Case study

ให้ Gift Voucher กับพนักงานขายของบริษัท และ ตัวแทนจำหน่าย
| เรื่อง | ให้ Gift Voucher กับพนักงานขายของบริษัท และ ตัวแทนจำหน่าย | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| แหล่งที่มา | Case study | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| วันที่ | 30/04/2026 | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ข้อกฎหมาย | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| คำถาม | บริษัทจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย โดยที่แจก Gift Voucher ให้กับพนักงานขายของบริษัท และ ตัวแทนจำหน่าย ที่ขายสินค้าได้ตามเป้าที่กำหนด ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ถือเป็นค่าใช้จ่ายในทางภาษีได้หรือไม่ ในทางปฏิบัติที่สามารถบันทึกรายการบัญชีให้ ประหยัดภาษีสำหรับพนักงานมากที่สุด หากมีแนวทางดังกล่าว ช่วยแนะนำด้วยค่ะ |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| คำตอบ | สำหรับการแจก Gift Voucher ให้กับพนักงานขายและตัวแทนจำหน่ายเมื่อทำยอดขายได้ตามเป้าหมาย (Sales Incentive) มีประเด็นทางภาษีที่ต้องพิจารณาแยกตามกลุ่มผู้รับ ดังนี้ค่ะ 1. ภาระภาษีสำหรับ "พนักงานขาย" (Employee) ที่ได้รับ Gift Voucher1.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย (ส่วนของพนักงาน) |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
มาตรา 40 เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด |
1.2 ภาระการหักภาษี ณ ที่จ่าย
บริษัทฯ มีหน้าที่นำมูลค่า Gift Voucher ที่พนักงานได้รับไปรวมคำนวณเป็นเงินได้ของพนักงาน และคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร นำส่ง ภ.ง.ด.1 ในเดือนถัดจากเดือนที่มีการให้ Gift Voucher
มาตรา 50 ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้ |
1.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT)
- Gift voucherถือเป็นรายการเทียบเท่าเงินสด เมื่อบริษัทฯ ให้ Gift voucher แก่พนักงาน ไม่ถือเป็นการขายสินค้าหรือบริการตามมาตรา 77/1 และ 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น (8) " ขาย "หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง (จ) มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา 87 (3) หรือมาตรา 87 วรรคสอง “(9) “สินค้า”หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขายเพื่อใช้หรือเพื่อการใด ๆ และให้หมายความรวมถึงสิ่งของทุกชนิดที่นำเข้า แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างที่ส่งมอบโดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นใด” |
มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้ |
1.4 ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT)
ค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อ Gift Voucher เพื่อมอบให้พนักงาน หากเป็นสวัสดิการและมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของบริษัท กระตุ้นและสร้างแรงจูงใจ
บริษัทสามารถนำมูลค่าที่ซื้อ Gift Voucher ดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ เนื่องจากเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการ เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคล โดยต้องมีหลักฐานประกอบเพียงพอ ตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โดยควรมีหลักฐานเบื้องต้น ดังนี้
- เอกสารรายงานการประชุม ประกาศแจ้งพนักงาน หรือมีระบุไว้ในสัญญาจ้างงานเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการ ไม่ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี(3)(13) แห่งประมวลรัษฎากร
- เมื่อแจก Gift Voucher ให้แก่พนักงาน ก็ควรจัดทำหลักฐานรับมอบ ให้พนักงานเซ็นท์รับเงิน เพื่อยืนยันการจ่ายสวัสดิการให้พนักงาน
เพิ่มเติม
ทุกรายจ่ายของบริษัทฯ ต้องมีรายได้ (ทุก เดบิต ต้องมี เครดิต) ดังนั้น
