Case study

การออกใบลดหนี้ กรณีสินค้าล้าสมัย


เรื่อง การออกใบลดหนี้ กรณีสินค้าล้าสมัย
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 30/12/2025
ประเภทภาษี ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทฯ เป็นตัวแทนจำหน่ายโดรนจากประเทศจีน โดยแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย(Dealer) ในประเทศเป็นผู้จำหน่ายในแต่ละพื้นที่ Dealer มีหน้าที่ในการ Stock สินค้าตามปริมาณที่กำหนด 

เงื่อนไขการค้า 

1.บริษัทฯ จะมีการออกสินค้ารุ่นใหม่ทุก 1 ปี กรณีสินค้าที่ Dealer Stock ไว้ ตกรุ่น บริษัทฯ จะออกใบลดหนี้สำหรับสินค้าตกรุ่นเก่าที่ค้างอยู่ใน Stock ของ Dealer เช่น ณ วันที่สินค้ารุ่นใหม่ของบริษัทฯ เปิดตัว Dealer ต้องแจ้งจำนวนสินค้าที่คงเหลือ เมื่อบริษัทได้ตรวจสอบแล้ว จะออกใบลดหนี้ให้ สำหรับ โดรน ลำละ 20,000 บาท(ไม่รวม VAT)
คำถาม บริษัทฯสามารถออกใบลดหนี้ด้วยเหตุผลดังกล่าว โดยถือเป็นเงื่อนไขทางการค้าได้หรือไม่ และ dealer ไม่ต้องมีภาระภาษีหักณที่จ่ายใช่หรือไม่ 

2.กรณี คู่แข่ง มีการเปิดตัวสินค้า แล้วประกาศราคาออกมา โดยทำให้สินค้าของบริษัทฯ แข่งขันไม่ได้ บริษัทฯจะพิจารณา ออกใบลดหนี้สำหรับสินค้าในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดตัวของคู่แข่ง โดยให้ Dealer แจ้งจำนวนสินค้าคงเหลือ และเมื่อบริษัทได้ตรวจสอบแล้ว จะออกใบลดหนี้ให้สำหรับ โดรน ลำละ 20,000 บาท(ไม่รวม VAT) คำถาม บริษัทฯสามารถออกใบลดหนี้ด้วยเหตุผลดังกล่าว โดยถือเป็นเงื่อนไขทางการค้าได้หรือไม่ และ dealer ไม่ต้องมีภาระภาษีหักณที่จ่ายใช่หรือไม่

คำตอบ

ก่อนอื่นต้องพิจารณาเงื่อนไขการขายสินค้าก่อนว่า  บริษัท และ Dealer  มีข้อตกลงในการขายสินค้าแบบใด

แบบที่ 1 บริษัทฯ เป็นผู้จำหน่ายสินค้าให้ Dealer ในประเทศในลักษณะการขายขาด (Dealer เป็นผู้ถือครอง Stock และรับความเสี่ยงสินค้า)   หรือ


แบบที่ 2 บริษัทฯ ฝาก ให้ Dealer  ขายสินค้าให้ โดยทางภาษีเงินได้นิติบุคคล ถือว่ายังไม่ได้ส่งมอบสินค้า (แต่ทางภาษีมูลค่าเพิ่ม ถ้าไม่ได้จดทะเบียนฝากขายตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด ย่อมต้องนำส่งภาษีขายเต็มจำนวน หรือ


แบบที่ 3 บริษัทฯ เป็นผู้จำหน่ายสินค้าให้ Dealer ในประเทศในลักษณะการขายขาด แต่มีเงื่อนไข รับคืนสินค้า ภายใต้ข้อตกลงที่กำหนด เช่น คู่แข่งทางการตลาด  สินค้าล้าสมัย เป็นต้น  (Dealer เป็นผู้ถือครอง Stock และรับความเสี่ยงสินค้า)  และเนื่องจากสินค้ามีราคาสูง และเทคโนโลยีจะมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของบริษัทและ Dealer  จึงต้องมีข้อตกลงพิเศษ เช่น เมื่อเกิดเหตุการณ์สินค้าตกรุ่น หรือ ราคาตลาดเปลี่ยนแปลง บริษัทจะรับคืนสินค้า หรือให้เงินสนับสนุนส่วนต่าง เป็นต้น 

(เคสที่สอบถามมาน่าจะเข้าแบบนี้)  

จากข้อเท็จจริงที่สมาชิกเแจ้งมา  ทั้ง 2 กรณี ไม่ว่าจะเป็น สินค้าตกรุ่น  และ   สินค้าได้รับผลกระทบจากการทำโปรโมชั่นของคู่แข่งนั้น คำตอบจะเหมือนกัน เนื่องจากเป็นการลดหนี้ให้จากข้อตกลงเงื่อนไขที่ทำระหว่างกัน (แบบที่ 3) 

