Case study

ความแตกต่างทางบัญชี-ภาษีของผลกำไรขาดทุนจากเงินลงทุนระยะสั้น


เรื่อง ความแตกต่างทางบัญชี-ภาษีของผลกำไรขาดทุนจากเงินลงทุนระยะสั้น
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 31/01/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทฯได้ลงทุนระยะสั้นในกองทุนเปิดเป็นการลงทุนในตราสารทุนซึ่งสามารถซื้อขายได้ตลอด ซึ่งสิ้นปีจะมีรายงานการถือหน่วยลงทุนแสดงราคา NAV/unit 

-  ในปี 2566 บริษัทฯได้ปรับราคาทุนที่ซื้อมาจำนวน 200,000 บาท   ให้เป็นราคา NAV ณ สิ้นปี ซึ่งมีราคา 150.000 บาท เป็นขาดทุนจากเงินลงทุนระยะสั้น 

-  ต่อมาในปี 2567 ยอด NAV สิ้นปีมียอดราคา 170000 บาท จึงมีการปรับยอดให้เป็นราคา NAV สิ้นปี เป็นกำไร 20000 บาท  

-  สมมติปีหน้าขายเงินลงทุนทั้งหมดออกในราคาตลาดได้ 180000 บาท  

คำถาม    ขอทราบผลกระทบทางบัญชีเเละภาษี ที่เกี่ยวข้องกับเงินลงทุนระยะสั้น ตามเหตุการณ์ข้างต้น 

คำตอบ


ขอขอบคุณ   อาจารย์ ปริพนธ์ ไทยสุชาติ (ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชี)  ที่กรุณาเเนะนำคำตอบของด้านบัญชีนะคะ 

ตอบ   การปรับมูลค่าเงินลงทุน (หลักทรัพย์เพื่อค้า)


ด้านบัญชี

ด้านภาษี

         กรณีที่บริษัทถือตราสารดังกล่าวจะถือเป็นเงินลงทุนประเภทหนึ่งและมีการซื้อขายระยะเวลาอันสั้น จึงถือเป็นหลักทรัพย์เพื่อค้า

       ดังนั้นจะต้องปรับมูลค่าทุกสิ้นปีหรือสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี

  • กำไรขาดทุนวิ่งเข้างบกำไรขาดทุนโดยตรง
  • มูลค่าที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงจะปรับเข้าไปยังบัญชีเงินลงทุน
  • ในหน้างบการเงินจะแสดงด้วยมูลค่ายุติธรรม
  • แต่จะต้องเปิดเผยข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ด้วยเงินลงทุนและบัญชีปรับมูลค่า

หลักทรัพย์เพื่อค้า หมายถึง เงินลงทุนในตราสารหนี้ทุกชนิดหรือตราสารทุนในความต้องการของตลาดที่กิจการถือไว้โดยมีวัตถุประสงค์หลักที่จะขายในอนาคตอันใกล้ ทำให้กิจการถือหลักทรัพย์นั้นไว้เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อหากำไรจากการเปลี่ยนแปลงราคาของหลักทรัพย์ ดังนั้น หลักทรัพย์เพื่อค้าจึงมีอัตราการหมุนเวียนสูง


ทางภาษี หลักทรัพย์เพื่อค้า  เป็นหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด (Marketable Securities)   ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะเปลี่ยนเป็นเงินสดทันทีที่ต้องการ จึงเข้าลักษณะเป็นสินค้าคงเหลือ (Inventory)บริษัทสามารถปรับมูลค่า โดยคำนวณตามราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า  ตามมาตรา 65 ทวิ(6) แห่งประมวลรัษฎากร   โดยไม่ต้องปรับปรุง บวกกลับ/หักออก ในกระดาษทำการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) แต่อย่างใด   


ข้อควรระวัง : ถ้าบริษัทไม่มีหลักฐานพิสูจน์แน่ชัด การปรับมูลค่านี้ อาจไปเข้าข่ายการตั้งสำรอง ซึ่งจะเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี(1) แห่งประมวลรัษฎากร    



