Case study

การรับรู้รายได้ส่งเสริมการขาย และส่วนลด


เรื่อง การรับรู้รายได้ส่งเสริมการขาย และส่วนลด
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 23/10/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

กิจการขายน้ำมัน ของปั้ม PT โดยยอดขาย คำนวนจากจำนวนลิตร และราคาน้ำมันต่อหน่วย...ยอดลูกค้ามาเติมน้ำมันชำระ 1,000.- (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) 

แล้วลูกค้านำคะแนนมาแลก ได้ส่วนลด 200.- เท่ากับ ทางปั้มได้รับเงิน 800.- แต่ในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ทางกิจการยื่นภาษีขาย ยอดเต็ม 1,000.- ตามรายงาน ส่วน ก. (ขายน้ำมันใส) 

ต่อมาในเดือนถัดไป ทาง PT ได้ส่งใบส่วนลดมาให้ พร้อมแนบใบภาษีหัก ณ ที่จ่าย (3%) ระบุเป็นรายได้ส่งเสริมการขาย...

 ซึ่งในการบัญชี จะถือเป็นรายได้ส่งเสริมการขาย นำมายื่นรวมให้ในแบบ ภ.ง.ด.50 ..แต่ทางกิจการแย้งมาว่า เป็นรายได้จากการขายน้ำมันใส จากยอด รวม 1,000.- ไปแล้ว จะให้ถือเป็นรายได้ส่งเสริมการขายอีกไม่ได้....ต้องให้ถือว่า PT เป็นลูกหนี้ของกิจการ 200.- ซึ่ง 200.- รวมอยู่ในยอดน้ำมันที่กิจการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้ว... 

ถามว่า กรณีนี้ ทางบัญชีต้องรับรู้รายได้ส่งเสริมการขายหรือไม่? อย่างไร?

คำตอบ

ก่อนอื่นอธิบายในทางภาษีเกี่ยวกับการได้รับส่วนลดพิเศษ


ส่วนลดพิเศษ

    1. วัตถุประสงค์: เพื่อการส่งเสริมการขาย

    2. เงื่อนไข: ลดให้ในโอกาสพิเศษ เช่น การให้ส่วนลดพิเศษเพื่อการส่งเสริมการขาย

         ในการออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป สำหรับการขายสินค้า โดยทั่วไปจะไม่แสดงเงื่อนไขการให้ส่วนลดพิเศษ เนื่องจาก ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ อาจกำหนดเงื่อนไขการให้ส่วนลดพิเศษในเอกสารการส่งเสริมการขายว่า จะให้ส่วนลดพิเศษประเภทใด

         • กำหนดให้นำส่วนลดที่ได้รับไปใช้เป็น "ส่วนลดการค้า" สำหรับการซื้อสินค้าหรือรับบริการในครั้งต่อ ๆ ไป (เพื่อการรักษาลูกค้า)  

         • กำหนดให้รางวัล หรือส่วนลด ที่นำไปหักออกจากหนี้ที่ต้องชำระ หรือรับคืนเป็นเงินสด หรือให้รางวัลเป็นสิ่งของ

    3. กรณีกำหนดให้ส่วนลดพิเศษมีคุณลักษณะเป็น "ส่วนลดการค้า" สำหรับการซื้อสินค้าหรือการรับบริการในครั้งต่อ ๆ ไป ย่อมใช้ลดฐานภาษีได้เช่นเดียวกับการให้ส่วนลดการค้าทั่วไป

         กรณีกำหนดให้ส่วนลดพิเศษมีคุณลักษณะเป็น "ส่วนลดเงินสด" ย่อมไม่มีการลดฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม เว้นแต่บริการเงินเชื่อที่ยังมิได้ออกใบกำกับภาษี เช่นเดียวกับการให้ส่วนลดเงินสดทั่วไป

    4. ผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ที่ได้ให้ส่วนลดพิเศษแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการดังต่อไปนี้ ให้ผู้ประกอบการที่ให้ส่วนลดพิเศษมีหน้าที่ต้องคำนวณหัก WT. ในอัตรา 3% ของส่วนลดพิเศษนั้นตามข้อ 12/2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528  

         (1) ผู้ซื้อสินค้าที่เป็นผู้จัดจำหน่าย (Dealer/ Distributor) ซึ่งซื้อสินค้าไปขายต่อ หรือตามพฤติการณ์ผู้ซื้อได้ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อได้แก่ ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก หรือผู้ส่งออก  