เหตุในการออกใบลดหนี้ สำหรับการขายสินค้า คือ

  • ลดราคาให้เนื่องจากสินค้าผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน   ตามมาตรา 82/10(1) แห่งประมวลรัษฎากร   
  • ได้รับสินค้าคืนมาเนื่องจากสินค้าชำรุดบกพร่อง ไม่ตรงตามตัวอย่าง ไม่ตรงตามคำพรรณนา ตามมาตรา 82/10(3) แห่งประมวลรัษฎากร    หรือ เนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกำหนด ตาม ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82)  ซึ่ง เหตุอื่นตามที่อธิบดีกำหนดไว้นั้น จะมีระบุถึงการคืนสินค้าหรือแลกเปลี่ยนสินค้าตามข้อตกลงทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการจดทะเบียนด้วยกัน ตาม ข้อ 2(3) แห่ง ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82)


มาตรา 82/10 ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าหรือให้บริการและได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แล้ว ต่อมาหากมีเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้นอันเป็นเหตุให้ภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนลดลงไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงนั้นมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10
             (1) มีการลดราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากสินค้าผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน สินค้าชำรุดเสียหาย หรือขาดจำนวน คำนวณราคาสินค้าผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกำหนด
             ( 
ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82) )
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.39/2537 )
             (2) มีการลดราคาค่าบริการเนื่องจากการให้บริการผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน บริการขาดจำนวน คำนวณราคาค่าบริการผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกำหนด
             ( 
ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82) )
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.39/2537 )
 (3) ได้รับสินค้าที่ขายกลับคืนมาเนื่องจากสินค้าชำรุดบกพร่อง ไม่ตรงตามตัวอย่าง ไม่ตรงตามคำพรรณนา หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกำหนด

             ( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82) )
 
            ( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.39/2537 )

             (4) มีการบอกเลิกสัญญาบริการเนื่องจากเหตุและตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
             ( 
ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82) )
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.39/2537 )
 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับใบลดหนี้ นำภาษีมูลค่าเพิ่มที่ปรากฏตามใบลดหนี้ดังกล่าวมาหักออกจากภาษีซื้อของตนในเดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้นั้น

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82)

เรื่อง    กำหนดเหตุอื่นตามมาตรา 82/10(1)(2)(3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร


---------------------------------------------


                อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 82/10(1)(2)(3) และ(4) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2534 อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดเหตุอื่นดังต่อไปนี้


  ข้อ 1ให้ยกเลิกประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 18) เรื่อง กำหนดเหตุอื่นตามมาตรา 82/10(1)(3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534


ข้อ 2 กำหนดเหตุอื่นตามมาตรา 82/10(1)(2)(3)และ(4) แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่

                           (1) เหตุเนื่องจากผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินชดเชยหรือเงินอื่นในลักษณะทำนองเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามข้อผูกพันในกฎหมาย

                           (2) เหตุเนื่องจากผู้ประกอบการจดทะเบียนได้มีการคืนเงินจ่ายล่วงหน้า เงินประกัน เงินมัดจำ เงินจอง หรือเงินอื่นที่เรียกเก็บในลักษณะทำนองเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามข้อตกลงทางการค้า

                           (3) เหตุเนื่องจากมีการคืนสินค้าหรือแลกเปลี่ยนสินค้าตามข้อตกลงทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการจดทะเบียนด้วยกัน

                           (4) เหตุเนื่องจากมีการคืนสินค้าหรือแลกเปลี่ยนสินค้าตามข้อตกลงทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการจดทะเบียนและผู้ซื้อสินค้า ทั้งนี้ เฉพาะที่กระทำภายในเวลาอันสมควร

                           (5) เหตุเนื่องจากการให้บริการบกพร่อง หรือให้บริการผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน

                           (6) เหตุเนื่องจากไม่มีการให้บริการตามสัญญา


กรณีที่ 1 สินค้าตกรุ่น

การที่บริษัท ออกใบลดหนี้ให้ สำหรับโดรนลำละ 20,000 บาท (ไม่รวม VAT)  สำหรับสินค้าตกรุ่นนั้น สามารถเลือกทำได้ 2 วิธี 


วิธีที่ 1  บริษัทสามารถออกใบลดหนี้ ตามมาตรา 82/10(3) ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82) ข้อ 2(3) เนื่องจาก เข้าลักษณะ เหตุอื่นตามที่อธิบดีกำหนด คือ (3) เหตุเนื่องจากมีการคืนสินค้าหรือแลกเปลี่ยนสินค้าตามข้อตกลงทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการจดทะเบียนด้วยกัน

การรับคืนโดรนที่ตกรุ่นกลับมา และ ขายกลับโดรนรุ่นเดิมนี้ในราคาตลาด ณ ปัจจุบัน เช่น เดิม ขายไป 8 หมื่นบาท แต่ราคาปัจจุบัน 6 หมื่นบาท  ดังนั้น 

