Case study

ส่งพนักงานไปเข้ารับการฝึกอบรมที่ประเทศฮ่องกง


เรื่อง ส่งพนักงานไปเข้ารับการฝึกอบรมที่ประเทศฮ่องกง
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 12/07/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทได้ส่งพนักงานไปเข้ารับการฝึกอบรมในประเทศฮ่องกง โดยที่เป็นการอบรมทั่วไป (General Training) ที่ไม่ได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี สูตรลับ หรือกรรมวิธีลับใด ๆ ที่จะเข้าข่ายเป็นการใช้สิทธิในทางอุตสาหกรรมหรือพาณิชย์ ตามมาตรา 40(3) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น บริษัทมีความเข้าใจว่า: 

1.   รายได้จากค่าฝึกอบรมดังกล่าวของผู้ให้บริการในฮ่องกง จะถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) (ค่าบริการทั่วไป)

2.   ซึ่งไม่อยู่ในประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ภงด 54 ตามมาตรา 70 บริษัทสามารถดำเนินการได้ตามแนวทางข้างต้น โดย ไม่จำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และยื่นเฉพาะแบบ ภ.พ.36 ได้หรือไม่ 

บริษัทขอคำอธิบายเพิ่มเติมว่า การอบรมแบบใด ที่จะถือว่าเป็นการ การถ่ายทอดเทคโนโลยี สูตรลับ หรือกรรมวิธีลับใด ๆ ที่จะเข้าข่ายเป็นการใช้สิทธิในทางอุตสาหกรรมหรือพาณิชย์ ขอให้ท่านช่วยยกตัวอย่างให้บริษัทเข้าใจเพิ่มเติมด้วย

คำตอบ

คำตอบส่งพนักงานไปเข้ารับการฝึกอบรมในประเทศฮ่องกง

ในกรณีที่บริษัทฯ ส่งพนักงานไปฝึกอบรมทั่วไป (General Training) ณ ประเทศฮ่องกง โดยไม่มีการถ่ายทอดความลับทางเทคนิค เทคโนโลยี หรือกรรมวิธีลับใด ๆ จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.54
 
ความเข้าใจของบริษัทถือว่า “ถูกต้อง” ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร โดยมีรายละเอียดและคำอธิบายดังนี้:

1.กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

ลักษณะของเงินได้พึงประเมินของผู้ให้บริการในต่างประเทศ:

  • หากการฝึกอบรม ไม่ใช่การถ่ายทอดความรู้เฉพาะทาง (เช่น สูตรลับ เทคโนโลยีเฉพาะ กรรมวิธีลับที่ใช้ในการผลิต) และ ไม่ได้เป็นการให้สิทธิในการใช้เทคโนโลยี หรือ Know-how ในเชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรม จะ ไม่เข้าข่ายเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(3) แห่งประมวลรัษฎากร
  • รายได้ดังกล่าวจึงถือเป็นรายได้จาก การให้บริการทั่วไป (General services) ตาม มาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร

   1.1 หากประเทศที่บริษัทฯ ส่งพนักงานไปฝึกอบรมทั่วไป (General Training) และประเทศที่อบรมเป็นประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย ค่าบริการอบรมดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจ (Business Profit) หากบริษัทฯ ที่ประเทศฮ่องกงผู้ให้บริการดังกล่าวไม่ได้ประกอบการผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย ตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ประกอบกับมาตรา 3 แห่งประมวลรัษฎากร และพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 

          

          เมื่อบริษัทฯ ไทย จ่ายค่าการอบรมทั่วไปที่ไม่ได้มี “การถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยี สูตร และกรรมวิธีพิเศษ หรือให้ข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม ให้แก่บริษัทฮ่องกง เข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร 



   1.2 แต่หาก กรณีที่ในการฝึกอบรมนั้น ได้มี “การถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยี สูตร และกรรมวิธีพิเศษหรือให้ข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม” ให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม เข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งถือเป็นค่าสิทธิตามข้อ 12 แห่งอนุสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศฮ่องกงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้บริษัทฯ ผู้จ่ายเงินได้ จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย แต่จะหักอัตราใดนั้นต้องพิจารณาตามอนุสัญญภาษีซ้อน ว่าเข้าตามนิยามข้อใด เช่น

- อบรมและสอนเกี่ยวกับสูตรอาหาร กรรมวิธีลับ หักในอัตรา 10% ของเงินได้ที่จ่าย 

- อบรมเกี่ยวกับประสบการณ์ ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมของผู้ให้บริการ หักในอัตรา 15% ของเงินได้ที่จ่าย 

และนำส่ง พร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 12 แห่งอนุสัญญาฯ ประกอบกับพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 



