Case study

การเฉลี่ยภาษีซื้อของกิจการห้างสรรพสินค้า


เรื่อง การเฉลี่ยภาษีซื้อของกิจการห้างสรรพสินค้า
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 08/04/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

ขออนุญาตกราบเรียนปรึกษา เรื่อง “การเฉลี่ยภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารในรูปแบบห้างสรรพสินค้า“

จากการศึกษาเบื้องต้น "ภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคาร จะต้องเฉลี่ยตามสัดส่วนการใช้อาคาร ซึ่งยึดตามแบบแปลนก่อสร้าง และแบบคำร้อง ภ.พ.05.1"

ปัญหาที่ผมยังคาใจ ไม่สามารถหาคำตอบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้คือ

1. ห้างสรรพสินค้าจะทำสัญญากับลูกค้า โดยแยกเป็นสัญญาเช่า (นอนแวท) และสัญญาบริการ (มีแวท) เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าส่วนกลางต่างๆ

2. ค่าใช้จ่ายวางระบบน้ำ ไฟฟ้า ถนนต่างๆ สามารถใช้ภาษีซื้อได้เต็ม 100% หรือต้องเฉลี่ยเช่นกันครับ (เนื่องจาก ผมมองว่า ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับรายได้ตามสัญญาบริการ ที่มีแวทครับ เลยทำให้เกิดความข้องใจ)

3. ถนนรอบโครงการ ตัวนี้จะต้องนับรวมเป็น ค่าก่อสร้างอาคาร และต้องเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนที่ระบุใน ภพ 05.1 ด้วยไหมครับ หรือสามารถใช้แวทได้เต็มครับ (และพื้นทีีใช้สอยของถนน ต้องระบุรวมในพื้นที่ทั้งหมดตาม ภพ. 05.1 หรือไม่ครับ)

คำตอบ

เรื่องการเฉลี่ยภาษีซื้อสำหรับการก่อสร้างอาคาร (ห้างสรรพสินค้า) เป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการใช้พื้นที่ทั้งในส่วนที่เป็น กิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เช่น การให้บริการส่วนกลาง และ กิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (Non-VAT) เช่น การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์

ขอชี้แจงเป็นรายประเด็นตามข้อซักถามและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1. การแยกสัญญาเช่า (Non-VAT) และสัญญาบริการ (VAT)

กรณีที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการก่อสร้างอาคาร (ห้างสรรพสินค้า) เพื่อใช้ในการประกอบกิจการของบริษัทฯ ซึ่งมีทั้งกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าบริการส่วนกลาง เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าส่วนกลางต่างๆ ต้องเสีย VAT 7% ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร และกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าเช่า ยกเว้น VAT ตามมาตรา 81(1)(ต) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารตามส่วนของประมาณการการใช้พื้นที่อาคาร ตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 5 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29)ฯ ลงวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2535 

แต่ หากบริษัทฯ ไม่สามารถประมาณการการใช้พื้นที่อาคารได้ว่า พื้นที่ส่วนใดใช้สำหรับกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และส่วนใดใช้สำหรับกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (NON VAT) เพราะทั้ง 2 ประเภทกิจการอยู่ในสถานที่เดียวกัน ทำให้บริษัทฯ ไม่สามารถเฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของประมาณการการใช้พื้นที่อาคาร ตามข้อ 5 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าวได้ บริษัทฯ จึงควรทำเรื่องขออนุมัติอธิบดีกรมสรรพากร ให้บริษัทฯ เฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของรายได้ของปีที่ผ่านมาของกิจการ และให้นำภาษีซื้อส่วนที่เฉลี่ยได้ตามส่วนของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 82/3 และมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 และข้อ 7 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29)ฯ ลงวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2535

2. ค่าระบบน้ำ ไฟฟ้า และถนน สามารถใช้ภาษีซื้อเต็ม 100% ได้หรือไม่?


คำตอบคือ "ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อ" เช่นเดียวกับตัวอาคาร เนื่องจากมีการใช้ร่วมกันใน 2 กิจการ VAT & NON VAT

  • เหตุผล : แม้บริษัทฯ จะมองว่าระบบน้ำ-ไฟฟ้าเกี่ยวเนื่องกับการให้บริการ (ซึ่งมี VAT) แต่ระบบสาธารณูปโภคเหล่านี้ถือเป็น "ส่วนประกอบอันเป็นสาระสำคัญของอาคาร" และเป็นสิ่งที่ทำให้พื้นที่เช่านั้นสามารถใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ คือการให้เช่า
  • หลักเกณฑ์ : หากระบบนั้นๆ ถูกใช้งานทั้งในส่วนของพื้นที่เช่า (Non-VAT) และพื้นที่ส่วนกลางหรือพื้นที่บริการ (VAT) ภาษีซื้อที่เกิดจากงานระบบ (M&E) จะต้องนำมาเฉลี่ยตามสัดส่วนพื้นที่ตามแบบ ภ.พ.05.1 หรือหากบริษัทฯ ไม่สามารถประมาณการการใช้พื้นที่อาคารได้ ก็ให้เฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนรายได้
  • ข้อยกเว้น : จะใช้ภาษีซื้อได้ 100% ต่อเมื่อระบบนั้นถูกติดตั้งเพื่อใช้ในส่วนของกิจการ VAT โดยเฉพาะ และแยกออกมาอย่างชัดเจนไม่ปะปนกับพื้นที่เช่า ซึ่งในทางปฏิบัติสำหรับห้างสรรพสินค้านั้นทำได้ยากมาก