  • ให้บริษัทออกใบลดหนี้การรับคืนสินค้า  8 หมื่นบาท   และ
  • ออกใบกำกับภาษีใหม่ ในราคา 6 หมื่นบาท 

การออกใบลดหนี้ในลักษณะนี้ บริษัทผู้ออกใบลดหนี้ ไม่มีหน้าที่ต้องหัก ภาษี ณ ที่จ่าย เนื่องจากไม่ใช่การจ่ายรางวัล ส่วนลดหรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ที่ให้แก่ Dealer ตาม ป.118/2545 



วิธีที่ 2  คือ กรณีที่ไม่เข้าเงื่อนไขตามวิธีที่ 1 คือบริษัทไม่สามารถทำเป็นการรับคืนและขายกลับในราคาตลาดปัจจุบันได้  ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 118/2545 เรื่องการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายรางวัล ส่วนลดหรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย  เมื่อบริษัทจ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย (ค่าอุดหนุน (Subsidize) มูลค่า 20,000 บาท ต่อ 1 เครื่อง)  เงินดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย โดยบริษัทสามารถจ่ายในลักษณะเป็นใบลดหนี้ได้   โดย

การออกใบลดหนี้ในลักษณะนี้  บริษัทผู้ออกใบลดหนี้ มีภาระภาษีหัก ณ ที่จ่าย  3% บริษัทจะต้องหัก ณ ที่จ่าย ตามวันที่ที่ออกใบลดหนี้ ให้แก่ Dealer ทั้งนี้ ตาม ป.118/2545 ข้อ 1 และ ข้อ 3 

การออกใบลดหนี้ในลักษณะนี้ไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ ตามมาตรา 77/1(8) และมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร  บริษัทผู้ออกใบลดหนี้ไม่ต้องลดฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม กล่าวคือ เป็นใบลดหนี้ทางการค้าเท่านั้น (ไม่มี VAT)   ผู้รับ(Dealer) จึงไม่ต้องนำเงินรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายดังกล่าวไปรวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร   ทั้งนี้ ตาม ป.118/2545 ข้อ 8


คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 118/2545

เรื่อง      การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายรางวัล ส่วนลดหรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย


ข้อ   1   กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ได้ขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อซึ่งได้ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ หรือตามพฤติการณ์ผู้ซื้อได้ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ เช่น ผู้ซื้อสินค้าเป็นผู้ประกอบการขายปลีกหรือขายส่งสินค้าหรือผู้แทนจำหน่าย เมื่อผู้ขายสินค้าดังกล่าวจ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ซึ่งอาจเป็นสัญญาระยะยาว ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ตามวรรคหนึ่ง หมายถึง เงินอุดหนุน เงินสนับสนุน เงินช่วยเหลือ เงินส่วนลด หรือเงินอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันที่ผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายได้จ่ายให้แก่ผู้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายที่ซื้อสินค้าโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ ทั้งนี้ ไม่ว่าเงินดังกล่าวจะคำนวณจากฐานการซื้อขายหรือคำนวณจากฐานอื่นใด เพื่อให้มีผลต่อการขาย การลดต้นทุน หรือลดรายจ่าย ของผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่าย


ตัวอย่าง

         (10) บริษัท ญ จำกัด ประกอบกิจการขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีข้อตกลงกับ บริษัทผู้แทนจำหน่ายว่า กรณีบริษัทผู้แทนจำหน่ายสามารถขายสินค้ารุ่นเก่าออกจากสต็อกได้ บริษัท ญ จำกัด จะจ่ายเป็นค่าอุดหนุน (Subsidize) มูลค่า 500 บาท ต่อ 1 เครื่อง เงินดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย บริษัท ญ จำกัด จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย


ข้อ   3   กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นตามข้อ 1 จ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย โดยจ่ายในลักษณะเป็นใบลดหนี้ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามวันที่ที่ออกใบลดหนี้นั้น


ข้อ   8   รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายตามข้อ 1 ไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ ตามมาตรา 77/1(8) และมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้รับจึงไม่ต้องนำเงินรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายดังกล่าวไปรวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร


มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

(8) " ขาย " หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง

“(9) “สินค้า” หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขาย เพื่อใช้ หรือเพื่อการใด ๆ และให้หมายความรวมถึงสิ่งของทุกชนิดที่นำเข้า แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างที่ส่งมอบโดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นใด”


มาตรา 79 ภายใต้บังคับมาตรา 79/1 ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ ได้แก่มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ รวมทั้งภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ถ้ามีด้วย
             มูลค่าของฐานภาษีให้หมายความถึง เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการหรือประโยชน์ใด ๆ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน




กรณีที่ 2 สินค้าตกรุ่น

กรณีคู่แข่งมีการเปิดตัวสินค้าแล้วประกาศราคาออกมา โดยทำให้สินค้าของบริษัทฯ แข่งขันไม่ได้ บริษัทฯ จะพิจารณาออกใบลดหนี้สำหรับสินค้าในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดตัวของคู่แข่ง โดยให้ Dealer แจ้งจำนวนสินค้าคงเหลือ และเมื่อบริษัทได้ตรวจสอบแล้วจะออกใบลดหนี้ให้สำหรับ โดรนลำละ 20,000 บาท (ไม่รวม VAT)

กรณีนี้ชัดเจนว่าเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่ใช่ข้อตกลงทางการค้า บริษัทไม่สามารถควบคุมได้  ไม่ใช่ข้อตกลงทางการค้าที่จะเข้าเงื่อนไขการออกใบลดหนี้ตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร 


เมื่อบริษัทฯ ต้องการจะสนับสนุนเงิน จะถือว่า จ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย คือให้ค่าอุดหนุน (Subsidize) ให้แก่ Dealer ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 118/2545  


ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 118/2545   เรื่องการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายรางวัล ส่วนลดหรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย  เมื่อบริษัทจ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย (ค่าอุดหนุน (Subsidize) มูลค่า 20,000 บาท ต่อ 1 เครื่อง)  เงินดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย โดยบริษัทสามารถจ่ายในลักษณะเป็นใบลดหนี้ได้   โดย


การออกใบลดหนี้ในลักษณะนี้  บริษัทผู้ออกใบลดหนี้ มีภาระภาษีหัก ณ ที่จ่าย  3% บริษัทจะต้องหัก ณ ที่จ่าย ตามวันที่ที่ออกใบลดหนี้  ห้แก่ Dealer  ทั้งนี้ ตาม ป.118/2545 ข้อ 1 และ ข้อ 3 


การออกใบลดหนี้ในลักษณะนี้ไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ ตามมาตรา 77/1(8) และมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร  บริษัทผู้ออกใบลดหนี้ไม่ต้องลดฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม กล่าวคือ เป็นใบลดหนี้ทางการค้าเท่านั้น (ไม่มี VAT)   ผู้รับ(Dealer) จึงไม่ต้องนำเงินรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายดังกล่าวไปรวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร   ทั้งนี้ ตาม ป.118/2545 ข้อ 8


อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

บริษัทฯ ขายสินค้าแบบมีประกัน ได้เปลี่ยนอะไหล่ให้ลูกค้าต้องนำส่ง VAT หรือไม่/ เกี่ยวกับใบลดหนี้ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 18/04/2025 - วันที่ตอบ 18/04/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร, ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82)

ปุจฉา

ขอสอบถามอาจารย์ดังนี้

1. บริษัทผลิตพัดลมระบายอากาศขาย เปิดบิลให้ลูกค้า มีประกัน 2 ปี ลูกค้าแจ้งซ่อมสินค้าเสีย บริษัทเปลี่ยนอะไหล่ให้ลูกค้า ไม่เก็บเงินเนื่องจากอยู่ในประกัน  

    1.1 บริษัทต้องเปิดบิลนำส่ง vat ตัด stock และล้างขาย ล้างลูกหนี้

    1.2 ไม่ต้องเปิดบิล แต่นำส่ง VAT

    1.3 ไม่ต้องนำส่ง VAT 


2.ใบลดหนี้ที่จะนำมาหักในภาษีซื้อและภาษีขายได้ต้องเป็นกรณีใดคะ และที่ไม่สามารถนำมาหักในรายงานภาษีซื้อและภาษีขายได้เป็นกรณีใดคะ

    ในใบลดหนี้เราว่าสามารถระบุว่า

    ชื่อทีอยู่ผิด

    ไม่ได้ส่งมอบสินค้า

    เปลี่ยนที่อยู่

   สามารถนำใบกำกับภาษีที่มีเหตุผลดังกล่าวไปหักรายงานภาษีซื้อภาษีขายได้หรือไม่คะ

วิสัชนา

1. กรณีบริษัทฯ ผลิตพัดลมระบายอากาศขาย เปิดบิลให้ลูกค้า มีประกัน 2 ปี

ลูกค้าแจ้งซ่อมสินค้าเสีย  บริษัทฯ เปลี่ยนอะไหล่ให้ลูกค้า  ไม่เก็บเงินเนื่องจากอยู่ในประกัน  

เช่นนี้ คำตอบคือ 3.  บริษัทฯ ไม่ต้องนำส่ง VAT แต่อย่างใด หากแต่ต้องจัดทำรายงานการจ่ายอะไหล่โดยไม่คิดมูลค่า (สำหรับสินค้าที่มีประกัน)

