนใหญ่เป็นรายได้พิเศษที่อ้างอิงจากยอดขาย โดยการคำนวณที่มาจากเปอร์เซ็นต์ เช่น เดือนนี้ทำยอดขายได้เกิน 100% ได้รับ 10% โดยคิดจากยอดขายรวมตอนสิ้นเดือน

ค่า Incentive ใช่เงินค่าจ้างหรือเปล่า

    Incentive คือ เงินจูงใจ ไม่ใช่เงินค่าจ้าง และไม่มีลักษณะเป็นค่าจ้าง โดยอ้างอิงข้อมูลในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 224/46/2548 และ 3728/2524 จากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 ว่า เมื่อเงินที่มอบให้แก่บุคลากร หรือพนักงานเพื่อเป็นแรงจูงใจ หรือตอบแทนนอกเหนื่อจากการทำงานตามเวลางาน ซึ่งทำให้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงร่วมกันนั่นเอง

ค่า Incentive มีกี่แบบ

    ค่า Incentive มี 2 แบบ คือค่า Incentive แบบรายบุคคล และค่า Incentive แบบรายกลุ่ม

    ค่า Incentive แบบรายบุคคล เป็นรูปแบบการจ่ายเงินรางวัลให้พนักงาน เฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยสอดคล้องกับผลงานที่ทำ เช่น พนักงานจะได้รับเงินจูงใจนี้ เมื่อพนักงานขายสินค้าได้ตามจำนวนที่กำหนด หรือถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ เป็นการจ่ายค่า Incentive ให้แบบทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย ขึ้นอยู่กับผลงานของแต่ละคน ทั้งยังเป็นการเก็บข้อมูล สถิติของพนักงาน สะสมไว้ประเมินผลระยะยาวได้อีกด้วย

    ค่า Incentive แบบรายกลุ่ม บางองค์กรอาจไม่สามารถมอบเงินจูงใจให้กับพนักงานทุกคนได้ จึงพยายามจัดรูปแบบการจ่ายเงินรางวัลเป็นแบบรายกลุ่ม หรือแบบภาพรวม พนักงานแผนกเดียวกันจะได้รับค่า Incentive ในระดับเดียวกัน ซึ่งจะได้ช่วยกระตุ้นความสามัคคีและการร่วมแรงร่วมใจของคนในองค์กรเพื่อผลักดันเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้บรรลุเป้าหมาย

    ค่า Incentive แบบรายกลุ่มจึงอิงจากความสำเร็จของโครงการหรือธุรกิจร่วมค้าของแต่ละกลุ่ม แต่ละแผนกเป็นตัววัด การจ่ายเงินจูงใจแบบกลุ่มนี้มักจะแบ่งให้เท่าๆ กันในหมู่สมาชิกทุกคน แต่บางองค์กรหรือบางโครงการก็อาจแบ่งให้มากน้อยตามผลได้จากงานของพนักงานแต่ละคนร่วมด้วยก็ได้...

ที่มา:https://cwtower.com/th/lifestyle/what-is-incentive/


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

ค่า Incentive ตามข้อเท็จจริงข้างต้น เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) หรือ (2) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อบริษัทฯ จ่ายให้แก่พนักงาน ลูกจ้าง หรือพนักงานขาย บริษัทฯ จึงย่อมมีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติตามข้อ 1 (5) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 96/2543 เรื่อง การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 ดังนี้

    “ข้อ 1 การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ไม่รวมถึงเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานให้ปฏิบัติดังนี้

         (1) ให้คำนวณหาจำนวนเงินได้พึงประเมินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี โดยให้นำเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวคูณด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) ดังนี้

               (ก) กรณีจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือนให้คูณด้วย 12

               (ข) กรณีจ่ายค่าจ้างเดือนละ 2 ครั้งให้คูณด้วย 24

               (ค) กรณีจ่ายค่าจ้างเป็นรายสัปดาห์ให้คูณด้วย 52

               การจ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่ผู้มีเงินได้ซึ่งเข้าทำงานระหว่างปี ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวในปีที่เข้าทำงานด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายจริงสำหรับปีนั้น เช่น เข้าทำงานวันที่ 1 เมษายน และกำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน จำนวนคราวที่จะต้องจ่ายสำหรับปีที่เข้าทำงานจะเท่ากับ 9

         (2) ให้นำจำนวนเงินได้พึงประเมินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีตาม (1) มาคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือ นำมาหักค่าใช้จ่ายค่าลดหย่อน และคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดาเป็นเงินภาษีทั้งสิ้น

