| คำตอบ |
การวิเคราะห์ประเด็นภาษี: คูปองแทนเงินสดและของรางวัลทองคำ1. การหักภาษี ณ ที่จ่ายกรณีแจกคูปองแทนเงินสดเป็นของรางวัลแก่ Sub Dealer
ตอบ ก่อนอื่นต้องตอบคำถามก่อนว่า จัดโปรแกรมส่งเสริมการขาย โดยจับรางวัลชิงโชค คูปองแทนเงินสด ให้กับ Sub Dealer นั้น ผู้ได้รับผลประโยชน์คือใคร ระหว่างบริษัท(เจ้าของสินค้า) หรือ Dealer ตัวแทนจำหน่ายสินค้า เพราะถ้าประโยชน์นี้ตกแก่ Dealer ตัวแทนจำหน่าย กล่าวคือ การจัดโปรแกรมนี้ทำให้ Dealer ตัวแทนจำหน่าย ขายสินค้าได้ดีขึ้น เป็นประโยชน์แก่บริษัท Dealer ตัวแทนจำหน่าย จะถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี(3)(13) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทไม่สามารถรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เนื่องจากถือเป็นการให้โดยเสน่หา และไม่ใช่รายจ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับบริษัท
มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ “(3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เว้นแต่.. (13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ |
ซึ่งที่ควรจะเป็นคือ บริษัทฯ (เจ้าของสินค้า) ควรจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายนี้ให้แก่ Dealer และให้ Dealer จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายนี้ให้แก่ Sub Dealer ให้ดำเนินการเป็นทอดๆ ไป เนื่องจากจะพิสูจน์ว่าเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการ
- หากบริษัทฯ (เจ้าของสินค้า) พิสูจน์ไม่ได้ว่า กิจกรรมส่งเสริมการขายนี้เกี่ยวข้องกับกิจการ และลงเป็นรายจ่ายต้องห้าม เมื่อบริษัทฯ (เจ้าของสินค้า) ได้แจกคูปองแทนเงินสดให้แก่ Sub Dealer จึงไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
- หากบริษัท (เจ้าของสินค้า) สามารถพิสูจน์ได้ว่า การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายนี้ บริษัทฯ ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมดังกล่าว ก็ให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของบริษัทได้บริษัท(เจ้าของสินค้า) ที่จัดกิจกรรมชิงโชคแจก “คูปองแทนเงินสด” ให้ผู้แทนจำหน่ายชั้นรอง (Sub Dealer) ที่ผู้รับบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล บริษัทฯ มีหน้าที่คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 5% จากมูลค่าของรางวัลนั้น ตามข้อ 9 (1) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 แล้วแต่กรณี ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
กรณี ชิงโชคแจก “คูปองแทนเงินสด” กรณีพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการ | ภาระภาษี | ภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทฯ ผู้แจกคูปองแทนเงินสด (จด VAT) | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย | บันทึกบัญชี บริษัทฯ (เจ้าของสินค้า) ผู้แจกคูปองแทนเงินสด | บันทึกบัญชี Sub Dealer | บันทึกบัญชี Dealer | 1.บริษัทฯ ตอนแจกคูปองแทนเงินสด | ไม่ยื่น VAT ขาย เพราะไม่ได้รับเงิน ไม่ได้ขายสินค้า/บริการ คูปองเงินสดถือเสมือน เงินสด | บริษัทฯ หัก ณ ที่จ่าย จาก Sub Dealer 5% ตามมูลค่าคูปองแทนเงินสด ถือเป็นเงินได้ 40(8) ชิงโชค | Dr. ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย 200,00 Cr. หนี้สินบัตรแทนเงินสด 190,000 Cr. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภงด.53 10,000 | Dr. คูปองเงินสด 190,000 Dr. ภาษีเงินได้ถูก หัก ณ ที่จ่าย 10,000 Cr. รายได้อื่น 200,000 | - | 2.ตอนใช้คูปองแทนเงินสด Sub Dealer นำมาใช้ซื้อสินค้ากับ Dealer | บริษัท Dealer นำส่งภาษีขายจากการขายสินค้า/บริการ | - | - | Dr.ซื้อสินค้า 500,000 Dr.ภาษีซื้อ 35,000 Cr.เจ้าหนี้การค้า- Dealer 345,00 Cr. คูปองเงินสด 190,000 | Dr.เงินทดรองรับ(เจ้าของสินค้า) 190,000 Dr.ลูกหนี้การค้า-Sub Dealer 345,000 Cr. รายได้จาการขายสินค้า 500,000 Cr.ภาษีขาย 35,000 | 3.ตอนบริษัทฯ (เจ้าของสินค้า) จ่ายเงินคูปองแทนเงินสดคืนให้แก่บริษัท Dealer | - | - | Dr. หนี้สินบัตรแทนเงินสด 190,000 Cr. เงินสด/ธนาคาร 190,000 | - | Dr.เงินสด/ธนาคาร 190,000 Cr.เงินทดรองรับ(เจ้าของสินค้า) 190,000 |
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ข้อ 9ให้บุคคล บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะที่เป็นรางวัลในการประกวด การแข่งขัน การชิงโชค หรือการอื่นใดอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 5.0 “(1/1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคม เฉพาะที่เป็นรางวัลในการประกวด การแข่งขัน การชิงโชค หรือการอื่นใดอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 และได้ดำเนินการนำส่งภาษีด้วยวิธีการที่กำหนดตามมาตรา 3 ปัณรส แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0” (แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.354/2566 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป) |
2. การใช้คูปองแทนเงินสดผ่าน Dealer – Dealer มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่?สถานการณ์: Sub Dealer นำคูปองแทนเงินสดที่ได้รับ มาใช้ซื้อสินค้าของบริษัทจาก Dealer (ผู้แทนจำหน่ายหลัก) ตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น ซื้อสินค้า 500,000 บาท ใช้คูปองแทนเงินสด 200,000 บาท (ไม่มีขั้นต่ำในการซื้อ) คำตอบ ในขั้นตอนการใช้คูปองที่ Dealer นี้ Dealer ไม่มีการจ่ายเงินได้ให้แก่ Sub Dealer เลย จึง ไม่มีหน้าที่ในการหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่อย่างใด Dealer เพียงแต่ยอมรับคูปองแทนเงินสดจาก Sub Dealer เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการชำระค่าสินค้า (มองอีกมุมคือ Dealer ให้ส่วนลดตามมูลค่าคูปองนั้น) และภายหลัง Dealer จะเรียกเก็บเงินส่วนที่ลดนั้นจากบริษัทฯ ดังนั้น: - Dealer ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจาก Sub Dealer : เพราะ Dealer ไม่ได้ “จ่ายเงิน” ให้ Sub Dealer (กลับเป็นฝ่ายรับชำระเงินจาก Sub Dealer โดยบางส่วนมาในรูปคูปอง)
- Dealer ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากบริษัท: การใช้คูปองนี้ไม่ใช่ค่าบริการหรือรายได้ใดของ Dealer ที่ต้องจ่ายคืนบริษัทฯ แต่เป็นส่วนลด/ชดเชยทางการค้า จึงไม่มีการหัก ณ ที่จ่ายระหว่าง Dealer จ่ายให้บริษัท (ซึ่งในที่นี้ก็ไม่มีขั้นตอนที่ Dealer จ่ายเงินกลับไปยังบริษัทอยู่แล้ว)