ดู แบบรายงานการจ่ายอะไหล่โดยไม่คิดมูลค่า (สำหรับสินค้าที่มีประกัน)

http://www.svp-group.com/tax/7958.0.html


2.เกี่ยวกับใบลดหนี้ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม  

    2.1 หลักเกณฑ์การออกใบลดหนี้ เป็นไปตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร

         ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าหรือให้บริการและได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว ต่อมาหากมีเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้นอันเป็นเหตุให้ภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนลดลงไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงนั้นมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร

         (1) มีการลดราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากสินค้าผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน สินค้าชำรุดเสียหาย หรือขาดจำนวน คำนวณราคาสินค้าผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82) ฯ

         (2) มีการลดราคาค่าบริการเนื่องจากการให้บริการผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน บริการขาดจำนวน คำนวณราคาค่าบริการผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82) ฯ  

         (3) ได้รับสินค้าที่ขายกลับคืนมาเนื่องจากสินค้าชำรุดบกพร่อง ไม่ตรงตามตัวอย่าง ไม่ตรงตามคำพรรณนา หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82) ฯ 

         (4) มีการบอกเลิกสัญญาบริการเนื่องจากเหตุและตามเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82) ฯ

         ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับใบลดหนี้ นำภาษีมูลค่าเพิ่มที่ปรากฏตามใบลดหนี้ดังกล่าวมาหักออกจากภาษีซื้อของตนในเดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้นั้น


    2.2 ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82) เรื่อง กำหนดเหตุอื่นตามมาตรา 82/10 (1) (2) (3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2542 ประกอบกับข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 80 /2542 เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการออกใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา 86/9 และใบลดหนี้ ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2542 กำหนดเงื่อนไขกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องเข้าเงื่อนไขดังต่อไปนี้

         (1) เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

         (2) มีการขายสินค้าหรือให้บริการโดยได้ออกใบกำกับภาษีซึ่งมีรายการตามมาตรา 86/4 หรือมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว

         (3) ภายหลังได้ออกใบกำกับภาษีแล้วได้มีเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้นอันเป็นเหตุให้ภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนลดลงไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

               (ก) มีการลดราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากสินค้าผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน สินค้าชำรุดเสียหาย หรือขาดจำนวน คำนวณราคาสินค้าผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริงหรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด

               (ข) มีการลดราคาค่าบริการเนื่องจากให้บริการผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน บริการขาดจำนวน คำนวณราคาค่าบริการผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด

               (ค) ได้รับสินค้าที่ขายกลับคืนมาเนื่องจากสินค้าชำรุดบกพร่อง ไม่ตรงตามตัวอย่าง ไม่ตรงตามคำพรรณนา หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด

               (ง) ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินชดเชยหรือเงินอื่นในลักษณะทำนองเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามข้อผูกพันในกฎหมาย

               (จ) ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้มีการจ่ายคืนเงินจ่ายล่วงหน้าเงินประกัน เงินมัดจำ เงินจอง หรือเงินอื่นที่เรียกเก็บในลักษณะทำนองเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามข้อตกลงทางการค้า

               (ฉ) มีการคืนสินค้าหรือแลกเปลี่ยนสินค้าตามข้อตกลงทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการจดทะเบียนด้วยกัน

               (ช) มีการคืนสินค้าหรือแลกเปลี่ยนสินค้าตามข้อตกลงทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการจดทะเบียนและผู้ซื้อสินค้า ทั้งนี้ เฉพาะที่กระทำภายในเวลาอันสมควร

               (ซ) มีการบอกเลิกสัญญาบริการเนื่องจากการให้บริการบกพร่องหรือให้บริการผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน

               (ฌ) มีการบอกเลิกสัญญาบริการเนื่องจากไม่มีการให้บริการตามสัญญา


    2.3 ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 3 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.80/2542 เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการออกใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา 86/9 และใบลดหนี้ ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2542 ดังต่อไปนี้

         ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนออกใบลดหนี้ให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการได้ในเดือนภาษีที่มีเหตุการณ์ตามข้อ 2.2 เกิดขึ้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถออกใบเพิ่มหนี้หรือใบลดหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่มีเหตุการณ์ตามข้อ 2.2 เกิดขึ้น ก็ให้ออกใบเพิ่มหนี้หรือใบลดหนี้ให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น

         ใบเพิ่มหนี้หรือใบลดหนี้ตามวรรคหนึ่งต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้

         (1) คำว่า "ใบลดหนี้" ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด

         (2) ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบลดหนี้

         (3) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ

         (4) วัน เดือน ปี ที่ออกใบเพิ่มหนี้หรือใบลดหนี้

         (5) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีเดิม รวมทั้งหมายเลขลำดับของเล่ม ถ้ามี มูลค่าของสินค้าหรือบริการที่แสดงไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว มูลค่าที่ถูกต้องของสินค้าหรือบริการ ผลต่างของจำนวนมูลค่าทั้งสอง และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้คืนสำหรับส่วนต่างนั้นในกรณีของใบลดหนี้

