Case study

การจัดตั้ง Holding Company สำหรับกลุ่มธุรกิจที่มีความหลากหลายสูง เช่น นำเข้า-ส่งออก, โรงแรม, ร้านอาหาร, เหมืองแร่ และก่อสร้าง


เรื่อง การจัดตั้ง Holding Company สำหรับกลุ่มธุรกิจที่มีความหลากหลายสูง เช่น นำเข้า-ส่งออก, โรงแรม, ร้านอาหาร, เหมืองแร่ และก่อสร้าง
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 23/04/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัท A , B , C , D เปิดบริษัทเกี่ยวกับสินค้านำเข้า-ส่งออก, โรงแรม, รีสอร์ท, ร้านอาหาร, เหมืองแร่ และงานก่อสร้าง มาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี ปัจจุบันบริษัทประสงค์เปิดบริษัท Holding ขึ้นมา เพื่อจะให้เข้ามาถือหุ้นในกิจการบริษัทในเครือ เพื่อประโยชน์ด้านภาษี ซึ่งอยู่ระหว่างการวางแผนงาน และต้องการทราบว่า

1. ธุรกิจเหมาะสมหรือไม่ในการเข้าดำเนินการเป็น บริษัท Holding

2. การดำเนินงานด้านภาษี คุ้มค่ากับการตัดสินใจหรือไม่

3. ธุรกิจหลายประเภทรวมกัน ควรใช้โครงสร้าง Holding แบบไหน

4. ข้อดี/ข้อจำกัดหลักคืออะไร

5. ถ้าจะโอนหุ้นเข้า Holding มีผลภาษีอะไรที่ต้องคิดก่อนตัดสินใจบ้าง

คำตอบ

การจัดตั้ง Holding Company สำหรับกลุ่มธุรกิจที่มีความหลากหลายสูง เช่น นำเข้า-ส่งออก, โรงแรม, ร้านอาหาร, เหมืองแร่ และก่อสร้าง เป็นกลยุทธ์ที่นิยมใช้ในการจัดระเบียบโครงสร้างองค์กร เพื่อความยั่งยืนและการบริหารภาษีที่มีประสิทธิภาพ

เนื่องจากคำถามนี้เข้าลักษณะของการวางแผนภาษี จะต้องใช้ข้อมูลเชิงลึก อย่างละเอียดของแต่ละบริษัท แต่ละธุรกิจ และองค์ประกอบอื่นอย่างมาก ประกอบการตัดสินใจ 

คำตอบที่จะตอบให้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น :

1. ธุรกิจเหมาะสมหรือไม่ในการเข้าดำเนินการเป็น บริษัท Holding?

การพิจารณาว่ากลุ่มธุรกิจที่มีความหลากหลายสูงมีความเหมาะสมในการใช้โครงสร้างโฮลดิ้งหรือไม่ ต้องวิเคราะห์จาก "ลักษณะเฉพาะ" ของแต่ละอุตสาหกรรมที่กลุ่มบริษัทดำเนินอยู่ โดยเฉพาะการแยกประเภทระหว่างธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านหนี้สินและคดีความสูง กับธุรกิจที่มีสินทรัพย์มูลค่าสูง 

ในกรณีของกลุ่มบริษัทที่มีทั้งธุรกิจเหมืองแร่และงานก่อสร้าง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากอุบัติเหตุในที่ทำงาน ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และภาระหนี้สินจากการจัดจ้าง การใช้โครงสร้างโฮลดิ้งมีความเหมาะสมอย่างยิ่งเนื่องจากหลักการแยกนิติบุคคล จะช่วยสร้างเกราะป้องกันทรัพย์สิน หากบริษัทเหมืองแร่หรือบริษัทก่อสร้างประสบปัญหาทางกฎหมายหรือถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายมหาศาล ทรัพย์สินที่ถือครองโดยโฮลดิ้ง เช่น ที่ดินของโรงแรม หรือเงินปันผลที่จัดสรรไว้ในกองกลาง จะไม่ถูกกระทบจากภาระหนี้สินเหล่านั้น เว้นแต่จะมีการทำสัญญาค้ำประกันไขว้กันระหว่างบริษัทในกลุ่ม 

นอกจากนี้ ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทซึ่งต้องการภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในการระดมทุน การมีบริษัทโฮลดิ้งเป็นศูนย์กลางจะช่วยเสริมสร้าง "อำนาจต่อรองทางการเงิน" บริษัทโฮลดิ้งที่มีงบการเงินรวมแข็งแกร่งสามารถเข้าถึงแหล่งทุนหรือกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าบริษัทย่อยที่ทำธุรกิจเหมืองแร่หรือก่อสร้างเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีความหลากหลายของแหล่งรายได้  ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในสายตาของเจ้าหนี้ การนำเงินกู้จากโฮลดิ้งมาปล่อยกู้ต่อให้บริษัทย่อยเพื่อขยายธุรกิจโรงแรมหรือซื้อเครื่องจักรในเหมืองแร่ จึงเป็นกลยุทธ์การบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพสูง

สรุปคำตอบ การเข้าดำเนินการเป็น บริษัท Holding "เหมาะสม" เนื่องจากกลุ่มบริษัทมีลักษณะดังนี้:

  • ความเสี่ยงต่างกันสูง : ธุรกิจเหมืองแร่และก่อสร้างมีความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุและกฎหมายสูงกว่าโรงแรมหรือร้านอาหาร การมี Holding จะช่วย "กั้น" ความเสี่ยง ไม่ให้ปัญหาจากบริษัทหนึ่งลามไปกระทบสินทรัพย์ของบริษัทอื่น
  • กระแสเงินสดไม่เท่ากัน : ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก หรือโรงแรม อาจมีเงินสดเหลือ ในขณะที่งานก่อสร้างหรือเหมืองแร่อาจต้องการเงินลงทุนสูง Holding จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบริหารสภาพคล่อง ภายในกลุ่มได้

ปัจจัยวิเคราะห์

ความเหมาะสมต่อกลุ่มบริษัท A, B, C, D

เหตุผล

การแยกความเสี่ยง 

สูงมาก

เพื่อป้องกันไม่ให้คดีความจากเหมืองแร่หรือการก่อสร้างลามไปถึงธุรกิจโรงแรม 

การจัดการมรดก 

สูงมาก

การถือหุ้นที่โฮลดิ้งเพียงแห่งเดียวทำได้ง่ายกว่าการแยกชื่อในบริษัทลูกหลายแห่ง 

การเข้าถึงแหล่งเงินทุน 

สูง

งบการเงินรวมของกลุ่มช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 

ประสิทธิภาพทางภาษี 

สูง

บริหารจัดการเงินปันผลในกลุ่มได้โดยไม่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% 


2. การดำเนินงานด้านภาษี คุ้มค่ากับการตัดสินใจหรือไม่?

ความคุ้มค่าด้านภาษีของการมีบริษัทโฮลดิ้งในประเทศไทยเป็นผลมาจากสิทธิประโยชน์ ตามมาตรา 65 ทวิ (10) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งอนุญาตให้บริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทไทยอื่น เงื่อนไขสำคัญคือบริษัทโฮลดิ้งต้องถือหุ้นในบริษัทผู้จ่ายปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นที่มีสิทธิออกเสียง และไม่มีการถือหุ้นไขว้ระหว่างกัน (Cross-holding) นอกจากนี้ต้องถือหุ้นก่อนวันจ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 3 เดือน และถือต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 3 เดือนหลังได้รับเงินปันผล 


ความคุ้มค่าคือการประหยัด "ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10%" จากเงินปันผล 
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทโรงแรม (บริษัท B) มีกำไรสุทธิหลังเสียภาษีแล้ว 50 ล้านบาท และประสงค์จะจ่ายปันผลออกมาทั้งหมด:

  1. หากบุคคลธรรมดาถือหุ้นโดยตรง จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายทันที 5 ล้านบาท เหลือเงินถึงมือผู้ถือหุ้นเพียง 45 ล้านบาท 
  2. หากบริษัทโฮลดิ้งถือหุ้นเกิน 25% จะได้รับเงินปันผลเต็มจำนวน 50 ล้านบาท โดยไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 

เงินจำนวน 5 ล้านบาทที่ประหยัดได้ต่อปีนี้ สามารถนำไปเป็นสภาพคล่องเพื่อลงทุนในธุรกิจนำเข้า-ส่งออก หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนในงานก่อสร้างได้ทันทีโดยไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินจากภายนอก ซึ่งถือเป็นการสร้าง "ตลาดทุนภายใน" ที่ทรงพลัง อย่างไรก็ตาม ความคุ้มค่านี้ต้องนำมาหักล้างกับต้นทุน การทำบัญชีและการสอบบัญชีของบริษัทโฮลดิ้งเพิ่มขึ้น