- เมื่อ พนักงานยินดีที่จะถือเป็นรายได้ของพนักงาน บริษัทก็สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีของบริษัทได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
- แต่ถ้าพนักงานไม่ยินยอมที่จะถือเป็นรายได้พนักงานบริษัทก็จะไม่สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีของบริษัทได้ (เป็นรายจ่ายที่ให้โดยเสน่หา) ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร
มาตรา 65 ตรี รายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หาหรือการกุศล เว้นแต่.. (13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ (18) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ |
2. การบริหารภาษีสำหรับ "พนักงานขาย" (Employee)
ตามหลักกฎหมาย รางวัลหรือ Incentive ถือเป็นประโยชน์ส่วนเพิ่มซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
แนวทางปฏิบัติที่ช่วยประหยัดภาษีให้พนักงานมากที่สุด:
- เปลี่ยนจาก Voucher เป็นการจัดอบรมสัมมนาดูงาน : หากบริษัทเปลี่ยนรูปแบบจากการแจก Voucher เป็นการจัดโครงการ "สัมมนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขาย" โดยพนักงานที่ทำยอดได้ตามเป้าจะได้สิทธิไปสัมมนา (ซึ่งอาจรวมการดูงานและพักผ่อนด้วย) ค่าใช้จ่ายส่วนนี้บริษัทหักค่าใช้จ่ายได้ และ ไม่ถือเป็นเงินได้ของพนักงาน (ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.115/2545) ตราบใดที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของกิจการและจัดให้ตามความจำเป็น
- บริษัทรับภาระภาษีให้ (Tax Gross-up) : หากบริษัทต้องการให้พนักงานได้รับมูลค่าเต็มจริง อาจเลือกวิธี "ออกภาษีให้ครั้งเดียว" หรือ "ออกให้ตลอดไป" ซึ่งค่าภาษีที่บริษัทออกให้นั้น บริษัทสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้เช่นกัน แต่พนักงานต้องนำมูลค่าภาษีที่บริษัทออกให้ไปรวมเป็นรายได้ด้วย
3. ภาระภาษีสำหรับ "ตัวแทนจำหน่าย" (Dealer/Agent)
กรณีตัวแทนจำหน่าย (ซึ่งไม่ใช่พนักงาน) Gift voucher นี้จะถือเป็นเงินได้จากการส่งเสริมการขาย :
3.1 การหักภาษี ณ ที่จ่าย
กรณีบริษัทมอบ Gift voucher ให้ตัวแทนจำหน่าย (ที่ซื้อไปเพื่อขายต่อ) (Dealer) เช่น ผู้จัดจำหน่าย ห้างสรรพสินค้า ผู้ส่งออก ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก แล้วมีการจ่ายรางวัลหรือประโยชน์เพื่อส่งเสริมการขายให้แก่ตัวแทนเหล่านั้น บริษัทมีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 3% ของมูลค่ารางวัล/ส่วนลด/ประโยชน์ที่จ่ายให้ ตามมาตรา 3 เตรส ประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528 ข้อ 12/2(2) และ คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.118/2545 ข้อ 1
กรณีบริษัทออกภาษีหัก ณ ที่จ่ายแทนร้านค้า
“ออกภาษีหัก ณ ที่จ่ายแทน” :
คือ บริษัทไม่ได้หักเงินรางวัล 3% จากมูลค่า Gift voucher ที่แจก แต่เลือกที่จะให้ร้านค้าได้รับ Gift voucher เต็มมูลค่า แล้วบริษัทเป็นผู้นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายนั้นเอง หรือที่เรียกว่า “ออกภาษีให้” หรือ “Gross up” ภาษี ในกรณีนี้ บริษัทต้องคำนวณภาษี 3% จากมูลค่าของรางวัล และนำส่งแทนผู้รับ พร้อมทั้งออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ร้านค้าผู้ได้รับรางวัลตามปกติ โดยระบุจำนวนเงินรางวัลและภาษีที่หักไว้ 3% ร้านค้าจะถือว่าได้รับรางวัล หลังหักภาษีแล้ว เต็มจำนวน Gift voucher ส่วนภาษี 3% นั้นบริษัทเป็นผู้รับภาระแทน
ตัวอย่างเช่น
ร้านค้า B ได้ Gift voucher 5,000 บาทเต็มจำนวน และบริษัทจ่ายภาษีแทนให้ 150 บาท (3%) แล้วออกใบ 50 ทวิในนามร้านค้า B ว่าถูกหักภาษี 150 บาท จากเงินได้ 5,000 บาท (แม้จริงๆ บริษัทเป็นผู้ออกให้) – ร้านค้า B สามารถนำ 150 บาทนี้ไปเครดิตภาษีตนเองต่อไปได้ตามปกติในฐานะภาษีที่ถูกหักไว้ล่วงหน้าค่ะ
การคำนวณแบบ Gross-up :
หากจะคำนวณให้แม่นยำ ในการออกภาษีแทนควร “Gross up” มูลค่ารางวัลเพื่อให้มูลค่าหลังหักภาษีตรงกับที่ต้องการให้ผู้รับ ตัวอย่างวิธีคำนวณกรณีต้องการให้ผู้รับได้สุทธิเท่ามูลค่าบัตร:
ใช้สูตร WT.ที่ออกให้ทุกทอด = เงินได้ที่จ่าย x อัตรา WT.