         (6) คำอธิบายสั้น ๆ ถึงสาเหตุในการออกใบลดหนี้

         รายการในใบลดหนี้จะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้

         มูลค่าของสินค้าหรือบริการตามวรรคสอง (5) หมายความถึงมูลค่ารวมทั้งหมดตามใบกำกับภาษีที่เป็นเหตุให้มีการเพิ่มหนี้หรือลดหนี้ มูลค่ารวมทั้งหมดที่ถูกต้อง มูลค่ารวมทั้งหมดของส่วนต่าง และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บเพิ่มหรือใช้คืนสำหรับส่วนต่าง

         สาเหตุในการออกใบลดหนี้ตามวรรคสอง (6) ให้แสดงเฉพาะสาเหตุและรายการสินค้าหรือบริการที่คลาดเคลื่อนเท่านั้น


    2.4 ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

         (1) ใบลดหนี้ที่จะนำมาหักในภาษีซื้อและภาษีขายได้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนตามมาตรา 82/10 มาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82) เรื่อง กำหนดเหตุอื่นตามมาตรา 82/10 (1) (2) (3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2542 ประกอบกับข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 80 /2542 เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการออกใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา 86/9 และใบลดหนี้ ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2542 ดังกล่าวข้างต้น

         (2) ใบลดหนี้ที่ไม่สามารถนำมาหักในรายงานภาษีซื้อและภาษีขายได้เป็นกรณีที่ไม่เข้าลักษณะตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามข้อ 2.4 (1) ดังกล่าว

         (3) ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียน ระบุสาเหตุในการออกใบลดหนี้ ด้วยคำอธิบายสั้น ๆ ถึงสาเหตุในการออกใบลดหนี้ในใบลดหนี้ ตามรายละเอียดในข้อ 2.2 ข้างต้น  

         (4) กรณีใบกำกับภาษี มีรายการชื่อที่อยู่ของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการผิด หรือมีการเปลี่ยนที่อยู่ ไม่สามารถนำใบกำกับภาษีที่มีเหตุผลดังกล่าวไปหักรายงานภาษีซื้อภาษีขายได้ เนื่องจากเป็นรายการที่เป็นสาระสำคัญของใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร  

         (5) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ขายสินค้าไม่ได้ส่งมอบสินค้า หากต่อมาได้มีการออกใบลดหนี้ โดยระบุว่า “คำนวณราคาสินค้าผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริง” ก็ย่อมสามารถนำใบกำกับภาษีที่มีเหตุผลดังกล่าวไปหักรายงานภาษีซื้อภาษีขายได้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



เรื่อง

ค่าตอบแทนที่ตัวแทนฯ ได้รับเป็นส่วนลดในรูปแบบของใบลดหนี้ และเงินสนับสนุน หรือเงินช่วยเหลืออุดหนุน

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 07/11/2022 - วันที่ตอบ 05/12/2022

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545ฯ

ปุจฉา

บริษัทผู้ผลิต ได้ขายสินค้าและการออกใบกำกับภาษีให้ตัวแทนจำหน่ายสินค้า โดยราคาขายสินค้าให้กับตัวแทนฯ จะเป็นราคาตลาด ที่บริษัทผู้ผลิตประกาศราคาขายในเดือนนั้นๆแต่ในขณะที่การขายสินค้าจากตัวแทนฯ ไปยังลูกค้า ทางบริษัทผู้ผลิตจะเป็นผู้กำหนดราคาขายให้กับตัวแทนฯ โดยราคาขายสินค้าจะเป็นราคาเป็นราคามาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกตัวแทนจำหน่ายสินค้า เพื่อจัดจำหน่ายให้กับลูกค้า

(หมายเหตุ:- ราคาขายที่ทางบริษัทผู้ผลิตประกาศนั้น เป็นราคาอ้างอิงกับราคาตลาดตามเศรษฐกิจประเทศ เศรษฐกิจโลก ซึ่งจะราคาขายนี้จะมีการปรับปรุงอัพเดทเป็นรายเดือน)

    กรณีที่ 1 ตัวแทนฯ ซื้อสินค้าในเดือนมกราคม ในราคา 40 บาทต่อชิ้น แต่ตัวแทนฯ สามารถขายสินค้าให้กับลูกค้าได้ภายในเดือนเดือนกัน ดังนั้น จึงไม่เกิดส่วนต่างของราคารขายทั้งสองฝั่ง

    กรณีที่ 2 ตัวแทนฯ ซื้อสินค้าในเดือนมกราคม ในราคา 40 บาทต่อชิ้น แต่ตัวแทนฯ สามารถขายสินค้าให้กับลูกค้าได้ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งราคาขายได้ ณ เดือนกุมภาพันธ์เป็นเงิน 37 บาทต่อชิ้น (ราคาตลาดลดลง)