การบริหารจัดการเงินกู้ยืมภายในกลุ่ม ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความคุ้มค่า เนื่องจากโฮลดิ้งสามารถทำหน้าที่เป็น Financing Hub เมื่อโฮลดิ้งกู้เงินจากสถาบันการเงินแล้วนำมาปล่อยกู้ต่อให้บริษัทย่อย ดอกเบี้ยรับที่โฮลดิ้งได้รับจากบริษัทย่อยจะได้รับการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ตามพระราชกฤษฎีกาฯ ว่าด้วยการกำหนดกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่ 571) พ.ศ. 2556 หากถือหุ้นไม่น้อยกว่า 25% สิ่งนี้ช่วยลดต้นทุนแฝงในการหมุนเวียนเงินทุนระหว่างธุรกิจที่ต่างประเภทกันได้อย่างมีนัยสำคัญ


สรุปคำตอบ จุดคุ้มค่าที่สุดคือ "ภาษีเงินได้นิติบุคคลจากเงินปันผล" ตามมาตรา 65 ทวิ (10) แห่งประมวลรัษฎากร:

  • หาก Holding ถือหุ้นในบริษัทย่อย (Subsidiary) ไม่น้อยกว่า 25% และถือไว้ก่อนและหลังจ่ายปันผล 3 เดือน เงินปันผลที่ได้รับจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 100%
  • ช่วยให้สามารถนำกำไรจากบริษัท A ไปลงทุนต่อในบริษัท B C D ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยไม่ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนหลายทอด

มาตรา 65 ทวิ การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  (10) สำหรับบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ให้นำเงินปันผลที่ได้จากบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม และเงินส่วนแบ่งกำไรที่ได้จากกิจการร่วมค้ามารวมคำนวณเป็นรายได้เพียงกึ่งหนึ่งของจำนวนที่ได้ เว้นแต่บริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยดังต่อไปนี้ ไม่ต้องนำเงินปันผลที่ได้จากบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม และเงินส่วนแบ่งกำไรที่ได้จากกิจการร่วมค้า มารวมคำนวณเป็นรายได้
             (ก) บริษัทจดทะเบียน
             (ข) บริษัทจำกัดนอกจาก (ก) ซึ่งถือหุ้นในบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลและบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดผู้รับเงินปันผลไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม
             ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทจำกัดหรือบริษัทจดทะเบียนมีเงินได้ที่เป็นเงินปันผลและเงินส่วนแบ่งกำไรดังกล่าวโดยถือหุ้นที่ก่อให้เกิดเงินปันผลและเงินส่วนแบ่งกำไรนั้นไว้ไม่ถึงสามเดือนนับแต่วันที่ได้หุ้นนั้นมาถึงวันมีเงินได้ดังกล่าว หรือได้โอนหุ้นนั้นไปก่อนสามเดือนนับแต่วันที่มีเงินได้
             เงินปันผลที่ได้จากการลงทุนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามมาตรา 65 ตรี (2) ไม่ให้ถือเป็นเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไรตามความในวรรคสอง
             ( แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 52) พ.ศ. 2562 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป )


3. โครงสร้าง Holding ที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจหลายประเภท

สำหรับกลุ่มธุรกิจ A, B, C, D ที่มีความซับซ้อนของประเภทอุตสาหกรรม การเลือกโครงสร้างโฮลดิ้งต้องมีความสมดุลระหว่าง "การควบคุม" และ "ความยืดหยุ่น" โครงสร้างที่แนะนำคือการผสมผสานระหว่าง Pure Holding และ Mixed Holding ตามความจำเป็นของสินทรัพย์ 

3.1 โครงสร้าง Pure Holding (บริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้นเพียงอย่างเดียว)

เป็นโครงสร้างที่บริษัทโฮลดิ้งทำหน้าที่ถือหุ้นในบริษัทย่อย A, B, C, D เท่านั้น โดยไม่มีกิจกรรมทางการค้าเป็นของตนเอง 

  • ความเหมาะสม: เหมาะสำหรับการรวบรวมอำนาจการตัดสินใจไว้ที่คณะกรรมการบริษัทโฮลดิ้ง และการบริหารมรดกของครอบครัว 
  • ข้อได้เปรียบ: ความรับผิดทางกฎหมายจะจำกัดอยู่แค่ในฐานะผู้ถือหุ้น ทำให้ทรัพย์สินส่วนกลางมีความปลอดภัยสูงสุด 

3.2 โครงสร้าง Mixed Holding / Operating Holding (บริษัทโฮลดิ้งที่มีธุรกิจของตนเอง)

บริษัทโฮลดิ้งอาจดำเนินธุรกิจบางประเภทไปด้วย เช่น ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ต้องการความน่าเชื่อถือในการติดต่อกับคู่ค้าต่างประเทศ และสามารถใช้ชื่อเสียงสะสมหลายสิบปีของกลุ่มเป็นใบเบิกทาง 