(100 - อัตราภาษี)
154.64 = 5,000 x 3
(100-3)
ในกรณีร้านค้า B หากต้องการให้ได้ Gift voucher สุทธิ 5,000 บาทเต็ม และบริษัทออกภาษีแทน 3%
: จำนวนฐานภาษี = 5,000 x100/97 = 5,154.64 บาท ซึ่งภาษี 3% ของฐานนี้คือ = 154.64 บาท
การบันทึกบัญชี
DR. ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย 5,154.64 บาท
Cr. Gift voucher 5,000 บาท
ภาษี ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.53 154.64 บาท
ข้อควรระวังด้านภาษีนิติบุคคล :
หากบริษัทออกภาษีแทนให้คู่ค้า ควรระบุเงื่อนไขนี้ไว้ในสัญญาหรือประกาศโปรโมชั่นอย่างชัดเจน ว่ารางวัลที่ให้เป็นมูลค่าเต็มโดยบริษัทจะเป็นผู้รับภาระภาษี ณ ที่จ่ายให้ มิฉะนั้นกรมสรรพากรอาจถือว่าการที่บริษัทออกภาษีแทนโดยไม่มีข้อผูกพันเป็นการ “ออกให้โดยเสน่หา” ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามทางภาษี (ไม่นำมาหักลดหย่อนภาษีนิติบุคคล) ตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น เพื่อให้ค่าใช้จ่ายภาษีที่บริษัทจ่ายแทนสามารถนับเป็นค่าใช้จ่ายต้องหักได้ ควรทำเอกสารหรือสัญญายืนยันเงื่อนไขนี้ไว้ การบันทึกบัญชีกรณีออกภาษีแทน: ให้รวมภาษีที่บริษัทจ่ายแทนเป็นส่วนหนึ่งของค่าส่งเสริมการขาย หรือบันทึกเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่ายจ่ายแทน ก็ได้ โดยยอดนี้จะถือเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท
มาตรา 65 ตรี รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ |
3.2 ภาษีขาย (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากการแจก Gift voucher
การซื้อ Gift voucher เป็นการซื้อสิ่งที่จะนำไปใช้แทนตัวเงินในการชำระค่าสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการต่างๆ บัตรของขวัญ หรือบัตรกำนัล (Gift Voucher) หรือบัตรเงินสด (Cash Voucher) จึงเปรียบเสมือนสิ่งที่ใช้แทนเงินสดเท่านั้น ดังนั้น กรณีบริษัทฯ ซื้อบัตรของขวัญ หรือบัตรกำนัล (Gift Voucher) หรือบัตรเงินสด (Cash Voucher) จึงมิใช่เป็นการซื้อสินค้าหรือบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร
เมื่อบริษัทนำบัตรมาแจกไม่ต้องออกใบกำกับภาษีขาย :
การแจก Gift voucher เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญส่งเสริมการขายให้ผู้แทนจำหน่าย ซึ่ง ไม่ถือเป็นการขายสินค้า ให้บริการตามความหมายของภาษีมูลค่าเพิ่ม และตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.118/2545 (ข้อ 8) ได้ระบุชัดเจนว่า รางวัล/ส่วนลด/ประโยชน์ใดๆ ที่ให้เพื่อส่งเสริมการขายในกรณีเช่นนี้ ไม่ถือเป็นค่าตอบแทนการขายสินค้าหรือบริการ ตามมาตรา 77/1(8) และ (10) ของประมวลรัษฎากร ดังนั้น ไม่ต้องนำมูลค่ารางวัลดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่อย่างใด
ดังนั้น บริษัทฯ ไม่จำเป็นต้องเปิดใบกำกับภาษีหรือคิดภาษีขายจาก Gift voucher ที่แจกให้ร้านค้าในโปรโมชั่นนี้ เพราะมูลค่าที่แจกนั้นเปรียบเสมือนส่วนลดหรือเงินสนับสนุนทางการค้า ไม่ใช่การขายสินค้า/บริการจริงๆ
3.3 ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT)
การจัดแคมเปญกิจกรรมส่งเสริมการขาย ถือเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการ นำไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ แต่จะต้องจัดทำเอกสาร หลักฐานที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้สรรพากรยอมรับ ดังนี้
- รายงานการประชุม หรือ Memorandum อนุมัติจากผู้มีอำนาจในการัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย
- จัดทำแฟ้มโครงการ (Marketing Campaign File) : รวบรวมประกาศ รายชื่อผู้ได้รับสิทธิ และสำเนา Voucher ที่แจก เพื่อใช้ยันกับสรรพากรหากมีการตรวจสอบ
- ระบุใน Voucher : ควรระบุเงื่อนไขว่า "ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้" เพื่อยืนยันลักษณะของการเป็นรางวัลส่งเสริมการขาย
- หลักฐานการส่งมอบรางวัลให้กับผู้ได้รับรางวัล
เอกสาร Support การจ่ายเงินค่ากิจกรรมส่งเสริมการขาย
เพื่อให้รายจ่ายดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีที่ได้ บริษัทควรต้อง จัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ให้ครบถ้วน โดยมีรายการเอกสารประกอบเบื้องต้นดังต่อไปนี้
- แผนหรือโครงการกิจกรรมส่งเสริมการขาย
- วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมอย่างชัดเจน
- ระยะเวลาการจัดกิจกรรม
- หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้คะแนนหรือพิจารณารางวัล
- การอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมกับการส่งเสริมยอดขาย การตลาด หรือภาพลักษณ์ของสินค้าและกิจการ
- หนังสือ ข้อตกลง หรือเอกสารยืนยันร่วมกับร้านค้า... (ถ้ามี)
- ระบุให้ชัดเจนว่ากิจกรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อการส่งเสริมการขายของบริษัท