3. การบันทึกบัญชีทั้ง 3 บริษัทตามที่ตอบในข้อ 1 กรณี ชิงโชคแจก “คูปองแทนเงินสด” กรณีพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการ | ภาระภาษี | ภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทฯ ผู้แจกคูปองแทนเงินสด (จด VAT) | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย | บันทึกบัญชี บริษัทฯ (เจ้าของสินค้า) ผู้แจกคูปองแทนเงินสด | บันทึกบัญชี Sub Dealer | บันทึกบัญชี Dealer | 1.บริษัทฯ ตอนแจกคูปองแทนเงินสด | ไม่ยื่น VAT ขาย เพราะไม่ได้รับเงิน ไม่ได้ขายสินค้า/บริการ คูปองเงินสดถือเสมือน เงินสด | บริษัทฯ หัก ณ ที่จ่าย จาก Sub Dealer 5% ตามมูลค่าคูปองแทนเงินสด ถือเป็นเงินได้ 40(8) ชิงโชค
| Dr. ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย 200,00 Cr. หนี้สินบัตรแทนเงินสด 190,000 Cr. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภงด.53 10,000 | Dr. คูปองเงินสด 190,000 Dr. ภาษีเงินได้ถูก หัก ณ ที่จ่าย 10,000 Cr. รายได้อื่น 200,000 | - | 2.ตอนใช้คูปองแทนเงินสด Sub Dealer นำมาใช้ซื้อสินค้ากับ Dealer | บริษัท Dealer นำส่งภาษีขายจากการขายสินค้า/บริการ | - | - | Dr.ซื้อสินค้า 500,000 Dr.ภาษีซื้อ 35,000 Cr.เจ้าหนี้การค้า- Dealer 345,00 Cr. คูปองเงินสด 190,000 | Dr.เงินทดรองรับ(เจ้าของสินค้า) 190,000 Dr.ลูกหนี้การค้า-Sub Dealer 345,000 Cr. รายได้จาการขายสินค้า 500,000 Cr.ภาษีขาย 35,000 | 3.ตอนบริษัทฯ (เจ้าของสินค้า) จ่ายเงินคูปองแทนเงินสดคืนให้แก่บริษัท Dealer | - | - | Dr. หนี้สินบัตรแทนเงินสด 190,000 Cr. เงินสด/ธนาคาร 190,000 | - | Dr.เงินสด/ธนาคาร 190,000 Cr.เงินทดรองรับ(เจ้าของสินค้า) 190,000 |
4. เปรียบเทียบกรณีซื้อ Gift Voucher ห้างฯ มาแจกกับการออกคูปองของบริษัทกรณีเปรียบเทียบ: แทนที่บริษัทออกคูปองเอง บริษัทไปซื้อบัตรของขวัญ (Gift Voucher) จากห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้า มาเป็นของรางวัลแจกให้ผู้โชคดี (เช่น Sub Dealer) การเสียภาษีจะแตกต่างกันหรือไม่? การซื้อบัตรกำนัลจากห้าง : เมื่อบริษัทชำระเงินซื้อ Gift Voucher จากห้างฯ ถือเป็นการซื้อทรัพย์สิน/สิทธิ (บัตรกำนัล) ไม่ใช่ การจ่ายเงินได้พึงประเมินให้ผู้ขายเข้าข่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยหลักแล้วการซื้อสินค้า/ทรัพย์สินไม่มีการหัก ณ ที่จ่าย เว้นแต่ระบุไว้เป็นพิเศษ (ซึ่งกรณีบัตรกำนัลไม่มีข้อกำหนดให้ต้องหัก) ดังนั้น บริษัทไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตอนจ่ายเงินซื้อบัตรกำนัลจากห้าง การแจกบัตรกำนัลแก่ผู้รับรางวัล : ตอนที่บริษัทนำบัตรกำนัล (มูลค่าเงินสด) ไปมอบให้ผู้โชคดี เช่น Sub Dealer มีสถานะไม่ต่างจากการให้เงินหรือของรางวัลมูลค่าเทียบเท่าเงินสด ผู้รับรางวัลได้รับประโยชน์จับต้องได้ (สามารถนำบัตรไปซื้อสินค้าได้ตามมูลค่า) ดังนั้น บริษัทฯ ยังคงต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 5% จากผู้รับรางวัล ตามข้อ 9 (1) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 แล้วแต่กรณี ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป เช่นเดียวกับกรณีคูปองของบริษัทเอง ตามคำตอบข้อ 1 ดังนั้นความเหมือน/ต่าง: - เหมือนกัน :
ไม่ว่าบริษัทจะออกคูปองเองหรือซื้อ Gift Voucher มาแจก เมื่อถึงมือผู้โชคดี จะถือเป็นของรางวัลที่มีมูลค่าเงิน บริษัทฯ ยังคงต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 5% จากผู้รับรางวัล - ต่างกัน :
ในขั้นตอน การได้มาซึ่งบัตรกำนัล:- ถ้าเป็น คูปองที่บริษัทออกเอง, บริษัทไม่ต้องมีต้นทุนจ่ายเงินออก (แค่ออกคูปองกระดาษ) แต่บริษัทจะมีค่าใช้จ่ายเมื่อคูปองถูกใช้ (ต้องชดเชย Dealer หรือรับรู้ค่าใช้จ่ายเมื่อลูกค้าใช้คูปอง)
- ถ้าเป็น การซื้อ Gift Voucher จากห้าง, บริษัทมีการจ่ายเงินซื้อให้ห้างโดยตรง แต่การจ่ายนี้เป็นการซื้อสินค้า/บริการล่วงหน้า ซึ่งไม่อยู่ในเงื่อนไขต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย (เพราะไม่ใช่การจ่ายค่าบริการ ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ที่กำหนดไว้) บริษัทจ่ายเต็มจำนวนให้ห้าง (ไม่มีการหัก) ภาษีจะมาเกี่ยวข้องก็เมื่อให้บัตรนั้นเป็นรางวัลดังที่กล่าวคือหัก ณ ที่จ่ายจากผู้รับตอนแจก
สรุปคือ ผลลัพธ์ทางภาษีโดยรวมคล้ายกัน: ผู้ได้รับของรางวัลต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากมูลค่ารางวัลที่ได้ ส่วนต่างกันหลักๆ อยู่ที่ตอนซื้อบัตรกำนัลจากบุคคลภายนอกซึ่งไม่มี WHT (แต่กรณีคูปองบริษัทไม่มีขั้นตอนนั้น) บริษัทควรจัดเก็บหลักฐานใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีการซื้อ Gift Voucher และหลักฐานการหัก ณ ที่จ่ายตอนมอบรางวัลไว้ให้ครบถ้วน
5. มูลค่าที่ต้องใช้บันทึกบัญชีและคำนวณภาษี กรณีแจกทองคำเป็นรางวัลสถานการณ์: บริษัทจัดชิงโชครางวัลทองคำ มูลค่า ณ วันประกาศรายการ 1 มี.ค. 2568 = 50,000 บาท บริษัทได้ซื้อทองคำหนัก 14.00 กรัมมาเตรียมไว้เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 ราคาทองตอนซื้อ = 50,000 บาท ต่อมาจับรางวัลผู้โชคดีวันที่ 1 ธ.ค. 2568 และผู้โชคดีมารับทองคำไม่เกิน 25 ธ.ค. 2568 คำถาม : บริษัทควรบันทึกค่าใช้จ่ายของรางวัลทองคำด้วยมูลค่าเท่าใด (สมมุติไม่มี VAT เพื่อให้ง่าย) และต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าใด? มีตัวเลือก: (5.1) 50,000 บาท (ตามมูลค่าตอนประกาศ/ตอนซื้อ) หัก ณ ที่จ่าย 5% = 2,500 บาท หรือ (5.2) 52,000 บาท (ตามมูลค่าตลาดวันที่จับรางวัล) หัก ณ ที่จ่าย 5% = 2,600 บาท คำตอบ แนวคำตอบจะเหมือนกับคำตอบข้อแรก เรื่องคูปองแทนเงินสด หากมีการแจกทองให้แก่ Sub Dealer เพียงจะแตกต่างกันคือ การแจกทอง ถือเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1(8) หรือการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการจดทะเบียน บริษัทฯ (เจ้าของสินค้า) มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น คือ เมื่อมอบทองให้แก่ Sub Dealer แม้บริษัทจะประกาศมูลค่ารางวัลไว้ที่ 50,000 บาทล่วงหน้า และได้ซื้อทองคำมาในราคานั้น แต่ มูลค่าทองคำอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามราคาตลาดในวันที่มอบรางวัลจริง หลักการบัญชีและภาษีเงินได้ระบุว่าการให้หรือรับสินทรัพย์เป็นรางวัล ควรรับรู้ตาม “มูลค่าตลาด ณ วันที่ได้ให้/ได้รับ” สำหรับผู้รับรางวัล เช่น ผู้โชคดีหรือตัวแทนจำหน่ายที่ได้รางวัล กฎหมายกำหนดให้ถือเอา “ราคามูลค่าที่พึงมีในวันที่ได้รับ” เป็นฐานในการคำนวณรายได้ ในทำนองเดียวกัน ฝ่ายผู้จ่ายรางวัล ก็ควรถือมูลค่าตลาดของของรางวัลในขณะนั้นเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายของกิจการ ในกรณีนี้ วันที่จับรางวัล 1 ธันวาคม 2568 ราคาทองคำตลาดสมมุติเป็น 52,000 บาท ซึ่งสูงกว่าตอนซื้อมา บริษัทย่อมต้องใช้ทองคำน้ำหนัก 14 กรัมที่เตรียมไว้ (ซึ่งขณะนี้มูลค่า 52,000) มอบแก่ผู้โชคดี ดังนั้นมูลค่ารางวัลที่แท้จริงที่ผู้โชคดีได้รับคือ 52,000 บาท บริษัทควรบันทึกค่าของรางวัลนี้ จำนวน 52,000 บาท และมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ของ 52,000 = 2,600 บาท การเลือกใช้มูลค่าตลาด ณ วันมอบรางวัล (Option 5.2) สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ มาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ที่ว่าด้วยการตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์เป็นตัวเงิน อีกทั้งเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย: ผู้โชคดีถูกหักภาษีตามมูลค่าประโยชน์ที่ได้รับจริง (ทองคำ 14 กรัม มูลค่า 52,000) และบริษัทก็บันทึกค่าใช้จ่ายและภาระภาษีตามความเป็นจริง หากบริษัทเลือกใช้มูลค่าเดิม 50,000 บาทในการบันทึกและหักภาษี จะเกิดความคลาดเคลื่อน : ผู้โชคดีได้รับทองมูลค่า 52,000 แต่ถูกหักภาษีเพียง 2,500 บาท (ซึ่งต่ำกว่าที่ควร) และบริษัทบันทึกค่าใช้จ่ายน้อยกว่ามูลค่าจริงของทรัพย์ที่จ่ายออก ทางภาษีแล้ว ควรหลีกเลี่ยง เพราะหากตรวจสอบพบ บริษัทอาจต้องรับผิดในส่วนต่างภาษีที่ไม่ได้หักไว้เพิ่มเติม กรณี ชิงโชคแจก “แจกทองคำ” กรณีพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการ | ภาระภาษี | ภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทฯ ผู้แจกทองคำ (จด VAT) | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย | บันทึกบัญชี บริษัทฯ (เจ้าของสินค้า) ผู้แจกทองคำ | บันทึกบัญชี Sub Dealer | บันทึกบัญชี Dealer | 1. วันที่ 1 ก.ค. 68 บริษัทฯ ซื้อทอง |
|
| Dr. สินค้า(ทอง) 50,00 Cr. เงินสด/ธนาคา 50,000 |
|
| 2. วันที่ 1 ธ.ค.68 บริษัทฯ แจกทองจากการชิงโชค | นำส่งภาษีขายจากราคาวันที่แจก 1 ธ.ค.68 | บริษัทฯ เรียกเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% และ VAT 7% จาก Sub Dealer ตามมูลค่าทอง ถือเป็นเงินได้ 40(8) ชิงโชค | Dr. ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย 52,000 Dr. เงินสด/ธนาคารจาก (VAT) 3,640 Dr. เงินสด/ธนาคารจาก (WHT) 2,600 Cr. สินค้า(ทอง) 50,000 Cr. ภาษีขาย 3,640 Cr. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภงด.53 2,600 Cr. กำไรจากการตัดจำหน่ายสินค้า(ทอง) 2,000 | Dr. สินค้า(ทอง) 52,000 Dr. ภาษีเงินได้ถูก หัก ณ ที่จ่าย 2,600 Dr. ภาษีซื้อ 3,640 Cr. รายได้อื่น 52,000 Cr. เงินสด/ธนาคารจาก (VAT) 3,640 Cr. เงินสด/ธนาคารจาก (WHT) 2,600 | - |
Remark : กรณีที่บริษัทฯ ไม่ได้ออกภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายแทนผู้โชคดี และกรณีไม่ได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับผู้โชคดี ให้ดูคำตอบอ้างอิงตามเคสด้านล่างนะคะ มาตรา 39ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น "เงินได้พึงประเมิน"หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา 40 และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ ด้วย มาตรา 9 ทวิเว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าจะต้องตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2494 ใช้บังคับ 25 เม.ย. 2494 เป็นต้นไป ) ( ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.118/2545 ) |
เพิ่มเติม ขั้นตอนสำคัญในการทำแคมเปญชิงโชค ชิงรางวัล ควรดำเนินการให้ถูกต้อง ดังนี้ 1. เลือกรูปแบบการร่วมสนุก เช่น จับรางวัลสุ่มผู้โชคดี ต้องมีเงื่อนไขที่ชัดเจน ระบุของรางวัลจำนวนรางวัลให้ชัดเจน 2. ต้องขออนุญาตจากกรมการปกครอง กรณีเป็นแคมเปญจับรางวัล ต้องขออนุญาตจากอำเภอ หรือสำนักงานเขตในพื้นที่ ยื่นคำขอที่ สำนักงานเขต หรือที่ว่าการอำเภอ 3. โปรโมทแคมเปญ เช่น กำหนดเวลาร่วมกิจกรรม วิธีการเข้าร่วม วันที่ประกาศผลและช่องทางประกาศผล ต้องใช้ช่องทางโฆษณาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ห้ามหลอกลวงหรือให้ข้อมูลเท็จ 4. จับรางวัล และประกาศผล จัดให้มีกรรมการเป็นพยานในวันจับรางวัล ถ่ายภาพหรือวิดีโอเป็นหลักฐานการจับรางวัล ประกาศรายชื่อผู้โชคดีผ่านช่องทางที่กำหนด แจ้งข้อกำหนดเกี่ยวกับภาษี ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ของผู้ได้รับรางวัล5. รายงานผลแคมเปญต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจบแคมเปญต้องรายงานผลไปยังหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต โดยส่งหลักฐาน รายชื่อผู้ได้รับรางวัล, หลักฐานการมอบรางวัล, ภาพถ่ายหรือวิดีโอการจับรางวัลกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย การออกใบอนุญาตจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค โดยวิธีใด ๆ ในการประกอบกิจการค้า หรืออาชีพ สถานที่ติดต่อ กทม. ศูนย์บริการประชาชน (วังไชยา) ต่างจังหวัด ที่ทำการปกครองอำเภอ เอกสาร/หลักฐานที่ใช้ 1. แบบคำขออนุญาต พ.น.1ติดต่อยื่นเอกสารได้ที่ศูนย์บริการประชาชน (งานการพนัน) ชั้น 1 สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง (วังไชยา) โดยเจ้าพนักงานผู้รับเรื่องจะเป็นผู้จัดทำแบบคำขออนุญาตให้ 2. แบบบันทึกถ้อยคำผู้ขออนุญาต ปค.14 (Download ได้จากตัวอย่างเอกสารและสามารถพิมพ์แก้ จากตัวอย่างได้เลย) เป็นบันทึกถ้อยคำที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้บันทึกถ้อยคำของผู้ขออนุญาตซึ่งระบุถึงเงื่อนไขการเล่น การแจกรางวัล สิ่งของรางวัล การโฆษณา โดยให้ท่านตอบคำถามให้ถูกต้องครบถ้วนและชัดเจนตามแบบตัวอย่าง โดยมีแบบจำนวน 2 แบบ คือ ส่งชิ้นส่วนสินค้าหรือคูปอง และวิธีการส่งข้อความ sms หรือลักษณะคล้ายกัน 3. หนังสือแสดงความประสงค์ขออนุญาตของบริษัท (Download ได้จากตัวอย่างเอกสาร และสามารถพิมพ์แก้จากตัวอย่างได้เลย) หนังสือฉบับนี้เป็นหนังสือที่ทางบริษัทฯ มีมาถึงเจ้าพนักงานฯ เพื่อขออนุญาตจัดให้มีการแถมพกฯ โดยหนังสือต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ เงื่อนไขการเล่น การรับรางวัล ระยะเวลาการเล่น สิ่งของรางวัล สถานที่จับรางวัล การโฆษณา 4. หนังสือมอบอำนาจ พร้อมติดอากรแสตมป์ 10 บาทลงนามโดยผู้มีอำนาจ และประทับตราสำคัญ ของบริษัทด้วย ถ้าหนังสือรับรองนิติบุคคลระบุไว้ให้ต้องประทับตรา 5. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ 6. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจหรือสำเนา(ประกาศกรมการปกครอง ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564 เรื่อง ยกเลิกการเรียกสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเทียนบ้าน) 7. สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนไว้กับสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ พร้อมทั้งวัตถุประสงค์ของบริษัท 8. ของรางวัลผู้ขออนุญาตต้องมีสิ่งของพร้อมที่จะส่งมอบให้แก่ผู้เล่นที่ได้รับรางวัล และต้องระบุราคาที่ซื้อจริง ว่าเป็นสิ่งของอะไร ราคาเท่าไหร่ และห้ามมิให้จ่ายหรือรับเงินแทนการให้รางวัล(หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0307.4/ว7470 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2558 และหนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0307.2/ว 1651 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2548)โดยต้องจัดเตรียมเอกสารดังนี้ 8.1ใบเสร็จรับเงิน ใบสั่งซื้อของรางวัลอย่างใดอย่างหนึ่ง กรณีที่บริษัทไม่ใช่เจ้าของผลิตภัณฑ์ ที่เป็นของรางวัล 8.2 ใบยืนยันของรางวัลแทนใบเสร็จรับเงินหรือใบสั่งซื้อของรางวัล กรณีที่บริษัทเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่เป็นของรางวัล (Download ได้จากตัวอย่างเอกสาร) 9. หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาหรือหนังสือสัญญาการเป็นผู้แทนจำหน่ายแต่ผู้เดียวในประเทศไทย หรือลิขสิทธิ์การขาย สิทธิบัตร หรือสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่าย จากบริษัทเจ้าของสินค้าต่างประเทศที่มิได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทย ใบอนุญาตก่อสร้างโครงการ กรณีที่เป็นบ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเอกสารอื่นใดที่แสดงถึงสิทธิในการขายหรือจำหน่ายสินค้านั้น ๆ หรือสิทธิในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือบริการใด ๆ 10. ตัวอย่างสิ่งพิมพ์โฆษณา หรือตัวอย่างคูปองในการชิงโชคข้อความหรือประกาศต้องระบุรายละเอียด หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการจัดกิจกรรม, วัน เดือน ปีที่เริ่มต้นและสิ้นสุดของการจัดกิจกรรม, ประเภทและลักษณะของรางวัล จำนวน มูลค่า มูลค่ารวมในแต่ละประเภท, วัน เดือน ปี สถานที่ที่จับรางวัล วันประกาศผล และช่องทางการประกาศผลรางวัล (กฎกระทรวงกำหนดข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่เป็นการไม่เป็นธรรม ต่อผู้บริโภคหรือที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม พ.ศ. 2564 ข้อ 5 และข้อ 6) 11. หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่กรณีที่จับรางวัลนอกสถานที่ของบริษัทผู้ขออนุญาต ค่าธรรมเนียม 1. 1 วัน 300 บาท 2. ไม่เกิน 7 วัน 600 บาท 3. ไม่เกิน 1 เดือน 1,500 บาท 4. ไม่เกิน 6 เดือน 6,000 บาท 5. ไม่เกิน 1 ปี 9,000 บาท ระยะเวลา 90 วัน หมายเหตุ ข้อแนะนำ 1. ดาวน์โหลดเอกสารตัวอย่างได้ที่เว็บไซต์ ศูนย์บริการประชาชน กรมการปกครอง https://multi.dopa.go.th/service/official_letter/view12 2. ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน พร้อมทั้ง Copy File มาด้วยในวันยื่นขออนุญาต 3. ให้ผู้มีอำนาจลงนามรับรองสำเนาเอกสารทุกฉบับ 4. ควรยื่นคำขออนุญาตก่อนเริ่มจัดกิจกรรมอย่างน้อย 14 วัน 5. ติดต่อสอบถาม ฝ่ายการพนัน (งานอนุญาต) 0 2356 9521 / (งานกฎหมาย) 0 2356 9575 อ้างอิงคำตอบ
เรื่อง | บริษัทฯ เล่นชิงโชคชิงรางวัล รางวัลทองคำที่ราคาขึ้น-ลง ต้องหัก ณ ที่จ่ายด้วยราคาใด | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 30/05/2022 - วันที่ตอบ 24/06/2022 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย | ข้อกฎหมาย | มาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร | ปุจฉา | บริษัทฯ เล่นชิงโชคชิงรางวัล รางวัลทองคำ 1 สลึงมูลค่า 8,000 บาท ณ วันที่แจ้งกรมการปกครอง แต่ณ วันนี้ ราคาทองลดลงเราต้องออก ภาษี หัก ณ ที่จ่าย กับ VAT ที่ราคาไหนค่ะ หากออกราคาตลาด จะมีผลกับการที่เคยแจ้ง ราคาไป 8,000 มั้ยค่ะ บริษัทฯ จะผิดหรือไม่ค่ะ | วิสัชนา | ตามมาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า “มาตรา 9 ทวิ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าจะต้องตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้ทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น” ในทางภาษีอากร ให้ถือว่า ผู้มีเงินได้ได้รับรางวัลทองคำหนัก 1 สลึงที่เป็นทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน อันเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร จึงต้องตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์ในวันที่ได้รับดังกล่าว เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น สาระสำคัญของรางวัลทองคำหนัก 1 สลึง อยู่ที่น้ำหนักทองคำที่ให้เป็นรางวัล มากกว่ามูลค่าทองคำ ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในการมอบรางวัลจึงต้องทำความตกลงกับผู้รับรางวัลเกี่ยวกับมูลค่าทองคำตามที่บริษัทฯ ประกาศไว้กับมูลค่าทองคำ ณ วันที่บริษัทฯ จ่าย เป็นคนละราคากันตามหลักฐานการซื้อทองคำของบริษัทฯ ไม่ใช่การหลอกลวงผู้บริโภคแต่อย่างใด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
เรื่อง | การจับฉลากชิงโชคให้รางวัลแก่ลูกค้าในกิจกรรมส่งเสริมการขาย | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 14/03/2021 - วันที่ตอบ 27/04/2021 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | มาตรา 65 ตรี (6 ทวิ), มาตรา 77/1, 77/2 (1), มาตรา 82/3, 82/5 (3) แห่งประมวลรัษฎากร | ปุจฉา | รบกวนสอบถามเรื่องของจับฉลากชิงโชคค่ะ มี 2 กรณี คือ 1. ซื้อมาเพื่อจับฉลากโดยตรง 2. สินค้าที่มีไว้เพื่อขาย นำไปเป็นของรางวัลจากการจับฉลากชิงโชค คำถามคือ 1. ภาษีซื้อทั้ง กรณีที่ 1 และ 2 สามารถ เคลม vat ได้ใช่ไหมคะ 2. ต้องทำการยื่นภาษีขาย ด้วยราคาทุนหรือราคาขาย(ราคาตลาด)คะ และภาษีขายที่เกิดขึ้น ถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามหรือไม่ 3. มีการออกภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้กับลูกค้าที่ได้ของรางวัล รายการดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามใช่หรือไม่คะ และวิธีการคำนวณใช้ราคาทุนหรือราคาตลาดในการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายค่ะ 4. ยกตัวอย่างการบันทึกบัญชี ตามด่านล่างใช่หรือไม่คะ (วิธีการ periodic) ….4.1 วันที่ซื้อสินค้ามาจับฉลาก 2,000 บาท (ราคาทุน) Dr. ซื้อ........................2,000 .....ภาษีซื้อ.....................140 ....Cr. เจ้าหนี้...........................2,140 ....4.2 เมื่อทำการแจกของชิงโชค (ราคาทุน 2,000 ราคาขายสินค้าของบริษัทตามปกติ 3,000) บริษัทรับผิดชอบ ภาษีขายและ หัก ณ ที่จ่าย ให้กับลูกค้า Dr ค่าส่งเสริมการขาย.....2,000 ....Cr ซื้อ.................................2,000 Dr. คชจ ต้องห้าม.............210 (ราคาตลาด) ....Cr ภาษีขาย.............................210 ** นำส่งภาษีขาย แบบไม่ต้องออกใบกำกับ Dr. คชจ ต้องห้าม............157.89 ....Cr หัก ณ ที่จ่าย ค้างจ่าย.............157.89 (ราคาขาย*5/95) **หากต้องใช้ราคาตลาด ต้องทำการบันทึกบัญชีอย่างไรคะ เพิ่มเติมนะคะ ลูกค้าจะมีสิทธิได้รับของจากการชิงโชค เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าครบ 30,000 บาท เป็นต้นไปภายในเดือนที่กำหนดค่ะ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% ที่บริษัทฯ ออกแทนลูกค้า บริษัทฯ ต้อง 1. ออกหนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย โดยติ๊กที่ ภ.