  • ความเหมาะสม: หากบริษัท A (นำเข้า-ส่งออก) เป็นบริษัทดั้งเดิมที่มีชื่อเสียง อาจใช้บริษัท A เป็นโฮลดิ้งเพื่อเข้าถือหุ้นในบริษัทอื่นได้โดยไม่ต้องตั้งบริษัทใหม่ 

3.3 การแยกบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Property/Asset Holding)

ในกลุ่มธุรกิจที่มีที่ดินจำนวนมากจากรีสอร์ทและโรงแรม แนะนำให้มีการแยกโครงสร้างย่อยคือ Property Holding Company เพื่อถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารทั้งหมด แล้วปล่อยเช่าให้บริษัทย่อยปฏิบัติการ (Operating Co.) ใช้งาน 

  • เหตุผลเชิงกลยุทธ์: ป้องกันไม่ให้กรรมสิทธิ์ที่ดินโรงแรมต้องไปเสี่ยงกับคดีความจากการดำเนินงาน เช่น อุบัติเหตุในโรงแรม หรือข้อพิพาทแรงงาน และสามารถบริหารจัดการค่าเช่าเพื่อปรับลดภาระภาษีรวมของกลุ่มได้ 


สรุปคำตอบ

สำหรับกลุ่มที่มีธุรกิจหลากหลาย แนะนำโครงสร้างแบบ Pure Holding Company ที่แยกตามสายธุรกิจ (SBU - Strategic Business Unit):

  • Top Level : Holding Company (ถือหุ้น 100% หรือเสียงข้างมาก)
  • Mid Level (แบ่งตาม Sector) :

o   SBU 1 (Hospitality) : โรงแรม, รีสอร์ท, ร้านอาหาร

o   SBU 2 (Trading) : นำเข้า-ส่งออก

o   SBU 3 (Industrial) : เหมืองแร่, ก่อสร้าง

  • เหตุผล : เพื่อให้ง่ายต่อการควบรวมกิจการ (M&A) ในอนาคต 


4. ข้อดี และ ข้อจำกัดหลัก

ข้อดี

ข้อจำกัด / ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

Tax Shield: ยกเว้นภาษีเงินปันผล 

Operation Cost: มีค่าใช้จ่ายในการทำบัญชีและสอบบัญชีเพิ่มขึ้นอีก 1 ชุด

Risk Management: แยกสินทรัพย์หลักออกจากธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง

Complexity: โครงสร้างการจัดการจะซับซ้อนขึ้น ต้องระวังเรื่องรายการระหว่างกัน (Related Party Transactions)

Succession Planning: ส่งต่อความมั่งคั่งให้ทายาทผ่านหุ้น Holding ที่เดียว

Double Compliance: ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะทาง เช่น ประทานบัตรเหมืองแร่ ที่อาจผูกพันกับโครงสร้างผู้ถือหุ้น



5. การโอนหุ้นเข้า Holding: ผลกระทบทางภาษีที่ต้องพิจารณา


การกำหนดราคาโอนหุ้น 

สำหรับหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ (อ้างอิงข้อหารือเลขที่ กค 0706(กม.08)/843) ไม่มีราคาขายให้กับประชาชนทั่วไป โดยหลักคือ กำหนดราคาหุ้นที่ขายโดย มีมูลค่าไม่ต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่คำนวณได้

มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ  

ทรัพย์สินที่มีอยู่ตามงบดุลในปีที่ผ่านมาของบริษัทฯ ซึ่งผ่านการรับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต     xx      บาท

หัก หนี้สินทั้งหมด  xx   บาท

หาร   ด้วยหุ้นที่ได้จดทะเบียนไว้  xx   หุ้น

ตัวอย่าง ทรัพย์สิน   5 ล้าน   หนี้สิน     3 ล้าน  จำนวนหุ้นที่จดทะเบียน 10,000 หุ้น

คำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ   = (5 ล้าน -3 ล้าน )/10,000 = 200 บาท/หุ้น


การบันทึกบัญชี (ผู้ขาย-ผู้ซื้อ)

  • บุคคล-บุคคล >> ทั้งผู้ขาย และ ผู้ซื้อไม่มีหน้าที่ต้องบันทึกบัญชี
  • บุคคล-นิติบุคคล>>  ผู้ขาย ไม่มีหน้าที่ต้องบันทึกบัญชี และ ผู้ซื้อบันทึกบัญชี  Dr.เงินลงทุน-บริษัท  xx  / Cr.เงินฝากธนาคาร
  • นิติบุคคล-นิติบุคคล 
    • ขายหุ้นของตนเอง  

