Case study

บริษัทต่างประเทศ ถือหุ้นในประเทศไทย และต้องการขายหุ้นที่ถือในประเทศไทยให้แก่บริษัทต่างประเทศ


เรื่อง บริษัทต่างประเทศ ถือหุ้นในประเทศไทย และต้องการขายหุ้นที่ถือในประเทศไทยให้แก่บริษัทต่างประเทศ
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 24/09/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม,อากรแสตมป์
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัท ก. ตั้งอยู่ในไทย มีผู้ถือหุ้นทั้งหมด 3 ราย (สัญชาติจีน 100%) ได้แก่ บริษัท A ถือหุ้น 80% บริษัท B ถือหุ้น 10% และบริษัท C ถือหุ้นอยู่ 10% ทั้งหมดได้ชำระค่าหุ้นเสร็จสิ้นแล้ว 

ต่อมาบริษัท C ที่ถือหุ้นอยู่ 10% จะทำการขายบริษัท โดยมีโอกาสขายหุ้นให้บริษัทใหม่ (เรียกแทนว่าบริษัท F) ในมูลค่า 0 บาท หรือ ราคาที่ต่ำมากๆ ต่ำกว่าราคาตลาด **ทำให้ผู้ถือหุ้นบริษัท ก. เปลี่ยนจาก C เป็น F ** ดังรูปภาพ


ขอเรียนถามดังนี้

1. ในกรณีที่บริษัท C ขายราคา 0 บาท หรือต่ำกว่าราคาตลาด มีผลกระทบอะไรกับบริษัท ก. หรือไม่

2. บริษัท ก. ต้องทำการยื่นอัพเดท บอจ.5 และต้องจัดทำเอกสารอื่นอีกหรือไม่

3. อากรแสตมป์ที่บริษัท F ต้องชำระ อาจจะไม่สามารถชำระได้โดยตรงกับสรรพากร บริษัท ก. สามารถชำระแทนก่อนได้หรือไม่ และคำนวณมูลค่าฐานจากอะไร ?

4. บริษัท ก. หรือ C หรือ F จะต้องทำการชำระภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด. 54 หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือไม่

คำตอบ

จากรูปภาพที่แนบมา เป็นแผนผังแสดง โครงสร้างการถือหุ้นและการโอนหุ้นของบริษัท ก. โดยมีรายละเอียดดังนี้

อธิบายรายละเอียดของรูปภาพ

  • โครงสร้างการถือหุ้นเดิมของ บริษัท ก. :
    • บริษัท A ถือหุ้นสัดส่วน 80%
    • บริษัท B ถือหุ้นสัดส่วน 10%
    • บริษัท C ถือหุ้นสัดส่วน 10%
       
  • รายการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้น :
    • บริษัท "C ขายบริษัทให้ F ทำให้ผู้ถือหุ้นบริษัท ก. เปลี่ยนจาก C เป็น F"
    • มีการโอนหุ้นสัดส่วน 10% จาก บริษัท C ไปยัง บริษัท F
    • โครงสร้างใหม่หลังการโอน : ผู้ถือหุ้นของ บริษัท ก. จะประกอบด้วย บริษัท A (80%), บริษัท B (10%) และ บริษัท F (10%)


1. ผลกระทบต่อบริษัท ก.

  • ด้านทุนจดทะเบียนและงบการเงิน : ไม่มีผลกระทบ เนื่องจากการซื้อขายหุ้นเป็นการทำธุรกรรมส่วนตัวระหว่างผู้ถือหุ้นเดิม (บริษัท C) และผู้ซื้อใหม่ (บริษัท F) บริษัท ก. ไม่ได้เป็นคู่สัญญาหรือได้รับเงินเข้าบริษัท ทุนจดทะเบียน โครงสร้างส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) และงบการเงินของบริษัท ก. จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลง 
  • ด้านกฎหมายและการทะเบียน : บริษัท ก. มีหน้าที่รับทราบการโอนหุ้น บันทึกรายการลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท และจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับปรับปรุงเพื่อนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) 
  • ความเสี่ยงทางภาษีของผู้โอน (บริษัท C) : การขายหุ้นต่ำกว่าราคาตลาดหรือ 0 บาท ไม่มีภาระภาษีต่อบริษัท ก. โดยตรง แต่อาจมีความเสี่ยงทางภาษีของ บริษัท C (ผู้โอน) หากสรรพากรที่ประเทศจีนเห็นว่าเป็นการโอนทรัพย์สินโดยไม่มีค่าตอบแทน หรือต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทั้งนี้ต้องพิจารณากฎหมายภายในประเทศจีน