มาตรา 65 ทวิการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้  

   (3) ราคาทรัพย์สินอื่นนอกจาก (6) ให้ถือตามราคาที่พึงซื้อทรัพย์สินนั้นได้ตามปกติและในกรณีที่มีการตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ห้ามมิให้นำราคาที่ตีราคาเพิ่มขึ้นมารวมคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ส่วนทรัพย์สินรายการใดมีสิทธิหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาก็ให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราเดิมที่ใช้อยู่ก่อนตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น โดยให้หักเพียงเท่าที่ระยะเวลา และมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่สำหรับทรัพย์สินนั้นเท่านั้น

  (6) ราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีให้คำนวณตามราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และให้ถือราคานี้เป็นราคาสินค้าคงเหลือยกมาสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีใหม่ด้วย
             การคำนวณราคาทุนตามวรรคก่อนเมื่อได้คำนวณตามหลักเกณฑ์ใดตามวิชาการบัญชี ให้ใช้หลักเกณฑ์นั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนหลักเกณฑ์ได้


มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

   (1) เงินสำรองต่าง ๆ นอกจาก...



อ้างอิง

เรื่อง

ผลขาดทุน/กำไร จากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เกี่ยวกับการนำเงินไปลงทุนใน LGT BANK

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 24/05/2023 - วันที่ตอบ 27/05/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ทวิ (5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

ขอปรึกษาอาจารย์ เกี่ยวกับผลขาดทุน/กำไร จากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เกี่ยวกับการนำเงินไปลงทุนใน LGT BANK

ขอเรียนถามว่า

ผลขาดทุนหรือผลกำไรจากการแปลงค่าเงินตราต่างประเทศ บริษัทฯ สามารถนำมาถือเป็นรายจ่าย หรือเป็นรายได้ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่เนื่องจาก บริษัทฯ นำรายการผลขาดทุน / กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนไปเป็นรายการบวกกลับ (หักออก)ทางภาษี เช่น กรณีเป็นผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจะนำไปบวกกลับทางภาษี และถ้าเป็นกำไรจะนำหักออกตอนคำนวณภาษี เป็นการปฎิบัติที่ถูกต้องหรือไม่

วิสัชนา

1.กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการคำนวณค่าหรือราคาทรัพย์สิน หนี้สินที่มีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 132/2548 เรื่อง การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 มาตรา 65 ทวิ (5) มาตรา 65 ทวิ (8) และมาตรา 79/4 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2548 

    “ข้อ 2 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนดมีเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวคำนวณค่าหรือราคาของเงินตราหรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ และให้คำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขาย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร

           กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามวรรคหนึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นที่รัฐมนตรีกำหนด มีเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี  ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร

           ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องคำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง หมายถึง เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับหรือมีภาระผูกพันที่จะต้องชำระเป็นเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนเงินที่กำหนดไว้แน่นอน เช่น

           - เงินฝากธนาคาร (Cash) 

           - ลูกหนี้การค้า (Account Receivable) 

           - ลูกหนี้และตั๋วเงินรับจากการขายสินค้า (Accounts and Notes Receivable) 

           - หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด (Marketable Securities) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะเปลี่ยนเป็นเงินสดทันทีที่ต้องการ แต่ไม่รวมถึงตราสารทุน ซึ่งเป็นเงินลงทุนระยะยาวที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศเพื่อหวังเงินปันผลในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ

           - เงินให้กู้ยืมแก่บริษัทในเครือเดียวกัน (Loan to Subsidiaries) 

           - ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า (Prepaid Expense) 

           - เจ้าหนี้จากการซื้อสินค้า (Accounts Payable) 

           - ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (Accrued Expense) เป็นต้น” 



 

2. LGT เป็นกลุ่มบริษัทด้านการบริการไพรเวทแบงค์และการจัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองวาดุซ ประเทศลิกเตนสไตน์ โดยมีราชวงศ์แห่งลิกเตนสไตน์ (Princely House of Liechtenstein) เป็นเจ้าของและบริหารงาน โดยในช่วงกลางปี พ.ศ. 2561 LGT ได้บริหารสินทรัพย์รวมมูลค่าถึง 2.075 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 6.5 ล้านล้านบาท) สำหรับในเอเชีย LGT เป็นไพรเวทแบงค์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 12 ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์ที่บริหารมากกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (หรือ 1.9 ล้านล้านบาท)

    เจ้าชายแมกซ์ ตรัสเพิ่มเติมว่า "โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่มั่นคงของเรา เครือข่ายระหว่างประเทศที่คลอบคลุม แนวทางการดำเนินงานที่เข้าถึงความต้องการของลูกค้าเฉพาะบุคคล รวมถึงประสบการณ์ที่ครอบคลุมของที่ปรึกษาด้านการดูแลสินทรัพย์ของเรา คือสิ่งที่ทำให้ LGT แตกต่าง ลูกค้าของเราสามารถลงทุนได้ดั่งสมาชิกราชวงศ์ และได้รับผลประโยชน์ผ่านความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนของเรา ทั้งหมดนี้มีผลให้เกิดความต้องการระหว่างเราและลูกค้าดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน"



 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีนำเงินไปลงทุนใน LGT BANK นั้น

    1. กรณีเงินลงทุนใน LGT BANK เป็นหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด (Marketable Securities) หรือหลักทรัพย์เพื่อค้า ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะเปลี่ยนเป็นเงินสดทันทีที่ต้องการ มีลักษณะเป็นสินค้าคงเหลือ (Inventory) เช่นนี้ ให้บริษัทฯ คำนวณค่าหรือราคาของเงินลงทุนดังกล่าวเป็นเงินตราไทยตามตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร และรับรู้กำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นรายได้หรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่เกิดรายการนั้น



 

    2. กรณีลงทุนตราสารทุน ซึ่งเป็นเงินลงทุนระยะยาวที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศเพื่อหวังเงินปันผลในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ในทางภาษีอากร บริษัทฯ ไม่ต้องค่าหรือราคาของเงินลงทุนดังกล่าวเป็นเงินตราไทยตามตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร และไม่ต้องรับรู้กำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นรายได้หรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่เกิดรายการนั้น แต่อย่างใด



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ "




เรื่อง

เปลี่ยนจากหลักทรัพย์เพื่อค้า เป็นหลักทรัพย์เผื่อขาย

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 24/01/2023 - วันที่ตอบ 30/01/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ทวิ (3) (6) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

จากที่อาจารย์เคยตอบ เรื่อง หลักทรัพย์เพื่อค้า ดังนี้คะ

“คุณ Thewa Damdaeng (20 มีนาคม เวลา 18:37 น. จากกรุงเทพมหานคร)

ปุจฉา: เรียน อาจารย์สุเทพครับ

ผมสรุปเกี่ยวกับประเด็นเงินลงทุนตามข้างล่างนี้ถูกต้องหรือไม่ครับ ขอความกรุณาอาจารย์ไขข้อข้องใจด้วยครับ

    เงินลงทุนในหลักทรัพย์เพื่อค้าถือเป็นสินค้า จะต้องปฏิบัติตาม มาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่าและต้องเข้าเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

        1. ขายได้ทันทีในตลาดหลักทรัพย์

        2. มีการซื้อขายสม่ำเสมอ

        3. มีการจำหน่ายออกไปภายใน 1 รอบระยะเวลาบัญชี

    หากไม่เข้าเกณฑ์ 3 ข้อ จะต้องถือเป็นสินทรัพย์อื่น ต้องไปใช้มาตรา 65 ทวิ (3) แห่งประมวลรัษฎากร ในทางบัญชีเราจะตั้งเป็นบัญชีค่าเผื่อการปรับมูลค่าสินค้า/เงินลงทุน ซึ่งมีทั้งกำไรและขาดทุน และเมื่อคำนวณกำไรเพื่อเสียภาษี จะเอารายการขาดทุนมาบวกกลับ และรายการกำไรมาหักออก แต่จะไม่ถูกต้องตาม มาตรา 65 ทวิ (6) แต่จะต้องไปพิจารณาเปรียบเทียบราคาระหว่างราคาทุนและราคาตลาด หากราคาตลาดต่ำกว่าให้รับรู้เป็นรายการขาดทุนในการคำนวณกำไรเพื่อเสียภาษีในปีทันที และให้ถือราคานี้เป็นราคายกมาสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป (จะไม่มีกำไรในทางภาษี)

     แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการโดยส่วนใหญ่จะไปใช้ในประเด็นการประมาณการทางบัญชีโดยถือว่ารายการดังกล่าวยังไม่ได้ถือเป็นกำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง และจะรับรู้กำไรหรือขาดทุนในงวดที่มีการขายเกิดขึ้นถูกต้องแล้วครับ เว้นแต่ข้อ 3 การจำหน่ายออกไปภายใน 1 รอบระยะเวลาบัญชี ไม่ได้มีข้อกำหนดในทางภาษีอากร แต่ถ้าทางเป็นเกณฑ์ทางบัญชี ก็สามารถนำไปปรับใช้ทางภาษีอากรได้ เมื่อถือ “หลักทรัพย์เพื่อค้า” เป็น “สินค้าคงเหลือ” ก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขตามมาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร การตีราคาสินค้าคงเหลือ ตาม “ราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า” จึงจะมีผลทางภาษีอากร

ขอบคุณสำหรับประเด็นที่เป็นประโยชน์”  


หนูมีคำถามต่อว่า ถ้าปีแรกเข้าเงื่อนไขนิยามเป็น “สินค้า” คำนิยามข้างต้น แล้วเกิดว่า 3 ปี หลังจากนั้นบริษัทฯ เปลี่ยนความตั้งใจไม่ขายภายใน 1 ปี นะคะ แต่ถือระยะยาวเพื่อรับเงินปันผล อีกทั้งราคาตลาดมีแต่ต่ำลง ซึ่งบริษัทฯ ไม่ต้องการที่จะใช้ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในแต่ละปีเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีแล้วเนื่องจากบริษัทฯ มีขาดทุนสะสมจำนวนมาก  

คำถามคือ

   1. กรณีเช่นนี้จะถือว่าหลักทรัพย์เพื่อค้า lot เดิมที่เคยซื้อมาจะพิจารณาว่าเป็นสินทรัพย์ได้หรือไม่

    2. ถ้าได้แบบนี้ก็คือ ทางบัญชีเวลามีการวัดมูลค่ายุติธรรม ถ้าเกิดขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงก็ต้องบวกกลับในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ส่วนถ้าเป็นกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงก็ต้องหักออก แบบนี้ถูกต้องหรือไม่

        2.1 ต่อข้อ 2 กรณีเช่นนี้จะทำได้หรือไม่ค่ะ จะถูกพิจารณาว่าเป็นการเปลี่ยนนโยบายการบัญชีหรือไม่ แล้วทางภาษีต้องไปเป็นสินค้าหรือไม่คะ ทั้งๆ ที่แต่แรกเข้านิยาม แต่ตอนหลังไม่เข้านิยามแล้ว

    3. สอบถามว่า ราคามูลค่ายุติธรรมทางภาษี คือ ใช้ราคาอะไรคะ เนื่องจากว่าในทางบัญชีถ้าเป็นหุ้นในตลาดฯ จะใช้ราคา last bid price แต่ถ้านอกตลาดจะใช้ NAV นะคะ

วิสัชนา

ประเภทเงินลงทุน

1. แบ่งตามระยะเวลาของการลงทุน ได้แก่

    1.1 เงินลงทุนชั่วคราว หมายถึง เงินลงทุนที่กิจการตั้งใจจะถือไว้ไม่เกิน 1 ปี เงินลงทุนชั่วคราวรวมถึง หลักทรัพย์เพื่อค้า หลักทรัพย์เผื่อขาย เงินลงทุนทั่วไป และตราสารหนี้ที่จะครบกำหนดภายใน 1 ปี

    1.2 เงินลงทุนระยะยาว หมายถึง เงินลงทุนที่กิจการตั้งใจจะถือไว้เกิน 1 ปี เงินลงทุนระยะยาวรวมถึง ตราสารทุนที่จัดประเภทเป็นหลักทรัพย์เผื่อขายเงินลงทุนทั่วไป ตราสารหนี้ที่จัดประเภทเป็นหลักทรัพย์เผื่อขายและตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด

2.แบ่งตามสถานภาพของผู้ถือหลักทรัพย์ต่อกิจการ

    2.1 ตราสารทุน หมายถึง สัญญาที่แสดงว่าผู้ถือตราสารมีความเป็นเจ้าของในส่วน ได้เสียคงเหลือของกิจการที่ไปลงทุนได้แก่ หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ

    2.2 ตราสารหนี้ หมายถึง สัญญาที่แสดงว่าผู้ออกตราสารมีภาระผูกผันทั้งทางตรง และทางอ้อมที่จะต้องจ่ายเงินสดหรือสินทรัพย์อื่นให้แก่ผู้ถือตราสารตามจำนวนและเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้โดยชัดเจนหรือโดยปริยายได้แก่ หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล

3. แบ่งตามวัตถุประสงค์ของการถือหลักทรัพย์

    3.1 หลักทรัพย์เพื่อค้า หมายถึง เงินลงทุนในตราสารหนี้ทุกชนิดหรือตราสารทุนในความต้องการของตลาดที่กิจการถือไว้โดยมีวัตถุประสงค์หลักที่จะขายในอนาคตอันใกล้ ทำให้กิจการถือหลักทรัพย์นั้นไว้เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อหากำไรจากการเปลี่ยนแปลงราคาของหลักทรัพย์ ดังนั้น หลักทรัพย์เพื่อค้าจึงมีอัตราการหมุนเวียนสูง

    3.2 หลักทรัพย์เผื่อขาย หมายถึง เงินลงทุนในตราสารหนี้ทุกชนิดหรือตราสารทุนในความต้องการของตลาดซึ่งไม่ถือเป็นหลักทรัพย์เพื่อค้าและในขณะเดียวกันไม่ถือเป็นตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนดหรือเงินลงทุนในบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วม หลักทรัพย์เผื่อขายสามารถแยกประเภทเป็นเงินลงทุนชั่วคราวหรือเงินลงทุนระยะยาว

    3.3 เงินลงทุนทั่วไป หมายถึง เงินลงทุนในตราสารทุนที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาดทำให้กิจการไม่สามารถจัดประเภทเป็นหลักทรัพย์เพื่อค้าหรือหลักทรัพย์เผื่อขาย เงินลงทุนทั่วไปสามารถแยกประเภทเป็นเงินลงทุนชั่วคราวหรือเงินลงทุนระยะยาว

    3.4  ตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด หมายถึง เงินลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ที่กิจการมีความตั้งใจแน่วแน่และมีความสามารถที่จะถือไว้จนครบกำหนดไถ่ถอน

นอกจากนี้ มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 40 ได้กำหนดให้กิจการต้องปฏิบัติเมื่อได้มาซึ่งเงินลงทุน

1. จัดประเภทตราสารหนี้และตราสารทุนในความต้องการของตลาดดังนี้

    1.1 หลักทรัพย์เพื่อค้า

    1.2 หลักทรัพย์เผื่อขาย

    1.3 ตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด

2. จัดประเภทตราสารทุนที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาดเป็นเงินลงทุนทั่วไป

บทความโดย  :https://sites.google.com

    หลักทรัพย์เพื่อค้า หมายถึง เงินลงทุนในตราสารหนี้ ทุกชนิดหรือตราสารทุนในความต้องการของตลาดที่กิจการถือไว้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักที่จะขายในอนาคตอันใกล้ทําให้กิจการถือหลักทรัพย์นั้นไว้เป็นระยะเวลาสั้นๆ เพื่อหากําไรจากการเปลี่ยนแปลงราคาของหลักทรัพย์ ดังนั้น หลักทรัพย์เพื่อค้าจึงมีอัตราการหมุนเวียนสูง

หลักทรัพย์เผื่อขาย หมายถึง เงินลงทุนในตราสารหนี้ ทุกชนิดหรือตราสารทุนในความต้องการของตลาดซึ่งไม่ถือเป็นหลักทรัพย์เพื่อค้า และในขณะเดียวกันไม่ถือเป็นตราสารหนี้ ที่จะถือจนครบกําหนดหรือเงินลงทุนในบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วม การร่วมค้า หลักทรัพย์เผื่อขายสามารถแยกประเภทเป็นเงินลงทุนชั่วคราวหรือเงินลงทุนระยะยาว



 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    1. กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัทฯ เปลี่ยนความตั้งใจไม่ขายภายใน 1 ปี โดยถือไว้เพื่อการลงทุนระยะยาวเพื่อรับเงินปันผล  อีกทั้งราคาตลาดมีแต่ต่ำลง ซึ่งบริษัทฯ ไม่ต้องการที่จะใช้ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในแต่ละปีเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีแล้ว เนื่องจากบริษัทฯ มีขาดทุนสะสมจำนวนมาก นั้น ถือว่าหลักทรัพย์เพื่อค้า lot เดิมที่เคยซื้อมาจะพิจารณาว่าเป็นสินทรัพย์ได้ โดยต้องถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามวิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไป อาทิ

        (1) หลักการและเหตุผล ความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงประเภทหลักทรัพย์ จากหลักทรัพย์เพื่อค้า เป็นหลักทรัพย์เผื่อขาย

        (2) รายละเอียดเกี่ยวกับหลักทรัพย์ที่ประสงค์จะเปลี่ยนแปลง ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ มูลค่าของหลักทรัพย์ ประวัติการได้มาซึ่งหลักทรัพย์รายการนั้นๆ

        (3) หลักฐานการอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงประเภทหลักทรัพย์ โดยผู้มีอำนาจของบริษัทฯ

        (4) รายงานผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงประเภทหลักทรัพย์ ทั้งในทางบัญชีและภาษีอากร

    2. เมื่อบริษัทฯ ได้เปลี่ยนแปลงประเภทหลักทรัพย์จากหลักทรัพย์เพื่อค้า เป็นหลักทรัพย์เผื่อขาย ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนขตามข้อ 1 ข้างต้น แล้ว ในทางบัญชีเมื่อมีการวัดมูลค่ายุติธรรม หากเกิดผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง บริษัทฯ พึงต้องบวกกลับในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อภาษีเงินได้นิติบุคคล ส่วนถ้าเป็นกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงก็ต้องหักออก ถูกต้องแล้วครับ

    3. ราคามูลค่ายุติธรรมทางภาษี กรณีในทางบัญชีถ้าเป็นหุ้นในตลาดฯ จะใช้ราคา last bid price แต่ถ้านอกตลาดจะใช้ NAV ถูกต้องแล้วครับ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



ตอบ  เมื่อขายเงินลงทุน




ด้านบัญชี

ด้านภาษี


ในปีที่ขาย กำไรขาดทุนที่เกิดขึ้น 10,000 บาท 

(180,000-170,000)  จะเป็นกำไร(Realized Gain) วิ่งเข้า งบกำไรขาดทุนได้เลย



จากคำตอบข้อ 1 และ 2      หลักทรัพย์เพื่อค้า  เป็นหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด (Marketable Securities)   ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะเปลี่ยนเป็นเงินสดทันทีที่ต้องการ จึงเข้าลักษณะเป็นสินค้าคงเหลือ (Inventory)บริษัทสามารถปรับมูลค่า โดยคำนวณตามราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า  ตามมาตรา 65 ทวิ(6) แห่งประมวลรัษฎากร  

ปีที่ปรับ : ไม่ต้องปรับปรุง บวกกลับ/หักออก ในกระดาษทำการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) แต่อย่างใด   

ปีถัดไป : ให้ถือราคาปรับมูลค่าเป็นราคาสินค้าคงเหลือยกมาสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีใหม่ด้วย

ดังนั้น : ผลทางภาษี ก็จะมีกำไรเท่ากับทางบัญชีค่ะ คือ 10,000  บาท

(180,000-170,000)  


มาตรา 65 ทวิการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้   

  (6) ราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีให้คำนวณตามราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และให้ถือราคานี้เป็นราคาสินค้าคงเหลือยกมาสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีใหม่ด้วย
             การคำนวณราคาทุนตามวรรคก่อนเมื่อได้คำนวณตามหลักเกณฑ์ใดตามวิชาการบัญชี ให้ใช้หลักเกณฑ์นั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนหลักเกณฑ์ได้


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