    และในทางกลับกัน ในกรณีที่ 3 ตัวแทนฯ ซื้อสินค้าในเดือนมกราคม ในราคา 40 บาทต่อชิ้น แต่ตัวแทนฯ สามารถขายสินค้าให้กับลูกค้าได้ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นเงิน 43 บาทต่อชิ้น (ราคาตลาดเพิ่มขึ้น)

    จากการขายสินค้าดังกล่าว ตัวแทนฯ จะได้รับค่าตอบแทนจำนวน 2 บาทต่อชิ้น ตามปริมาณยอดขายที่ขายได้ ซึ่งค่าตอบแทนนี้ ทางผู้ผลิตจะจ่ายในรูปแบบของส่วนลด โดยออกเป็นใบลดหนี้ให้กับตัวแทนจำหน่ายในแต่ละเดือน

    และสำหรับเงินส่วนต่างระหว่างราคาสินค้าที่ตัวแทนฯ ซื้อจากผู้ผลิต และราคาสินค้าที่ขายให้กับลูกค้า จำนวน 3 บาทต่อชิ้น ในกรณีที่ 2 และ 3  >>>>> ในกรณีที่ 2 ทางตัวแทนฯ  ได้รับเงินชดเชยส่วนต่าง 3 บาท เนื่องจากราคาสินค้าที่ขายให้กับลูกค้านั้นต่ำกว่าทุน (คือเป็นราคาที่ซื้อจากผู้ผลิตมา) /หรืออาจจะต้องคืนเงินให้กับผู้ผลิต ในกรณีที่ 3 เนื่องจากตัวแทนขายสินค้าให้กับลูกค้าในราคาสูงกว่าราคาที่ซื้อมา

    การออกเอกสาร และใบกำภับภาษีมูลค่าเพิ่ม - ณ วันที่ผู้ผลิตขายสินค้าได้ จะออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับตัวแทนฯ ราคา 40 บาทต่อชิ้น และ ณ วันสิ้นเดือน ผู้ผลิตสรุปยอดการขายสินค้าของตัวแทนฯ เพื่อออกใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้เพื่อจ่ายเงินชดเชยค่าสินค้า หรือเรียกเก็บเงินเพิ่มจากตัวแทนฯ  

    สำหรับตัวแทนฯ จะออกใบกำกับภาษีให้กับลูกค้า ตามราคาที่ประกาศขายในเดือนนั้นๆ (จากตัวอย่างเช่น ราคา 37 บาทต่อชิ้น หรือ 43 บาทต่อชิ้น)

คำถาม

    ข้อ 1ค่าตอบแทนที่ตัวแทนฯ ได้รับเป็นส่วนลดในรูปแบบของใบลดหนี้ จำนวน 2 บาทต่อชิ้น ตามปริมาณยอดขายที่ขายได้ นั้น เข้าลักษณะเป็นรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ตามข้อ 9 ป. 118/2545 หรือไม่(ถ้าไม่ใช่ รบกวนขอคำแนะนำนะคะ)

    ข้อ 2เงินส่วนต่างระหว่างราคาสินค้าที่ตัวแทนฯ ซื้อจากผู้ผลิต และราคาสินค้าที่ขายให้กับลูกค้า จำนวน 3 บาทต่อชิ้น ตามกรณีที่ 2 ที่ทางบริษัทผู้ผลิตจ่ายให้ตัวแทนฯ จะถือเป็นเงินสนับสนุน หรือเงินช่วยเหลืออุดหนุน(Subsidize) จะเข้าข่ายตามป.118/2542 มีภาระภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% ใช่หรือไม่ และหากแต่ในกรณีที่ 3 ต้องเรียกเงินส่วนต่างคืน ก็ออกเป็นใบแจ้งหนี้ ไปเรียกเงินคืนจากตัวแทนฯ ได้หรือไม่ (ถ้าไม่ใช่ รบกวนขอคำแนะนำนะคะ)

    ข้อ 3เงินส่วนต่างระหว่างราคาสินค้าที่ตัวแทนฯ ซื้อจากผู้ผลิต และราคาสินค้าที่ขายให้กับลูกค้า จำนวน 3 บาทต่อชิ้น ตามกรณีที่ 2 หรือกรณีที่ 3 จะถูกมองเป็นการเพิ่มราคา หรือลดราคาสินค้าจากผู้ผลิต และเป็นเหตุต้องออกใบลดหนี้/ใบกำกับภาษี ตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร หรือใบเพิ่มหนี้/ใบกำกับภาษี ตามมาตรา 82/9 แห่งประมวลรัษฎากร และวันที่ออกใบลดหนี้ หรือใบเพิ่มหนี้ ต้องเป็นวันที่ตัวแทนฯ จำหน่ายสินค้าให้กับลูกค้า หรือวันไหนคะ (หากจะไปใช้วันที่ผู้ผลิตขายสินค้าให้กับตัวแทนฯ ก็ไม่ได้ เพราะ ณ วันนั้น ก็ใช้ราคาตลาด ในการขายายสินค้าให้ตัวแทนแล้ว)