 

2. กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม

    2.1 การฝึกอบรมในต่างประเทศ กรณีฝึกอบรมทั่วไป (General Training) ที่ไม่ได้มี “การถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยี สูตร และกรรมวิธีพิเศษ หรือให้ข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรมของผู้ให้บริการแต่อย่างใด การให้บริการดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะเป็นการให้บริการรับจ้างทั่วไปและถือว่าการให้บริการอบรมเป็นบริการที่ผู้ประกอบการในต่างประเทศมีการให้บริการที่กระทำในต่างประเทศและได้ใช้บริการอบรมดูงานที่ต่างประเทศ โดยไม่ได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรถือเป็นการให้บริการในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ (Out to Out) ไม่เป็นกิจการที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าทีต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด

   2.2 การฝึกอบรมในต่างประเทศ กรณีฝึกอบรมได้มี “การถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยี สูตร และกรรมวิธีพิเศษ หรือให้ข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรมของผู้ให้บริการ” ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งถือเป็นค่าสิทธิ


  • ถ้าพิจารณาตามหลักกฏหมาย ถือว่าการให้บริการอบรมเป็นบริการที่ผู้ประกอบการในต่างประเทศมีการให้บริการที่กระทำในต่างประเทศและได้ใช้บริการอบรมดูงานที่ต่างประเทศ โดยไม่ได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร (Out to Out) บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าทีต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด
  • ถ้าพิจารณาตามหลักปฏิบัติ สรรพากรมักจะมองว่า เป็นบริการที่ให้ต่างประเทศแต่นำผลของงานบริการกลับมาใช้ในประเทศไทยด้วย (Out to In) เพราะพนักงานเมื่อได้รับการถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยี สูตร และกรรมวิธีพิเศษ หรือให้ข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรมของผู้ให้บริการ จะต้องนำความรู้ ไปใช้ดำเนินการผลิตหรือเพิ่มผลผลิต ถือเป็นการให้บริการในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในประเทศไทย (Out to In) เป็นกิจการที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ จึงมีหน้าทีต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 ตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร 


3. ตัวอย่างของการฝึกอบรมที่เข้าข่าย “ถ่ายทอดเทคโนโลยี / สูตรลับ / กรรมวิธีลับ” ตามมาตรา 40(3) แห่งประมวลรัษฎากร

ฝึกอบรมที่ “เนื้อหา” มีลักษณะเป็นการให้ “สิทธิ” ในการใช้ หรือเปิดเผย Know-how ที่ใช้ในอุตสาหกรรมหรือพาณิชย์ จะถือเป็นรายได้ตามมาตรา 40 (3) เช่น

ตัวอย่าง:

  • การอบรมที่ถ่ายทอด กรรมวิธีการผลิตเฉพาะ ของเครื่องจักร ที่ไม่มีเผยแพร่ทั่วไป
  • การถ่ายทอด สูตรทางเคมี หรือสูตรอาหารที่จดทะเบียนลิขสิทธิ์เฉพาะของบริษัท
  • การให้สิทธิใช้ ซอฟต์แวร์แบบมีเงื่อนไขในการใช้งานต่อยอด
  • การสอนการใช้งานระบบเฉพาะที่มีการ “ให้สิทธิใช้เทคโนโลยีภายในองค์กรผู้ให้บริการ” ที่เป็นกรรมสิทธิ์ทางปัญญา
  • การอบรมที่มีการเซ็น “ข้อตกลงการไม่เปิดเผยข้อมูล (NDA)” โดยเนื้อหาฝึกอบรมคือ เทคโนโลยีลับภายใน ที่ใช้แข่งขันในทางธุรกิจ

สรุปคำตอบสำหรับกรณีของบริษัท

หัวข้อ

รายละเอียด

ลักษณะการอบรม

อบรมทั่วไป (General Training) ไม่มีการถ่ายทอดสูตรลับหรือเทคโนโลยีเฉพาะ

ประเภทเงินได้

มาตรา 40(8) – ค่าบริการทั่วไป

ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 เข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจ (Business Profit) ตาม DTA ไทย-ฮ่องกง

ต้องยื่น VAT ไหม

ไม่ต้องนำส่ง VAT ไม่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 (ให้บริการที่ต่างประเทศ และใช้บริการจบที่ต่างประเทศ)

ตัวอย่างที่เข้าข่าย ม.40(3)

- ถ่ายทอดกรรมวิธีเฉพาะทาง
- ให้สิทธิใช้สูตรลับ
 - ถ่ายทอด Know-how

ตัวอย่างที่ไม่เข้าข่าย ม.40(3)