ง.ด.3 ใช่ไหมคะ 2. นำส่งแบบ ภ.ง.ด.3 ขอบคุณมากค่ะ | วิสัชนา | การจับฉลากชิงโชคให้รางวัลแก่ลูกค้าในกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม เข้าลักษณะเป็นการจำหน่ายจ่ายโอนสินค้าตามมาตรา 77/1 ( แห่งประมวลรัษฎากร เป็นกิจกรรมที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น คำถามคือ 1. ภาษีซื้อทั้ง กรณีที่ 1. ซื้อมาเพื่อจับฉลากโดยตรง และกรณีที่ 2. นำสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย นำไปเป็นของรางวัลจากการจับฉลากชิงโชค สามารถนำไปเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (3) แห่งประมวลรัษฎากร 2. เมื่อเข้าลักษณะเป็นการขาย บริษัทฯ จึงต้องนำมูลค่าของสินค้าที่มอบเป็นรางวัลดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีขาย ด้วยราคาตลาด ตามที่บริษัทฯ ได้ซื้อมา และหากบริษัทฯ ไม่ได้เรียกเก็บภาษีขายจากลูกค้า ในทางปฏิบัติกรมสรรพากรตีความ (เอาเอง) ว่า ภาษีขายที่บริษัทฯ ไม่เรียกเก็บเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร 3. กรณีบริษัทฯ ออกภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายให้แก่ลูกค้าที่ได้รับรางวัล มีการตีความว่า หากไม่มีข้อตกลงกันลูกค้า ถือเป็นการให้โดยเสน่หา เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร และในการคำนวณภาษีเงินได้หั ณ ที่จ่าย หากบริษัทฯ ระบุราคาของรางวัลไว้ใน Brochure ก็ให้ใช้ราคาตามที่ระบุไว้ เป็นฐานในการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย 4. ยกตัวอย่างการบันทึกบัญชี (วิธีการ periodic) ….4.1 วันที่ซื้อสินค้ามาจับฉลาก 2,000 บาท (ราคาทุน) Dr. ซื้อ........................2,000 .....ภาษีซื้อ.....................140 ....Cr. เจ้าหนี้...........................2,140 ....4.2 เมื่อทำการแจกของชิงโชค (ราคาทุน 2,000 บาท ราคาขายสินค้าของบริษัทฯ ตามปกติ 3,000 บาท) บริษัทฯ รับผิดชอบ ภาษีขายและ หัก ณ ที่จ่าย ให้กับลูกค้า โดยบริษัทฯ นำส่งภาษีขาย แบบไม่ต้องออกใบกำกับภาษี ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 Dr ค่าส่งเสริมการขาย.....2,000 ....Cr ซื้อ.................................2,000 Dr. คชจ ต้องห้าม.............140 (ราคาตลาด) ....Cr ภาษีขาย.............................140 5. สมมติบริษัทฯ ระบุของรางวัลราคา 3,000 บาท และตกลงว่าจะออกภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายแทนลูกค้าทุกทอด (จำนวนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 3000*5/95 = 157.89 บาท) Dr. ค่าส่งเสริมการขาย.......157.89 ....Cr หัก ณ ที่จ่าย ค้างจ่าย............157.89 ....สำหรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% ที่บริษัทฯ ออกแทนลูกค้า บริษัทฯ ต้อง ....5.1 ออกหนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย โดยติ๊กที่ ภ.ง.ด.3 ว่าออกให้ทุกทอด ถูกต้องแล้ว ....5.2 นำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ด้วยแบบ ภ.ง.ด.3
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ " |
เรื่อง | กรณีบริษัทฯ จัดรายการจับสลากชิงโชคแจกรางวัล | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 20/03/2017 - วันที่ตอบ 08/04/2017 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | ข้อ 2 (1) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542, มาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร | ปุจฉา | บริษัทฯ จัดรายการจับสลากชิงโชคแจกรางวัล และดำเนินการเมื่อแจกรางวัลผู้โชคดี ดังนี้ 1. เก็บค่าภาษี หัก ณ ที่จ่าย 5% (คิดจาก มูลค่าของที่แจกรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นฐานคำนวณ 5%) และบริษัทฯออกหนังสือรับรองการ หัก ภาษี ณ ที่จ่ายให้) 2. เก็บค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%จากผู้รับรางวัล (คิดจากมูลค่าของที่แจก เป็นฐานคำนวณ 7%) ในการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้รับรางวัล บริษัทฯต้องออกใบกำกับภาษี ให้ผู้รับรางวัลหรือไม่ (หรือได้รับการยกเว้นไม่ต้องออกใบกำกับภาษี) ออกแค่หลักฐานใบรับเงินธรรมดากรณีที่ผู้จ่ายเงินประสงค์ขอเป็นหลักฐาน และบริษัทฯก็นำส่งภาษี Vat ให้สรรพากรถูกต้องตามกฎเกณฑ์ 3. กรณีผู้รับรางวัล เป็นผู้จดทะเบียนเข้า Vat ( ไม่ว่าเป็นบุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล ) ขอ Vat คืนในกรณีรับของรางวัลตามกล่าวข้างต้นได้หรือไม่ ขอเรียนถามเพื่อจะได้ปฎิบัติได้ถูกต้อง และจะได้แนะนำผู้รับรางวัลด้วยค่ะ | วิสัชนา | กรณีบริษัทฯ จัดรายการจับสลากชิงโชคแจกรางวัล และเมื่อแจกรางวัลผู้โชคดี บริษัทฯ ได้ดำเนินการดังต่อไปนี้ จึงสอบถามว่า 1. บริษัทฯ เรียกเก็บภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 5% ของมูลค่าสินค้าที่แจก และออกหนังสือรับรองการ หัก ภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้มีเงินได้ ....(1) กรณีบริษัทฯ เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตรา 5% ของมูลค่าสินค้า โดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บจากผู้มีเงินได้ ....(2) กรณีบริษัทฯ ไม่ได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้มีเงินได้ ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตรา 5% ของมูลค่าสินค้า โดยรวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัทฯ ออกให้หรือไม่เรียกเก็บ จากผู้มีเงินได้ ในกรณีบริษัทฯ ไม่จำต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ได้รับรางวัล ทั้งนี้ ตามข้อ 2 (1) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 2. บริษัทฯ เรียกเก็บค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ของมูลค่าสินค้าที่แจก จากผู้รับรางวัล โดยบริษัทฯ มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษี ให้แผู้รับรางวัล (หรือได้รับการยกเว้นไม่ต้องออกใบกำกับภาษี) ออกแค่หลักฐานใบรับเงินธรรมดา กรณีที่ผู้จ่ายเงินประสงค์ขอเป็นหลักฐาน และบริษัทฯก็นำส่งภาษี Vat ให้สรรพากรถูกต้องตามกฎเกณฑ์ 3. กรณีผู้รับรางวัล เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ) ย่อมสามารถนำภาษีซื่อตามใบกำกับภาษีที่บริษัทฯ ได้เรียกเก็บไปใช้เป็นภาษีซื้อหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระได้ เพราะไม่เข้าลักษณะเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