3. ถนนรอบโครงการ และพื้นที่ใน ภ.พ.05.1

ในส่วนของถนนและทางเท้าภายในโครงการ มีประเด็นทางภาษีดังนี้:

  • การเฉลี่ยภาษีซื้อ : ถนนรอบโครงการถือเป็นส่วนหนึ่งของการก่อสร้างเพื่อประโยชน์ของโครงการทั้งหมด ภาษีซื้อที่เกิดจากการทำถนนจึงถือเป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวเนื่องกับทั้งกิจการ VAT และ Non-VAT จึงต้อง เฉลี่ยภาษีซื้อ เช่นกัน ซึ่งถือเป็นภาษีซื้อที่เกิดจากการอื่นใดที่มิใช่การก่อสร้างอาคาร ที่ใช้ในทั้ง 2 ประเภทกิจการ คือ ทั้งกิจการ VAT และ Non-VAT ให้เฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนของรายได้
  • การคำนวณพื้นที่ใน ภ.พ.05.1:
    • โดยปกติการแจ้งสัดส่วนพื้นที่ตาม ภ.พ.05.1 จะยึดตาม "พื้นที่ใช้สอยภายในอาคาร" เป็นหลัก (Net Leasable Area vs Common Area)
    • ถนน มักไม่ถูกนำมานับรวมในตัวเลข "ตารางเมตร" ของพื้นที่ใช้สอยทั้งหมดที่จะนำมาหาค่าเฉลี่ยสัดส่วน (Ratio) แต่ภาษีซื้อของถนนจะต้องถูกเฉลี่ยโดยใช้วิธีการอื่น คือเฉลี่ยตาม "สัดส่วนของรายได้" 

ขอบคุณ Slide ประกอบจากท่านอาจารย์สุเทพ พงษ์พิทักษ์

 


กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 82/6 ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนประกอบกิจการทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ประกอบการจดทะเบียนได้นำสินค้าหรือบริการที่ได้มาหรือได้รับมาในการประกอบกิจการของตนไปใช้หรือจะใช้ในกิจการทั้งสองประเภท ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นเฉลี่ยภาษีซื้อที่จะนำมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
 
(ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29))

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29)

เรื่อง    กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเฉลี่ยภาษีซื้อตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร

---------------------------------------------

                อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการเฉลี่ยภาษีซื้อที่จะนำมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนประกอบกิจการทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ประกอบการจดทะเบียนได้นำสินค้าหรือบริการที่ได้มาหรือได้รับมาในการประกอบกิจการของตนไปใช้หรือจะใช้ในกิจการทั้งสองประเภทถ้าสามารถแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าภาษีซื้อที่เกิดจากสินค้าหรือบริการดังกล่าวเป็นภาษีซื้อของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ถือเป็นภาษีซื้อของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ๆ

  ข้อ 2 นอกจากกรณีตามข้อ 5 ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนประกอบกิจการทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและผู้ประกอบการจดทะเบียนได้นำสินค้าหรือบริการที่ได้มาหรือได้รับมาในการประกอบกิจการของตนไปใช้หรือจะใช้ในกิจการทั้งสองประเภท ถ้าไม่สามารถแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าภาษีซื้อที่เกิดจากสินค้าหรือบริการดังกล่าวเป็นภาษีซื้อของกิจการประเภทใด ให้เฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของรายได้ของแต่ละกิจการ ดังนี้

                           (1) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเริ่มประกอบกิจการ หรือได้ประกอบกิจการมาแล้วแต่ยังไม่มีรายได้ ให้ประมาณการรายได้ของกิจการทั้งสองประเภทของปีที่เริ่มมีรายได้

                                 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของประมาณการรายได้ดังกล่าว และให้นำภาษีซื้อที่เฉลี่ยได้ตามส่วนของประมาณการรายได้ของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมาหักออกจากภาษีขาย แต่ภาษีซื้อดังกล่าวจะต้องมีจำนวนไม่เกินกึ่งหนึ่งของภาษีซื้อที่นำมาเฉลี่ย

                                 สำหรับในปีถัดจากปีที่เริ่มประกอบกิจการและยังไม่มีรายได้ถึงสิ้นปีของปีที่เริ่มมีรายได้ ให้เฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของประมาณการรายได้ตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่งและวรรคสอง

                                 เมื่อสิ้นปีที่เริ่มมีรายได้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนคำนวณภาษีซื้อที่หักได้จริงตามส่วนของรายได้ที่เกิดขึ้นจริงของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และให้ปรับปรุงภาษีซื้อที่ได้นำมาหักออกจากภาษีขายแล้วตามหลักเกณฑ์ตาม (2)

                                 ปีที่เริ่มมีรายได้ให้หมายถึง ปีแรกที่มีรายได้เกิดขึ้นจริงไม่น้อยกว่า 6 เดือนภาษี

                           (2) การปรับปรุงภาษีซื้อตาม (1) ให้กระทำในเดือนภาษีถัดจากเดือนภาษีสุดท้ายของปีที่เริ่มมีรายได้ โดยให้ปรับปรุงตั้งแต่เดือนภาษีแรกที่ได้มีการเฉลี่ยภาษีซื้อถึงเดือนภาษีสุดท้ายของปีที่เริ่มมีรายได้ ดังนี้