- แสดงให้เห็นว่าการจ่ายเงินดังกล่าวไม่ใช่การว่าจ้างแรงงาน หรือการว่าจ้างให้ให้บริการโดยตรงแก่บริษัท
- รายงานผลการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการขาย
- สรุปผลการดำเนินงานและยอดขายก่อนและหลังการจัดกิจกรรม
- รายชื่อสาขาหรือผู้ที่ได้รับรางวัล
- เหตุผล หลักเกณฑ์ และผลการพิจารณาที่ใช้ในการจัดอันดับหรือให้รางวัล
- เอกสารประกอบการจ่ายเงินหรือมอบรางวัล
- ใบสำคัญจ่าย หรือเอกสารอนุมัติการจ่ายเงิน
- หลักฐานการโอนเงิน หรือเอกสารการส่งมอบ Gift Voucher
- รายชื่อผู้รับเงินหรือผู้รับรางวัล พร้อมจำนวนเงินหรือมูลค่าที่ได้รับ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (ถ้ามี)
- หลักฐานการหักและนำส่งภาษี ณ ที่จ่าย
- แบบแสดงรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.3)
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ออกให้แก่ผู้รับเงิน
ตัวอย่างเอกสาร
(ตัวอย่าง) แบบฟอร์มเสนอและอนุมัติโครงการกิจกรรมส่งเสริมการขาย (Sales Promotion Project Proposal & Approval Form) ชื่อโครงการ : .............................................................. 1. วัตถุประสงค์ของโครงการ ....................................................................................... 2. รายละเอียดกิจกรรม ลักษณะกิจกรรม : กิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับร้านค้า......... กลุ่มเป้าหมาย : ผู้จัดการสาขาของร้านค้า.... ทุกสาขา ระยะเวลาดำเนินโครงการ : วันที่ ................. ถึงวันที่ ................. จำนวนสาขาที่เข้าร่วม : ................. สาขา 3. หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้รางวัล เป้าหมายยอดขายขั้นต่ำ : ................. % หลักเกณฑ์การพิจารณา : 4. ประเภทรางวัลและงบประมาณ
งบประมาณรวม : .................................. บาท 5. ผลที่คาดว่าจะได้รับ ....................................................................................... ผู้จัดทำโครงการ ................................................ วันที่ ................. |
(ตัวอย่าง) แบบฟอร์มรายงานผลการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการขาย (Sales Promotion Activity Result Report) ชื่อโครงการ : .............................................................. 1. สรุปผลการดำเนินกิจกรรม ....................................................................................... 2. สรุปยอดขายเปรียบเทียบ
3. รายชื่อสาขาและผลการจัดอันดับ
4. สรุปการพิจารณาให้รางวัล การให้รางวัลเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในโครงการ และเป็นไปเพื่อการส่งเสริมการขายของบริษัท ผู้จัดทำรายงาน ........................................ วันที่ ................. |
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 118/2545 เรื่อง การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายรางวัล ส่วนลดหรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบและแนะนำเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ตามข้อ 12/2 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.101/2544 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่าย เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2544 และการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้ ข้อ 1 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นได้ขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อซึ่งได้ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ หรือตามพฤติการณ์ผู้ซื้อได้ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อเช่น ผู้ซื้อสินค้าเป็นผู้ประกอบการขายปลีกหรือขายส่งสินค้าหรือผู้แทนจำหน่ายเมื่อผู้ขายสินค้าดังกล่าวจ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ซึ่งอาจเป็นสัญญาระยะยาวผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0ของรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย รางวัลส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายตามวรรคหนึ่ง หมายถึง เงินอุดหนุน เงินสนับสนุน เงินช่วยเหลือ เงินส่วนลด หรือเงินอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันที่ผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายได้จ่ายให้แก่ผู้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายที่ซื้อสินค้าโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ ทั้งนี้ ไม่ว่าเงินดังกล่าวจะคำนวณจากฐานการซื้อขายหรือคำนวณจากฐานอื่นใด เพื่อให้มีผลต่อการขาย การลดต้นทุน หรือลดรายจ่าย ของผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่าย