Case study

ข้อหารือแนวทางปฏิบัติกรณีการนำเข้าอะไหล่เพื่อทดแทนส่วนที่เสียหาย (Replacement) ภายใต้สิทธิประโยชน์ BOI


เรื่อง ข้อหารือแนวทางปฏิบัติกรณีการนำเข้าอะไหล่เพื่อทดแทนส่วนที่เสียหาย (Replacement) ภายใต้สิทธิประโยชน์ BOI
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 18/02/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทได้รับส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้นำเข้าเครื่องจักรจากผู้ขายในต่างประเทศ (Company A) เมื่อเดือนธันวาคม 2568 โดยใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้า ต่อมาพบว่าในระหว่างการติดตั้ง อะไหล่บางส่วนเกิดความเสียหายโดยความผิดพลาดของ Company A ที่เข้ามาทำการติดตั้งเครื่องจักรให้ (มูลค่าประมาณ 300,000 บาท) ทางผู้ขายจึงตกลงส่งมอบอะไหล่ชิ้นใหม่มาทดแทนให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย (Free of Charge) ซึ่งมีกำหนดนำเข้าในเดือนกันยายน 2569 

บริษัทจึงขอหารือในประเด็นดังนี้:

1. การจำแนกประเภทรายการ : การนำเข้าอะไหล่ชิ้นใหม่เพื่อเปลี่ยนแทนชิ้นส่วนที่เสียหาย เพื่อให้เครื่องจักรสามารถใช้งานได้ตามสมรรถนะเดิม โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากทางบริษัท กรณีนี้ถือเป็นการ "ซ่อมแซมเครื่องจักร" หรือเป็นการ "นำเข้าอุปกรณ์ทดแทน (Replacement)" เพื่อทำให้เครื่องจักรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าเดิม

2. การจัดการส่วนประกอบที่เสียหาย : ในกรณีที่ Company A ประสงค์จะให้นำอะไหล่ชิ้นเดิมที่เสียหายไปทำลายทิ้ง โดยผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำลายทั้งหมด บริษัทต้องดำเนินการขออนุมัติจาก BOI เพื่อตัดบัญชีเครื่องจักร/อะไหล่ หรือแจ้งต่อกรมศุลกากรอย่างไร เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิประโยชน์ย้อนหลัง และมีภาระภาษีในส่วนของเศษซาก (Scrap) ที่ต้องชำระหรือไม่? และชิ้นส่วนที่ชำรุดสามารถทำลายเพื่อรักษาความลับของกิจการได้โดยไม่กระทบกับการบันทึกบัญชีใดๆใช้หรือไม่

คำตอบ

ตอบ 1 การจำแนกประเภทรายการ 

กรณีนี้เป็นการเปลี่ยนอะไหล่ที่ชำรุด และมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้เครื่องจักรกลับมามีสมรรถนะตามสภาพเดิม มิใช่การปรับปรุงหรือเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้นกว่าที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายเดิม ดังนั้น หลักคือเป็นรายจ่ายเพื่อการซ่อมแซม แต่เนื่องจากอะไหล่ ความผิดพลาดของผู้ขาย โดยไม่มีการเรียกเก็บเงินเพิ่ม

ข้อพิจารณาทางกฎหมายและศุลกากร ในทางศุลกากร การนำเข้าสินค้าทดแทน (Replacement) ที่ส่งมาโดยไม่คิดมูลค่า อาจถือเป็นการนำเข้าสินค้าใหม่แยกต่างหาก แม้จะไม่มีการเรียกเก็บเงิน แต่ยังคงมี “มูลค่าทางศุลกากร” เพื่อใช้ประกอบการคำนวณอากรและภาษีอากร เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขได้รับยกเว้นตามประกาศหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง  ในกรณีโครงการ BOI หากอะไหล่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่ได้รับอนุมัติเดิม และการนำเข้าเป็นไปเพื่อทดแทนของเสียหายโดยไม่มีการเพิ่มกำลังการผลิตหรือเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของโครงการ โดยหลักแล้วสามารถขอใช้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าได้อีกครั้ง ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องขออนุมัติและแจ้งต่อ BOI ให้ชัดเจนว่าเป็น Replacement ภายใต้สัญญาเดิม