                                 (ก) ในกรณีภาษีซื้อที่เฉลี่ยได้และได้นำมาหักออกจากภาษีขายแล้ว มีจำนวนเกินกว่าภาษีซื้อที่หักได้จริง ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนชำระภาษีซื้อส่วนที่เกินนั้นพร้อมกับยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มอีกหนึ่งฉบับ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนภาษีที่มีการปรับปรุงภาษีซื้อและให้นำภาษีซื้อส่วนที่เกินนั้นซึ่งยังมิได้นำไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการ ไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการในปีที่เกี่ยวข้อง

                                 (ข) ในกรณีภาษีซื้อที่เฉลี่ยได้และได้นำมาหักออกจากภาษีขายแล้วมีจำนวนน้อยกว่าภาษีซื้อที่หักได้จริง ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นคำร้องขอคืนภาษีซื้อส่วนที่ขาดนั้น ตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด และให้นำภาษีซื้อส่วนที่ขาด ซึ่งได้นำไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการแล้วไปหักออกจากมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการในปีที่เกี่ยวข้อง

                           (3) สำหรับปีถัดจากปีที่เริ่มมีรายได้เป็นต้นไป ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของรายได้ของปีที่ผ่านมาโดยไม่ต้องปรับปรุงภาษีซื้ออีก และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนประสงค์จะปรับปรุงภาษีซื้อให้เป็นไปตามส่วนของรายได้ที่เกิดขึ้นจริงทั้งปีของกิจการทั้งสองประเภทก็ให้กระทำได้ ทั้งนี้ ให้นำหลักเกณฑ์ตาม (2) มาใช้บังคับโดยอนุโลมและเมื่อได้เลือกปฏิบัติเป็นอย่างใดแล้ว ก็ให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลงได้

                                 รายได้ของปีที่ผ่านมาตามวรรคหนึ่ง หมายถึง รายได้ของปีก่อนปีปัจจุบัน 1 ปี

                           (4) การปรับปรุงภาษีซื้อตามข้อนี้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามมาตรา 89 และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อ เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติตามข้อ 2(3)

                           (1) ถ้ารายได้ของปีที่ผ่านมาของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของรายได้ของกิจการทั้งหมด ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิเลือกนำภาษีซื้อทั้งจำนวนไปหักออกจากภาษีขาย ทั้งนี้ ห้ามนำภาษีซื้อดังกล่าวไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการ

                           (2) ถ้ารายได้ของปีที่ผ่านมาของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของรายได้ของกิจการทั้งหมด ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิเลือกไม่นำภาษีซื้อทั้งจำนวนไปหักออกจากภาษีขาย แต่ให้นำไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการ

                                 เมื่อได้เลือกปฏิบัติตามวรรคหนึ่งแล้ว ก็ให้ถือปฏิบัติตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลงได้

ข้อ 4 รายได้ตามข้อ 2 และข้อ 3 หมายความว่า

                           (1) รายได้ของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายความว่า มูลค่าของฐานภาษีของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เว้นแต่มูลค่าของฐานภาษีของกิจการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศยานหรือเรือเดินทะเล ในกรณีรับขนคนโดยสาร ให้หมายความรวมถึงมูลค่าของค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บ นอกราชอาณาจักรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารด้วยหรือในกรณีรับขนสินค้าให้หมายความรวมถึงมูลค่าของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนสินค้าเข้าในราชอาณาจักรด้วย

                           (2) รายได้ของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายความว่า มูลค่าของฐานภาษีของกิจการประเภทที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม รายรับของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ และรายรับของกิจการประเภทที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ และให้หมายความรวมถึงรายรับสำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าสินค้าที่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 22 มาตรา 23 และมาตรา 26 มาตรา 27 มาตรา 28 มาตรา 29 และมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 ”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม(ฉบับที่ 67) ใช้บังคับ 1 มกราคม 2535 เป็นต้นไป)

                           รายได้ตามวรรคหนึ่งไม่รวมถึง

                            (ก) รายได้ที่เกิดขึ้นจากกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนนำเงินไปหาประโยชน์โดยการฝากธนาคาร ซื้อพันธบัตรหรือหลักทรัพย์ หรือซื้อตั๋วเงินของสถาบันการเงินอื่น แต่ทั้งนี้ไม่ใช้บังคับสำหรับการประกอบกิจการตามมาตรา 91/2(1)(2) และ (3) แห่งประมวลรัษฎากร

                            (ข) รายได้ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนมีการกู้ยืมเงินกันเองในระหว่างบริษัทในเครือเดียวกัน

                            คำว่า "บริษัทในเครือเดียวกัน" หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปซึ่งมีความสัมพันธ์กันโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอีกแห่งหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือนก่อนวันที่มีการกู้ยืม

                            (ค) รายได้ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีระเบียบเกี่ยวกับเงินกองทุนสะสมพนักงานหรือทุนอื่นใดเพื่อพนักงาน และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้นำเงินกองทุนนี้ออกให้พนักงานที่เป็นสมาชิกกู้ยืมเป็นสวัสดิการ

                           (ง) รายได้ที่เกิดขึ้นจากกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนมีการประกอบกิจการประเภทที่ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม(ฉบับที่ 153) ใช้บังคับ 1 มกราคม 2546 เป็นต้นไป)

ข้อ กรณีภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารเพื่อใช้ในการประกอบกิจการของตนเองซึ่งเป็นกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และเพื่อการอื่นให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเฉลี่ยภาษีซื้อ ดังนี้

                           (1) ให้ประมาณการการใช้พื้นที่อาคารเพื่อใช้ในการประกอบกิจการของตนเองซึ่งเป็นกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และเพื่อการอื่น โดยให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของประมาณการการใช้พื้นที่อาคารดังกล่าว และให้นำภาษีซื้อที่เฉลี่ยได้ตามส่วนของประมาณการการใช้พื้นที่อาคารเพื่อใช้ในการประกอบกิจการของตนเองซึ่งเป็นกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมาหักออกจากภาษีขาย

                                 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของประมาณการการใช้พื้นที่อาคารตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่งตั้งแต่เดือนภาษีแรกที่มีภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารเกิดขึ้นถึงเดือนภาษีก่อนมีกรณีการใช้พื้นที่อาคารตรงตามที่ได้ประมาณการไว้ตาม (2)(ก) หรือถึงเดือนภาษีก่อนมีกรณีตาม (2)(ข)

                           (2) เมื่อการก่อสร้างอาคารเสร็จสมบูรณ์ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนปฏิบัติ ดังนี้

                                 (ก) ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนยังมิได้ใช้พื้นที่อาคารหรือได้ใช้พื้นที่อาคารตรงตามที่ได้ประมาณการไว้ หรือได้ใช้พื้นที่อาคารแล้วแต่ยังไม่เกินกว่าที่ได้ประมาณการไว้ในแต่ละส่วน ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องปรับปรุงภาษีซื้อที่เฉลี่ยได้

                                 (ข) ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ใช้พื้นที่อาคารไม่ตรงตามที่ได้ประมาณการไว้เป็นครั้งแรกในเดือนภาษีใด อันเป็นเหตุให้ภาษีซื้อที่เฉลี่ยได้เปลี่ยนแปลงไป ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนคำนวณภาษีซื้อที่หักได้จริงตามส่วนของการใช้พื้นที่อาคารเพื่อใช้ในการประกอบกิจการของตนเองซึ่งเป็นกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และให้ปรับปรุงภาษีซื้อที่ได้นำมาหักออกจากภาษีขายแล้วตามหลักเกณฑ์ตาม (3)

                           (3) การปรับปรุงภาษีซื้อตาม (2)(ข) ให้กระทำในเดือนภาษีแรกที่ได้ใช้พื้นที่อาคารไม่ตรงตามที่ได้ประมาณการไว้โดยให้ปรับปรุงตั้งแต่เดือนภาษีแรกที่มีภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารเกิดขึ้นถึงเดือนภาษีก่อนเดือนภาษีที่ได้ใช้พื้นที่อาคารดังกล่าวดังนี้

                                 (ก) ในกรณีภาษีซื้อที่เฉลี่ยได้และได้นำมาหักออกจากภาษีขายแล้วมีจำนวนเกินกว่าภาษีซื้อที่หักได้จริง ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนชำระภาษีซื้อส่วนที่เกินนั้น พร้อมกับยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นรายเดือนภาษีทุกเดือนเดือนละหนึ่งฉบับภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนภาษีที่มีการปรับปรุงภาษีซื้อ และให้นำภาษีซื้อส่วนที่เกินนั้นซึ่งยังมิได้นำไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการในปีที่เกี่ยวข้อง

                                 (ข) ในกรณีภาษีซื้อที่เฉลี่ยได้และได้นำมาหักออกจากภาษีขายแล้วมีจำนวนน้อยกว่าภาษีซื้อที่หักได้จริง ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นคำร้องขอคืนภาษีซื้อส่วนที่ขาดนั้น ตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดและให้นำภาษีซื้อส่วนที่ขาดซึ่งได้นำไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการแล้วไปหักออกจากมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการในปีที่เกี่ยวข้อง

                           (4) สำหรับเดือนภาษีนับแต่เดือนภาษีที่มีกรณีการใช้พื้นที่อาคารตรงตามที่ได้ประมาณการไว้ตาม (2)(ก) หรือที่มีกรณีตาม (2)(ข) เป็นต้นไป หากมีภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารเกิดขึ้นอีก ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเฉลี่ยภาษีซื้อดังกล่าวตามส่วนของการใช้พื้นที่อาคารเพื่อใช้ในการประกอบกิจการของตนเองซึ่งเป็นกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละเดือนภาษี

                           (5) ภายในกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างอาคารเสร็จสมบูรณ์ หากมีการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่อาคารภายหลังจากที่ได้ใช้พื้นที่อาคารตรงตามที่ได้ประมาณการไว้ตาม (2)(ก) หรือภายหลังจากที่ได้มีการปรับปรุงภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารตาม (2)(ข) แล้ว อันเป็นเหตุให้ภาษีซื้อที่เฉลี่ยได้ตามส่วนของการใช้พื้นที่อาคารเพื่อใช้ในการประกอบกิจการของตนเองซึ่งเป็นกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเปลี่ยนแปลงไป ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนปรับปรุงภาษีซื้อตามที่คำนวณภาษีซื้อที่หักได้จริงตามส่วนของการใช้พื้นที่อาคารเพื่อใช้ในการประกอบกิจการของตนเองซึ่งเป็นกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่เกิดขึ้นจริง

                                 การปรับปรุงภาษีซื้อตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำทุกคราวในเดือนภาษีที่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่อาคาร ทั้งนี้ ให้นำความใน (ก) และ (ข) ของ (2) ของข้อ 2 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                           (6) การปรับปรุงภาษีซื้อตามข้อนี้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามมาตรา 89 และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร

                            (7) ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งรายการเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารและการใช้พื้นที่อาคารดังต่อไปนี้ ต่ออธิบดีกรมสรรพากรตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในเขตท้องที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่