               การคำนวณหักค่าลดหย่อน ให้คำนวณตามที่ผู้มีเงินได้ได้แจ้งไว้พร้อมกับแนบสำเนาหลักฐานแสดงสิทธิในค่าลดหย่อนตามแบบ ล.ย.01 (แบบแจ้งรายการเพื่อการหักลดหย่อน) ทั้งนี้ ให้คำนวณหักค่าลดหย่อนได้ตามที่ผู้มีเงินได้ได้แจ้งไว้ตั้งแต่ต้นปีที่เริ่มหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ว่าจะจ่ายค่าลดหย่อนนั้นในเดือนใดของปีก็ตาม เว้นแต่ค่าลดหย่อนเงินบริจาคให้คำนวณหักได้เมื่อมีการจ่ายเงินบริจาคจริงเท่านั้น

               กรณีผู้มีเงินได้ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงรายการค่าลดหย่อนระหว่างปี ให้คำนวณหักค่าลดหย่อนตามที่ผู้มีเงินได้ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น

         (3) ให้นำจำนวนเงินภาษีทั้งสิ้นที่คำนวณได้ตาม (2) มาหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) ตาม (1) ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษี ณ ที่จ่าย ในแต่ละคราวที่จ่ายเงินนั้น

               ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวไม่ลงตัวเหลือเศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่ากับจำนวนภาษีที่ต้องเสียทั้งปี

         (4) กรณีมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินได้พึงประเมินที่จ่ายระหว่างปี ให้คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ทุกคราว ตามวิธีการตาม (1) - (3)

         (5) กรณีมีการจ่ายเงินพิเศษเป็นครั้งคราวระหว่างปี เช่น ค่าล่วงเวลา เงินโบนัส ให้นำเงินพิเศษนั้นคูณด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) เพื่อหาจำนวนเงินพิเศษเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี และให้นำมารวมเข้ากับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามปกติที่คำนวณได้เสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีใหม่ตามที่กล่าวตาม (2) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้นำภาษีที่คำนวณจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามปกติทั้งปี (ก่อนจ่ายเงินพิเศษ) หักออกได้ผลลัพธ์เป็นเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินเพิ่มพิเศษซึ่งจ่ายเป็นครั้งคราวนั้น แล้วให้นำมารวมกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินที่จ่ายตามปกติในคราวนั้น ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นเงินภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายทั้งสิ้นในคราวที่มีการจ่ายเงินพิเศษนั้น

         (6) กรณีมีการจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ไม่สามารถคำนวณหาจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) ให้คำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีนำส่งไว้เท่านั้น หากคำนวณแล้วไม่มีเงินภาษีที่ต้องเสียก็ไม่ต้องหัก ในปีเดียวกันนี้ถ้ามีการจ่ายเงินได้พึงประเมินให้ผู้รับรายเดียวกันนี้อีก ให้นำเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในครั้งแรกมารวมกับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในครั้งที่สอง แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เช่นเดียวกับการคำนวณครั้งแรก หากคำนวณแล้วไม่มีภาษีที่ต้องเสียก็ไม่ต้องหัก ถ้าได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้นำเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้แล้ว (ถ้ามี) มาเครดิตออก เหลือเท่าใดจึงหักเป็นเงินภาษีและนำส่งไว้เท่านั้น ถ้ามีการจ่ายเงินได้พึงประเมินในครั้งที่สามและครั้งต่อ ๆ ไป ก็ให้คำนวณตามวิธีดังกล่าวนี้ทุกครั้งไป

         (7) กรณีนายจ้างออกเงินค่าภาษีแทนให้ลูกจ้างสำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้าง ที่ลูกจ้างได้รับในปีใด โดยลูกจ้างไม่ต้องรับภาระในการเสียภาษีด้วยตนเองเลย ให้นำเงินค่าภาษีที่นายจ้างออกแทนให้ไปรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในปีนั้น แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร จนกว่าจะไม่มีเงินค่าภาษีที่นายจ้างต้องออกแทนให้อีก

         กรณีนายจ้างออกเงินค่าภาษีแทนให้ลูกจ้าง สำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้างเป็นจำนวนที่แน่นอน เช่น เท่ากับจำนวนภาษีที่จะต้องชำระ ให้นำเงินค่าภาษีที่นายจ้างออกแทนให้ไปรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในปีนั้น แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร”


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