สรุป ลักษณะดังกล่าวควรจัดเป็น “การนำเข้าอุปกรณ์ทดแทน (Replacement)” มากกว่าการ “ซ่อมแซม” เนื่องจากเป็นการนำเข้าสินค้าใหม่เข้ามาแทนของเดิมที่เสียหาย มิใช่การนำของเดิมออกไปซ่อมแล้วส่งกลับอย่างไรก็ดี ในทางบัญชี เมื่ออะไหล่ใหม่ถูกนำมาติดตั้งแทนของเดิมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และไม่เพิ่มประสิทธิภาพเกินกว่าที่กำหนดไว้เดิม การบันทึกบัญชีจึงไม่ถือเป็นสินทรัพย์เพิ่มขึ้น แต่เป็นการรักษาสภาพการใช้งานของเครื่องจักรเดิมเท่านั้น 



ตอบ 2 การจัดการส่วนประกอบที่เสียหาย

2.1 การแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง* เมื่อทำลาย/ทิ้ง ชิ้นส่วนที่เสียหาย 

ในกรณีที่ผู้ขายประสงค์ให้ทำลายอะไหล่ชิ้นเดิม และเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด บริษัทควรพิจารณาดำเนินการดังนี้

-  แจ้งและขออนุมัติจาก BOI หากอะไหล่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้า การตัดจำหน่ายหรือทำลาย ควรแจ้ง BOI เพื่อขออนุมัติการตัดบัญชีทรัพย์สินหรือแก้ไขรายการเครื่องจักรในระบบ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ย้อนหลัง

- แจ้งต่อกรมศุลกากร เนื่องจากเครื่องจักรเดิมได้รับยกเว้นอากรขาเข้า การจำหน่าย โอน ทำลาย หรือเปลี่ยนแปลงสภาพ อาจต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของ กรมศุลกากร โดยเฉพาะหากยังอยู่ภายในระยะเวลาควบคุมของ BOI เพื่อป้องกันการถูกเรียกเก็บอากรย้อนหลัง

หมายเหตุ* : เนื่องจากทางเรา เป็นที่ปรึกษาภาษี ในส่วนของหน่วยงานอื่น รวมทั้ง BOI หรือ ศุลกากรนั้น ทางเราหาคำตอบเบื้องต้นให้เท่านั้น เพื่อความถูกต้องชัดเจน แนะนำให้บริษัทสอบถามไปที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอีกครั้งด้วยนะคะ


2.2 ภาระภาษีในส่วนของเศษซาก (Scrap) ต้องพิจารณาแยกกันว่ากรรมสิทธิ์์ของอะไหล่เดิมที่เสียหายเป็นเศษซากนั้น

1) เป็นของผู้ขาย  Company A 

     - การขายผู้ซื้อเป็นเพียงตัวแทนของบริษัทผู้ขายเท่านั้น  บริษัทผู้ซื้อจึงไม่มีภาระภาษีที่เกี่ยวข้อง แต่บริษัทผู้ขายถือว่าได้เข้ามาขายสินค้าในประเทศไทยผ่านตัวแทนอิสระ (บริษัทผู้ซื้อ) ถือว่าบริษัทผู้ขายเข้ามาขายสินค้าในประเทศไทยชั่วคราวโดยไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราว  ดังนั้นผู้ที่ซื้อเศษซากนี้ไปเมื่อจ่ายชำระจะต้องนำส่ง ภ.พ.36 ตามมาตรา 83/6(1) แห่งประมวลรัษฎากร       

     - การทำลายไม่มีภาระภาษีใดๆทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ


2) เป็นของบริษัท (ผู้ซื้อ)ถ้ากรรมสิทธิ์เป็นของผู้ซื้อ แสดงว่าบริษัทได้รับโอนกรรมสิทธิ์อะไหล่ที่เสียหาย(เศษซาก) จากผู้ขาย

      - การขาย เศษซากดังกล่าวทำให้เกิดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ กล่าวคือ ถ้าขายในประเทศไทย บริษัทต้องนำส่งภาษีขาย ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร   นำส่งด้วยมูลค่าที่ได้รับ (ขายได้) ตามมาตรา 79  แห่งประมวลรัษฎากร และเมื่อขายได้ บริษัทต้องนำรายได้มารวมคำนวณกำไรสุทธิ และเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