ตัวอย่าง (1) บริษัท ก จำกัด และบริษัทผู้แทนจำหน่าย มีข้อตกลงว่า เพื่อเป็นการ ส่งเสริมการขายสินค้า บริษัท ก จำกัด จะใช้คูปองติดกับตัวสินค้าเป็นส่วนลดเงินสด เมื่อลูกค้านำสินค้าพร้อมคูปองมาชำระเงิน บริษัทผู้แทนจำหน่ายจะให้ส่วนลดเงินสดตามราคาคูปองนั้น และบริษัทผู้แทนจำหน่ายจะได้รับเงินชดเชยส่วนลดเงินสดตามคูปองนั้นคืนจากบริษัท ก จำกัด เงิน ดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย บริษัท ก จำกัด จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย (10) บริษัท ญ จำกัด ประกอบกิจการขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีข้อตกลงกับ บริษัทผู้แทนจำหน่ายว่า กรณีบริษัทผู้แทนจำหน่ายสามารถขายสินค้ารุ่นเก่าออกจากสต็อกได้ บริษัท ญ จำกัด จะจ่ายเป็นค่าอุดหนุน (Subsidize) มูลค่า 500 บาท ต่อ 1 เครื่อง เงินดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย บริษัท ญ จำกัด จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ข้อ 8 รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายตามข้อ 1 ไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ ตามมาตรา 77/1(8) และมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้รับจึงไม่ต้องนำเงินรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายดังกล่าวไปรวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร |
คำสั่งกรมสรรพากร "ข้อ 12/2 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายรางวัล ส่วนลดหรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับสำหรับการให้รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งเป็นผู้บริโภค หรือเป็นผู้ประกอบการที่นำสินค้าหรือบริการไปใช้ในการประกอบกิจการของตนเองโดยตรงโดยมิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ “ข้อ 12/7 การจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องมีจำนวนตามสัญญารายหนึ่งๆ มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึงหนึ่งพันบาท” (แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 266/2559 ใช้บังคับสำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป) |
อ้างอิงคำตอบ
เรื่อง | |
แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
วันที่ | วันที่ถาม 23/01/2023 - วันที่ตอบ 31/01/2023 |
ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล |
ข้อกฎหมาย | มาตรา 40 (1) หรือ (2), มาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร |
ปุจฉา | ขอปรึกษาอาจารย์เกี่ยวกับค่า Incentive ค่ะ ว่าเราสามารถหัก ณ ที่จ่าย ค่า Incentive เป็นค่านายหน้า หรือ ค่าส่งเสริมการขาย อย่างใดจึงจะถูกต้องค่ะ |
วิสัชนา | ค่า Incentive คืออะไร? ค่า Incentive คือ ค่ารางวัลจูงใจตอบแทนให้แก่พนักงาน โดยสอดคล้องกับผลงานของพนักงาน เพื่อกระตุ้นแรงจูงใจให้พนักงานทำผลงานให้ได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และได้รับรางวัลตอบแทนในอัตราที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่มีวิธีนี้เพียงวิธีเดียว ยังมีอีกหลายวิธีที่ใช้จูงใจพนักงานได้อย่างน่าสนใจ และเหมาะสมกับวัฒนธรรมของแต่ละองค์กร เช่น จูงใจด้วยสวัสดิการที่พนักงานอยากได้ จูงใจด้วยการยอมรับ ชื่นชม เป็นต้น ค่า Incentive VS ค่า Commission เหมือนกันไหม? ค่า Incentive กับค่า Commission มีความคล้ายคลึงกัน คือ เป็นรายได้พิเศษที่เพิ่มมา แต่มีจุดแตกต่างกันตรงที่ ค่า Incentive ในรูปแบบเงินรางวัล ส่วนใหญ่เป็นรายได้พิเศษจากกิจกรรมต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นแรงจูงใจในการทำงาน เช่น ถ้าขายได้ 90% จะได้รับ 10,000 บาท ถ้าทำได้ 100% จะได้รับ 20,000 บาท เป็นการกำหนดตายตัวเอาไว้ก่อน ส่วนค่า Commission ส่วนใหญ่เป็นรายได้พิเศษที่อ้างอิงจากยอดขาย โดยการคำนวณที่มาจากเปอร์เซ็นต์ เช่น เดือนนี้ทำยอดขายได้เกิน 100% ได้รับ 10% โดยคิดจากยอดขายรวมตอนสิ้นเดือน ค่า Incentive ใช่เงินค่าจ้างหรือเปล่า Incentive คือ เงินจูงใจ ไม่ใช่เงินค่าจ้าง และไม่มีลักษณะเป็นค่าจ้าง โดยอ้างอิงข้อมูลในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 224/46/2548 และ 3728/2524 จากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 ว่า เมื่อเงินที่มอบให้แก่บุคลากร หรือพนักงานเพื่อเป็นแรงจูงใจ หรือตอบแทนนอกเหนือจากการทำงานตามเวลางาน ซึ่งทำให้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงร่วมกันนั่นเอง ค่า Incentive มีกี่แบบ ค่า Incentive มี 2 แบบ คือค่า Incentive แบบรายบุคคล และค่า Incentive แบบรายกลุ่ม ค่า Incentive แบบรายบุคคล เป็นรูปแบบการจ่ายเงินรางวัลให้พนักงาน เฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยสอดคล้องกับผลงานที่ทำ เช่น พนักงานจะได้รับเงินจูงใจนี้ เมื่อพนักงานขายสินค้าได้ตามจำนวนที่กำหนด หรือถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ เป็นการจ่ายค่า Incentive ให้แบบทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย ขึ้นอยู่กับผลงานของแต่ละคน ทั้งยังเป็นการเก็บข้อมูล สถิติของพนักงาน สะสมไว้ประเมินผลระยะยาวได้อีกด้วย ค่า Incentive แบบรายกลุ่ม บางองค์กรอาจไม่สามารถมอบเงินจูงใจให้กับพนักงานทุกคนได้ จึงพยายามจัดรูปแบบการจ่ายเงินรางวัลเป็นแบบรายกลุ่ม หรือแบบภาพรวม พนักงานแผนกเดียวกันจะได้รับค่า Incentive ในระดับเดียวกัน ซึ่งจะได้ช่วยกระตุ้นความสามัคคีและการร่วมแรงร่วมใจของคนในองค์กรเพื่อผลักดันเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้บรรลุเป้าหมาย ค่า Incentive แบบรายกลุ่มจึงอิงจากความสำเร็จของโครงการหรือธุรกิจร่วมค้าของแต่ละกลุ่ม แต่ละแผนกเป็นตัววัด การจ่ายเงินจูงใจแบบกลุ่มนี้มักจะแบ่งให้เท่าๆ กันในหมู่สมาชิกทุกคน แต่บางองค์กรหรือบางโครงการก็อาจแบ่งให้มากน้อยตามผลได้จากงานของพนักงานแต่ละคนร่วมด้วยก็ได้... ที่มา:https://cwtower.com/th/lifestyle/what-is-incentive/ ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า ค่า Incentive ตามข้อเท็จจริงข้างต้น เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) หรือ (2) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อบริษัทฯ จ่ายให้แก่พนักงาน ลูกจ้าง หรือพนักงานขาย บริษัทฯ จึงย่อมมีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติตามข้อ 1 (5) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 96/2543 เรื่อง การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 ดังนี้ “ข้อ 1 การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ไม่รวมถึงเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานให้ปฏิบัติดังนี้ (1) ให้คำนวณหาจำนวนเงินได้พึงประเมินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี โดยให้นำเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวคูณด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) ดังนี้ (ก) กรณีจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือนให้คูณด้วย 12 (ข) กรณีจ่ายค่าจ้างเดือนละ 2 ครั้งให้คูณด้วย 24 (ค) กรณีจ่ายค่าจ้างเป็นรายสัปดาห์ให้คูณด้วย 52 การจ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่ผู้มีเงินได้ซึ่งเข้าทำงานระหว่างปี ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวในปีที่เข้าทำงานด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายจริงสำหรับปีนั้น เช่น เข้าทำงานวันที่ 1 เมษายน และกำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน จำนวนคราวที่จะต้องจ่ายสำหรับปีที่เข้าทำงานจะเท่ากับ 9 (2) ให้นำจำนวนเงินได้พึงประเมินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีตาม (1) มาคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือ นำมาหักค่าใช้จ่ายค่าลดหย่อน และคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดาเป็นเงินภาษีทั้งสิ้น การคำนวณหักค่าลดหย่อน ให้คำนวณตามที่ผู้มีเงินได้ได้แจ้งไว้พร้อมกับแนบสำเนาหลักฐานแสดงสิทธิในค่าลดหย่อนตามแบบ ล.ย.01 (แบบแจ้งรายการเพื่อการหักลดหย่อน) ทั้งนี้ ให้คำนวณหักค่าลดหย่อนได้ตามที่ผู้มีเงินได้ได้แจ้งไว้ตั้งแต่ต้นปีที่เริ่มหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ว่าจะจ่ายค่าลดหย่อนนั้นในเดือนใดของปีก็ตาม เว้นแต่ค่าลดหย่อนเงินบริจาคให้คำนวณหักได้เมื่อมีการจ่ายเงินบริจาคจริงเท่านั้น กรณีผู้มีเงินได้ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงรายการค่าลดหย่อนระหว่างปี ให้คำนวณหักค่าลดหย่อนตามที่ผู้มีเงินได้ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น (3) ให้นำจำนวนเงินภาษีทั้งสิ้นที่คำนวณได้ตาม (2) มาหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) ตาม (1) ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษี ณ ที่จ่าย ในแต่ละคราวที่จ่ายเงินนั้น ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวไม่ลงตัวเหลือเศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่ากับจำนวนภาษีที่ต้องเสียทั้งปี (4) กรณีมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินได้พึงประเมินที่จ่ายระหว่างปี ให้คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ทุกคราว ตามวิธีการตาม (1) - (3) (5) กรณีมีการจ่ายเงินพิเศษเป็นครั้งคราวระหว่างปี เช่น ค่าล่วงเวลา เงินโบนัส ให้นำเงินพิเศษนั้นคูณด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) เพื่อหาจำนวนเงินพิเศษเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี และให้นำมารวมเข้ากับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามปกติที่คำนวณได้เสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีใหม่ตามที่กล่าวตาม (2) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้นำภาษีที่คำนวณจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามปกติทั้งปี (ก่อนจ่ายเงินพิเศษ) หักออกได้ผลลัพธ์เป็นเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินเพิ่มพิเศษซึ่งจ่ายเป็นครั้งคราวนั้น แล้วให้นำมารวมกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินที่จ่ายตามปกติในคราวนั้น ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นเงินภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายทั้งสิ้นในคราวที่มีการจ่ายเงินพิเศษนั้น (6) กรณีมีการจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ไม่สามารถคำนวณหาจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) ให้คำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีนำส่งไว้เท่านั้น หากคำนวณแล้วไม่มีเงินภาษีที่ต้องเสียก็ไม่ต้องหัก ในปีเดียวกันนี้ถ้ามีการจ่ายเงินได้พึงประเมินให้ผู้รับรายเดียวกันนี้อีก ให้นำเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในครั้งแรกมารวมกับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในครั้งที่สอง แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เช่นเดียวกับการคำนวณครั้งแรก หากคำนวณแล้วไม่มีภาษีที่ต้องเสียก็ไม่ต้องหัก ถ้าได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้นำเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้แล้ว (ถ้ามี) มาเครดิตออก เหลือเท่าใดจึงหักเป็นเงินภาษีและนำส่งไว้เท่านั้น ถ้ามีการจ่ายเงินได้พึงประเมินในครั้งที่สามและครั้งต่อ ๆ ไป ก็ให้คำนวณตามวิธีดังกล่าวนี้ทุกครั้งไป (7) กรณีนายจ้างออกเงินค่าภาษีแทนให้ลูกจ้างสำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้าง ที่ลูกจ้างได้รับในปีใด โดยลูกจ้างไม่ต้องรับภาระในการเสียภาษีด้วยตนเองเลย ให้นำเงินค่าภาษีที่นายจ้างออกแทนให้ไปรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในปีนั้น แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร จนกว่าจะไม่มีเงินค่าภาษีที่นายจ้างต้องออกแทนให้อีก กรณีนายจ้างออกเงินค่าภาษีแทนให้ลูกจ้าง สำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้างเป็นจำนวนที่แน่นอน เช่น เท่ากับจำนวนภาษีที่จะต้องชำระ ให้นำเงินค่าภาษีที่นายจ้างออกแทนให้ไปรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในปีนั้น แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร” ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |
เรื่อง | ซื้อ Gift Card จากห้างสรรพสินค้า ปั๊มน้ำมัน เพื่อมาแจกให้กับลูกค้า |
แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
วันที่ | วันที่ถาม 26/06/2024 - วันที่ตอบ 19/07/2024 |
ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล |
ข้อกฎหมาย | คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545 |
ปุจฉา | ขอปรึกษาเกี่ยวกับการซื้อ Gift Card จากห้างสรรพสินค้า ปั๊มน้ำมัน เพื่อมาแจกให้กับลูกค้าที่ซื้อสินค้าในบริษัทฯ ครบตามที่กำหนด โดย Gift Card ดังกล่าว ลูกค้าสามารถใช้ซื้อของในห้างสรรพสินค้านั้น ๆ หรือใช้เติมน้ำมันได้ค่ะ |
วิสัชนา | กรณีบริษัทฯ ซื้อ Gift Card จากห้างสรรพสินค้า หรือปั๊มน้ำมัน เพื่อนำมาแจกเป็นรางวัลให้แก่ลูกค้า ที่ซื้อสินค้าในบริษัทฯ ครบตามที่กำหนด โดย Gift Card ดังกล่าว ลูกค้าสามารถใช้ซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้านั้น ๆ หรือใช้เติมน้ำมันได้ นั้น 1.กรณีลูกค้าทั่วไปที่ไม่ใช่ลูกค้าที่ซื้อสินค้าไปขายต่อ อาทิ ผู้บริโภค ผู้ที่ซื้อสินค้าเพื่อนำไปใช้ในกิจการ หรือให้บริการต่อ หรือใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับ Gift Card ดังกล่าว แต่อย่างใด 2. กรณีลูกค้าเป็นผู้ซื้อซึ่งได้ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ หรือตามพฤติการณ์ผู้ซื้อได้ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ เช่น ผู้ซื้อสินค้าเป็นผู้ประกอบการขายปลีกหรือขายส่งสินค้าหรือผู้แทนจำหน่าย เมื่อผู้ขายสินค้าดังกล่าวจ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ซึ่งอาจเป็นสัญญาระยะยาว ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ที่มีจำนวนตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ตามข้อ 12/2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ตามวรรคหนึ่ง หมายถึง เงินอุดหนุน เงินสนับสนุน เงินช่วยเหลือ เงินส่วนลด หรือเงินอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันที่ผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายได้จ่ายให้แก่ผู้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายที่ซื้อสินค้าโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ ทั้งนี้ ไม่ว่าเงินดังกล่าวจะคำนวณจากฐานการซื้อขายหรือคำนวณจากฐานอื่นใด เพื่อให้มีผลต่อการขาย การลดต้นทุน หรือลดรายจ่าย ของผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่าย ทั้งนี้ ตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545 เรื่อง การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายรางวัล ส่วนลดหรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |
เรื่อง | |
แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
วันที่ | วันที่ถาม 31/08/2023 - วันที่ตอบ 08/10/2023 |
ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม |
ข้อกฎหมาย | คำสั่งกรมสรรพากรที ป. 118/2545 |
ปุจฉา | สิ้นปีนี้ บจ. ซื้อบัตรของขวัญแจกให้ลูกค้าเผื่อเป็นการส่งเสริมการขาย อยากทราบว่า 1. รายการนี้ถือเป็น คชจ บจ. ไหมคะ 2. ต้องยื่นภาษีอะไรให้สรรพากรไหมคะ 3.ต้องทำเอกสารอะไรแนบไหมคะ |
วิสัชนา | 1.การซื้อบัตรของขวัญ หรือบัตรกำนัล (Gift Voucher) หรือบัตรเงินสด (Cash Voucher) เป็นการซื้อสิ่งที่จะนำไปใช้แทนตัวเงินในการชำระค่าสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการต่างๆ บัตรของขวัญ หรือบัตรกำนัล (Gift Voucher) หรือบัตรเงินสด (Cash Voucher) จึงเปรียบเสมือนสิ่งที่ใช้แทนเงินสดเท่านั้น เมื่อมีการใช้บัตรเงินสดชำระค่าสินค้าหรือบริการให้แก่ผู้ขายสินค้าหรือบริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ขายสินค้าหรือบริการมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อ ดังนั้น กรณีบริษัทฯ ซื้อบัตรของขวัญ หรือบัตรกำนัล (Gift Voucher) หรือบัตรเงินสด (Cash Voucher) จึงมิใช่เป็นการซื้อสินค้าหรือบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร 2.ตามคำสั่งกรมสรรพากรที ป. 118/2545 เรื่อง การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายรางวัล ส่วนลดหรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 ซึ่งพอสรุปความเกี่ยวกับรางวัลจากการส่งเสริมการขาย ได้ดังนี้ 2.1 "รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย" หมายถึง เงินอุดหนุน เงินสนับสนุน เงินช่วยเหลือ เงินส่วนลด หรือเงินอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันที่ผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายได้จ่ายให้แก่ผู้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายที่ซื้อสินค้าโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ ทั้งนี้ ไม่ว่าเงินดังกล่าวจะคำนวณจากฐานการซื้อขายหรือคำนวณจากฐานอื่นใด เพื่อให้มีผลต่อการขาย การลดต้นทุน หรือลดรายจ่าย ของผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่าย 2.2 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ได้ขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อซึ่งได้ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ หรือตามพฤติการณ์ผู้ซื้อได้ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ เช่น ผู้ซื้อสินค้าเป็นผู้ประกอบการขายปลีกหรือขายส่งสินค้าหรือผู้แทนจำหน่าย เมื่อผู้ขายสินค้าดังกล่าวจ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ซึ่งอาจเป็นสัญญาระยะยาว ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย เช่น บริษัท ซ จำกัด ประกอบกิจการขายยางรถยนต์ มีข้อตกลงกับบริษัท ผู้แทนจำหน่ายว่า กรณีบริษัทผู้แทนจำหน่ายซื้อยางรถยนต์จากบริษัท ซ จำกัด ไปเพื่อขายได้ตามเป้าที่กำหนด บริษัท ซ จำกัด จะจ่ายส่วนลดภายหลัง (Rebate) โดยจะจ่ายในลักษณะเป็นใบลดหนี้ (Credit Note) เพื่อให้บริษัทผู้แทนจำหน่ายนำมาชำระหนี้ค่าซื้อยางรถยนต์ในคราวต่อไป เงินดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย บริษัท ซ จำกัด จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีสิ้นปีนี้ บจ ซื้อบัตรของขวัญแจกให้ลูกค้าเผื่อเป็นการส่งเสริมการขาย 1. รายการดังกล่าว ย่อมถือเป็น คชจ ของ บจ. ได้หากเข้าเงื่อนไขเป็น “"รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย" ดังกล่าวข้างต้น 2. บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ในอัตรา 3% ของเงินได้ นำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด. 3 หรือ ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงินได้ 3. บริษัทฯ พึงต้องมีรายงานการจัดทำกิจกรรมดังกล่าว เพื่อให้ผู้มีอำนาจของบริษัทฯ อนุมัติการจัดทำกิจกรรมดังกล่าว ไว้เป็นหลักฐานเพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจสอบได้ทันที ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |