Case study

ได้รับหนังสือขอสนับสนุนกิจกรรมจากองค์กร ถ้าบริษัทสนับสนุน มีภาระภาษีอะไรบ้าง


เรื่อง ได้รับหนังสือขอสนับสนุนกิจกรรมจากองค์กร ถ้าบริษัทสนับสนุน มีภาระภาษีอะไรบ้าง
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 22/07/2025
ประเภทภาษี
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทได้รับหนังสือของสนับสนุนในกิจกรรมจากองค์กรต่างๆ 

ทั้งที่เป็นลูกค้าและไม่ใช่ลูกค้า และจากผู้บุคคลสำคัญอื่นๆ - หน่วยงานราชการ - สถานโรงพยาบาลรัฐและเอกชน - หรือมูลนิธิสมาคม - บุคคลธรรมดาภายนอก แต่มีส่วนช่วยการซื้อขาย

โดยบางทีอาจจะระบุตัวจริงหรือไม่ได้ระบุ หรืออาจจะระบุค่าใช้จ่ายที่อยากให้สนับสนุน(ไม่รู้ตัวเงินที่แน่ชัด)เช่นค่าเดินทาง ที่พัก หรืออาจจะเป็นสิ่งของ โดยไม่ได้รับการตอบแทนใดๆ 

ตัวอย่างเช่นหนังสือที่ได้รับ - ขอสนับสนุนจัดงานประชุม หรืองานประจำปี - ขอสนับสนุนขอเข้าการอบรม ( ขอให้จ่ายค่าลงทะเบียนเพื่อเข้าอบรม/ประชุม ค่าเดินทาง ที่พัก ) - ขอสนับสนุนจัดงานเลี้ยงปีใหม่ - อื่นๆ 


 อยากทราบ ด้านค่าใช้จ่ายทางภามี และภาษีต่างๆที่เกี่ยวข้อง อะไรบ้างครับ

 ขอบคุณครับ

คำตอบ

คำตอบ

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax)

1.รายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการให้โดยเสน่หา (ให้เปล่าโดยไม่มีสิ่งตอบแทนทางธุรกิจ) หรือไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของบริษัท จะ ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี ตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร
          ดังนั้น กรณีเงินสนับสนุนหรือต้นทุนสิ่งของที่บริษัทจ่ายให้ผู้อื่นเพื่อจัดงานหรือกิจกรรม เช่น สนับสนุนจัดงานเลี้ยงปีใหม่ให้ลูกค้า, ออกค่าเดินทาง/ที่พักให้บุคคลภายนอก เป็นต้น โดยไม่ได้รับประโยชน์ทางธุรกิจกลับมา มักจะถูกสรรพากรพิจารณาว่าเป็น รายจ่ายต้องห้าม และต้องบวกกลับในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล 

มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

“(3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เว้นแต่..

(13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ
 

ยกเว้นว่าเข้าเงื่อนไขเป็นเงินบริจาค

 2. เงินสนับสนุนดังกล่าวจะเข้าเงื่อนไขเป็นการบริจาค
 เพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และ รายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือกีฬา ที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี เช่น มูลนิธิ/สมาคมการกุศลที่ได้รับการประกาศเป็นองค์การสาธารณกุศล, การบริจาคให้สถานศึกษาของรัฐ, โรงพยาบาลของรัฐ เป็นต้น  

 
สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ของปีนั้น ส่วนที่เกินจาก 2% จะถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม นอกจากนี้ต้องมีใบเสร็จรับเงินการบริจาคอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานผู้รับบริจาคเก็บไว้เป็นหลักฐานด้วย  ตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

 (3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เว้นแต่

           (ข) รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้หักได้ในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีให้หักได้อีกในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ
             
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 44) )
             
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 444) )
             (แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 51) พ.ศ. 2562 ให้ใช้บังคับกับการคำนวณกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มใน หรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป)


 3.หากพิจารณาเป็น ค่ารับรอง/ของขวัญ 
: 

การสนับสนุนลูกค้าหรือคู่ค้าบางกรณีอาจพิจารณาเป็น ค่ารับรอง (Entertainment Expense) ได้ หากเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการรับรองตามธรรมเนียมธุรกิจและเป็นการจ่ายเพื่ออำนวยประโยชน์แก่กิจการ เช่น บริษัทเลี้ยงรับรองอาหารหรือจัดงานเลี้ยงให้ลูกค้าโดยบริษัทเป็นเจ้าภาพเอง ซึ่งสามารถลงเป็นรายจ่ายในทางภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่รวมทั้งหมดต้องไม่เกิน 0.3% ของยอดขาย สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท และมูลค่าของที่ระลึกหรือของขวัญที่ให้แก่ผู้ได้รับการรับรอง ต้องไม่เกินคนละ 2,000 บาทต่อครั้ง โดยค่ารับรองจะต้องเข้าเงื่อนไขตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 พ.ศ.2522 แต่ถ้าไม่เข้าเกณฑ์ จะต้องถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี(4)  แห่งประมวลรัษฎากร

อย่างไรก็ตาม เงินสนับสนุนที่บริษัทมอบให้ลูกค้า/บุคคลภายนอกเพื่อให้เขาไปจัดงานเอง เช่น ใส่ซองงานมงคล, สนับสนุนของรางวัลจับฉลากงานลูกค้า ไม่เข้าเกณฑ์เป็นค่ารับรอง เพราะไม่ใช่การรับรองตามปกติที่บริษัทจัดให้ผู้รับโดยตรง แต่เป็นการให้ทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้รับมากกว่า บริษัทจึงไม่สามารถถือเป็นค่ารับรองได้ ถือเป็น รายจ่ายต้องห้าม และต้องบวกกลับในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร

 

    มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

    (4) ค่ารับรองหรือค่าบริการส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
             ( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2521 ใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลัง 1 ม.ค. 2522 เป็นต้นไป )
             
( ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522) )

กฎกระทรวง ฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522)

ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้

ข้อ 1   ค่ารับรองหรือค่าบริการที่จะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5

ข้อ 2   ค่ารับรองหรือค่าบริการนั้น ต้องเป็นค่ารับรองหรือค่าบริการอันจำเป็นตามธรรมเนียมประเพณีทางธุรกิจทั่วไป และบุคคลซึ่งได้รับการรับรองหรือรับบริการต้องมิใช่ลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเว้นแต่ลูกจ้างดังกล่าวจะมีหน้าที่เข้าร่วมในการรับรองหรือการบริการนั้นด้วย

ข้อ 3ค่ารับรองหรือค่าบริการ ต้อง

                      (1) เป็นค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการรับรองหรือการบริการที่จะอำนวยประโยชน์แก่กิจการ เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่าดูมหรสพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการกีฬา เป็นต้น หรือ

                     (2) เป็นค่าสิ่งของที่ให้แก่บุคคลซึ่งได้รับการรับรองหรือรับบริการไม่เกินคนละ 2,000 บาท ในแต่ละคราวที่มีการรับรองหรือการบริการ”

ข้อ 4จำนวนเงินค่ารับรองและค่าบริการให้นำมาหักเป็นรายจ่ายได้เท่ากับจำนวนที่ต้องจ่าย แต่รวมกันต้องไม่เกินร้อยละ 0.3 ของจำนวนเงินยอดรายได้หรือยอดขายที่ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายใด ในรอบระยะเวลาบัญชีหรือของจำนวนเงินทุนที่ได้รับชำระแล้วถึงวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า ทั้งนี้รายจ่ายที่จะนำมาหักได้จะต้องมีจำนวนสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 222 (พ.ศ. 2542) ใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นไป)

ข้อ 5 ค่ารับรองหรือค่าบริการนั้น ต้องมีกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการ หรือผู้ได้รับมอบหมายจากบุคคลดังกล่าวเป็นผู้อนุมัติหรือสั่งจ่ายค่ารับรอง หรือค่าบริการนั้นด้วย และต้องมีใบรับหรือหลักฐานของผู้รับสำหรับเงินที่จ่ายเป็นค่ารับรองหรือเป็นค่าบริการเว้นแต่ในกรณีที่ผู้รับเงินไม่มีหน้าที่ต้องออกใบรับตามประมวลรัษฎากร



ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

1. รายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการให้โดยเสน่หา (ให้เปล่าโดยไม่มีสิ่งตอบแทนทางธุรกิจ) หรือไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของบริษัท จะ ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี ตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร หากรายจ่ายนั้นมีภาษีซื้อ ก็ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ตามมาตรา 82/5 (3) แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา 82/5 ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3

  (3) ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
 
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17) )


 2. รายจ่ายเข้าเงื่อนไขการรับรอง
 
      ภาษีซื้อที่เกิดจากการมอบสิ่งของเป็นของขวัญเพื่อให้ฟรีแก่ผู้อื่น 
ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ตามมาตรา 82/5(4) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะเป็นการซื้อเพื่อให้โดยเสน่หา/เพื่อการรับรองตามประเพณี ไม่ได้นำมาขายในกิจการ บริษัทจะนำ VAT ซื้อส่วนนั้นมาหักจากภาษีขายหรือขอคืนไม่ได้ แต่กฏหมายยอมให้นำภาษีซื้อดังกล่าวมาลงเป็นรายจ่ายในทางภาษีได้ ตามมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร

นอกจากนี้ ตามหลักภาษีมูลค่าเพิ่ม การให้สินค้า/ของแก่ผู้อื่น โดยไม่มีค่าตอบแทน อาจถือเป็นการ "ขาย" (หรือการนำสินค้าออกไปใช้เอง) ซึ่งปกติต้องคิดภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าสินค้านั้นด้วย แต่กฎหมายได้ยกเว้นกรณีการให้ของขวัญตามประเพณีทางธุรกิจที่มูลค่าไม่เกินความสมควร ไม่ต้องนำมูลค่าของที่ให้มาคำนวณ VAT ตามมาตรา 79(4) และประกาศฯ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 40 ข้อ 2(6)) กล่าวคือ ของขวัญให้ลูกค้าในเทศกาลตามธรรมเนียมธุรกิจที่มูลค่าไม่สูงเกินควร ไม่ต้องเสีย VAT แต่หากเป็นการให้สินค้าฟรีที่นอกเหนือธรรมเนียมปกติหรือมูลค่าสูงมาก เช่น แจกของแพงๆ ให้บุคคลที่ไม่ใช่ลูกค้าหรือไม่มีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ สรรพากรอาจมองเป็นการขาย ต้องถือมูลค่าตลาดของสินค้านั้นนำมาเสียภาษีขายด้วย ตามมาตรา 77/1 (8) แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา 82/5 ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3

(4) ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
 
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17) )

มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

(6 ทวิ) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระหรือพึงชำระ และภาษีซื้อของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน เว้นแต่ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีซื้อของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 ภาษีซื้อที่ต้องห้ามนำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (4) หรือภาษีซื้ออื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา 


 
3. กรณีเข้าเงื่อนไขการบริจาค 

            - กรณีบริจาคเป็นเงินสด ไม่มีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม

            - กรณีบริจาคเป็น สิ่งของ หรือสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย ให้พิจารณาดังนี้


3.1 กรณีบริษัทได้นำสิ่งของหรือสินค้าที่มีไว้เพื่อขายไปบริจาคให้กับหน่วยรับบริจาคมีรายชื่อตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศไว้ ถือเป็นการบริจาคสินค้าให้แก่การกุศลสาธารณะ หรือรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬา   บริษัทจะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริจาคนี้ ตามมาตรา 81 (1)(น) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 3 (4)(ข) แห่งพระราชกฤษฎีกา(ฉบับที่ 239)  

บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีขาย รวมถึงไม่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.30  โดยทางหน่วยรับบริจาคดังกล่าว จะต้องจัดทำหนังสืออนุโมนาการรับบริจาค พร้อมระบุ รายละเอียดสินค้า + จำนวนชิ้น ที่ได้รับบริจาค ให้แก่บริษัทฯ


หากสินค้าที่ตั้งใจซื้อมาเพื่อบริจาค มีภาษีซื้อ ภาษีซื้อดังกล่าวถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ไม่สามารถนำมาเครดิตหักกับภาษีขายได้ แต่บริษัทฯ สามารถนำมาบันทึกรวมเป็นค่าใช้จ่ายได้ทั้งจำนวน ตามมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 243) พ.ศ. 2534 และข้อ 2 (3) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42)ฯ ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2535


มาตรา 81 ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

    (1) การขายสินค้าที่มิใช่การส่งออก หรือการให้บริการดังต่อไปนี้

             (น) การขายสินค้าหรือการให้บริการตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

  ( ดูพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 239) พ.ศ.2534 )



พระราชกฤษฎีกา
 ออกตามความในประมวลรัษฎากร
 ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239)
 พ.ศ. 2534
 ------------------------

มาตรา ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการขายสินค้า ดังต่อไปนี้


(4) การบริจาคสินค้าให้แก่

      (ก) สถานพยาบาลและสถานศึกษา ของทางราชการ

      (ข) องค์การหรือแก่สถานสาธารณกุศล หรือแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาอื่น นอกจากที่กล่าวใน (ก) ทั้งนี้ ตามที่รัฐมาตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา”
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 254) พ.ศ. 2535 ใช้บังคับ 1 มกราคม 2535 เป็นต้นไป)
 
(ดูประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม หลักเกณฑ์การพิจารณาประกาศฯ)
 
(ดูประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 2 กำหนดองค์การ สาธารณกุศลฯ)



มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

 (6 ทวิ) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระหรือพึงชำระ และภาษีซื้อของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน เว้นแต่ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีซื้อของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 ภาษีซื้อที่ต้องห้ามนำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (4) หรือภาษีซื้ออื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
             ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ 1 ม.ค. 2535 เป็นต้นไป )
             ( 
ดูพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 243) พ.ศ. 2534 )

พระราชกฤษฎีกา
ออกตามความในประมวลรัษฎากร
 ว่าด้วยภาษีซื้อที่ใช้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 243)

พ.ศ. 2534

 มาตรา ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำภาษีซื้อตามมาตรา 82/5 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42)

เรื่อง    การกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (6) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อ 2ภาษีซื้อดังต่อไปนี้ ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

        (3) ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อทรัพย์สินเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม




          3.2 กรณีบริษัทฯ บริจาคสินค้าให้แก่หน่วยรับบริจาคที่ไม่มีรายชื่อตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศไว้ ตามมาตรา 47 (7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร และมาตรา 3 (4)(ข) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239) พ.ศ. 2534 


เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 (1) และมาตรา 77/1 (8) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ต้องนำมูลค่าสินค้าที่ซื้อมารวมเป็นฐานในการคำนวณภาษีขาย โดยใช้ราคาตลาด (ตามที่ซื้อมา) นำส่ง VAT 7% ยื่นแบบภ.พ.30 ด้วย


มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น  
        (8) “ขาย” หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้าไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง….

มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้
             (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ


** ส่วนรายจ่ายเงินสนับสนุนดังกล่าวจะเข้าเงื่อนไขเป็นการส่งเสริมการขายหรือค่าโฆษณาหรือไม่นั้น ให้พิจารณาตามคำตอบ NO.1510 วันที่ 30/05/2025 ทีเคยตอบไว้แล้วประกอบนะคะ**


 สรุปคำตอบ

1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ประเภทค่าใช้จ่าย

เงื่อนไข

สถานะทางภาษี

1. ให้เปล่า / เสน่หา / สนับสนุนงานที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ

- ไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ
 - ไม่มีผลตอบแทนทางธุรกิจกลับมา

รายจ่ายต้องห้ามตาม มาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร

2. ค่ารับรองลูกค้า

- ค่าใช้จ่ายเพื่อการรับรองตามธรรมเนียมธุรกิจ
- เป็นไปตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143
- ลงเป็นรายจ่ายไม่เกิน 0.3% ของยอดขาย (สูงสุด 10 ล้านบาท)
 - ของขวัญไม่เกิน 2,000 บาท/คน/ครั้ง


หาก
 - ไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ค่ารับรอง

หักเป็นรายจ่ายได้ตาม มาตรา.65 ตรี (4) แห่งประมวลรัษฎากร







รายจ่ายต้องห้าม ตาม มาตรา.65 ตรี (3), (4), (13) แห่งประมวลรัษฎากร

3. บริจาคเพื่อสาธารณกุศล/สาธารณประโยชน์

- หน่วยรับบริจาคเป็นหน่วยงานตามประกาศกระทรวงการคลัง
 - มีหลักฐานรับเงินบริจาคครบถ้วน

- ลงเป็นรายจ่ายบริจาค ได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ



หักได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ตาม มาตรา 65 ตรี (3)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร


2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)


ประเภทค่าใช้จ่าย

สถานะภาษีซื้อ

ภาระ VAT ขาย

1. เงินให้เปล่า / เสน่หา / สนับสนุนงานที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ

- ภาษีซื้อต้องห้าม ตามมาตรา 82/5 (3) แห่งประมวลรัษฎากร

                    ไม่มี

2. ค่ารับรองลูกค้า

ภาษีซื้อต้องห้าม ตามมาตรา 82/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ห้ามนำมาเครดิตหักออกจากภาษีขาย


 

- สิ่งของที่ให้ หากมูลค่าไม่สูงและเข้าธรรมเนียมธุรกิจ → ยกเว้นตาม มาตรา  79(4) แห่งประมวลรัษฎากร และประกาศฯ VAT ฉบับที่ 40


- สิ่งของที่ให้ หากให้เกินธรรมเนียมปกติหรือไม่มีเหตุผลธุรกิจ → เสีย VAT 

3. บริจาค
 - บริจาคให้หน่วยงานที่มีรายชื่อตามประกาศฯ




 - บริจาคให้หน่วยงานทั่วไป (ไม่มีรายชื่อตามประกาศฯ)



ภาษีซื้อ: ห้ามเครดิตหักออกจากภาษีขาย แต่เป็นรายจ่ายได้ตาม ม.65 ตรี (6 ทวิ)
 ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี / ไม่ต้องยื่น VAT


ภาษีซื้อ: ห้ามเครดิตหักออกจากภาษีขาย
 ต้องออกใบกำกับภาษี / คิด VAT 7% จากราคาตลาด



 ยกเว้น VAT ตาม มาตรา  81(1)(น) แห่งประมวลรัษฎากร และ พรฏ.239



ถือเป็นการขายตาม มาตรา  77/1 (8) และ มาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร


หมายเหตุเพิ่มเติม

  • รายจ่ายบางประเภท เช่น ค่าโฆษณา ส่งเสริมการขาย ควรแยกพิจารณาอีกครั้ง (ตามแนวคำตอบที่อ้างถึงใน No.1510 วันที่ 30/05/2025)


อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีจ่ายเงินสนับสนุนจัดงานปีใหม่ให้แก่บริษัทลูกค้า

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

13/06/2007

เลขที่หนังสือ

กค 0706/5823

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

     บริษัทฯ แจ้งว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ลูกค้าบริษัทฯ จะจัดงานเลี้ยงพนักงานตามประเพณี ลูกค้าของบริษัทฯ จึงได้ทำหนังสือขอการสนับสนุนด้านการเงินเพื่อช่วยในการจัดงานดังกล่าว ซึ่งบริษัทฯ ได้ตอบตกลงพร้อมทั้งส่งเงินสนับสนุนจำนวน 20,000 บาทบริษัทฯ จึงขอทราบว่า เงินสนับสนุนในกรณีนี้ บริษัทฯ สามารถถือเป็นรายจ่ายได้หรือไม่

แนววินิจฉัย

     กรณีบริษัทฯ จ่ายเงินสนับสนุนให้แก่ลูกค้าเพื่อจัดงานปีใหม่ เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการให้โดยเสน่หาและไม่ใช่รายจ่ายเพื่อกิจการค้าของบริษัทฯโดยเฉพาะ จึงนำมาถือเป็นรายจ่ายไม่ได้ต้องห้ามตาม
 
มาตรา 65 ตรี (3) และ(13) แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

70/35027



เรื่อง

ค่ากระเช้าปีใหม่แจกลูกค้า ลงเป็นรายจ่ายส่งเสริมการขาย

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 06/05/2022 - วันที่ตอบ 01/02/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ตรี (6 ทวิ), มาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร, ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40)

ปุจฉา

ดิฉันมีเรื่องข้องใจเกี่ยวกับค่ากระเช้าปีใหม่แจกลูกค้าค่ะค่าใช้จ่ายนี้เรานำมาเป็นค่าส่งเสริมการขายและใช้ภาษีซื้อได้ไหมคะ หรือต้องลงเป็นค่ารับรองคะ

วิสัชนา

1. ตามมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 เป็นต้นไป กำหนดให้นำภาษีซื้อสำหรับค่ารับรอง ซึ่งเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร มาถือรวมเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนี้

    “มาตรา 65 ตรี รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

         (6 ทวิ) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระหรือพึงชำระ และภาษีซื้อของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน เว้นแต่ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีซื้อของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 ภาษีซื้อที่ต้องห้ามนำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (4) หรือภาษีซื้ออื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”  

    ทั้งนี้ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขเกี่ยวกับภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษี ตามมาตรา 82/5 (1) (2) (3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 กำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขเกี่ยวกับภาษีซื้อสำหรับค่ารับรอง ตามมาตรา 82/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้

    “ข้อ 5 ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง หรือเพื่อการอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกันตามมาตรา 82/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังนี้

        (ก) ค่ารับรอง หรือค่าบริการไม่ว่าจะจ่ายเพื่อการรับรองหรือให้บริการแก่บุคคลใด ๆ และไม่ว่าจะอำนวยประโยชน์แก่กิจการหรือไม่ก็ตาม เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่ามหรสพ ค่าใช้จ่ายเพื่อการกีฬา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน

        (ข) ค่าสิ่งของ หรือประโยชน์อื่นใดที่ให้แก่บุคคลซึ่งได้รับการรับรองหรือรับบริการตาม (ก) และบุคคลอื่น”  


  

2. ตามข้อ 2 (6) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) เรื่อง กำหนดลักษณะ และเงื่อนไข ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษี ตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2535 

    “ข้อ 2 ค่าตอบแทนที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการดังต่อไปนี้ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษี

        ...

        (6) มูลค่าของสินค้าที่แจกหรือให้เป็นของขวัญ เนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น เทศกาลปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ การเปิดแนะนำสินค้าใหม่ทั้งนี้ เฉพาะสินค้าที่เป็นปฏิทิน สมุดบันทึกประจำวัน (Diary) หรือสินค้าที่มีลักษณะทำนองเดียวกันของขวัญหรือของชำร่วยที่มีชื่อผู้ประกอบการ ชื่อการค้า หรือเครื่องหมายการค้าของผู้ประกอบการปรากฏอยู่ โดยของขวัญหรือของชำร่วยดังกล่าว ต้องเป็นสิ่งของที่พึงให้แก่กันตามประเพณีทางธุรกิจทั่วไป และต้องมีราคาหรือมูลค่าไม่เกินสมควร”  

 
 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีบริษัทฯ จ่ายค่ากระเช้าของขวัญของชำร่วย เพื่อแจกลูกค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ นั้น