- อบรมทั่วไป
- อบรมทักษะทั่วไป
 - ไม่มีการให้สิทธิใช้เทคโนโลยีเฉพาะ


มาตรา 40  เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

 (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล

 (8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว  


มาตรา 70 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้ สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

บัญชีอัตราภาษีเงินได้

" (2) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

   "(ข) ภาษีตามมาตรา 70 นอกจากที่ระบุใน (ค)                    ร้อยละ 15




อนุสัญญาภาษีซ้อนไทย – ฮ่องกง


 





มาตรา 83/6เมื่อมีการชำระราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการให้กับผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ให้ผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษี
             (1) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรซึ่งได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3
             (2) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการจากต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ทั้งนี้ เฉพาะ
                   (ก) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ใช้ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน
                   (ข) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการอื่นนอกจากบริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ใช้ทุกราย


อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

บริษัทส่งพนักงานไปสอบ Certificate และอบรมคอร์สของต่างประเทศ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 09/09/2024 - วันที่ตอบ 10/09/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 70, มาตรา 83/6 (2)แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

มีประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับ ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36 ค่ะ หาอ่านที่ไหนก็ไม่กระจ่างเลยค่ะ ขอความรู้จากท่านอาจารย์เพิ่มเติมเกี่ยวกับการหักภาษีนำส่งภาษีอย่างถูกให้กับสรรพากรได้ไหมคะ คือ ปัจจุบันทางบริษัทฯ ทำธุรกิจเกี่ยวกับซอฟท์แวร์ ต้องจ่ายเงินไปต่างประเทศ และต้องส่งพนักงานไปสอบ Cert. และอบรมคอร์สของต่างประเทศทั้งหมดนี้คือต้องนำส่งภาษีทั้ง ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36 ไหมคะ

วิสัชนา

กรณีบริษัทฯ ส่งพนักงานไปสอบ Cert. และอบรมคอร์สของต่างประเทศทั้งหมด

1.กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

    หากประเทศที่บริษัทฯ ส่งพนักงานไปสอบเพื่อรับใบอนุญาต และอบรมเป็นประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย ค่าบริการดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจ (Business Profit) หากบริษัทฯ ผู้ให้บริการดังกล่าวมิได้ประกอบการผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ประกอบกับมาตรา 3 แห่งประมวลรัษฎากร และพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 

 

2. กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม

    การฝึกอบรมในต่างประเทศ ถือเป็นการให้บริการในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ (Out to Out) ไม่เป็นกิจการที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าทีต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ ตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



เรื่อง

บริษัทจ่ายค่าอบรมความรู้ในต่างประเทศโดยส่งพนักงานไปอบรม ณ ต่างประเทศแล้วนำความรู้นั้นมาใช้ในประเทศไทย

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 06/11/2023 - วันที่ตอบ 02/12/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 70 , มาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษากร

ปุจฉา

หนูเข้าอบรมผ่านสมาคมสำนักงานบัญชีเมื่อวันที่ 2/11/2023 ที่ผ่านมาได้สอบถามถึงเรื่องการอบรมความรู้ในต่างประเทศทางบริษัทส่งพนักงานไปอบรมที่ต่างประเทศแล้วนำความรู้นั้นมาใช้ในประเทศไทย ท่านอาจารย์ได้ตอบเอาไว้ว่าความรู้ไม่สามารถวัดเป็นมูลค่าได้นั้น หนูไปศึกษาเพิ่มเติมพบว่ามีข้อหารือเลขที่หนังสือ กค 0706/4653 ในแนววินิจฉัยข้อ 6.1 ระบุว่าถ้าไม่ได้เรียนรู้สูตรหรือกรรมวิธีใดๆ ค่าอบรมเป็น ม. 40 (8) และ 6.2 ถ้ามีสูตรหรือกรรมวิธีจากการอบรมถือเป็น 40 (3) หนูเลยสับสน รบกวนอาจารย์ช่วยคอนเฟิร์มให้หนูอีกครั้งเผื่อว่าวันนั้นการสื่อสารอาจคลาดเคลื่อนกันได้

จึงรบกวนสอบถามอาจารย์อีกครั้งเป็นลายลักษณ์อักษรค่ะมิได้มีเจตนามุ่งร้ายใดๆ เพียงแต่ลูกศิษย์สงสัยค่ะ

วิสัชนา

ตามหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ กค 0706/4653 เรื่อง ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการจ่ายค่าลิขสิทธิ์และค่าบริการอื่นให้แก่บริษัทต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย ลงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 ดังนี้

ข้อกฎหมาย : มาตรา 70, มาตรา 40 (8), มาตรา 40 (3)

ข้อหารือ :