เรื่อง | การแจก แถมสินค้าส่งเสริมการขาย ผ่านร้านค้าตัวแทน | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 03/12/2017 - วันที่ตอบ 05/12/2017 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | ข้อ 13 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 | ปุจฉา | เรื่อง ส่งเสริมการขายผ่านร้านค้าตัวแทน บริษัท ก เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้า จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ผ่านร้านค้าตัวแทน ช่วยผลักดันสินค้า และเพิ่มยอดขายให้กับบริษัท โดย บริษัท ก ซื้อสินค้า Premuim เช่น เสื้อ, ร่ม,เครื่องใช้ไฟฟ้า, Gift voucher เป็นต้น ส่งให้ร้านค้าตัวแทนเพื่อแจกให้กับลูกค้า (End User) เมื่อซื้อสินค้าที่ร้านค้า ครบตามเงื่อนไขในการจัดรายการส่งเสริมการขาย โดยบริษัท ก. ขอเครดิตภาษีซื้อคืน เมื่อซื้อสินค้า Premium และลงเป็นรายจ่ายส่งเสริมการขายปกติ ขอเรียนสอบถามว่า 1. บริษัท ก ลงเป็นรายจ่าย ได้หรือไม่ และ มีภาระภาษีต้องนำส่งภาษีขาย และภาษี หัก ณ ที่จ่าย อย่างไร 2. ร้านค้าตัวแทนเมื่อได้รับของ Premium จากบริษัท ก เพื่อแจกให้กับลูกค้า ถือเป็นเงินได้ของร้านค้าตัวแทน หรือไม่ | วิสัชนา | กรณีส่งเสริมการขายผ่านร้านค้าตัวแทน ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ขอเรียนว่า 1. บริษัท ก บันทึกซื้อสินค้า Premuim (ของแถม) เช่น เสื้อ, ร่ม, เครื่องใช้ไฟฟ้า, Gift voucher เป็นต้น เป็นรายจ่ายได้ทั้งในทางบัญชีและทางภาษีอากร เมื่อบริษัท ก ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข “ของแถม” เป็นทอดๆ จนกระทั่งถึงผู้บริโภคคนสุดท้าย โดย ....(1) บริษัทฯ นำสินค้า Premium มากรอกในใบกำกับภาษีขายที่ขายให้แก่ร้านค้าตัวแทน ตามแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากร ข้อ 13 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 ดังนี้ ..........“ข้อ 13 กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งมีการแถมสินค้าพร้อมการขายหรือการให้บริการ ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องจัดทำใบกำกับภาษีโดยระบุชนิด ประเภท และปริมาณสินค้าที่แถมไว้ในใบกำกับภาษีฉบับเดียวกันกับสินค้าที่ขายด้วย แต่ไม่ต้องนำมูลค่าสินค้าที่แถมมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษี ..............การแถมสินค้าตามวรรคหนึ่ง ผู้ประกอบการจดทะเบียนอาจจะไม่ได้ส่งมอบสินค้าที่แถมให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการพร้อมกับการส่งมอบสินค้าหรือให้บริการก็ได้ต่อมาเมื่อมีการส่งมอบสินค้าที่แถมก็ไม่ต้องจัดทำใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการอีก” ....(2) หากได้ปฏิบัติตาม (1) บริษัท ก ไม่มีภาระภาษีต้องนำส่งภาษีขาย เพราะเป็นกรณีที่ไม่นับรวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามข้อ 2 (1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) และไม่ต้องคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่อย่างใด 2. ร้านค้าตัวแทนเมื่อได้รับของ Premium ที่ได้ปฏิบัติตามข้อ 1 จากบริษัท ก เพื่อแจกให้กับลูกค้า ไม่ต้องถือเป็นเงินได้ของร้านค้าตัวแทน และให้ดำเนินการแถมให้ลูกค้าต่อไป
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
เรื่อง | บริษัท ก ขายรถยนต์ มีการให้คูปองแทนเงินสดแก่ลูกค้า | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 12/10/2021 - วันที่ตอบ 12/11/2021 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย | ข้อกฎหมาย | คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 | ปุจฉา | สมมุติบริษัท ก ขายรถยนต์แล้วให้คูปองแทนเงินสดแก่ลูกค้าเพื่อเป็นการส่งเสริมการขาย วันถัดมาลูกค้ามาซื้อสินค้าโดยใช้คูปองแทนเงินสดที่ได้รับ อยากทราบว่า บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือมั้ย ถ้าหัก ต้องหักตอนให้คูปองหรือตอนมาใช้คูปองคะ | วิสัชนา | บริษัท ก ขายรถยนต์ มีการให้คูปองแทนเงินสดแก่ลูกค้าเพื่อเป็นการส่งเสริมการขาย วันถัดมาลูกค้ามาซื้อสินค้าโดยใช้คูปองแทนเงินสดที่ได้รับนั้น นั้น เข้าลักษณะเป็นการให้ “ส่วนลดเงินสด” (Cash Discount) ตามเงื่อนไขที่กำหนดให้ลูกค้านำคูปองมาใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้าในครั้งต่อไป ไม่ใช่การกำหนดให้นำคูปองไปใช้เป็นส่วนลดหักจากราคาสินค้าที่ซื้อ การให้ส่วนลดดังกล่าวนั้น หากเป็นการให้ส่วนลดแก่ลูกค้าที่มิใช่ผู้ซื้อสินค้าไปขายต่อ (Dealer/Distributor) บริษัทฯ ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามข้อ ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 แต่อย่างใด
เครดิต อาจารย์ก้อย Sirada Jarutakanont
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
เรื่อง | การแจกทองคำเพื่อส่งเสริมการขายให้กับบุคคล | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 14/05/2019 - วันที่ตอบ 02/06/2019 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | มาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร | ปุจฉา | ในกรณีที่บริษัทฯ แจกทองคำเพื่อส่งเสริมการขายให้กับบุคคล ทางบริษัทฯ นำส่ง VAT 7% ทางบริษัทฯ จำเป็นต้องเปิดใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีหรือไม่ค่ะ ถ้าไม่เปิด ต้องตามมาตรไหนค่ะ | วิสัชนา | กรณีบริษัทฯ แจกทองคำเพื่อส่งเสริมการขายให้กับบุคคล ทางบริษัทฯ นำส่ง VAT 7% ทางบริษัทฯ จำเป็นต้องเปิดใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีหรือไม่ นั้น ขึ้นอยู่กับว่า บริษัทฯ เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบุคคลผู้ได้รับการส่งเสริมการขายโดยการแจกทองคำหรือไม่ 1. ถ้าบริษัทฯ เรียกเก็บภาษีขายจากผู้ได้รับทองคำ บริษัทฯ ต้องออกใบกำกับภาษี ตามมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร ....“มาตรา 86 ภายใต้บังคับมาตรา 86/1 มาตรา 86/2 และมาตรา 86/8 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้า หรือการให้บริการทุกครั้ง และต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ส่งมอบใบกำกับภาษีนั้นแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ส่วนสำเนาใบกำกับภาษีให้เก็บรักษาไว้ตามมาตรา 87/3” 2. แต่ถ้าบริษัทฯ มิได้เรียกเก็บภาษีขายจากผู้ได้รับทองคำ บริษัทฯ ไม่จำต้องออกใบกำกับภาษีตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 ดังนี้ ....“ข้อ 2 ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งมีการกระทำดังต่อไปนี้ ถือเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1(8) หรือการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น โดยไม่จำต้องจัดทำใบกำกับภาษี ........ (10) ผู้ประกอบการจดทะเบียนจำหน่าย จ่าย โอนสินค้า โดยไม่มีค่าตอบแทน และไม่ได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าตามมาตรา 82/4 แห่งประมวลรัษฎากร ถือเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1(8) แห่งประมวลรัษฎากร ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการส่งมอบสินค้าตามมาตรา 78(1) แห่งประมวลรัษฎากร ..............ตัวอย่าง ..............(ก) บริษัท ก.จำกัด นำอาหารกระป๋องที่ผลิตหรือซื้อมาเพื่อขาย แจกให้แก่พนักงาน เพื่อนำไปบริโภคที่บ้านนอกเวลาปฏิบัติงาน บริษัทฯมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าของอาหารกระป๋องที่นำไปแจก ..............(ข) บริษัท ข.จำกัด ประกอบกิจการผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนยานพาหนะ บริษัทฯมีข้อบังคับและประกาศจ่ายรางวัลสำหรับพนักงานเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำงานติดต่อกันโดยไม่หยุดงาน เช่น ทำงานมา 5 ปี ได้ทองคำหนัก 2 บาท ทำงานมา 4 ปี ได้ทองคำหนัก 1 บาท บริษัทฯมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าของทองคำที่นำไปแจกเป็นรางวัล ..............(ค) บริษัท ค.จำกัด ประกอบกิจการผลิตและขายยางรถยนต์บริษัทฯมีเงื่อนไขเพื่อส่งเสริมการขายว่า หากลูกค้าซื้อสินค้าจากบริษัทฯครบจำนวนตามที่กำหนด บริษัทฯจะมอบรางวัล เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ให้แก่ลูกค้าทุกคน บริษัทฯมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำไปแจกเป็นรางวัล”
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
เรื่อง | ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการประกอบธุรกิจบัตรเงินสด | แหล่งที่มา | ข้อหารือ กรมสรรพากร | วันที่ | 08/09/2005 | เลขที่หนังสือ | กค 0706/7571 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | มาตรา 65 มาตรา 77/1(10) มาตรา 77/2 มาตรา 78/1(1) และข้อ 12 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ | ข้อหารือ | บริษัท อ. จะออกบัตรที่ใช้แทนเงินสดออกจำหน่ายให้แก่ลูกค้าเพื่อใช้บัตรดังกล่าวชำระค่าสินค้าหรือบริการต่างๆ ซึ่งเป็นสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการรายอื่นๆ เช่น ชำระค่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซื้อบัตรชมภาพยนตร์ ชำระค่าใช้บริการ Internet เป็นต้น ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการธุรกิจดังกล่าวได้จากกระทรวงการคลัง ในการจำหน่ายบัตรเงินสดดังกล่าว บริษัทฯ จะจำหน่ายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายต่าง ๆ ซึ่งตัวแทนจำหน่ายเหล่านั้นจะนำบัตรไปจัดจำหน่ายต่อ ๆ ไป จนถึงมือลูกค้าผู้ใช้บัตร โดยบริษัทฯ จะให้ค่าตอบแทนการจำหน่ายบัตรแก่ตัวแทนจำหน่ายที่คำนวณจากมูลค่าหน้าบัตรในอัตราตามที่จะตกลงกัน เมื่อลูกค้านำบัตรมาใช้ซื้อหรือชำระค่าสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่ได้มีข้อตกลงการรับบัตรของบริษัทฯ ล่วงหน้า บริษัทฯ ก็จะจ่ายคืนค่าสินค้าหรือค่าบริการที่ลูกค้าใช้บัตรชำระให้แก่ผู้ประกอบการเหล่านั้นตามมูลค่าหน้าบัตร โดยบริษัทฯ จะเก็บค่าธรรมเนียมการใช้บัตรจากผู้ประกอบการนั้น ๆ ตามอัตราที่ตกลงกัน ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านั้นจะเป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี (ถ้ามี) ของค่าสินค้าหรือบริการโดยตรงให้แก่ลูกค้าต่อไปบริษัทฯ จึงขอหารือภาระภาษีในการประกอบธุรกิจบัตรเงินสดดังนี้ 1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล 1.1 ในการขายบัตรเงินสดให้แก่ตัวแทนจำหน่าย บริษัทฯ จะต้องนำรายได้ดังกล่าวมาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่ซึ่งบริษัทฯ มีความเห็นว่า บริษัทฯ เป็นเพียงผู้ขายบัตรเงินสดให้แก่ลูกค้าเพื่อที่ลูกค้าจะได้นำบัตรนั้นไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนการชำระด้วยเงินสด โดยที่สินค้าหรือบริการที่จะได้มีการชำระราคานั้น เป็นของผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่มีข้อตกลงร่วมกับบริษัทฯ มิใช่สินค้าหรือบริการของบริษัทฯ เพราะบริษัทฯ ไม่สามารถประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการให้บริการบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ บริษัทฯ มีรายได้จากค่าธรรมเนียมการใช้บัตรที่เรียกเก็บจากลูกค้า (ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีนโยบายเรียกเก็บ) และค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากบรรดาผู้ประกอบการที่ยอมรับการชำระราคาด้วยบัตรเงินสดที่ออกโดยบริษัทฯ อีกทั้งประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2547 ในข้อ 4.4 กำหนดให้บริษัทฯ ต้องนำเงินที่ได้รับล่วงหน้าจากลูกค้าซึ่งก็คือค่าบัตรเงินสดที่จำหน่ายได้ฝากเป็นเงินสดไว้ที่ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นจำนวนไม่น้อยกว่ามูลค่ายอดคงค้างของเงินที่ได้รับล่วงหน้าจากลูกค้า โดยจะต้องเปิดเป็นบัญชีแยกต่างหากจากบัญชีเงินฝากอื่น ๆ ของบริษัทฯ ปราศจากภาระผูกพันและใช้เฉพาะสำหรับการชำระบัญชีอันเนื่องมาจากการให้บริการบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น รายได้การขายบัตรเงินสดจึงมิใช่รายได้จากการประกอบกิจการของบริษัทฯ ที่จะต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแต่อย่างใด 1.2 บริษัทฯ จะต้องนำค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการที่ลูกค้านำบัตรเงินสดของบริษัทฯ ไปใช้ชำระราคาสินค้าหรือค่าบริการมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยจะต้องบันทึกรายได้ค่าธรรมเนียมเมื่อบัตรนั้นได้ถูกนำไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการใช่หรือไม่ 1.3 ในส่วนของค่าดำเนินการที่บริษัทฯ ต้องชำระให้แก่ตัวแทนจำหน่ายที่ซื้อบัตรเงินสดไปจำหน่ายต่อบริษัทฯ จะต้องนำค่าดำเนินการดังกล่าวมาลงเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเมื่อมีการขายบัตรเงินสดให้แก่ตัวแทนจำหน่ายใช่หรือไม่ 2. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 2.1 ในการจัดจำหน่ายบัตรเงินสด บริษัทฯ จะขายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายดังกล่าวเต็มตามมูลค่าบัตรหน้าบัตร เช่น บัตรราคา 300 บาท ก็จะขายในราคา 300 บาท และตัวแทนจำหน่ายก็จะขายให้ตัวแทนจำหน่ายรายย่อยๆ ในราคาที่เต็มมูลค่าเช่นเดียวกันจนกระทั่งถึงมือลูกค้าก็จะซื้อในราคา 300 บาท ตามมูลค่าที่ระบุไว้ที่หน้าบัตรรายได้จากการจำหน่ายบัตรเงินสดดังกล่าวข้างต้นไม่ว่าจะเป็นการขายบัตรเงินสดในช่วงที่บริษัทฯ ขายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายรวมถึงในช่วงที่ตัวแทนจำหน่ายได้จำหน่ายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายย่อยๆ รายอื่นๆ อยู่ในบังคับต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 หรือไม่ 2.2. ค่าธรรมเนียมการใช้บัตรที่บริษัทฯ เรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่ลูกค้านำบัตรเงินสดไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการ อยู่ในบังคับต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 หรือไม่ 2.3 ค่าดำเนินการขายบัตรที่บริษัทฯ จ่ายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายอยู่ในบังคับต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 หรือไม่