-  การทำลาย  บริษัทต้องจัดให้มีเอกสารหลักฐานการทำลายครบถ้วน  เพื่อพิสูจน์ว่าบริษัททำลายจริงไม่ได้นำไปขาย  

  • ถ้าบริษัทจัดทำหนังสือแจ้งกรมสรรพากรเข้ามาดูการทำลาย  ตามแนวปฏิบัติคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 58/2538 และ ป. 79/2541 บริษัทไม่ต้องนำส่งภาษีขาย 
  • ถ้าบริษัทไม่ได้จัดทำหนังสือแจ้งกรมสรรพากรเข้ามาดูการทำลาย บริษัทต้องนำส่งภาษีขาย ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร  นำส่งด้วยมูลค่าที่พึงได้รับ(เสมือนว่าขาย)  ตามมาตรา 79  แห่งประมวลรัษฎากร  

2.3 การทำลายเพื่อรักษาความลับทางธุรกิจ

บริษัทสามารถทำลายชิ้นส่วนที่ชำรุดเพื่อรักษาความลับของกิจการได้ แต่ต้องมี

(1) รายงานการตรวจสอบสภาพทรัพย์สิน
(2) รายงานการขออนุมัติทำลายจากผู้มีอำนาจ
(3) รายงานการทำลาย พร้อมพยานหรือหลักฐาน
(4) การแจ้ง BOI และ/หรือกรมศุลกากร ตามที่กฎหมายกำหนด

หากดำเนินการครบถ้วน การทำลายดังกล่าวไม่ควรกระทบสิทธิประโยชน์ BOI และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางบัญชีเกินกว่าการตัดจำหน่ายมูลค่าทางบัญชีของชิ้นส่วนเดิม (ซึ่งในกรณีนี้ หากถือเป็นส่วนประกอบของเครื่องจักรหลัก อาจไม่มีมูลค่าแยกต่างหาก)

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ

  1. จัดทำหนังสือรับรองจาก Company A ระบุชัดเจนว่าเป็น Replacement under warranty และไม่มีการเรียกเก็บเงิน
  2. ยื่นคำขออนุมัตินำเข้า Replacement ต่อ BOI ก่อนการนำเข้า
  3. ประสานกับศุลกากรล่วงหน้าเกี่ยวกับวิธีการสำแดงมูลค่าและการใช้สิทธิยกเว้น
  4. จัดทำเอกสารทำลายทรัพย์สินอย่างครบถ้วน พร้อมแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิงกฎหมาย

มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้
             (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ


มาตรา 79 ภายใต้บังคับมาตรา 79/1 ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ ได้แก่มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ รวมทั้งภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ถ้ามีด้วย
     มูลค่าของฐานภาษีให้หมายความถึง เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการหรือประโยชน์ใด ๆ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน


มาตรา 83/6   เมื่อมีการชำระราคาสินค้าหรือ ราคาค่าบริการให้กับผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ให้ผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้า หรือค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษี
 
    (1) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรซึ่งได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3



https://www.rd.go.th/3575.html

คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 79/2541

เรื่อง      แนวทางปฏิบัติ กรณีการทำลายของเสีย สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิสินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้าที่หมดอายุ และเศษซาก

                เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบและแนะนำการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการทำลายของเสีย สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิ สินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้า ที่หมดอายุ และเศษซาก กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

                ข้อ 3 การลงรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับของเสียเกินปกติที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิ สินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้าที่หมดอายุ และเศษซาก ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประสงค์จะตัดต้นทุนดังกล่าวเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ทำลายนั้นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้

                        (3) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น

                              (3.1) การทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากที่โดยสภาพไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้

                                       (ก) ต้องมีการตรวจสอบสภาพสินค้าดังกล่าวว่า เสียหายตามเงื่อนไขที่แต่ละกิจการได้กำหนดไว้หรือไม่ และต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจในการพิจารณาให้เป็นสินค้าเสียหายตามเงื่อนไข ที่กำหนดดังกล่าว กรณีสินค้าที่ได้รับคืน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องมีเอกสารหลักฐานการรับคืนสินค้า ซึ่งระบุรายละเอียดของสินค้าที่รับคืน เช่น วันเดือนปีที่รับคืน ปริมาณสินค้า ชนิดสินค้าหรือรหัสสินค้า สาเหตุที่รับคืนสินค้า เลขที่อ้างอิงของการสั่งซื้อสินค้าที่รับคืนนั้น และให้มีการลงลายมือชื่อของลูกค้าที่คืนสินค้า พนักงานที่รับคืนสินค้าด้วย เมื่อมีการนำสินค้าที่รับคืนมาเก็บไว้เพื่อรอทำลาย ให้พนักงานฝ่ายคลังสินค้าที่เก็บรักษาสินค้าเสียหายตรวจนับและลงลายมือชื่อกำกับไว้ พร้อมทั้งแจ้งให้ฝ่ายบัญชีทราบด้วย

                                       (ข)เมื่อได้รับอนุมัติให้ทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้ทำลายแล้ว ให้มีบุคคลอย่างน้อยประกอบด้วย ฝ่ายคลังสินค้า ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย หรือฝ่ายตรวจสอบ (ถ้ามี) ร่วมสังเกตการณ์ และลงลายมือชื่อเป็นพยานในการทำลาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการบันทึกบัญชี พร้อมทั้งให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย ทั้งนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่จำเป็นต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่กรมสรรพากรร่วมเป็นพยานในการทำลายก็ได้

                              (3.2) การทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากที่โดยสภาพสามารถเก็บรักษาและรอการทำลายพร้อมกันได้เมื่อมีปริมาณที่เหมาะสม บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตาม (3.1) และให้แจ้งการทำลายให้สรรพากรพื้นที่หรือสรรพากรจังหวัด หรือสรรพากรจังหวัด (สาขา) ในท้องที่ที่รับผิดชอบทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 30 วันก่อนวันทำลายซึ่งสรรพากรพื้นที่ หรือสรรพากรจังหวัด หรือสรรพากรจังหวัด (สาขา) อาจส่งเจ้าหน้าที่ไปดูการทำลายด้วยก็ได้ตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี

 




อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการปรับปรุงและการทำลายทรัพย์สิน

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

14/09/1999

เลขที่หนังสือ

กค 0811/09658

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ทวิ, มาตรา 65 ทวิ (2), มาตรา 65 ตรี (5), มาตรา 65 ตรี (13)

ข้อหารือ

     บริษัทฯ ประกอบธุรกิจโรงภาพยนตร์ระบบมัลติเพล็กซ์ที่ทันสมัย มีการนำเอาเทคโนโลยีที่นำสมัยมาใช้เสมอมาภายใต้สภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจประเภทนี้ทางบริษัทฯ จึงจะต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยเพื่อสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ปัจจุบันมีประเด็นข้อปรึกษาเพื่อถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติที่ถูกต้องดังนี้

     1. บริษัทฯ ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบคอมพิวเตอร์และพรม โดยแต่เดิมต้นทุนของทรัพย์สินทั้งสองประเภทได้บันทึกเป็นทรัพย์สินตัดค่าเสื่อมราคา 10 ปี ต่อมาเมื่อใช้งานไปได้ 2 - 3 ปี พบว่าสภาพของทรัพย์สินค่อนข้างชำรุด เนื่องจากการใช้งานทำให้การบริการไม่มีประสิทธิภาพ ทางบริษัทฯ จึงตัดสินใจเปลี่ยนทรัพย์สินใหม่เพื่อรักษาภาพพจน์ต่อผู้มาใช้บริการ ส่วนสินทรัพย์ชุดเก่าได้ทุบทำลายและเผาโดยได้ทำการถ่ายวิดีโอเทปและถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน แต่มิได้แจ้งเจ้าหน้าที่สรรพากรเกี่ยวกับการทำลายทรัพย์สินดังกล่าว ทางบริษัทฯ กระทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่กระทำไปด้วยความสุจริตและมีข้อเท็จจริงแสดงเป็นหลักฐานอย่างชัดเจน ซึ่งผู้ตรวจสอบบัญชีของบริษัทฯ ก็รับทราบการกระทำดังกล่าวด้วยทางบริษัทฯ จะสามารถนำต้นทุนที่เหลืออยู่ในบัญชีของทรัพย์สินดังกล่าวมาตัดเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในปีที่มีการทำลายทรัพย์สินนั้นได้หรือไม่อย่างไร

     2. บริษัทฯ ได้มีการทำลายอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนหนึ่งและได้นำมูลค่าสุทธิที่เหลืออยู่ทางบัญชีมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ต่อมาภายหลังจากการตรวจเช็คทรัพย์สินปรากฏว่า มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์บางส่วนที่ยังมิได้ทำลายจริง และยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบันจึงนำค่าใช้จ่ายที่ตัดจ่ายไปนั้นมาบวกกลับและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงทางบริษัทฯ จะสามารถนำค่าใช้จ่ายที่บวกกลับมาทยอยตัดเป็นค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามอายุการใช้งานที่เหลืออยู่อีกได้หรือไม่อย่างไร

     3. บริษัทฯ มีการปรับปรุงทรัพย์สินบางประเภท เช่น เก้าอี้ เครื่องฉายภาพยนตร์ ให้อยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้เป็นปกติตามอายุการใช้งานของทรัพย์สินแต่ละประเภท ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆเพื่อการรักษาประสิทธิภาพการทำงานนี้บริษัทฯ สามารถตัดเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้นจริงในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่อย่างไร

แนววินิจฉัย

     1. กรณีตาม 1. แยกพิจารณาได้ดังนี้

         (1) กรณีทรัพย์สินชำรุดจนไม่สามารถใช้งานได้ บริษัทฯ จะนำมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่ของทรัพย์สินนั้นตัดเป็นรายจ่ายทั้งจำนวนไม่ได้ แต่หากได้ทำลายหรือขายไปซึ่งทรัพย์สินนั้นก็มีสิทธิตัดต้นทุนที่เหลืออยู่เป็นรายจ่ายได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ตามข้อ 1 แห่งคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.58/2538 ฯ ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2538

         (2) กรณีการทำลายทรัพย์สินที่ชำรุดไม่สามารถใช้การได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากบริษัทฯ สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการทำลายทรัพย์สินดังกล่าวจริง และมีผู้สอบบัญชีของบริษัทฯ รับรองการกระทำดังกล่าว ถือเป็นผลเสียหายจากการประกอบกิจการโดยตรงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร จึงมีสิทธินำมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินที่เหลืออยู่ดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ถึงแม้ไม่ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่สรรพากรทราบล่วงหน้าก่อนก็ตาม แต่ในการทำลายครั้งต่อไปเพื่อไม่ให้มีปัญหากับการตรวจของเจ้าหน้าที่จึงขอให้บริษัทฯ ปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.79/2541 ฯ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541

     2. กรณีตาม 2. เมื่ออุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ยังมิได้มีการทำลายจริงและบริษัทฯ ได้นำค่าใช้จ่ายที่ตัดไปนั้นมาบวกกลับและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมแล้ว บริษัทฯ จึงมีสิทธินำมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือของอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวมาหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งานที่เหลืออยู่ได้ตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร

     3. กรณีตาม 3. หากการปรับปรุงทรัพย์สินดังกล่าวไม่ได้เป็นการต่อเติมเปลี่ยนแปลงขยายออกหรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมเพื่อให้ทรัพย์สินสามารถใช้การได้เป็นปกติ บริษัทฯ มีสิทธินำรายจ่ายดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ไม่ต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

62/28306


เรื่อง

การตัดจำหน่าย (write-off) สินทรัพย์ถาวรที่ไม่ได้ใช้งานของบริษัทฯ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 02/10/2025 - วันที่ตอบ 10/12/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541, มาตรา 65 ตรี (17) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

ขอสอบถามเรื่องการ write off Fixed Assets

กรณีที่เรา Write off สินทรัพย์ออกจากระบบ เนื่องจาก พัง ชำรุดเราต้องคำนวนยื่นภาษีขายไหมครับเป็นการตัดออก ไม่ได้เป็นขายสินทรัพย์ครับอาจารย์

วิสัชนา

เกี่ยวกับการตัดจำหน่าย (write-off) สินทรัพย์ถาวรที่ไม่ได้ใช้งานของบริษัทฯ

1. หากบริษัทฯ ทำการทำลายทรัพย์สินนั้น โดยดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรเกี่ยวกับการทำลายสินค้าตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541 เรื่อง แนวทางปฏิบัติ กรณีการทำลายของเสีย สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิสินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้าที่หมดอายุ และเศษซาก ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 โดยแจ้งการทำลายให้เจ้าพนักงานประเมินทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนวันทำลาย บริษัทฯ ก็ไม่ต้องนำมูลค่าของทรัพย์สินที่ทำลายและตัดจำหน่ายออกจากบัญชีทรัพย์สินไปรวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีที่ทำลายและตัดจำหน่าย แต่อย่างใด บริษัทฯ จึงไม่ต้องออกใบกำกับภาษีขาย และลงรายการในรายงานภาษีขายสำหรับสินทรัพย์ถาวรที่ทำลายไปแต่อย่างใด

    แต่ถ้าบริษัทฯ ตัดจำหน่ายโดยวิธีการอื่น ๆ บริษัทฯ ต้องนำมูลค่าของสินทรัพย์ที่ตัดจำหน่ายไปรวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยไม่จำต้องออกใบกำกับภาษี ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 และมาตรา 86/5 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่มีลักษณะเป็นแบบเต็มรูป ลงวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 



 

2.ให้ใช้มูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์ (คือ 1 บาท) เป็นมูลค่าของฐานภาษีได้ กรณีสินทรัพย์ถาวรที่ต้องการตัดจำหน่ายมีหลายรายการ ให้บันทึกรายการในรายงานภาษีขายเป็นยอดรวม (Lum Sum) โดยจัดทำใบแนบที่มีรายละเอียดสินทรัพย์ที่ตัดจำหน่ายให้ชัดแจ้งทุกรายการ



 

3.กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับกรณีตามข้อ 1 นั้น

    หากบริษัทฯ ทำการทำลายทรัพย์สินนั้น โดยดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรเกี่ยวกับการทำลายสินค้าตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541 บริษัทฯ สามารถนำมูลค่าทรัพย์สินที่คงเหลือทางบัญชีมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้

    ในทางตรงกันข้าม บริษัทฯ ตัดจำหน่ายโดยวิธีการอื่น ๆ บริษัทฯ ต้องนำมูลค่าของสินทรัพย์ที่ตัดจำหน่ายปรับปรุงบวกกลับในแบบ ภ.ง.ด.50 เพราะเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (17) แห่งประมวลรัษฎากร


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

ซื้อเครื่องจักรจากประเทศญี่ปุ่น ต้องนำส่ง ภ.พ.36 หรือไม่

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 05/01/2023 - วันที่ตอบ 05/01/2023

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 83/6 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

บริษัทฯ ได้มีการซื้อเครื่องจักรจากประเทศญี่ปุ่นทางบริษัทฯ มีหน้าที่ต้องยื่น ภพ.36 มั้ยคะ

วิสัชนา

กรณีบริษัทฯ ได้นำเข้าเครื่องจักรจากประเทศญี่ปุ่น หากบริษัทฯ ได้ดำเนินพิธีการทางศุลกากร ชำระอากรศุลกากร และภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับเครื่องจักร ก็ไม่มีภาระต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามแบบ ภ.พ.36 สำหรับค่าเครื่องจักรนั้นอีก


    แต่อย่างไรก็ตาม หากบริษัทฯ ต้องจ่ายค่าติดตั้งให้แก่บริษัทต่างประเทศที่เข้ามาติดตั้งเครื่องจักร รวมทั้งค่าฝึกอบรมการใช้เครื่องจักร เข้าลักษณะเป็นการให้บริการของผู้ประกอบการต่างประเทศที่เข้ามาให้บริการในประเทศไทยโดยไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว บริษัทฯ ก็ย่อมมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับค่าบริการดังกล่าวตามแบบ ภ.พ.36 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ตามมาตรา 83/6 (1) แห่งประมวลรัษฎากร



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



เรื่อง

ซื้อสินค้าจากต่างประเทศและส่งมอบในประเทศไทย

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 23/05/2022 - วันที่ตอบ 24/05/2022

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 80/1 (1), มาตรา 83/6 (1) แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 97/2543

ปุจฉา

ดิฉันรบกวนสอบถามดังนี้

    - บริษัท S คือ บริษัทอยู่ในประเทศ สิงคโปร์

    - บริษัท ท คือ บริษัทอยู่ในประเทศไทย เป็นตัวแทนส่งสินค้าให้บริษัท S

    - บริษัท ซ คือ บริษัทอยู่ในเขต EPZ ประเทศไทย สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท S

บริษัท ซ ตั้งอยู่ในเขต EPZ ได้สั่งซื้อน้ำตาลจากบริษัท S สิงคโปร์ บริษัท S สั่งให้บริษัท ท ส่งสินค้าไปให้บริษัท ซ โดยบริษัท ท ได้ทำเรื่องผ่านพิธีการกรมศุลกากรในเขตปลอดภาษีอากร โดยในใบขนระบุผู้ซื้อคือ บริษัท S และปลายทางส่งสินค้า คือ บริษัท ซ เมื่อบริษัท ซ ได้รับสินค้าแล้ว ได้จ่ายเงินไปยังบริษัท S

คำถาม

    1.บริษัท ท มีภาระหน้าที่ต้องนำส่ง VAT เพราะถือว่าส่งสินค้าในประเทศไทย แต่เนื่องจากผ่านพิธีการกรมศุลกากรจึงเป็น VAT อัตรา 0% ใช่หรือไม่

    2. การที่บริษัท ซ อยู่ใน EPZ สั่งซื้อสินค้าสินค้าจากบริษัท S ในสิงคโปร์มีภาระหน้าที่ต้องนำส่ง ภ.พ.36 ใช่หรือไม่

    3.หากตามข้อ 2. บริษัท ซ ต้องนำส่ง ภ.พ.36 แทนบริษัท S แต่ไม่เคยนำส่งเลยต้องจ่ายเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน และค่าปรับแบบกรณีเกิน 7 วัน จำนวนเงิน 500 บาท ใช่หรือไม่ หรือมีค่าปรับอย่างอื่นอีกหากได้นำส่ง ภ.พ.36 ย้อนหลังแล้ว สามารถนำมาเป็นภาษีซื้อตามวันที่ในใบเสร็จกรมสรรพากร แต่เงินเพิ่มไม่ถือเป็นภาษีซื้อใช่หรือไม่และในกรณีดังกล่าวสามารถของดเงินเพิ่มได้หรือไม่

หากมีข้อกฎหมายใดแนะนำเพิ่มเติมรบกวนด้วยนะคะ

วิสัชนา

    1. บริษัท ซ ตั้งอยู่ในเขตประกอบการเสรี FTZ: Free Trade Zone ได้สั่งซื้อน้ำตาลจากบริษัท S ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์

    2. บริษัท S สั่งซื้อน้ำตาลจาก บริษัท ท และสั่งให้บริษัท ท ส่งสินค้าไปให้บริษัท ซ โดยบริษัท ท ได้เดินพิธีการทางศุลกากรขออนุญาตนำสินค้าเข้าไปในเขตประกอบการเสรี (FTZ) โดยในใบขนระบุผู้ซื้อคือ บริษัท S และปลายทางส่งสินค้า คือ บริษัท ซ

    3. เมื่อบริษัท ซ ได้รับสินค้าแล้ว ได้จ่ายเงินไปยังบริษัท S 



 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

1. การที่บริษัท ท ขายสินค้าน้ำตาลให้แก่บริษัท S แต่ส่งมอบสินค้าในเขตประกอบการเสรี ตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมแห่งประเทศไทย ถือเป็นการส่งออกสินค้าตามมาตรา 77/1 ( 8 )(ค) ประกอบกับ (14) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัท ท จึงได้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 0% ตามมาตรา 80/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ถูกต้องแล้วครับ

    ทั้งนี้ บริษัท ท ต้องจะต้องมีหลักฐานดังต่อไปนี้ พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้ ตามข้อ 6 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 97/2543 ดังนี้

    “ข้อ 6 กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนนำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตอุตสาหกรรมส่งออก ตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการส่งออกตามมาตรา 77/1(14)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากรจะต้องมีหลักฐานดังต่อไปนี้ พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้

         (1) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ซื้อในเขตอุตสาหกรรมส่งออกซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนจริง เช่น Proforma Invoice หรือ Purchase Order หรือ Order Note หรือเอกสารอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน

         (2) หลักฐานที่แสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า(Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน เช่น หลักฐานการเปิด L/C (Letter of Credit) หรือหลักฐานการจัดทำ T/T (Telex Transfer) หรือ T/P (Term of Payment) หรือเอกสารที่ระบุว่านำเงินเข้าบัญชีธนาคาร หรือ Bank Statement เป็นต้น

         (3) หลักฐานสำเนาคำร้องขอนำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตอุตสาหกรรมส่งออกตามแบบที่กรมศุลกากรกำหนดในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน ซึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรรับรองแล้ว หรือสำเนาใบขนสินค้าขาออกในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ผ่านพิธีการศุลกากรฉบับที่มีการสลักหลังการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร หรือใบขนสินค้าขาออกฉบับมุมสีน้ำเงิน สำหรับกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ขอใช้สิทธิรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรหรือขอคืนอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

         ผู้ประกอบการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร และส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อในเขตอุตสาหกรรมส่งออกเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ตามมาตรา 78 และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร โดยระบุอัตราภาษีร้อยละ 0”


2.การที่บริษัท ซ อยู่ใน EPZ สั่งซื้อสินค้าสินค้าจากบริษัท S ในสิงคโปร์ เนื่องจากบริษัท S มิใช่ผู้ประกอบการในเขตประกอบการเสรี แต่มีคำสั่งให้บริษัท ท ส่งสินค้าให้แก่ตนในเขตประกอบการเสรี โดยส่งให้มอบให้แก่บรัท ซ โดยตรง เช่นนี้ บริษัท ซ จึงหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.36 ตามมาตรา 83/6 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เสมือนหนึ่งบริษัท S เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทยโดยมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามข้อ 4 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 97/2543 ฯ ดังนี้ ถูกต้องแล้วครับ  

    “ข้อ 4 เว้นแต่กรณีตามข้อ 5 ข้อ 6 และข้อ 7 กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อในต่างประเทศ และผู้ประกอบการจดทะเบียนผลิตสินค้าเพื่อส่งออกหรือซื้อสินค้าดังกล่าวจากโรงงานผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศเพื่อส่งออก แต่ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้าในประเทศตามคำสั่งซื้อของผู้ซื้อในต่างประเทศ โดยที่สินค้าดังกล่าวไม่ได้ส่งออกนอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศ จึงไม่เข้าลักษณะเป็นการส่งออกตามมาตรา 77/1 (14) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ถือเป็นการขายสินค้าในราชอาณาจักร ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณภาษีตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องจัดทำใบกำกับภาษีเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อในต่างประเทศตามมาตรา 82/4 และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตามมาตรา 78 แห่งประมวลรัษฎากร

         กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้าในประเทศตามคำสั่งซื้อของผู้ซื้อในต่างประเทศ ถือว่าผู้ซื้อในต่างประเทศขายสินค้าให้แก่ลูกค้าในประเทศ เมื่อลูกค้าในประเทศจ่ายเงินค่าซื้อสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ ลูกค้าในประเทศมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ซื้อในต่างประเทศมีหน้าที่เสียภาษี ตามมาตรา83/6(1) แห่งประมวลรัษฎากร”  

    อย่างไรก็ตามได้ทราบข่าวว่า ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า ตามข้อเท็จจริงเช่นเดียวกันนี้ บริษัท ก ไม่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 83/6 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ยกเลิกการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมิน ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า กรมสรรพากรต้องอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษ (ด้านภาษีอากร) ต่อไป ครับ


3. กรณีบริษัท ซ มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 83/6 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากการชำระราคาสินค้าให้แก่บริษัท S แต่บริษัท ซ ไม่ได้ยื่นแบบ ภ.พ.36 และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มไว้เลย เช่นนี้ บริษัท ซ ต้องรับผิดนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมทั้งเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตรา 1.5% ต่อเดือน และต้องระวางโทษเปรียบเทียบค่าปรับทางอาญาตามมาตรา 90 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกรมสรรพากรลดลงเหลือจำนวนเงิน 500 บาท โดยไม้ต้องเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89 แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด

   เมื่อบริษัท ซ ได้ยื่ยแบบ ภ.พ.36 และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ย่อมมีสิทธินำค่าภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้เป็นภาษีซื้อเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ในเดือนภาษีที่ได้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (ตามวันที่ในใบเสร็จกรมสรรพากร) แต่เงินเพิ่มไม่อาจนำไปถือเป็นภาษีซื้อ เพราะเป็นการลงโทษ และในกรณีดังกล่าวบริษัท ซ ไม่สามารถของดเงินเพิ่มได้ นอกจากจะได้รับอนุมัติให้ขยายเวลาการยื่นแบบ ภ.พ.36 ตามมาตรา 3 อัฏฐ แห่งประมวลรัษฎากร


 



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