         (2) ผู้รับบริการซึ่งผู้ให้บริการทราบโดยชัดแจ้งว่าผู้รับบริการนั้นมีวัตถุประสงค์ที่จะให้บริการต่อ หรือตามพฤติการณ์ผู้รับบริการมีวัตถุประสงค์ที่จะให้บริการต่อแน่นอน (ดู คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545 ประกอบ)  

    5. ผู้ประกอบการที่ได้รับส่วนลดพิเศษไม่ต้องนำส่วนลดเงินสดไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Out of VAT Scope)



คำตอบ


การรับรู้รายได้ส่งเสริมการขายจากส่วนลดคะแนนสะสม PT Max Card


กรณีดังกล่าว ถือเป็นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเป็นทอดๆ 

ทอดแรก >> บริษัทฯ ผู้ขายน้ำมัน ให้ส่วนลดส่งเสริมการขายแก่ ลูกค้า End user

ทอดที่สอง >> บริษัท PT ให้แก่ บริษัทฯ ผู้ขายน้ำมัน นำมาขายต่อ ถือเป็น ผู้จัดจำหน่าย (Dealer/ Distributor), ผู้แทนจำหน่าย


1) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

       ตามแนวทางกรมสรรพากร ส่วนลดหรือประโยชน์จากกิจกรรมส่งเสริมการขายไม่ถือเป็นรายได้จากการขายสินค้า ที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.118/2545 ข้อ 8 กล่าวว่า

     “ข้อ   8   รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายตามข้อ 1 ไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ ตามมาตรา 77/1(8) และมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้รับจึงไม่ต้องนำเงินรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายดังกล่าวไปรวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร”


        จึงสรุปได้ว่า บริษัทที่ขายน้ำมัน แสดงยอดขาย 1,000 บาทและเสีย VAT ตามนั้น ถูกต้องแล้ว ส่วนยอดที่ลูกค้านำคะแนนมาแลกเป็นส่วนลด 200 บาท ถือเป็นรายจ่ายส่งเสริมการขาย (รอหักกลบกับยอดที่ PT จะคืนกลับมาให้) 


  • สำหรับ ส่วนลดเพื่อส่งเสริมการขาย กรณีลดให้เป็นเงินสด ในกรณีนี้ ทั้งฝั่งรับและฝั่งจ่ายส่งเสริมการขาย ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.118/2545 ข้อ 8


2) ภาษีเงินได้นิติบุคคล 


เมื่อบริษัทได้รับรายได้ส่งเสริมการขายจาก PT ที่ให้ชดเชยจากกิจกรรมส่งเสริมการขายนี้ จำนวน 200 บาท บริษัทฯ ต้องรับรู้รายได้ตามเกณฑ์สิทธิ (accrual basis) ตามมาตรา 65 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรระบุว่าเงินรางวัล ส่วนลดหรือประโยชน์จากการส่งเสริมการขายที่กิจการได้รับ ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคล ในกรณีนี้ PT หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 3% จำนวน 6 บาท แสดงว่ามองว่าเป็นรายได้จากการส่งเสริมการขาย ดังนั้น บริษัทฯ จึงต้องบันทึกเป็นรายได้ และบริษัทมีสิทธินำภาษีที่ถูกหักไว้มาเป็นเครดิตภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับปีภาษีนั้น

ได้ 


แนวทางการบันทึกบัญชีบริษัทฯ 


1) วันที่ขายสินค้า น้ำมันให้ลูกค้า

  • บันทึกบัญชีเมื่อขายสินค้า:
      Dr.เงินสด/ธนาคาร 800
             รายจ่ายส่วนลดส่งเสริมการขาย      200 
    (เนื่องจากผู้รับส่วนลดเป็น End user จึงไม่มีหักภาษี ณ ที่จ่าย)
          Cr.รายได้จากการขาย 934.58
                                ภาษีขาย               65.42


2) วันที่ได้รับเงินชดเชยส่งเสริมการขายคืนจาก PT
 
ในทางบัญชีจึง ต้องรับรู้เป็นรายได้ส่งเสริมการขาย 200 บาท และบันทึกค่าภาษีที่หัก ณ ที่จ่ายเป็นเครดิตได้ 