>> ผู้ขาย Dr.เงินฝากธนาคาร   xx  / Cr.ส่วนของผู้ถือหุ้น และ ผู้ซื้อบันทึกบัญชี  Dr.เงินลงทุน-บริษัท  xx  / Cr.เงินฝากธนาคาร

  • ขายหุ้นที่ตนลงทุนในบริษัทอื่น   

>> Dr.เงินฝากธนาคาร   xx  / Cr.เงินลงทุน-บริษัทและ  ผู้ซื้อบันทึกบัญชี  Dr.เงินลงทุน-บริษัท  xx  / Cr.เงินฝากธนาคาร 



ภาระภาษี  


ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

  1. ผู้ซื้อที่เป็นบุคคล ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
  2. ผู้ซื้อที่เป็นนิติบุคคล  

2.1)  ถ้าผู้รับไม่มีกำไร (ไม่มี Capital Gain)  บริษัท ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย

2.2)  ถ้าผู้รับมีกำไร (มี Capital Gain) บริษัทมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนี้ 

 - ผู้ขายคือ นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย : ไม่ถูกหัก ณ ที่จ่ายเนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนด 

 -  ผู้ขายคือ นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ  : หัก  ณ ที่จ่าย 15% ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร (อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาอนุสัญญาภาษีซ้อนประกอบด้วยว่าได้มีการกล่าวยกเว้นหรือลดอัตราให้หรือไม่)

 -  ผู้ขายคือ บุคคลธรรมดา(เป็นผู้อยู่ในไทย – อยู่ไทย 180 วันขึ้นไป)  : หัก  ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า (ไม่ได้รับยกเว้น 150,000 บาทแรก) ตามมาตรา 50(2) แห่งประมวลรัษฎากร

 -  ผู้ขายคือ บุคคลธรรมดา(มิได้เป็นผู้อยู่ในไทย – อยู่ไทยไม่ถึง 180 วัน)  : หัก  ณ ที่จ่าย 15% ตามมาตรา 50(2)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร


ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา – กรณีที่ขายขาดทุน 

  1. ผู้ขายที่เป็นบุคคล  สามารถขายขาดทุนได้ เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจประเมินรายได้เพิ่ม (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา)
  2. ผู้ขายที่เป็นนิติบุคคล  ไม่ควรขายขาดทุน แต่ถ้าจะขายขาดทุน (ต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่คำนวณได้)  เจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินรายได้เพิ่ม  (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) ตามมาตรา 65 ทวิ(4) แห่งประมวลรัษฎากร

ทางออกที่เป็นที่นิยมและได้รับการยอมรับคือการทำ Share Swap (การแลกหุ้น) ภายใต้แผนการปรับโครงสร้างธุรกิจ ซึ่งผู้ถือหุ้นเดิมจะได้รับหุ้นของบริษัทโฮลดิ้งเป็นการตอบแทนการโอนหุ้นบริษัทย่อย แม้จะยังไม่มีบทบัญญัติยกเว้นภาษีที่ชัดเจนสำหรับบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ แต่แนววินิจฉัยของสรรพากรในบางกรณีอนุญาตให้ใช้ "ราคาต้นทุนเดิม" มาเป็นราคาโอนได้หากพิสูจน์ได้ว่าไม่มีผลประโยชน์ส่วนเกินเกิดขึ้นจริงในเชิงเศรษฐกิจและเป็นการปรับโครงสร้างอย่างแท้จริง


ภาษีมูลค่าเพิ่ม / ภาษีธุรกิจเฉพาะ

  • ไม่มีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม และ ภาษีธุรกิจเฉพาะ

 

อากรแสตมป์

  • โอนใบหุ้น  ต้องติดอากรแสตมป์ 1,000 ละ 1 บาท ของราคาโอนหรือราคามูลค่าหุ้น แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ตามลักษณะแห่งตราสารที่ 2  หากกลุ่มบริษัทมีมูลค่ารวม 1,000 ล้านบาท ภาระอากรแสตมป์จะอยู่ที่ 1 ล้านบาท ซึ่งต้องเตรียมการด้านกระแสเงินสดไว้รองรับ


มาตรา 40  เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

  (4) เงินได้ที่เป็น

        (ช) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนการเป็นหุ้นส่วน โอนหน่วยลงทุน หรือโอนหุ้นหุ้นกู้ พันธบัตร หรือตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก รวมทั้งเงินได้จากการขายคืนหน่วยลงทุนให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นกองทุนรวม ทั้งนี้เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน


มาตรา 70 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษีโดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

บัญชีอัตราภาษีเงินได้

" (2) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

   "(ข) ภาษีตามมาตรา 70 นอกจากที่ระบุใน (ค)                    ร้อยละ 15


มาตรา 50 ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้

(2) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) และ (4) ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้ เว้นแต่