2. การยื่นอัปเดต บอจ.5 และเอกสารที่ต้องจัดทำ

บริษัท ก. ต้องจัดทำและยื่นอัปเดต บอจ.5 ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทางระบบ e-Filing และต้องจัดทำ/จัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ : 

  1. ตราสารการโอนหุ้น (Share Transfer Instrument / สัญญาโอนหุ้น) : สัญญาโอนหุ้นระหว่างบริษัท C (ผู้โอน) และบริษัท F (ผู้รับโอน) โดยระบุหมายเลขหุ้น จำนวนหุ้น ราคาขาย พร้อมลงลายมือชื่อผู้โอน ผู้รับโอน และมีพยานลงนามอย่างน้อย 2 คน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 
  1. สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น (Share Register Book) : กรรมการบริษัท ก. ต้องลงรายการเปลี่ยนแปลงการโอนหุ้นจากบริษัท C เป็นบริษัท F 
  1. ใบหุ้น (Share Certificate) : ยกเลิกใบหุ้นฉบับเดิมของบริษัท C และออกใบหุ้นฉบับใหม่ให้แก่บริษัท F (หรือสลักหลังใบหุ้นเดิม) โดยมีลายมือชื่อกรรมการตามอำนาจผูกพันบริษัท 
  1. รายงานการประชุมคณะกรรมการ/ผู้ถือหุ้น (ถ้ามี) : ตรวจสอบข้อบังคับบริษัท (Articles of Association) ของบริษัท ก. หากมีข้อกำหนดให้การโอนหุ้นต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมกรรมการหรือผู้ถือหุ้นก่อน จะต้องจัดทำรายงานการประชุมอนุมัติด้วย
  1. เอกสารแสดงตัวตนของบริษัท C และ F : หนังสือรับรองนิติบุคคล/เอกสารการจัดตั้งบริษัทของ C และ F (กรณีจัดทำในต่างประเทศ ต้องผ่านกระบวนการ Notarization / Legalization ตามขั้นตอน)

3. อากรแสตมป์และการคำนวณฐานภาษี

  • การคำนวณฐานภาษีและอัตราอากรแสตมป์ : 
    • ฐานภาษี : คำนวณจาก "ราคาหุ้นที่ชำระแล้ว (Paid-up value)" หรือ "ราคาในตราสาร (Transferred amount)" แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า 
    • กรณีนี้ : แม้บริษัท C จะขายให้บริษัท F ในราคา 0 บาท แต่เมื่อหุ้นดังกล่าว ชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่าแล้ว (100%) ฐานภาษีที่ต้องนำมาคำนวณอากรแสตมป์จึงต้องใช้ มูลค่าหุ้นที่ชำระแล้ว เพราะเป็นมูลค่าที่มากกว่าราคาขาย 0 บาท 

ตัวอย่าง : หากหุ้น 10% ที่โอน มีมูลค่าชำระแล้วรวม 100,000 บาท อากรแสตมป์จะเท่ากับ (100,000 / 1,000) = 100 บาท 

  • บริษัท ก. สามารถชำระแทนก่อนได้หรือไม่ :
    • ชำระแทนก่อนได้ ในทางปฏิบัติ เมื่อบริษัท ก. รับตราสารการโอนหุ้นเพื่อบันทึกในสมุดทะเบียน บริษัท ก. สามารถสำรองจ่ายค่าอากรแสตมป์แทนบริษัท F หรือ C ไปก่อนได้ (โดยซื้อแสตมป์มาปิดขีดฆ่า หรือชำระผ่านระบบ e-Stamp Duty ของกรมสรรพากร) แล้วจึงออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงินคืน (Reimburse) จากบริษัท F หรือ C ในภายหลัง 