    กรณีดังต่อไปนี้ บริษัทฯ ต้องหักภาษีจากเงินได้ที่จ่ายหรือไม่

    1. กรณีจ่ายเงินค่า Software ซึ่งใช้กับผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากบริษัทผู้ผลิต หรือบริษัทสาขาของบริษัทผู้ผลิต โดย Software ดังกล่าวได้นำเข้ามาพร้อมกับตัวเครื่อง (Hardware)โดยราคา Software ในใบ Invoice นำเข้าได้แยกรายการต่างหากกับราคา Hardware 

    2. กรณีจ่ายเงินค่า Software ระบบปฏิบัติการ (Operating System OS) ไม่ว่าจะนำเข้ามาพร้อมผลิตภัณฑ์หรือนำเข้ามาต่างหากก็ตาม

    3. กรณีจ่ายเงินค่า Application Software ที่ได้ซื้อแยกต่างหากจากเครื่องคอมพิวเตอร์

    4. กรณีจ่ายเงินค่า Software ที่สั่งซื้อผ่านทางบริษัทสาขาซึ่งตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ โดยประเทศเจ้าของลิขสิทธิ์คือประเทศสหรัฐอเมริกา หากต้องหักภาษีจากเงินได้ที่จ่าย จะใช้อัตราภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อนของประเทศใด

    5. กรณีจ่ายเงินค่า Software ที่เป็นการซื้อโดยตรงจากประเทศเจ้าของลิขสิทธิ์

    6. กรณีจ่ายเงินค่าอบรมในต่างประเทศ

    7. กรณีจ่ายเงินค่าค้ำประกันคุณภาพสินค้าในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ (Warranty Fee)

    8. กรณีจ่ายเงินค่า Channel Fee ซึ่งเป็นค่าอนุญาตให้ช่างของบริษัทฯ ดำเนินการซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัทผู้ผลิตให้แก่ลูกค้ารายใดก็ได้ แม้บริษัทฯ จะไม่ได้เป็นผู้ขายเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นก็ตาม

 
 

แนววินิจฉัย :

    1. กรณีบริษัทฯ นำเข้าผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลัก (Hardware) เช่น ตัวเครื่องจักร หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งบรรจุโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Software) มาพร้อมกับอุปกรณ์หลัก และ Software ทำหน้าที่ควบคุมให้อุปกรณ์หลักใช้งานได้ โดยมิได้กำหนดแยกราคา Software ออกจากราคาอุปกรณ์หลัก (Hardware) Software ดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์หลัก เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินค่า Software ในลักษณะดังกล่าว จึงไม่ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

    2. กรณีบริษัทฯ นำเข้า Software ไม่ว่าจะนำเข้าโดยบรรจุมาพร้อมกับตัวเครื่องหรือนำเข้าโดยแยกต่างหากจากตัวเครื่อง และไม่ว่าจะเป็น Software ระบบปฏิบัติการ (Operating Software-OS) หรือ Application Software หากได้กำหนดแยกราคา Software ออกจากราคาของตัวเครื่อง การจ่ายเงินค่า Software ดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการจ่ายค่าแห่งลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ มีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร โดยพิจารณาประกอบกับอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศซึ่งบริษัทฯ ได้สั่งโปรแกรมเพื่อนำเข้าด้วย

    3. กรณีการจ่ายเงินค่า Software ที่สั่งซื้อผ่านบริษัทสาขาซึ่งตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ โดย

ประเทศเจ้าของลิขสิทธิ์คือประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากบริษัทฯ จ่ายเงินค่า Software ไปยังบริษัทสาขาซึ่งตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ บริษัทฯ สาขาในประเทศสิงคโปร์ดังกล่าวย่อมมีถิ่นที่อยู่ตามสำนักงานใหญ่ ทั้งนี้ ไม่ว่าประเทศที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่จะเป็นประเทศเจ้าของลิขสิทธิ์ Software หรือไม่ก็ตาม บริษัทฯ ต้องพิจารณาการหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายค่า Software ดังกล่าว ประกอบกับอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศซึ่งสำนักงานใหญ่ของบริษัทสาขาในประเทศสิงคโปร์ตั้งอยู่ หากบริษัทฯ จ่ายเงินค่า Software ที่ซื้อโดยตรงกับประเทศเจ้าของลิขสิทธิ์ การจ่ายเงินค่าSoftware ดังกล่าว บริษัทฯ มีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร โดยพิจารณาประกอบกับอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศ เจ้าของลิขสิทธิ์นั้น

    4. การจ่ายเงินค่าอบรมในต่างประเทศ เป็นกรณีบริษัทต่างประเทศให้บริการอบรมแก่พนักงานของบริษัทฯ หากการอบรมดังกล่าวมิได้เป็นการถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยี สูตร หรือกรรมวิธีลับใด ๆ เงินค่าอบรมที่บริษัทฯ จ่ายไปยังบริษัทต่างประเทศ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร แต่หากการอบรมดังกล่าวมีการถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยี สูตร หรือกรรมวิธีลับใด ๆ เงินค่าอบรมที่บริษัทฯ จ่ายไปยังบริษัทต่างประเทศ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตาม

มาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ มีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร โดยพิจารณาประกอบกับอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศซึ่งบริษัทฯ ได้จ่ายเงินค่าอบรมดังกล่าว

    5. กรณีจ่ายเงินค่าค้ำประกันคุณภาพสินค้าในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (Warranty fee) ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่า หากบริษัทฯ ซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการต่างประเทศ และสินค้าดังกล่าวชำรุดเสียหายภายในช่วงระยะเวลา 1 ปี บริษัทต่างประเทศซึ่งเป็นผู้ขายจะให้บริการซ่อมแก่บริษัทฯ โดยไม่เรียกเก็บค่าบริการอีก ทั้งนี้ ค่าค้ำประกันคุณภาพสินค้าดังกล่าว บริษัทฯ ได้จ่ายรวมไปกับค่าสินค้าเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นกรณีบริษัทฯ ได้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าทั้งจำนวน แม้ในราคาดังกล่าวสามารถแยกค่าค้ำประกันคุณภาพสินค้าออกมาก็ตาม บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแต่อย่างใด

    6. กรณีจ่ายเงินค่า Channel Fee ซึ่งเป็นค่าอนุญาตให้ช่างของบริษัทฯ ดำเนินการซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัทผู้ผลิตให้แก่ลูกค้ารายใดก็ได้ แม้บริษัทฯ จะไม่ได้เป็นผู้ขายเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นก็ตาม เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุมระบบการเปิดปิดประตูอัตโนมัติ หากผู้ซ่อมไม่มีความรู้ในเทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการควบคุมระบบการเปิดปิดประตูดังกล่าวก็ไม่สามารถดำเนินการซ่อมได้ ซึ่งช่างของบริษัทฯ อาจศึกษาวิธีการซ่อมได้เองจากคู่มือ หรือบริษัทฯ ได้ส่งช่างไปฝึกเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีและวิธีการซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุมระบบการเปิดปิดประตูดังกล่าว ณ บริษัทผู้ผลิตซึ่งตั้งอยู่ในต่างประเทศ กรณีดังกล่าวสามารถแยกพิจารณาดังนี้

        6.1 กรณีช่างของบริษัทฯ ได้ศึกษาวิธีการซ่อมด้วยตนเองจากคู่มือ โดยมิได้เรียนรู้เทคโนโลยี สูตร หรือกรรมวิธีพิเศษใดๆ ในการซ่อมจากบริษัทผู้ผลิต เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินค่าอนุญาตให้ช่างของบริษัทฯ ดำเนินการซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัทผู้ผลิตให้แก่ลูกค้ารายใด ๆ เป็นกรณีบริษัทฯ จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทผู้ผลิตในต่างประเทศ บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

        6.2 กรณีบริษัทฯ ส่งช่างไปฝึกเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีและวิธีการซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุมระบบการเปิดปิดประตูดังกล่าว ณ บริษัทผู้ผลิตในต่างประเทศและบริษัทผู้ผลิตได้ถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยี สูตร และกรรมวิธีพิเศษในการซ่อมนั้นให้แก่ช่างของบริษัทฯ เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินค่าอนุญาตให้ช่างของบริษัทฯ ดำเนินการซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ผลิตให้แก่ลูกค้ารายใด ๆ เป็นกรณีบริษัทฯ จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่บริษัทผู้ผลิตในต่างประเทศ บริษัทฯ มีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทฯ ต้องพิจารณาประกอบกับอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับประเทศที่บริษัทผู้ผลิตตั้งอยู่


  

เลขตู้ : 66/32424 

https://www.rd.go.th/24729.html


 

ต่อข้อหารือ ขอเรียนว่า

กรณีบริษัทฯ จ่ายค่าอบรมความรู้ในต่างประเทศที่บริษัทฯ ส่งพนักงานไปอบรม ณ ต่างประเทศแล้วนำความรู้นั้นมาใช้ในประเทศไทย ซึ่งผมได้ตอบว่า “ความรู้เป็นนามธรรม ไม่สามารถจับต้องได้” (ไม่ใช่วัดเป็นมูลค่าได้) จึงไม่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.36 นั้น ปรากฎว่า ตามแนวคำตอบข้อหารือเลขที่หนังสือ กค 0706/4653 ลงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 กรมสรรพากร ได้วางแนวทางปฏิบัติตามคำวินิจฉัยข้อ 6 ดังนี้

    “6. กรณีจ่ายเงินค่า Channel Fee ซึ่งเป็นค่าอนุญาตให้ช่างของบริษัทฯ ดำเนินการซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัทผู้ผลิตให้แก่ลูกค้ารายใดก็ได้ แม้บริษัทฯ จะไม่ได้เป็นผู้ขายเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นก็ตาม เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุมระบบการเปิดปิดประตูอัตโนมัติ หากผู้ซ่อมไม่มีความรู้ในเทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการควบคุมระบบการเปิดปิดประตูดังกล่าวก็ไม่สามารถดำเนินการซ่อมได้ ซึ่งช่างของบริษัทฯ อาจศึกษาวิธีการซ่อมได้เองจากคู่มือ หรือบริษัทฯ ได้ส่งช่างไปฝึกเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีและวิธีการซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุมระบบการเปิดปิดประตูดังกล่าว ณ บริษัทผู้ผลิตซึ่งตั้งอยู่ในต่างประเทศ กรณีดังกล่าวสามารถแยกพิจารณาดังนี้

        6.1 กรณีช่างของบริษัทฯ ได้ศึกษาวิธีการซ่อมด้วยตนเองจากคู่มือ โดยมิได้เรียนรู้เทคโนโลยี สูตร หรือกรรมวิธีพิเศษใดๆ ในการซ่อมจากบริษัทผู้ผลิต เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินค่าอนุญาตให้ช่างของบริษัทฯ ดำเนินการซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัทผู้ผลิตให้แก่ลูกค้ารายใด ๆ เป็นกรณีบริษัทฯ จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทผู้ผลิตในต่างประเทศ บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

        6.2 กรณีบริษัทฯ ส่งช่างไปฝึกเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีและวิธีการซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุมระบบการเปิดปิดประตูดังกล่าว ณ บริษัทผู้ผลิตในต่างประเทศและบริษัทผู้ผลิตได้ถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยี สูตร และกรรมวิธีพิเศษในการซ่อมนั้นให้แก่ช่างของบริษัทฯ เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินค่าอนุญาตให้ช่างของบริษัทฯ ดำเนินการซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ผลิตให้แก่ลูกค้ารายใด ๆ เป็นกรณีบริษัทฯ จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่บริษัทผู้ผลิตในต่างประเทศ บริษัทฯ มีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทฯ ต้องพิจารณาประกอบกับอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับประเทศที่บริษัทผู้ผลิตตั้งอยู่”  


ต้องขอขอบคุณสำหรับความรู้ตามประเด็นในแนวคำตอบข้อหารือดังกล่าว ซึ่งอาจจำแนกออกเป็นสองประเด็น ดังนี้

    ประเด็นแรก กรณีที่เป็นการอบรมทั่วไปที่มิได้มี “การถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยี สูตร และกรรมวิธีพิเศษ” ให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม เข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทผู้ฝึกอบรมในต่างประเทศ บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 ตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษากร แต่อย่างใด ซึ่งสอดคล้องกับคำตอบที่ผมได้ตอบในการฝึกอบรมดังกล่าวข้างต้น

    ประเด็นที่สอง กรณีที่ในการฝึกอบรมนั้น ได้มี “การถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยี สูตร และกรรมวิธีพิเศษ” ให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม เข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทผู้ฝึกอบรมในต่างประเทศ บริษัทฯ จึงย่อมมีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 แล้วยังมีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 ตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษากร อีกด้วย

    กรณีจึงต้องแยกพิจารณาให้ละเอียดรอบด้านว่า ในการฝึกอบรมในแต่ละครั้งนั้น ได้มีการ “การถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยี สูตร และกรรมวิธีพิเศษ” ให้แก่ผู้เข้ารับการอบรมหรือไม่ อย่างใด


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



เรื่อง

แบ่งแยกอย่างไรระหว่าง "การให้ความรู้" กับ "การถ่ายทอดวิทยาการ หรือ ข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์"

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 03/02/2023 - วันที่ตอบ 04/02/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40 (3), มาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

เราจะแบ่งแยกอย่างไรระหว่าง "การให้ความรู้" กับ "การถ่ายทอดวิทยาการ หรือ ข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์"ส่วนตัวเห็นว่าแบ่งแยกยากครับ

วิสัชนา

สุจิตรา ทิพย์มณเฑียร นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขาภาษีอากร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้เขียนบทความ "ปัญหาการจัดเก็บภาษีเงินได้จากค่าสิทธิและค่าบริการ" ซึ่งเรียบเรียงจากการศึกษาอิสระ เรื่อง ปัญหาการจัดเก็บภาษีเงินไดจ้ากค่าสิทธิและค่าบริการ

โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาคือผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. รติชัย รถทอง และคณะกรรมการสอบคือ รองศาสตราจารย์ ดร. วิณัฎฐา แสงสุข และรองศาสตราจารย์ ดร. ปภาศรี บัวสวรรค์ ได้กล่าวถึง การตีความธุรกรรมที่ลักษณะใกล้เคียงกับค่าสิทธิ เช่น การตีความค่าสิทธิที่อยู่ในประเภทที่เป็นค่าตอบแทนการใช้ หรือสิทธิในการใช้ข้อสนเทศที่เกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ หรือที่เรียกว่า ค่าวิทยาการ (Know-how) กับการให้คำปรึกษาด้านเทคนิค หรือการให้คำแนะนำ ทางด้านเทคนิค เป็นค่าสิทธิทุกกรณี ดังนี้

    "...ในส่วนของการตีความธุรกรรมที่ลักษณะใกล้เคียงกับค่าสิทธิ เช่น การตีความค่าสิทธิที่อยู่ในประเภทที่เป็นค่าตอบแทนการใช้ หรือสิทธิในการใช้ข้อสนเทศที่เกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ หรือที่เรียกว่า ค่าวิทยาการ (Know-how) กับการให้คำปรึกษาด้านเทคนิค หรือการให้คำแนะนา ทางด้านเทคนิค เป็นค่าสิทธิทุกกรณี จึงก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับผู้เสียภาษีซึ่งธุรกรรมทั้งสองลักษณะนั้น มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ การให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค หรือการให้คำ ปรึกษาทางด้านเทคนิคนั้น เป็นสัญญาซึ่งต่อเนื่องมาจากสัญญาซื้อขาย จึงเป็นค่าบริการ (Service Fee) และจัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนค่าวิทยาการ (Know-how) ซึ่งลักษณะของสัญญาเป็นเรื่องที่ผู้ให้วิทยาการไม่ต้องทำการใด ๆ นอกจากถ่ายทอดวิทยาการที่มีอยู่แล้วให้แก่ผู้ร้บ โดยมิได้มุ่งถึงผลสำเร็จของงาน และอยู่ในความหมายของค่าสิทธิตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร และจากการศึกษาต้นแบบของ UN ซึ่งได้กำหนดข้อบท 12 A ว่าด้วยค่าธรรมเนียมสำหรับการให้บริการทางเทคนิคเป็นข้อบทพิเศษ โดยประเทศอินเดียได้นำต้นแบบของ UN ข้อบท 12 A ว่าด้วยค่าธรรมเนียมสำหรับการให้บริการทางเทคนิค (FEES FOR TECHNICAL SERVICES) มากำหนดเป็นส่วนหนึ่งของค่าสิทธิ ในการทำอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศอินเดียกับประเทศอื่นๆที่เรียกว่า Double Taxation Avoidance Agreement (DTAA) Article 12 ว่า “ROYALTIES AND FEES FOR TECHNICAL SERVICES” ซึ่ง DTAA ของประเทศอินเดียที่ทำไว้กับประเทศเยอรมนี ประเทศออสเตรีย และประเทศไอร์แลนด์นั้น มีข้อกำหนดเพื่อให้ครอบคลุมบริการด้านการจัดการด้านเทคนิคหรือการให้คำปรึกษา ประกอบกับควรพิจารณาถึงพระราชบัญญัติการประเมินภาษีเงินได้ ค.ศ. 1936 ของประเทศออสเตรเลียเพื่อใช้เป็นต้นแบบในการใหค้านิยามของคำว่า “ค่าสิทธิ” เนื่องจาก ได้ให้คำนิยามของคำว่า ”ค่าสิทธิ” ไว้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะข้อ (ง) กำหนดให้เงินค่าตอบเเทนที่จ่ายกันตามสัญญาให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคถือเป็นค่าสิทธิด้วย ซึ้งจะสามารถแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการตีความธุรกรรมที่มีลักษณะใกล้เคียงกับค่าสิทธิได้..."

http://www.lawgrad.ru.ac.th/.../1573110268791a662b107a635...