       (ก) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) และ(4)นอกจากที่ระบุไว้ใน (ข) (ค) (ง) และ (จ)ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้


คำสั่งกรมสรรพากร
  ที่ ท.ป. 4/2528
  เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย


“ข้อ 4 ให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา40(4)(ก)แห่งประมวลรัษฎากร ดังต่อไปนี้หักภาษี ณ ที่จ่าย

“ข้อ 5 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย สถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม กองทุนรวมที่เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยแต่ไม่รวมถึงกองทุนรวมตราสารหนี้และกิจการร่วมค้า ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดตามมาตรา 40 (4) (ข)แห่งประมวลรัษฎากร หักภาษี ณ ที่จ่ายโดยคำนวณหักไว้อัตราร้อยละ 10.0 กรณีจ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศประกอบกิจการในประเทศไทย หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย แต่ไม่รวมถึง


มาตรา 50 ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้

(2) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) และ (4) ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้ เว้นแต่
       (ก) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) และ (4) นอกจากที่ระบุไว้ใน (ข) (ค) (ง) และ (จ) ที่จ่าย
ให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้



ผลกระทบเฉพาะอุตสาหกรรม : เหมืองแร่และงานก่อสร้าง

การโอนหุ้นต้องพิจารณาเงื่อนไขใน "ใบอนุญาต" และ "สัญญากับภาครัฐ" อย่างเคร่งครัด:

  • อุตสาหกรรมเหมืองแร่ : พ.ร.บ. แร่ พ.ศ. 2560 กำหนดว่าการโอนประทานบัตรต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานและได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีฯ โดยต้องยื่นเอกสารให้ครบถ้วนตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม
  • อุตสาหกรรมก่อสร้าง : หน่วยงานรัฐ เช่น กรมทางหลวง มีข้อกำหนดเรื่องทุนจดทะเบียนและมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ ของผู้รับเหมาในแต่ละชั้น การปรับโครงสร้างที่ส่งผลให้งบการเงินของบริษัทย่อยก่อสร้างเปลี่ยนแปลงไป หรือมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติเกินกำหนด (หากโฮลดิ้งมีต่างชาติถือหุ้น) อาจทำให้บริษัทสูญเสียสิทธิในการประมูลงานได้ 

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

เนื่องจากธุรกิจ "เหมืองแร่" และ "ก่อสร้าง" ซึ่งเกี่ยวข้องกับสัญญาสัมปทานและใบอนุญาตเฉพาะทาง (License) ก่อนตัดสินใจโอนหุ้น ต้องตรวจสอบเงื่อนไขในใบอนุญาตว่ามีการห้ามเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นเกินสัดส่วนที่กำหนดหรือไม่ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิในการประกอบธุรกิจ

อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

หุ้นส่วนโอนขายหุ้นบริษัทจำกัด นอกตลาดหลักทรัพย์ ให้กันเองจะขายหุ้นเท่าราคาพาร์

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 20/02/2021 - วันที่ตอบ 24/03/2021

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40 (4)(ช) และมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

รบกวนอาจารย์ค่ะถ้าหุ้นส่วนโอนขายหุ้นให้กันเองจะขายหุ้นเท่าราคาพาร์ได้มั๊ยคะ เป็นบจก.นกตลาดหลักทรัพย์ค่ะ

วิสัชนา

ตามแนวคำตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ กค 0706/8536 ลงวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2548

เรื่อง : ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีโอนหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์

ข้อกฎหมาย : มาตรา 40 (4)(ช) และมาตรา 65

ข้อหารือ :

     นางสาว ร. และพี่น้องถือหุ้นรวมกัน 54% ในบริษัท บ. ซึ่งเป็นบริษัทที่มีหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นางสาว ร. และพี่น้องมีความประสงค์จะจัดตั้งบริษัทขึ้นตามกฎหมายไทยเพื่อประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นอย่างเดียว (บริษัท ฮ.) ซึ่งจะถือหุ้นจำนวน 54% ของบริษัท บ. นางสาว ร. และพี่น้องจะโอนขายหุ้นดังกล่าวที่มีอยู่ไปให้บริษัท ฮ. ในราคาพาร์หุ้นละ 10 บาท แต่ราคาที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประมาณ หุ้นละ 250 บาท และบริษัท ฮ. จะออกหุ้นใหม่ให้แก่นางสาว ร. และพี่น้องเท่ากับราคาพาร์ของหุ้น จำนวน 54% ในบริษัท บ. จึงมีความเห็นว่า นางสาว ร. และพี่น้องสามารถโอนขายหุ้นในราคาพาร์หุ้นละ 10 บาท โดยไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (4)(ช) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และการที่บริษัท ฮ. ได้รับโอนหุ้นมา จึงไม่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร

แนววินิจฉัย :

     กรณี นางสาว ร. และพี่น้องโอนขายหุ้นในราคาพาร์ หุ้นละ 10 บาท ซึ่งเป็นราคาไม่เกินกว่าราคาที่ซื้อหุ้นมา จึงไม่มีผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้นซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุนไว้ตามมาตรา 40 (4)(ช) แห่งประมวลรัษฎากร แม้ราคาหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ราคา 250 บาท นางสาว ร. และพี่น้อง ผู้โอนหุ้นดังกล่าว จึงไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

     ส่วนกรณีบริษัท ฮ. ซื้อหุ้นมา ยังไม่ถือว่ามีรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการ จึงยังไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้ : 68/33616

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

     กรณีหุ้นส่วนโอนขายหุ้นบริษัทจำกัด นอกตลาดหลักทรัพย์ ให้กันเองจะขายหุ้นเท่าราคาพาร์ ก็ย่อมทำได้ ในทางทฤษฎีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กำหนดให้บุคคลธรรมดารับรู้เงินได้พึงประเมินเป็นเฉพาะในส่วนที่ตีราคาเป็นเงินเกินกว่าที่ลงทุน จึงจะเข้าลักษณะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ช) แห่งประมวลรัษฎากร โดยให้รับรู้เงินได้ตามเกณฑ์เงินสด หมายความว่า ผู้มีเงินได้ได้รับเงินได้เท่าใดก็ให้ถือเป็นเงินได้เท่านั้น แม้จะเป็นการโอนหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม เนื่องจากในกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินในอันที่จะประเมินเงินได้พึงประเมินของผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้เป็นไปตามราคาตลาด ดังเช่นกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด เว้นแต่กรณีเงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สินตามมาตรา 40 (5) วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

เครดิต อาจารย์ปณิตา อลงกรณ์วรกิจ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ "


เรื่อง

ปัญหาการโอนหุ้นให้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 15/01/2017 - วันที่ตอบ 05/02/2017

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40 (4)(ช) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

ขอสอบถามปัญหาการโอนหุ้นคะ
  
   1. บริษัทฯ โอนขายหุ้นให้บุคคลอื่น บริษัทฯ ต้องเสียภาษีเงินนิติบุคคลหรือไม่ คะ (ขายเท่าราคา par)
     2. บุคคลธรรมดาโอนขายหุ้นให้บุคคลอื่น บุคคลนั้นต้องเสียภาษีเงินได้ไหมคะ (ถ้าขายเท่าราคา par) 

วิสัชนา

        ตามมาตรา 40 (4)(ช) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมีหลักการที่เป็นบ่อเกิดของเงินได้จากทรัพย์สินในส่วนที่เป็นผลได้จากทุน “Capital Gain” โดยมีถ้อยคำที่เป็นตัวบ่งชี้ว่ามีเงินได้ คือ “เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน” หมายความว่า หากไม่เกิด “Capital Gain” ก็ย่อมไม่เกิดเงินได้พึงประเมิน ดังนี้
 “มาตรา 40 เงินได้ที่เป็น...
                  ....(ช) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนการเป็นหุ้นส่วนหรือ โอนหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร หรือตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก ทั้งนี้ เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน”

ดังนั้นกรณีการโอนหุ้น
      1. หากบริษัทฯ โอนขายหุ้นให้บุคคลอื่น โดยบริษัทฯ ขายหุ้นเท่าราคา par นั้น ต้องพิจารณาว่า บริษัทฯ มีต้นทุนการซื้อหรือได้หุ้นนั้นมาในราคาใด หากสูงกว่าหรือเท่ากับราคา par บริษัทฯ ก็ย่อมไม่เกิดเงินได้ หรือเกิด “Capital Gain” แต่ถ้าบริษัทฯ ซื้อหุ้นมาในราคาที่ต่ำว่าราคา par แล้วนำมาขายต่อในราคา par ก็ย่อมต้องเกิดเงินได้ในส่วนที่ราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน
      2. บุคคลธรรมดาโอนขายหุ้นให้บุคคลอื่น บุคคลนั้นต้องเสียภาษีเงินได้หรือไหม ก็มีหลักคิดเช่นเดียวกับกรณีบริษัทฯ ตามข้อ 1. ข้างต้นนั่นเอง


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีเหตุอันสมควรตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