    • หน้าที่ของบริษัท ก 
  • ถ้าบริษัท ก มี การออกใบหุ้นใหม่ให้กับผู้ถือหุ้นใหม่ >> บริษัท ก จะต้องติดอากรแสตมป์ในฐานะผู้ออกใบหุ้น ตามบัญชีตราสารที่ 11 แห่งบัญชีอากรแสตมป์
  • ถ้าบริษัท ไม่มี การออกใบหุ้นใหม่ให้กับผู้ถือหุ้นใหม่ >> บริษัทไม่ต้องติดอากรแสตมป์

ลักษณะแห่งตราสาร

อากร

แสตมป์

ผู้ที่ต้อง

เสียอากร

ผู้ที่ต้องขีดฆ่า

อากรแสตมป์

11. (1) ใบหุ้นหรือใบหุ้นกู้ หรือใบรับรองหนี้ของบริษัท สมาคม คณะบุคคลหรือองค์การใด ๆ



 

5 บาท

ผู้ทรงตราสาร

ผู้ทรงตราสาร



4. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด. 54) และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 

  1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT / ภ.พ.30 / ภ.พ.36) :
     
    • ผู้ถือหุ้น C บริษัทต่างประเทศ ขายหุ้นของบริษัทในประเทศไทยให้แก่บริษัท F ต่างประเทศ ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เนื่องจากการขายหลักทรัพย์หรือหุ้น ไม่ถือว่าเป็นการให้บริการ ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลเพิ่ม ผู้ลงทุนจึงไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อขายหลักทรัพย์หรือหุ้น
       
  1. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย นำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด. 54 (ตามมาตรา 70) : 
    • ไม่ต้องหักภาษี และไม่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 54
    • เหตุผล : ตามมาตรา 70 ประกอบมาตรา 40(4)(ช) แห่งประมวลรัษฎากร การหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% จะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อนิติบุคคลต่างประเทศได้รับ "ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้น ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน (Capital Gains)" ซึ่งกรณีนี้บริษัท C ขายหุ้นในราคา 0 บาท หรือราคาที่ต่ำกว่าราคาทุนเดิมที่เคยซื้อมา บริษัท C ไม่มีผลกำไรจากการโอนหุ้น (Capital Gains) จึงไม่มีฐานเงินได้ที่จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนั้น จะไม่ต้องพิจารณาต่อเลยว่า บริษัท C จะเป็นบริษัทต่างประเทศ ที่เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทยและมีสถานประกอบการถาวรหรือตัวแทนในไทยหรือไม่ และไม่ต้องพิจารณาอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-จีน เพราะไม่เข้าเงื่อนไขต้องเสียภาษีในประเทศไทย ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว
    • สมมุติโจทย์เพิ่ม 
       
      หากการขายหุ้นครั้งนี้ บริษัท C จีน ขายหุ้นให้บริษัท F จีน แบบมีผลกำไรจากการโอนหุ้น (Capital Gains) ตามมาตรา 70 ประกอบมาตรา 40(4)(ช) แห่งประมวลรัษฎากร การหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% จะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อนิติบุคคลต่างประเทศได้รับ "ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้น ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน (Capital Gains)" ซึ่งผู้จ่ายต้องเป็นนิติบุคคลไทย หรือบริษัทต่างประเทศ แต่เข้ามาประกอบกิจการในไทยหรือมีสถานประกอบการในไทย หากผู้ซื้อ บริษัท F เป็นบริษัทต่างประเทศที่ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย และไม่มีสถานประกอบการถาวรหรือตัวแทนในไทย ผู้จ่ายเงินบริษัท F (บริษัทต่างประเทศผู้ซื้อ) ไม่มีหน้าที่ ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และไม่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 54 แก่สรรพากรไทยแต่อย่างใด เนื่องจากอยู่นอกเหนือขอบเขตการบังคับเก็บภาษีของผู้จ่ายในประเทศไทย 


กฎหมายที่เกี่ยวข้อง


มาตรา 40  เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

  (4) เงินได้ที่เป็น

       (ช) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนการเป็นหุ้นส่วน โอนหน่วยลงทุน หรือโอนหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร หรือตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก รวมทั้งเงินได้จากการขายคืนหน่วยลงทุนให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นกองทุนรวม ทั้งนี้ เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน
 


มาตรา 70 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4)(5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้ สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

บัญชีอัตราภาษีเงินได้

" (2) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

   "(ข) ภาษีตามมาตรา 70 นอกจากที่ระบุใน (ค)                    ร้อยละ 15


ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ส่วนที่ ๒
 หุ้นและผู้ถือหุ้น

-------------------------

มาตรา ๑๑๒๙  อันว่าหุ้นนั้นย่อมโอนกันได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมของบริษัท เว้นแต่เมื่อเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น ซึ่งมีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
                การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นนั้น ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน มีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นโมฆะ อนึ่ง ตราสารอันนั้นต้องแถลงเลขหมายของหุ้นซึ่งโอนกันนั้นด้วย
                การโอนเช่นนี้จะนำมาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกไม่ได้ จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและสำนักของผู้รับโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้น


ลักษณะแห่งตราสาร

อากรแสตมป์

ผู้ที่ต้องเสียอากร

ผู้ที่ต้องขีดฆ่า

แสตมป์


 2. โอนใบหุ้น ใบหุ้นกู้ พันธบัตร และใบรับรองหนี้ ซึ่งบริษัท สมาคม คณะบุคคลหรือองค์การใด ๆ เป็นผู้ออก

คิดตามราคาหุ้นที่ชำระแล้วหรือตามราคาในตราสาร แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่าทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท

     ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร                                

     ก. โอนพันธบัตรของรัฐบาลไทย                              

     ข. โอนใบหุ้น ใบหุ้นกู้ และใบรับรองหนี้ซึ่งสหกรณ์หรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นผู้ออก

 





 
1 บาท





 ผู้โอน





 ผู้รับโอน



อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการหักและนำส่งภาษีตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร 

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

20/09/2004

เลขที่หนังสือ

กค 0706/8706

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40(4)(ช), มาตรา 70

ข้อหารือ

    บริษัท ป. ลูกค้าของบริษัทฯ จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายไทย และประกอบธุรกิจในประเทศไทย มีความประสงค์จะลงทุนถือหุ้นในบริษัทจำกัดบริษัทหนึ่งที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  (บริษัท ก.) ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งภายใต้กฎหมายไทย และประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยบริษัท ป.จะซื้อหุ้นของบริษัท ก. จากผู้ถือหุ้นเดิม ซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศอังกฤษ (บริษัท A) ซึ่งมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย และมิได้มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย

    กรณีดังกล่าวบริษัทฯ เข้าใจว่า กรณีที่บริษัท ป. จ่ายเงินค่าหุ้นของบริษัท ก. ให้แก่บริษัท A โดยการขายหุ้นนั้นมีผลประโยชน์ที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินลงทุนตามมาตรา 40(4)(ช) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัท ป. ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด ทั้งนี้ ตามข้อ 14 แห่งอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษและไอร์แลนด์เหนือ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ดังความละเอียดแจ้งอยู่แล้ว

แนววินิจฉัย

    บริษัท A ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศอังกฤษ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ช) แห่งประมวลรัษฎากร ที่จ่ายจากประเทศไทย จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

    อย่างไรก็ตาม เงินได้ดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นผลได้จากทุน ตามข้อ 14 แห่งอนุสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษและไอร์แลนด์เหนือ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ซึ่งตามวรรค 4  กำหนดให้ถิ่นที่อยู่ของผู้มีเงินได้เป็นผู้มีสิทธิเก็บภาษีจากเงินได้ดังกล่าวเท่านั้น ดังนั้น บริษัท A ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย และบริษัท ป. จึงไม่มีหน้าที่หักและนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด

เลขตู้

67/33139


เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศขายหุ้นในบริษัทไทย 

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

04/06/2007

เลขที่หนังสือ

กค 0706/5527

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40(4)(ช) และมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

     กรณีบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งไม่มีสถานประกอบการในประเทศไทย เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ก. ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย และมิได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นประสงค์จะขายหุ้นบริษัท ก. ให้แก่บริษัท ข. ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย และมิได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งในการขายหุ้นดังกล่าว บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นได้รับผลประโยชน์จากการลงทุนในบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะมีภาระภาษีอย่างไร