  Dr.เงินสด/ธนาคาร 194
ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย 3%                   6 
(เนื่องจากผู้รับส่วนลดเป็นตัวแทนจำหน่าย จึงไม่มีหักภาษี ณ ที่จ่าย)
                 Cr.รายได้ส่วนลดส่งเสริมการขาย           200 



3) กรณีภาษีหัก ณ ที่จ่าย
      เพิ่มเติมให้จากโจทย์ไม่ได้สอบถามมา 

          3.1) เมื่อบริษัทฯ จำหน่ายน้ำมัน ให้ส่วนลดส่งเสริมการขายแก่ลูกค้า End user >> จะไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% 

3.2) เมื่อบริษัท PT ให้ส่วนลดส่งเสริมการขายแก่บริษัทฯ จำหน่ายน้ำมัน บริษัทฯ ผู้จัดจำหน่าย (Dealer/ Distributor) >> จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ของมูลค่ารางวัล/ส่วนลด/ประโยชน์ที่จ่ายให้ ตามมาตรา 3 เตรส ประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528 ข้อ 12/2(2)  และ คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.118/2545 ข้อ 1  



กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ขอบคุณ Slide จากท่านอาจารย์สุเทพ พงษ์พิทักษ์



มาตรา 79 ภายใต้บังคับมาตรา 79/1 ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการได้แก่มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ รวมทั้งภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ถ้ามีด้วย
มูลค่าของฐานภาษีให้หมายความถึง เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการหรือประโยชน์ใด ๆ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน
              ( 
ดูพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 291) พ.ศ. 2539 )
              ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.39/2537 )
              ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.73/2541 )
              ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.118/2545 )
  มูลค่าของฐานภาษีไม่ให้รวมถึง
(1) ส่วนลดหรือค่าลดหย่อนที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ลดให้ในขณะขายสินค้าหรือให้บริการและได้หักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนดังกล่าวออกจากราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการ โดยได้แสดงให้เห็นไว้ชัดแจ้งว่าได้มีการหักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนไว้ในใบกำกับภาษีในแต่ละครั้งที่ออกแล้วทั้งนี้ เว้นแต่ส่วนลดหรือค่าลดหย่อนในการขายสินค้าหรือให้บริการของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา 86/6 หรือมาตรา 86/7 ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะไม่แสดงส่วนลดหรือค่าลดหย่อนดังกล่าวให้เห็นชัดแจ้งไว้ในใบกำกับภาษีอย่างย่อก็ได้
(2) ค่าชดเชยหรือเงินอุดหนุนตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี
(3) ภาษีขาย
              (4) ค่าตอบแทนที่มีลักษณะ และเงื่อนไขตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 118/2545 ข้อ 8 



คำสั่งกรมสรรพากร
 ที่ ท.ป. 4/2528

 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

"ข้อ 12/2 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายรางวัล ส่วนลดหรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น

   (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคม หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0

                ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับสำหรับการให้รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งเป็นผู้บริโภคหรือเป็นผู้ประกอบการที่นำสินค้าหรือบริการไปใช้ในการประกอบกิจการของตนเองโดยตรง โดยมิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ
  (
ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.118/2545)

คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 118/2545

เรื่อง      การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายรางวัล ส่วนลดหรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย

                ข้อ   1   กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นได้ขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อซึ่งได้ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ หรือตามพฤติการณ์ผู้ซื้อได้ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อเช่น ผู้ซื้อสินค้าเป็นผู้ประกอบการขายปลีกหรือขายส่งสินค้าหรือผู้แทนจำหน่ายเมื่อผู้ขายสินค้าดังกล่าวจ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ซึ่งอาจเป็นสัญญาระยะยาว ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0ของรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายตามวรรคหนึ่ง หมายถึงเงินอุดหนุน เงินสนับสนุน เงินช่วยเหลือ เงินส่วนลด หรือเงินอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันที่ผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายได้จ่ายให้แก่ผู้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายที่ซื้อสินค้าโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อทั้งนี้ ไม่ว่าเงินดังกล่าวจะคำนวณจากฐานการซื้อขายหรือคำนวณจากฐานอื่นใด เพื่อให้มีผลต่อการขาย การลดต้นทุน หรือลดรายจ่าย ของผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่าย

ข้อ   3   กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นตามข้อ 1 จ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายโดยจ่ายในลักษณะเป็นใบลดหนี้ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามวันที่ที่ออกใบลดหนี้นั้น