3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม 3.1 การจำหน่ายบัตรเงินสดตามข้อเท็จจริงข้างต้นบริษัทฯ หรือตัวแทนจำหน่ายที่ได้ซื้อบัตรและนำไปจำหน่ายต่อให้ตัวแทนจำหน่ายรายย่อยหรือลูกค้า จะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อมีการจำหน่ายบัตรเงินสดหรือไม่ หากต้องเรียกเก็บจะต้องเรียกเก็บจากมูลค่าตามราคาหน้าบัตรหรือมูลค่าที่ได้ขายให้โดยหักส่วนลดแล้ว และความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อใด 3.2 ค่าธรรมเนียมการใช้บัตรที่บริษัทฯ เรียกเก็บจากลูกค้า และค่าธรรมเนียมร้านค้าที่บริษัทฯ เรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่ลูกค้านำบัตรเงินสดไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการ จัดเป็นการให้บริการ จึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคา ใช่หรือไม่ 3.3 บัตรเงินสดจัดเป็นสินค้าที่อยู่ในบังคับต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
| แนววินิจฉัย | 1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีบริษัทฯ ได้จำหน่ายบัตรเงินสดให้แก่ตัวแทนจำหน่ายตามข้อเท็จจริง มิได้เป็นการจำหน่ายบัตรเงินสดให้แก่ลูกค้าเพื่อนำมาใช้ซื้อสินค้าหรือบริการของบริษัทฯ เองแต่อย่างใด ซึ่งลูกค้าผู้ซื้อบัตรจะนำไปใช้ชำระราคาสินค้าหรือค่าบริการของผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ตามที่มีข้อตกลงร่วมกันกับทางบริษัทฯ โดยบริษัทฯ จะได้รับค่าธรรมเนียมการใช้บัตรจากลูกค้าและผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือบริการ เงินที่ได้รับจากการจำหน่ายบัตรดังกล่าว แม้จะเป็นเงินที่บริษัทฯ ได้รับมาก็ตาม แต่ก็เป็นเงินที่มีภาระผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องเก็บรักษาไว้เพื่อประโยชน์ของลูกค้าผู้ซื้อบัตรที่จะนำบัตรนั้นไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการในอนาคต ไม่สามารถนำไปใช้เพื่อการอื่นใดได้ นอกจากนำไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการให้แก่ผู้ประกอบการที่ลูกค้านำบัตรไปใช้เท่านั้น ดังนั้น รายได้จากจำหน่ายบัตรเงินสดให้แก่ตัวแทนจำหน่ายจึงมิใช่รายได้ที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการที่จะต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด แต่บริษัทฯ จะต้องนำค่าธรรมเนียมที่ได้รับจากผู้ประกอบการเมื่อบัตรเงินสดนั้นได้ถูกนำไปใช้ชำระราคาค่าสินค้าหรือบริการและต้องนำค่าดำเนินการที่จ่ายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายบัตรเมื่อมีการขายบัตรเงินสดให้แก่ตัวแทนจำหน่ายมาถือเป็นรายได้และรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากรแล้วแต่กรณี 2. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 2.1 ลูกค้าผู้ซื้อบัตรเงินสดสามารถนำบัตรนั้นไปใช้ชำระราคาสินค้าและบริการต่างๆ แทนที่จะชำระเป็นเงินสดได้นั้น การขายบัตรเงินสดดังกล่าวจึงเป็นการขายสิทธิการซื้อสินค้าหรือบริการตามมูลค่าที่กำหนดในบัตร จึงจัดเป็นการขายทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่าง ซึ่งไม่อยู่ในบังคับต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการขายบัตรเงินสดในช่วงที่บริษัทฯ ขายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายรวมถึงในช่วงที่ตัวแทนจำหน่ายได้จำหน่ายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายย่อยๆ รายอื่นๆ ต่อไป อย่างไรก็ตาม การที่ตัวแทนจำหน่ายและตัวแทนจำหน่ายย่อยๆ ได้จำหน่ายบัตรเงินสดในทอดต่างๆ โดยได้รับค่าดำเนินการจากผู้ขายบัตรให้นั้น เข้าลักษณะเป็นการให้บริการในการจัดจำหน่ายบัตรให้แก่บริษัทฯ หรือตัวแทนจำหน่ายที่ได้ขายบัตรให้แก่ตน ค่าดำเนินการที่ได้รับเข้าลักษณะเป็นค่าบริการที่อยู่ในบังคับที่ผู้จ่าย ซึ่งผู้ขายบัตรที่เป็นผู้จ่ายค่าบริการมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3 ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 2.2 ค่าธรรมเนียมการใช้บัตรที่บริษัทฯ เรียกเก็บจากลูกค้า และค่าธรรมเนียมร้านค้าที่บริษัทฯ เรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่ลูกค้านำบัตรเงินสดไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการเข้าลักษณะเป็นเงินได้ค่าบริการ หากผู้จ่ายเงินได้เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3 ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม 3.1 การจำหน่ายบัตรเงินสดตามข้อเท็จจริง เป็นการจำหน่ายสิ่งที่จะนำไปแทนตัวเงินที่จะนำไปซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการต่างๆ เปรียบเสมือนสิ่งที่ใช้แทนเงินสดเท่านั้น เมื่อมีการใช้บัตรเงินสดชำระราคาค่าสินค้าหรือบริการให้แก่ผู้ขายสินค้าหรือบริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ขายสินค้าหรือบริการมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อ ดังนั้น การจำหน่ายบัตรเงินสดในขั้นตอนการขายต่าง ๆ จึงมิใช่เป็นการขายสินค้าหรือบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใดค่าดำเนินการที่ตัวแทนจำหน่ายได้รับถือเป็นค่าบริการ ตัวแทนจำหน่ายมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 และมาตรา 82/4 แห่งประมวลรัษฎากร โดยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการชำระค่าบริการตามมาตรา 78/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร 3.2 ค่าธรรมเนียมร้านค้าที่บริษัทฯ เรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่ลูกค้านำบัตรเงินสดไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการ จัดเป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร จึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร โดยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาตามมาตรา 78/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร 3.3 บัตรเงินสดมิใช่สินค้าตามคำนิยามที่กำหนดไว้ในมาตรา 77/1(9) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่อยู่ในบังคับต้องทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด | เลขตู้ | 68/33576 |
|