                                 (ก) รายการเกี่ยวกับการประมาณการการใช้พื้นที่อาคารเพื่อใช้ในการประกอบกิจการของตนเอง ซึ่งเป็นกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและเพื่อการอื่นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เริ่มทำการก่อสร้างอาคารหรือวันที่ได้รับอนุมัติให้ทำการก่อสร้างอาคาร แล้วแต่วันใดจะเกิดขึ้นก่อน ในกรณีที่ได้ทำการก่อสร้างอาคารมาแล้วก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ให้แจ้งรายการเกี่ยวกับการประมาณการการใช้พื้นที่อาคารดังกล่าวภายในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2535

                                 (ข) วันที่ก่อสร้างอาคารเสร็จสมบูรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ก่อสร้างอาคารเสร็จสมบูรณ์

                                 (ค) รายการเกี่ยวกับการเริ่มใช้อาคารไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนภายใน 30 วัน นับแต่วันเริ่มใช้อาคารทั้งหมดหรือบางส่วน

                                 (ง) รายการเกี่ยวกับการใช้พื้นที่อาคารที่เปลี่ยนแปลงภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่อาคาร

( แก้ไขเพิ่มเติมโดย ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 136) ใช้บังคับ 11 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป)

                                 ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมิได้แจ้งรายการตามวรรคหนึ่งโดยไม่เหตุอันสมควร มิให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำภาษีซื้อที่เฉลี่ยได้ตามประกาศนี้มาหักออกจากภาษีขาย ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีกรมสรรพากรจะกำหนดเป็นอย่างอื่น

ข้อ 6  ปี  ตามประกาศนี้ หมายความว่า

                           (1) ในกรณีที่ผู้ประกอบการเป็นบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้นับตามปีประดิทิน เว้นแต่ในกรณีที่เริ่มประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เริ่มนับตั้งแต่วันเริ่มประกอบกิจการจนถึงวันสิ้นปีประดิทิน

                           (2) ในกรณีที่ผู้ประกอบการเป็นนิติบุคคล ให้นับตามรอบระยะเวลาบัญชีเว้นแต่ในกรณีที่เริ่มประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เริ่มนับตั้งแต่วันเริ่มประกอบกิจการจนถึงวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี

ข้อ ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติ ให้อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมสรรพากรให้ถือเป็นหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดตามประกาศนี้ด้วย

                ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 เป็นต้นไป


อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีขออนุมัติเฉลี่ยภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารตามส่วนของรายได้

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

14/08/2019

เลขที่หนังสือ

0702/พ./5430

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 82/6 และมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

กรณีขออนุมัติเฉลี่ยภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารตามส่วนของรายได้ โดยมีข้อเท็จจริงสรุปได้ ดังนี้
1. บริษัทฯ ประกอบกิจการขายสินค้าอุปโภคบริโภคตลอดจนให้ใช้บริการพื้นที่และให้เช่าพื้นที่แก่ร้านค้า บริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มประกอบกิจการทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
2. บริษัทฯ ได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารเพิ่มขึ้น 2 สาขา เพื่อใช้ในการประกอบกิจการของบริษัทฯ ซึ่งมีทั้งกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
 3. บริษัทฯ มิได้ยื่นแบบแจ้งรายการประมาณการการใช้พื้นที่อาคาร (แบบ ภ.พ.05.1) เนื่องจากไม่สามารถประมาณการการใช้พื้นที่อาคารได้ว่า พื้นที่ส่วนใดใช้สำหรับกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และพื้นที่ส่วนใดใช้สำหรับกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะมีพื้นที่ที่ให้ใช้บริการและพื้นที่ให้เช่าแก่ร้านค้าผสมกันในแต่ละชั้น จึงไม่สามารถแยกการใช้พื้นที่ดังกล่าวออกจากกันได้ บริษัทฯ จึงขออนุมัติเฉลี่ยภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารตามส่วนของรายได้ของปีที่ผ่านมา
จึงขอหารือเกี่ยวกับ  ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีขออนุมัติเฉลี่ยภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารตามส่วนของรายได้

แนววินิจฉัย

     กรณีที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารเพิ่มขึ้น จำนวน 2 สาขา เพื่อใช้ในการประกอบกิจการของบริษัทฯ ซึ่งมีทั้งกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทฯ ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารตามส่วนของประมาณการการใช้พื้นที่อาคารตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 5 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29)ฯ ลงวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2535 แต่โดยที่บริษัทฯ ไม่สามารถประมาณการการใช้พื้นที่อาคารได้ว่า พื้นที่ส่วนใดใช้สำหรับกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและส่วนใดใช้สำหรับกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้บริษัทฯ ไม่สามารถเฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของประมาณการการใช้พื้นที่อาคารตามข้อ 5 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าวได้ จึงอนุมัติให้บริษัทฯ เฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของรายได้ของปีที่ผ่านมาของกิจการ และให้นำภาษีซื้อส่วนที่เฉลี่ยได้ตามส่วนของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไปหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 และมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 และข้อ 7 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29)ฯ ลงวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2535

เลขตู้

82/40876


เรื่อง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการเฉลี่ยภาษีซื้อจากการใช้พื้นที่อาคาร

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

02/06/1999

เลขที่หนังสือ

กค 0811/พ.05187

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 77/1, มาตรา 77/2, มาตรา 81, ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29)ฯ