   ข้อ   8   รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายตามข้อ 1ไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ ตามมาตรา 77/1(8) และมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากรผู้รับจึงไม่ต้องนำเงินรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายดังกล่าวไปรวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร


มาตรา 65  เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนดสิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ
(ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่จะถือวันเริ่มตั้งถึงวันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้
(ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีเช่นว่านี้ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต สุดแต่จะเห็นสมควร คำสั่งเช่นว่านั้นต้องแจ้งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายในเวลาอันสมควร และในกรณีที่อธิบดีสั่งอนุญาต ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนด
              การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นและให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้นแม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น


  

อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

บริษัทฯ ได้ใบลดหนี้ ส่วนลด Rebate จาก Supplier

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 20/05/2023 - วันที่ตอบ 23/05/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545ฯ

ปุจฉา

สอบถามกรณีบริษัทฯ ได้ใบลดหนี้ กรณีส่วนลด Rebate แต่เค้าแนบใบลดหนี้มาพร้อมกับใบหัก ณ ที่จ่าย เขียนรายการว่าส่งเสริมการขายในกรณีนี้เราต้องยื่นรายได้ยอดส่งเสริมการขายมั้ยคะแล้วต้องบันทึกบัญชีอย่างไรคะ

วิสัชนา

1. ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545ฯ ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545

    “รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย หมายถึง เงินอุดหนุน เงินสนับสนุน เงินช่วยเหลือ เงินส่วนลด หรือเงินอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันที่ผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายได้จ่ายให้แก่ผู้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายที่ซื้อสินค้าโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ ทั้งนี้ ไม่ว่าเงินดังกล่าวจะคำนวณจากฐานการซื้อขายหรือคำนวณจากฐานอื่นใด เพื่อให้มีผลต่อการขาย การลดต้นทุน หรือลดรายจ่าย ของผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่าย”


2. การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายสำหรับรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายมีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขพอสรุปได้ดังนี้

    (1) ผู้ขายสินค้า (Supplier) ซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น

    (2) ผู้ขายสินค้าได้ให้เงินอุดหนุน เงินสนับสนุน เงินช่วยเหลือ เงินส่วนลด หรือเงินอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันที่ผู้ขายสินค้า แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้แทนจำหน่าย (Dealer) ซึ่งเป็นผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก หรือผู้ส่งออก ต้องเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ เพื่อให้มีผลต่อการขาย การลดต้นทุน หรือลดรายจ่าย ของผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่าย โดยไม่คำนึงว่าเงินที่จ่ายให้นั้นจะคำนวณจากฐานการซื้อขายหรือฐานอื่นใด

         ผู้ซื้อสินค้าดังกล่าวต้องมิใช่ผู้ที่ซื้อสินค้าไปใช้ในการผลิต การให้บริการ หรือเพื่อการบริโภค หรือเพื่อการอื่นที่มิใช่เพื่อขายสินค้าดังกล่าว

    (3) มูลค่ารางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ จากการส่งเสริมการขายที่อยู่ในข่ายที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ต้องมีจำนวนตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเกิดจากข้อกำหนดที่ตกลงกันเป็นครั้งคราว หรือเกิดจากสัญญาระยะยาวก็ตาม

    (4) ให้คำนวณหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย

    (5) ให้นำแนวทางปฏิบัติตามข้อ 1 ถึงข้อ 4 ไปปรับใช้กับกรณีการจ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นได้ให้บริการแก่ผู้รับบริการซึ่งผู้ให้บริการทราบโดยชัดแจ้งว่า ผู้รับบริการนั้นมีวัตถุประสงค์ที่จะให้บริการต่อ หรือตามพฤติการณ์ผู้รับบริการมีวัตถุประสงค์ที่จะให้บริการต่อแน่นอนด้วย เช่น บริษัท ก. จำกัด ประมูลงานก่อสร้างจากบริษัทเอกซ์ จำกัด ต่อไปไม่ได้จ้างเหมาช่วงให้แก่บริษัทข. จำกัด เช่นนี้ หากภายหลังบริษัท ข. จำกัด ให้รางวัลส่วนลดหรือประโยชน์ใดจากแก่บริษัท ก. จำกัด บริษัท ข. จำกัด ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3 ของรางวัลส่วนลด หรือประโยชน์ใดที่ให้แก่บริษัท ก. จำกัด นั้นด้วย