เลขที่หนังสือ : กค 0706/10367

วันที่ : 13 ธันวาคม 2548

เรื่อง : ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีเงินได้จากการให้บริการของนิติบุคคลต่างประเทศ

ข้อกฎหมาย : มาตรา 13 วรรคสามแห่งอนุสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่ง สหราชอาณาจักรอังกฤษและไอร์แลนด์เหนือ

ข้อหารือ :

    U.A จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายของประเทศสก็อตแลนด์ ประกอบกิจการให้บริการทดลองทางเคมีแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำมัน แก่ประเทศต่าง ๆ บริษัทฯ ไม่มีสำนักงานสาขาหรือสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย บริษัทฯ ตกลงให้บริการทางวิทยาศาสตร์เคมีแก่บริษัทในประเทศไทย โดยบริษัทในประเทศไทยจะทำการตกลงกับบริษัทฯ ต่อเมื่อบริษัทในประเทศไทยได้ตกลงกับลูกค้าซึ่งเป็นชาวต่างชาติ และต้องการนักวิทยาศาสตร์เคมีชาวต่างชาติเท่านั้น บริษัทในประเทศไทยจะตกลงกับบริษัทฯ ให้ส่งนักวิทยาศาสตร์เคมีชาวต่างชาติเข้ามาเพื่อตรวจสอบส่วนประกอบของน้ำมันร่วมกับนักวิทยาศาสตร์เคมีชาวไทย ตามวิธีการตรวจสอบน้ำมันตามหลักสากลว่าตรงตามส่วนประกอบตามที่ลูกค้าต้องการหรือไม่ ไม่เป็นความลับ และไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพหรือส่วนผสมของน้ำมันแต่อย่างใด การเปลี่ยนแปลงสูตรหรือส่วนผสมของน้ำมันจะขึ้นอยู่กับบริษัทในประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการเองเท่านั้น การให้บริการของบริษัทฯ ในการส่งนักวิทยาศาสตร์เคมีชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทยนั้น ไม่มีการถ่ายทอดสูตรลับ กรรมวิธี หรือข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ ถือเป็นการบริการวิศวกรรมเบื้องต้น จึงไม่เข้าลักษณะเงินได้ประเภทค่าสิทธิ แต่ถือเป็นกำไรธุรกิจ ดังนั้น บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีในประเทศไทยตามข้อ 8 วรรคหนึ่ง แห่งอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษและไอร์แลนด์เหนือ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 ถูกต้องหรือไม่


แนววินิจฉัย :

    หากการให้คำปรึกษาทางเคมีของบริษัทฯ เป็นการให้คำปรึกษาที่มีลักษณะการถ่ายทอดความรู้ที่มีลักษณะเฉพาะตัว มิใช่ความรู้โดยทั่วไปแล้ว ค่าตอบแทนดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นการให้ข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ เป็นค่าสิทธิ ตามข้อ 13 วรรคสาม แห่งอนุสัญญาระหว่าง รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษและไอร์แลนด์เหนือ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ดังนั้น เมื่อบริษัทในประเทศไทยจ่ายค่าตอบแทนจากการให้บริการดังกล่าวให้กับบริษัทฯ บริษัทในประเทศไทยจึงมีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินและนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้ : 68/33728 



 

จ่ายเงินค่าฝึกอบรมไปต่างประเทศต้องเสียภาษีหรือไม่

by nara | Feb 15, 2019 | 6.4 เกร็ดความรู้นักบัญชี

    หากการให้บริการฝึกอบรมของบริษัทผู้สอนในต่างประเทศเป็นเพียงการให้ความรู้แก่พนักงานของบริษัทในประเทศไทยให้มีความรู้เกี่ยวกับระบบการทำงานและการบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยมิได้มีลักษณะของการถ่ายทอดวิทยาการ การถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยี สูตร หรือกรรมวิธีลับใด ๆ ที่จะนำไปใช้ดำเนินการผลิตหรือเพิ่มผลผลิตแต่อย่างใด เงินที่จ่ายออกไปถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร นายจ้าง (ผู้จ่าย) ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

    แต่ในทางกลับกัน หากบริษัทผู้สอนในต่างประเทศได้มีการถ่ายทอดวิทยาการ การถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยี สูตร หรือกรรมวิธีลับใด ๆ ให้แก่พนักงานนั้น เงินที่จ่ายออกไปให้แก่บริษัทในต่างประเทศถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร นายจ้าง (ผู้จ่าย) มีหน้าที่ต้องหักภาษีในอัตราร้อยละ 15 จากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายและนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.54 ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

    ทั้งนี้ ผู้จ่ายต้องพิจารณาประกอบกับอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศซึ่งบริษัทในประเทศไทยได้จ่ายเงินค่าอบรมดังกล่าว เช่น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 ตามข้อ 12 แห่งความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันฯ ประกอบกับมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 เป็นต้น

https://www.53ac.com/%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8.../


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