ข้อหารือ

     บริษัท เอ จำกัด ขอเฉลี่ยภาษีซื้อจากการใช้พื้นที่อาคารของใบกำกับภาษีซื้อก่อนเริ่มเปิดดำเนินการ บริษัทฯ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2539 ประกอบกิจการขายปลีกห้างสรรพสินค้าบริษัทฯ ได้ก่อสร้างอาคาร 3 ชั้น (รวมชั้นใต้ดิน) ซึ่งใช้ประกอบกิจการของตนเองซึ่งเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและให้เช่าโดยได้ยื่นแบบ ภ.พ.05.1 ดังนี้

                                                                 พื้นที่ (ตารางเมตร)            %

     จำนวนเนื้อที่ที่บริษัทใช้เอง (รวมพื้นที่ส่วนกลาง)              30,286.50             73.76

     จำนวนเนื้อที่ที่แบ่งให้เช่า                                          10,772.25              26.24

     รวมเนื้อที่ทั้งหมด                                                      41,058.75             100

     จากตารางบริษัทฯ ขอเฉลี่ยภาษีซื้อโดยการคำนวณจากพื้นที่ที่แบ่งให้เช่า รวมจำนวนเนื้อที่ 10,772.25 ตารางเมตร หักออกจากพื้นที่ทั้งหมด ที่เหลือคือพื้นที่ที่ใช้เป็นเกณฑ์คำนวณที่ได้รับสิทธิเครดิตภาษีซื้อโดยบริษัทฯ ชี้แจงว่า ในการทำสัญญาให้เช่าพื้นที่อาคารแก่ผู้เช่าทุกราย ต้องประกอบด้วยสัญญา 3 สัญญา คือ

     (1) สัญญาเช่าพื้นที่อาคาร พร้อมข้อตกลงวางเงินประกันสัญญา

     (2) สัญญาบริการสาธารณูปโภค โดยจัดให้มีบริการดังต่อไปนี้

         (ก) การจัดให้มีระบบไอเย็นของเครื่องปรับอากาศในบริเวณสถานที่เช่า

         (ข) การจัดระบบไอเย็นบริเวณภายนอกสถานที่เช่าภายในบริเวณห้างสรรพสินค้าเพื่อประโยชน์ของสถานที่เช่า และผู้รับบริการ

         (ค) การจัดให้มีระบบลิฟท์ผู้โดยสารและลิฟท์ขนสินค้าในห้างสรรพสินค้า เพื่อประโยชน์ของสถานที่เช่า และผู้รับบริการ

         (ง) การจัดให้มีระบบป้องกันภัยหรืออัคคีภัยในบริเวณสถานที่เช่า และบริเวณภายนอกสถานที่เช่า ภายในห้างสรรพสินค้า เพื่อประโยชน์ของผู้บริการ

         (จ) การจัดให้มีระบบไฟฟ้า แสงสว่างบริเวณภายนอกสถานที่เช่า ภายในบริเวณห้างสรรพสินค้า เพื่อประโยชน์ของสถานที่เช่าและผู้รับบริการ

         (ฉ) การจัดให้มีระบบประปาบริเวณภายนอกสถานที่เช่าภายในบริเวณห้างสรรพสินค้า เพื่อประโยชน์ของสถานที่เช่า และผู้รับบริการ

         (ช) การจัดให้มีระบบดูดควันสำหรับร้านค้าที่ประกอบกิจการประเภทอาหาร

     (3) สัญญาบริการส่วนกลาง โดยจัดให้มีบริการดังต่อไปนี้

         (ก) การให้บริการรักษาความปลอดภัยบริเวณภายนอกของสถานที่เช่า

         (ข) การให้บริการบำรุงรักษา และซ่อมแซมห้องสุขาของศูนย์การค้าเพื่อประโยชน์ของสถานที่เช่า

         (ค) การให้บริการบำรุงรักษาความสะอาดบริเวณภายนอกสถานที่เช่า ได้แก่ทางออกภายนอกสถานที่เช่า ทางเดิน บันได ระเบียง และส่วนต่าง ๆ ที่จัดไว้เพื่อประโยชน์ของผู้รับบริการ

         (ง) การกำจัดขยะมูลฝอย ซึ่งผู้รับบริการจะต้องนำขยะมูลฝอยมาไว้ในสถานที่ที่บริษัทได้จัดไว้ให้

         (จ) การประดับตกแต่ง การซ่อมแซม และบริเวณอื่นที่จำเป็นในบริเวณภายนอกสถานที่เช่า ซึ่งบริษัทเห็นว่าเหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่สถานที่เช่าของผู้รับบริการ

         (ช) การจัดให้มีไอเย็นปรับอากาศในบริเวณสถานที่เช่า ตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา

         (ซ) การจัดให้ผู้รับบริการมีสิทธิใช้โทรศัพท์

         (ฌ) การจัดให้มีบริการน้ำประปาตามสถานที่ที่บริษัทจัดไว้ให้

         (ญ) การจัดให้มีไฟฟ้าในบริเวณสถานที่เช่า

         (ฎ) การจัดให้มีบริการดูดควัน สำหรับร้านค้าที่ประกอบกิจการประเภทอาหาร

     สัญญาบริการสาธารณูปโภคตาม (2) และสัญญาบริการส่วนกลางตาม (3) บริษัทฯ เรียกเก็บค่าบริการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นจำนวนที่แน่นอนตามสัดส่วนของพื้นที่เช่า ดังนั้น พื้นที่ที่ใช้เกี่ยวข้องกับ 2 สัญญานี้ จึงเป็นพื้นที่ที่ใช้เอื้ออำนวยในกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้นจึงไม่นำมาเฉลี่ยภาษีซื้อ

     บริษัทฯ จึงควรได้รับสิทธิขอเครดิตภาษี

     จากตาราง SALABLE AREA                    พื้นที่ตารางเมตร              %

     จำนวนเนื้อที่ให้เช่า (NON-VAT)                       9,655.50              52.22

     จำนวนเนื้อที่ของบริษัทฯ (VAT)                       8,833.00              47.78

     รวม                                                            18,488.50              100

     จากตาราง SALABLE AREA                    พื้นที่ตารางเมตร               %

     จำนวนเนื้อที่เฉลี่ย (NON-VAT)                        11,786.18              52.22

     จำนวนเนื้อที่ของ (VAT)                                10,784.07             47.78

     รวม                                                            22,570.25             100

     จากตาราง SALABLE AREA จังหวัดได้คำนวณพื้นที่ที่บริษัทฯ แบ่งให้เช่าที่แยกได้ชัดเจนแล้วนำมาเฉลี่ยหาอัตรา % สำหรับส่วนที่มี (VAT) และไม่มี (VAT) และจึงนำมาเปรียบเทียบกับตาราง NON-SALABLE AREA และหาเปอร์เซ็นต์ย้อนกลับ จังหวัดจึงได้พิจารณาแล้วเห็นควรให้บริษัทฯเฉลี่ยอัตรา VAT : NON VAT = 47.78 : 52.22

     ในรายการที่ 8 Plaza Gross Aria ซึ่งหมายถึง บริเวณทางเดินของชั้นที่ 1 ซึ่งบริษัทฯ ให้เช่าทั้งชั้น ควรเป็นพื้นที่ NON VAT ด้วย

     ในรายการที่ 11 Power Buy คือ บริเวณที่บริษัทฯ ให้เช่าพื้นที่อาคารขายเครื่องไฟฟ้าและเรียกเก็บค่าบริการในอัตรา 2.75% ของยอดขาย โดยมีการให้บริการน้ำประปาไม่รวมค่าไฟฟ้าเป็นกรณีที่บริษัทฯ มิได้ส่งมอบการครอบครองพื้นที่ให้โดยเด็ดขาดเป็นการหาประโยชน์อันมีมูลค่าตามมาตรา 77/1 (10)

แนววินิจฉัย

     1. กรณีตามข้อเท็จจริงดังกล่าว สำหรับพื้นที่ส่วนกลางที่ไม่ใช่พื้นที่เช่าและพื้นที่ที่บริษัทฯ ใช้ประกอบกิจการของบริษัทฯ เอง ซึ่งบริษัทฯ ได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวก่อให้เกิดบริการส่วนกลางแก่พื้นที่เช่าและผู้รับบริการ เช่น จัดทำลานจอดรถ จัดทำระบบไอเย็นจัดทำระบบลิฟท์ จัดทำระบบป้องกันภัย จัดทำระบบไฟฟ้าจัดทำระบบประปา จัดทำทางเดิน จัดทำระบบสุขาภิบาล ฯลฯ ซึ่งการให้บริการดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการให้บริการ ตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น การใช้พื้นที่ส่วนกลางที่ก่อให้เกิดบริการส่วนกลาง จึงเป็นการนำพื้นที่ไปใช้ในกิจการที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทฯ จึงต้องนำพื้นที่ส่วนกลางไปรวมกับพื้นที่ที่บริษัทฯ ใช้ประกอบกิจการเองโดยถือเป็นพื้นที่ที่นำไปใช้ในกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเฉลี่ยภาษีซื้อตามหลักเกณฑ์ของข้อ 5 แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเฉลี่ยภาษีซื้อตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 9 มีนาคม 2535

     2. สำหรับพื้นที่ในส่วนของ Plaza Gross Aria ซึ่งเป็นบริเวณทางเดินชั้นที่ 1 ซึ่งเป็นชั้นที่บริษัทฯ ให้เช่าทั้งชั้น เนื่องจากทางเดินเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่บริษัทฯ ได้นำไปให้บริการเพื่อประโยชน์แก่ผู้รับบริการตามสัญญาบริการ ซึ่งเป็นการนำพื้นที่ดังกล่าวไปใช้เป็นพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นพื้นที่ในส่วนนี้จึงถือเป็นพื้นที่ที่นำไปใช้ในกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

     3. สำหรับพื้นที่ในส่วนของ Power Buy ซึ่งเป็นพื้นที่โล่งโดยบริษัทฯ ให้ผู้เช่าใช้พื้นที่อาคารขายเครื่องใช้ไฟฟ้า และเรียกเก็บค่าบริการในอัตราร้อยละ 2.75 ของยอดขาย และมีการให้บริการน้ำประปาโดยไม่รวมค่าไฟฟ้า โดยมิได้มีการส่งมอบการครอบครองพื้นที่ให้โดยเด็ดขาดการให้ใช้พื้นที่อาคารดังกล่าวจึงถือเป็นการให้บริการอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ต) แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด บริษัทฯ จึงต้องนำค่าตอบแทนจากการให้บริการดังกล่าวมาเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

     ดังนั้น พื้นที่ในส่วนของ Power Buy จึงเป็นพื้นที่ที่นำไปใช้ในกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มบริษัทฯ ต้องนำไปรวมเป็นพื้นที่ในส่วนของกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อเฉลี่ยภาษีซื้อต่อไป

เลขตู้

62/27867


เรื่อง

การใช้พื้นที่อาคารในการเฉลี่ยภาษีซื้อ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 14/03/2018 - วันที่ตอบ 16/03/2018

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร และ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29)