10/03/2000

เลขที่หนังสือ

กค 0811/1911

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ทวิ (4), มาตรา 70

ข้อหารือ

    บริษัท ก. ประกันชีวิต จำกัด และบริษัท ข. ประกันภัย จำกัด (รวมเรียกว่า "บริษัทฯ") ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตและธุรกิจประกันภัยจากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นชุดเดียวกันประกอบไปด้วยบุคคลธรรมดา บริษัทที่จัดตั้งขึ้นในต่างประเทศและไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย และบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย เดิมบริษัททั้งสองเป็นบริษัทเดียวกัน ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พรบ. ประกันชีวิต พ.ศ. 2535 และ พรบ. ประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลให้ต้องแบ่งแยกกิจการประกันภัยไปอยู่ภายใต้บริษัท ข. ประกันภัยจำกัด ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นใหม่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ แต่การแยกกิจการออกเป็นสองบริษัทต่างหากจากกันมีผลทำให้การจดทะเบียนบริษัททั้งสองในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีความซับซ้อนขึ้น บริษัทฯ จึงมีความประสงค์ที่จะทำการปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไปโดยผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัททั้งสองจะทำการโอนหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัทฯ ทั้งหมดแลกกับหุ้นออกใหม่ในบริษัท ค. จำกัด ที่ผู้ถือหุ้นได้ร่วมกันจัดตั้งขึ้นเพื่อถือหุ้นในบริษัทฯ โดยเฉพาะและอยู่ระหว่างการจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์จำนวนหุ้นและราคาของหุ้นทั้งสิ้นที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับในบริษัท ค. จำกัด จะเท่ากับจำนวนหุ้นเดิมที่ผู้ถือหุ้นมีอยู่ในบริษัททั้งสอง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นดังกล่าวก็เพื่อวัตถุประสงค์ในการนำบริษัท ค. จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่เพียงอย่างเดียว โดยผู้ถือหุ้นมิได้รับประโยชน์อื่นใดบริษัทฯ เข้าใจว่า

    1. การที่ผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยนำหุ้นทั้งสิ้นในบริษัทฯ แลกกับหุ้นออกใหม่ของบริษัท ค. จำกัด ตามราคาต้นทุน (ราคาพาร์) ของหุ้นเดิมที่มีอยู่ก่อนการโอนโดยไม่ได้รับประโยชน์อื่นใดอีก ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรแล้ว แม้ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นในบริษัทฯ จะสูงกว่าราคาพาร์ก็ตามทั้งนี้ ตามนัยแห่งมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร

    2. กรณีที่ผู้ถือหุ้นดังกล่าวเป็นบุคคลธรรมดาหรือเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นในต่างประเทศและไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติใดตามประมวลรัษฎากรที่กำหนดให้ผู้ถือหุ้นต้องโอนหุ้นในบริษัทฯ ตามมูลค่าทางบัญชีเพื่อการคำนวณภาษีเงินได้และสามารถโอนหุ้นดังกล่าวได้ในราคาต้นทุน ดังนั้น บริษัท ค. จำกัด ในฐานะผู้รับโอนจึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด

แนววินิจฉัย

     1. กรณีตามข้อ 1 การที่บริษัทฯ ทำการปรับปรุงโครงสร้างการถือหุ้น โดยให้ผู้ถือหุ้นนำหุ้นในบริษัทฯ แลกกับหุ้นออกใหม่ในบริษัท ค. จำกัด เพื่อวัตถุประสงค์ในการนำบริษัท ค. จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งหากสัดส่วนการถือหุ้นจำนวนหุ้นและราคาของหุ้นในบริษัท ค. จำกัด ของผู้ถือหุ้นทุก ๆ รายจะมีจำนวนหุ้นและราคาของหุ้นเช่นเดียวกันกับสัดส่วนของผู้ถือหุ้นในบริษัทฯ ก่อนการโอนถือได้ว่าผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นำหุ้นในบริษัทฯ แลกกับหุ้นออกใหม่ของบริษัท ค. จำกัด ตามราคาทุน (พาร์) เป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ถึงแม้ว่าการโอนหุ้นดังกล่าวเป็นการโอนตามราคาต้นทุน (พาร์) ซึ่งมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นในบริษัทฯ ก็ตาม

     2. กรณีตามข้อ 2 เนื่องจากมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับกับบริษัทที่ประกอบกิจการในประเทศไทยซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีจากกำไรสุทธิเท่านั้น ดังนั้น การที่ผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและบริษัทต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โอนขายหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาตามมูลค่าทางบัญชีเจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจประเมินมูลค่าหุ้นตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร และบริษัท ค. จำกัดในฐานะผู้รับโอนไม่ต้องหักภาษีและนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด

เลขตู้

63/29030


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