    ข้อ 4หากมีภาระภาษีอื่นใด รบกวนขอให้อาจารย์ชี้ทางสว่างให้ด้วยนะคะ


FB question.docx

    ทั้งนี้ ได้แนบไฟล์เอกสาร เพื่อให้อาจารย์อ่านได้ง่ายขึ้นด้วยนะคะ

วิสัชนา

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    ข้อ 1 ตามข้อ 1 วรรคสอง ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545ฯ ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 ได้กำหนดนิยามศัพท์ของคำว่า “รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย” ไว้ดังนี้

         “รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย” หมายถึง เงินอุดหนุน เงินสนับสนุน เงินช่วยเหลือ เงินส่วนลด หรือเงินอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันที่ผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายได้จ่ายให้แก่ผู้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายที่ซื้อสินค้าโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ ทั้งนี้ ไม่ว่าเงินดังกล่าวจะคำนวณจากฐานการซื้อขายหรือคำนวณจากฐานอื่นใด เพื่อให้มีผลต่อการขาย การลดต้นทุน หรือลดรายจ่าย ของผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่าย

         ค่าตอบแทนที่ตัวแทนฯ ได้รับเป็นส่วนลดในรูปแบบของใบลดหนี้ จำนวน 2 บาทต่อชิ้น  ตามปริมาณยอดขายที่ขายได้ นั้น เข้าลักษณะเป็นรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ตามข้อ 1 วรรคสอง ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545ฯ  

(คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545ฯ มีเพียง 8 ข้อเท่านั้นครับ!!!)      


    ข้อ 2เงินส่วนต่างระหว่างราคาสินค้าที่ตัวแทนฯ ซื้อจากผู้ผลิต และราคาสินค้าที่ขายให้กับลูกค้า จำนวน 3 บาทต่อชิ้น ตามกรณีที่ 2 ที่ทางบริษัทผู้ผลิตจ่ายให้ตัวแทนฯ จะถือเป็นเงินสนับสนุน หรือเงินช่วยเหลืออุดหนุน (Subsidize) จะเข้าลักษณะเป็น “รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย” ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2542 ที่บริษัทผู้ผลิตมีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตรา 3% 

         ในทางตรงกันข้าม ตามกรณีที่ 3 บริษัทผู้ผลิตต้องเรียกเงินส่วนต่างคืน ก็ออกเป็นใบแจ้งหนี้ ไปเรียกเงินคืนจากตัวแทนฯ ถือว่า ตัวแทนเป็นผู้จ่ายเงินสนับสนุน หรือเงินช่วยเหลืออุดหนุน (Subsidize) ให้แก่ผู้ผลิดตามข้อตกลง ที่ทั้งสองฝ่ายได้กระทำต่อกันไว้ล่วงหน้าแล้ว (พึงต้องมีข้อตกลงในทั้งสองลักษณะนี้ไว้ให้ชัดแจ้ง)


    ข้อ 3เงินส่วนต่างระหว่างราคาสินค้าที่ตัวแทนฯ ซื้อจากผู้ผลิต และราคาสินค้าที่ขายให้กับลูกค้า จำนวน 3 บาทต่อชิ้น ตามกรณีที่ 2 หรือกรณีที่ 3 ถือเป็น “เงินสนับสนุน หรือเงินช่วยเหลืออุดหนุน” (Subsidize) ตามคำตอบข้อ 2 ดังกล่าว จึงไม่อาจถือเป็นการเพิ่มราคา หรือลดราคาสินค้าจากผู้ผลิต และเป็นเหตุต้องออกใบลดหนี้/ใบกำกับภาษี ตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร หรือใบเพิ่มหนี้/ใบกำกับภาษี ตามมาตรา 82/9 แห่งประมวลรัษฎากร 


    ข้อ 4ทั้งผู้ผลิตและตัวแทน พึงต้องจัดทำข้อตกลงในการจ่าย “เงินสนับสนุน หรือเงินช่วยเหลืออุดหนุน” ให้แก่กันให้ชัดแจ้ง พร้อมให้เจ้าพนักงานทำการตรวจสอบ

         ตัวแทนต้องแสดงให้เห็นว่า ตนเองมีกำไรขั้นต้นจากการขายสินค้าดังกล่าวในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีภายหลังจากที่ได้รับเงินอุดหนุน และจ่ายคืนเงินอุดหนุน เพื่อพิสูจน์ความมีเหตุอันสมควรในราคาที่ขายระหว่างกันดังกล่าว


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