ปุจฉา

     ขอสอบถามเรื่องการเฉลี่ยภาษีซื้อกรณีที่ซื้อที่ดินแล้วแบ่งการใช้งานเป็นส่วนๆ โดยเป็นส่วนของการก่อสร้างอาคารเพื่อขาย (เป็นธุรกิจ SBT) ส่วนที่จะสร้างเป็น club house ซึ่งบริษัทจะดำเนินการเองในส่วนนี้ซึ่งเป็นธุรกิจ VAT ในการออกแบบภูมิสถาปัตจะทำสัญญากับผู้ออกแบบเป็นสัญญารวมทั้ง 2 ธุรกิจรวมทั้งมีถนนส่วนกลางซึ่งเชื่อมต่อระหว่างอาคารและเชื่อมต่อกับ Club house และทางออกถนนใหญ่ นอกจากนี้ในการซื้อที่ดินมามีค่ารื้อถอนอาคารเดิมด้วย และการทำสัญญาตอกเสาเข็ม ถมดินก็เป็นสัญญารวมเนื่องจากเป็นพื้นที่ติดกันและก่อสร้างไปพร้อมกัน

จึงขอสอบถามอาจารย์ว่า

การเฉลี่ยภาษีซื้อดังกล่าวต้องเฉลี่ยตามหลักเกณฑ์รายได้หรือพื้นที่คะ เพราะถ้าเฉลี่ยตามพื้นที่ต้องใช้พื้นที่ของอาคารแต่ละอาคารใช่หรือไม่คะและขอสอบถามเพิ่มเติมในการใช้พื้นที่อาคารในการเฉลี่ยภาษีซื้อ ทางวิศวะแจ้งมาว่าพื้นที่มี 3 แบบคือ CFA NFA GFA จะต้องใช้แบบไหนในการใช้เฉลี่ยภาษีซื้อคะ

วิสัชนา

เกี่ยวกับเรื่องการเฉลี่ยภาษีซื้อ ตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29) กำหนดหลักเกณฑ์ในการเฉลี่ยภาษีซื้อไว้ดังนี้
1. สำหรับภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคาร ที่ใช้ในทั้งสองประเภทกิจการ คือ ทั้งกิจการที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มและกิจการที่อยู่ในข่ายที่ต้องเสียหรือได้รับยกเว้นภาษีธุกิจเฉพาะ ให้เฉลี่ยภาษีซื้อตามพื้นที่การใช้อาคาร
 2. 
สำหรับภาษีซื้อที่เกิดจากการอื่นใดที่มิใช่การก่อสร้างอาคาร ที่ใช้ในทั้งสองประเภทกิจการ คือ ทั้งกิจการที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มและกิจการที่อยู่ในข่ายที่ต้องเสียหรือได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้เฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนของรายได้
 

 
กรณีตามข้อเท็จจริง เป็นการสร้างปัญหาให้เกิดความยุ่งยากวุ่นวาย หากสามารถแก้ไขให้ชัดเจน โดยแยกเป็นสัดส่วน ว่าเป็นค่าใช้จ่ายของส่วนใด ตามสัญญาใด ด้วยการบริหารจัดการที่ชาญฉลาด ก็ย่อมจะไม่มีปัญหาให้ต้องขบคิดให้เปลืองพลังงาน และไม่เลี่ยงทีจะผิด เพราะฟังคำตอบจากผมหรือท่านอื่นๆ ซึ่งอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง และก่อให้เกิดปัญหาขึ้นในภายภาคหน้าเมื่อมีการตรวจสอบย้อนหลัง

 จึงขอแนะนำให้แยกสัญญาออกเป็นส่วนๆ ตามแต่กิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ที่อยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือรายได้ที่อยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
 เฉพาะส่วนที่ไม่อาจแยกได้ว่า เป็นของกิจการใดเป็นจำนวนเท่าใดจึงค่อยนำมาเฉลี่ยภาษีซื้อ
ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น เช่น
- ภาษีซื้อสำหรับรายจ่ายในการออกแบบภูมิสถาปัตย์จะทำสัญญากับผู้ออกแบบเป็นสัญญารวมทั้ง 2 ธุรกิจ รวมทั้งมีถนนส่วนกลางซึ่งเชื่อมต่อระหว่างอาคารและเชื่อมต่อกับ Club house และทางออกถนนใหญ่ ให้หาทางแยกสัดส่วนให้ได้โดยชัดแจ้งว่าเป็นของส่วนใดเท่าใด แม้การออกแบบดังกล่าวจะต้องออกแบบรวมกันก็ตาม แต่ให้บริษัทสถาปนิกที่รับจ้างออกแบบจำแนกตามส่วนของแต่ละกิจการให้ชัดแจ้ง ก็ย่อมแก้ปัญหาที่ต้นเหตุที่แท้จริง
- ภาษีซื้อสำหรับค่าตอกเสาเข็ม และถมดิน ก็ให้ถือปฏิบัติเช่นเดียวกับค่าออกแบบภูมิสถาปัตย์
- ภาษีซื้อสำหรับค่ารื้อถอนอาคารเดิม ซึ่งเป็นสัญญารวมเนื่องจากเป็นพื้นที่ติดกันและก่อสร้างไปพร้อมกัน ให้เฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนของรายได้

      อนึ่ง ในการใช้พื้นที่อาคารในการเฉลี่ยภาษีซื้อ ทางวิศวะแจ้งมาว่าพื้นที่มี 3 แบบคือ CFA NFA GFA เมื่อบริษัทฯ ได้เลือกใช้แบบไหนในการใช้เฉลี่ยภาษีซื้อ ก็ให้ใช้วิธีนั้นตลอดไป


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