 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    กรณีบริษัทฯ ได้ใบลดหนี้กรณีส่วนลด Rebate จาก Supplier โดยได้แนบใบลดหนี้มาพร้อมกับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งเขียนรายการว่า “ส่งเสริมการขาย” ในกรณีนี้ บริษัทฯ พึงต้องนำรายการส่วนลด Rebate ดังกล่าวมารวมเป็นรายได้ที่เป็น “รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย” บันทึกรายการบัญชี โดย

        เดบิตเจ้าหนี้

                ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

           เครดิตรายได้อื่น



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ "


เรื่อง

รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ จากการส่งเสริมการขาย

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 01/09/2020 - วันที่ตอบ 01/09/2020

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545

ปุจฉา

อาจารย์คะไม่ทราบคำตอบของอาจารย์ตามรูปด้านล่างยังสามารถใช้ได้ภายใต้กฎหมายสรรพากรปัจจุบันไหมคะ

วิสัชนา

แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ จากการส่งเสริมการขายไม่มีการเปลี่ยนแปลง ใดๆ ขอให้ศึกษาเพิ่มเติมจากคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545 ซึ่งได้นำมาเป็นบทความดังนี้

รางวัล ส่วนลดจากการส่งเสริมการขาย

    แม้ไขปัญหาภาษีอากรจะได้เคยนำแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 เพื่อให้การคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามข้อ 12/2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เป็นไปโดยถูกต้องครบถ้วน มาเป็นประเด็น ปุจฉา-วิสัชนา ณ ที่นี้แล้ว แต่ยังคงมีท่านผู้อ่านที่ขอให้นำมาทบทวนอีกครั้ง จึงขอสนองต่อความต้องการดังกล่าว ดังนี้ครับ

ปุจฉารางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย คืออะไร

วิสัชนา รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย หมายถึง เงินอุดหนุน เงินสนับสนุน เงินช่วยเหลือ เงินส่วนลด หรือเงินอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันที่ผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายได้จ่ายให้แก่ผู้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายที่ซื้อสินค้าโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ ทั้งนี้ ไม่ว่าเงินดังกล่าวจะคำนวณจากฐานการซื้อขายหรือคำนวณจากฐานอื่นใด เพื่อให้มีผลต่อการขาย การลดต้นทุน หรือลดรายจ่าย ของผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่าย


ปุจฉามีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายสำหรับรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายกำหนดไว้อย่างไร

วิสัชนาการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายสำหรับรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายมีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขพอสรุปได้ดังนี้

    1. ผู้ขายสินค้า (Supplier) ซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น

    2. ผู้ขายสินค้าได้ให้เงินอุดหนุน เงินสนับสนุน เงินช่วยเหลือ เงินส่วนลด หรือเงินอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันที่ผู้ขายสินค้า แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้แทนจำหน่าย (Dealer) ซึ่งเป็นผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก หรือผู้ส่งออก ต้องเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ เพื่อให้มีผลต่อการขาย การลดต้นทุน หรือลดรายจ่าย ของผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่าย โดยไม่คำนึงว่าเงินที่จ่ายให้นั้นจะคำนวณจากฐานการซื้อขายหรือฐานอื่นใด

    ผู้ซื้อสินค้าดังกล่าวต้องมิใช่ผู้ที่ซื้อสินค้าไปใช้ในการผลิต การให้บริการ หรือเพื่อการบริโภค หรือเพื่อการอื่นที่มิใช่เพื่อขายสินค้าดังกล่าว

    3. มูลค่ารางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ จากการส่งเสริมการขายที่อยู่ในข่ายที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ต้องมีจำนวนตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเกิดจากข้อกำหนดที่ตกลงกันเป็นครั้งคราว หรือเกิดจากสัญญาระยะยาวก็ตาม