แนววินิจฉัย

     "การซื้อขายหลักทรัพย์ที่กระทำเป็นปกติในธุรกิจการค้า โดยบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นการซื้อขายหลักทรัพย์ซึ่งกระทำโดยบริษัทหลักทรัพย์ โดยในกรณีบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ เข้ามาลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยผ่านบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในประเทศไทย กำไรที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ของบริษัทดังกล่าว อาจเป็นกำไรจากอุตสาหกรรมหรือการพาณิชย์ตามอนุสัญญา เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ซึ่งรัฐบาลไทยตกลงไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ โดย
       ก. บริษัทดังกล่าวมีใบอนุญาตค้าหลักทรัพย์ (Security Dealings License) หรือ
       ข. บริษัทดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตค้าหลักทรัพย์ (Security Dealings License) แต่มีกฎหมายพิเศษเกี่ยวกับธุรกิจการเงินโดยเฉพาะ (Specific Financial Law) ที่ระบุอย่างชัดแจ้งให้บริษัท ดังกล่าวมีอำนาจทำการซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นกิจการหลักของบริษัทได้ โดยไม่มีใบอนุญาตค้าหลักทรัพย์ (Security Dealings License) กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ก.หรือ ข.กำไรจากการขายหลักทรัพย์ของบริษัท ถือเป็นผลได้จากทุน (Capital Gains) ดังนั้น ในกรณี บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น เข้ามาลงทุนซื้อขายหุ้นในประเทศไทย จึงอาจพิจารณาได้ดังนี้
          1. กรณีเป็นกำไรจากการซื้อขายหุ้น เป็นกำไรจากธุรกิจ
 กรณีกำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นกำไรจากอุตสาหกรรมหรือการพาณิชย์แล้ว บริษัทญี่ปุ่นดังกล่าวมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยก็ต่อเมื่อบริษัทดังกล่าวซื้อขายหลักทรัพย์โดยผ่านทางสถานประกอบการถาวรซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น ตามมาตรา 66 วรรคสองและมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 7 แห่งอนุสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 อย่างไรก็ดี หากบริษัทญี่ปุ่นดังกล่าวไม่มีสถานประกอบการถาวรซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย บริษัทดังกล่าว ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย แต่อย่างใด ทั้งนี้ ตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาฯ ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505
          2. กรณีเป็นกำไรจากการซื้อขายหุ้น เป็นผลได้จากทุน
 เมื่อบริษัท ข. ผู้จ่ายเงินค่าหุ้นให้แก่บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น โดยการขายหุ้นดังกล่าวมีผลประโยชน์ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ช) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย ตามข้อ 13 วรรคสี่ แห่งอนุสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ประกอบกับมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 ดังนั้น บริษัท ข. ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร"

เลขตู้

70/34969


เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศขายหุ้นในบริษัทไทย 

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

16/04/2015

เลขที่หนังสือ

กค 0702/4044

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40(4) (ช) และมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

     1. บริษัทฯ แจ้งว่า ลูกค้าของบริษัทฯ คือ บริษัท B จำกัด มีความประสงค์จะซื้อหุ้นของบริษัท C จำกัด จากบริษัท ข .และ ค. ในราคาหุ้นละ 100 บาท จำนวน 100,000 หุ้น และจำนวน 130,000 หุ้น ตามลำดับ ราคาหุ้นที่จะซื้อดังกล่าว มีมูลค่าสูงกว่าราคาทุนหุ้นละ 60 บาท บริษัททั้งสองเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนภายใต้กฎหมายของสาธารณรัฐประชาชนจีน และมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย
 
     2. บริษัทฯ หารือดังนี้
        2.1 กรณีที่บริษัท B ได้จ่ายเงินค่าหุ้นให้แก่บริษัท ข. และบริษัท ค.บริษัท B จะต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย หรือไม่ อย่างไร
        2.2 กรณีที่บริษัท ข. และบริษัท ค. เป็นบริษัทต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย การที่บริษัททั้งสองได้รับเงินค่าขายหุ้น บริษัททั้งสองจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือไม่ อย่างไร

แนววินิจฉัย

     กรณีที่บริษัท ข. และบริษัท ค. ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของสาธารณรัฐประชาชนจีนและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย ได้ขายหุ้นให้บริษัท B ในประเทศไทย โดยได้รับผลประโยชน์ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน อันเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) (ช) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีดังกล่าวถือเป็นผลได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยตามข้อ 13 แห่งความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ดังนั้น บริษัท ข.และบริษัท ค. จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ประเทศไทย โดยบริษัท B ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

78/39613


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