    4. ให้คำนวณหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย

    5. ให้นำแนวทางปฏิบัติตามข้อ 1 ถึงข้อ 4 ไปปรับใช้กับกรณีการจ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นได้ให้บริการแก่ผู้รับบริการซึ่งผู้ให้บริการทราบโดยชัดแจ้งว่า ผู้รับบริการนั้นมีวัตถุประสงค์ที่จะให้บริการต่อ หรือตามพฤติการณ์ผู้รับบริการมีวัตถุประสงค์ที่จะให้บริการต่อแน่นอนด้วย เช่น บริษัท ก. จำกัด ประมูลงานก่อสร้างจากบริษัทเอกซ์ จำกัด ต่อไปไม่ได้จ้างเหมาช่วงให้แก่บริษัทข. จำกัด เช่นนี้ หากภายหลังบริษัท ข. จำกัด ให้รางวัลส่วนลดหรือประโยชน์ใดจากแก่บริษัท ก. จำกัด บริษัท ข. จำกัด ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3 ของรางวัลส่วนลด หรือประโยชน์ใดที่ให้แก่บริษัท ก. จำกัด นั้นด้วย


ปุจฉากรณีผู้ขายสินค้าได้ให้รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ จากการส่งเสริมการขาย แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเป็นสินค้าหรือบริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ผู้ขายสินค้ามิได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้า จะคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายอย่างไร

วิสัชนากรณีดังกล่าว ให้ผู้ขายสินค้าคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3 ของราคาสินค้าหรือค่าบริการที่รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม และในกรณีที่ผู้ขายได้ออกภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้ซื้อ ก็ให้นำค่าภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายมาเป็นฐานเงินได้ที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายด้วย เช่น

ราคาสินค้าอันเป็นรางวัลส่งเสริมการขาย ที่ผู้ขายให้แก่ผู้ซื้อมีมูลค่า 10,000 บาท ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีขาย) 700 บาท หากผู้ขายเรียกเก็บเฉพาะค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้รับรางวัล ให้ผู้ออกใบกำกับภาษีแก่ผู้รับรางวัลนั้น แต่ถ้าให้เปล่าก็ไม่จำเป็นต้องออกใบกำกับภาษีตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.86/2542 กรณีที่ไม่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มให้คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3 ของมูลค่าสินค้ารวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ไม่เรียกเก็บ คือ 10,700 บาท


ข้อสรุปเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

สำหรับรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ จากการส่งเสริมการขาย

    - ผู้จ่ายเงินได้ที่มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายได้แก่ ผู้ขายสินค้า (Supplice) ผู้ผลิต (Manufacturer) ผู้นำเข้า (Importer) ผู้ค้าส่ง (Wholesaler) ที่เป็นบริษัท/ห้างหุ้นส่วน นิติบุคคล หรือ นิติบุคคลอื่น ซึ่งได้จ่ายรางวัล ส่วนลด ประโยชน์ใดๆ จากการส่งเสริมการขาย

    - รางวัล ส่วนลด ประโยชน์ใดๆ จากการส่งเสริมการขาย ได้แก่ เงินอุดหนุน เงินสนับสนุน เงินช่วยเหลือ เงิน ส่วนลด หรือเงินอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกัน เงินชดเชยส่วนลดเงินสดตามคูปอง, ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Entrance fee) เงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าโฆษณา ค่าจัดงานปีใหม่พนักงาน ค่า ใช้จ่ายอื่นๆ ส่วนลดภายหลังขายได้ตามเป้าหมายที่กำหนด (Rebate from Target Prromotion) เงินอุดหนุน (Subsidize) เพื่อให้มีผลต่อการขาย การลดต้นทุน หรือรายจ่าย ของผู้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่าย

    กรณีให้เป็นสินค้าหรือ บริการผู้จ่ายเงินได้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

    - ผู้มีเงินได้ที่ต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ได้แก่ ผู้แทนจำหน่าย (Dealer) ผู้ค้าส่ง (Wholesaler) ผู้ค้าปลีก (Retailer) ผู้ส่งออก (Exporter) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่มิใช่ผู้ ผลิต ผู้ให้บริการ ผู้ใช้ ผู้บริโภคสินค้านั้น โดยให้รับรู้เป็นรายได้ แต่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

    - ให้ผู้จ่ายเงินได้คำนวณหัก WT. 3% ของเงินได้ กรณีให้เป็นสินค้าหรือบริการ หากผู้จ่ายเงินได้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ไม่เรียกเก็บจากผู้มีเงินได้ ต้องคำนวณหัก WT. 3% ของเงินได้ โดยรวมภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย


ที่มา:http://www.nationejobs.com/content/legal/labour/template.php?conno=155  โดย สุเทพ พงษ์พิทักษ์



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