1.ในทางปฏิบัติโดยทั่วไป นิยมนำมาถือเป็นรายจ่ายค่ารับรอง โดยไม่จำต้องอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับรายจ่ายค่ากระเช้าของขวัญของชำร่วย หากแต่ใช้หลักเกณฑ์ค่ารับรองตามมาตรา 65 ตรี (4) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้ ลงวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2522 โดยมูลค่าของกระเช้าทั้งสิ้น ต้องไม่เกิน 2,000 บาท ต่อคนต่อคราวที่มีการรับอง และจำนวนเงินค่ารับรองดังกล่าว ให้นำมาหักเป็นรายจ่ายได้เท่ากับจำนวนที่ต้องจ่าย แต่รวมกันต้องไม่เกินร้อยละ 0.3 ของจำนวนเงินยอดรายได้หรือยอดขายที่ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายใด ในรอบระยะเวลาบัญชีหรือของจำนวนเงินทุนที่ได้รับชำระแล้วถึงวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า ทั้งนี้รายจ่ายที่จะนำมาหักได้จะต้องมีจำนวนสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท  

    ต่อมาเมื่อมีการนำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้บังคับ ได้กำหนดให้ภาษีซื้อสำหรับค่ารับรองเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ตามกฎหมายมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร ก็ยอมให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบคุคลนำภาษีซื้อสำหรับค่ารับรองมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้

    กรณีจึงได้มีการนำรายจ่ายค่ากระเช้าของขวัญของชำร่วย และภาษีซื้อสำหรับรายจ่ายดังกล่าว มาถือเป็นรายจ่ายค่ารับรอง ดังปรากฏให้เห็นกันทั่วไป



 

2. อย่างไรก็ตาม ตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (6) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) เรื่อง กำหนดลักษณะ และเงื่อนไข ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษี ตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2535 ได้กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องนำมูลค่าของสินค้าที่แจกหรือให้เป็นของขวัญ เนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น เทศกาลปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ การเปิดแนะนำสินค้าใหม่ มาถือรวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณมูลค่าเพิ่ม (Non VAT Base) ทั้งนี้ สำหรับของขวัญหรือของชำร่วยที่มีชื่อผู้ประกอบการ ชื่อการค้า หรือเครื่องหมายการค้าของผู้ประกอบการปรากฏอยู่ โดยของขวัญหรือของชำร่วยดังกล่าว ต้องเป็นสิ่งของที่พึงให้แก่กันตามประเพณีทางธุรกิจทั่วไป และต้องมีราคาหรือมูลค่าไม่เกินสมควร

    ดังนั้น จึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิเลือกที่ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยนำกระเช้าของขวัญของชำร่วยมาแจกหรือให้เป็นของขวัญแก่ลูกค้าเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น เทศกาลปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ การเปิดแนะนำสินค้าใหม่ มาถือเป็นรายจ่ายในการส่งเสริมการขาย โดยนำมูลค่าของขวัญของชำร่วมถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งจำนวน โดยไม่ต้องนำไปถือเป็นค่ารับรอง ตามมาตรา 65 ตรี (4) แห่งประมวลรัษฎากร ตามรายละเอียดในข้อ 1 ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้สิทธิในภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อกระเช้าของขวัญของชำร่วยที่เป็นไปตามลักษณะ และเงื่อนไขตามข้อ 2 (6) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) เรื่อง กำหนดลักษณะ และเงื่อนไข ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษี ตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2535 โดยไม่ต้องนำมูลค่าของกระเช้าดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม


  

เครดิตอาจารย์ หยี พูนพิศ ชวลิตนิธิกุล

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ  คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

บริจาคเงินสนับสนุนกิจกรรมให้หอการค้าจังหวัด

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 08/02/2025 - วันที่ตอบ 18/03/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

ได้บริจาคเงินสนับสนุนกิจกรรมให้หอการค้าจังหวัด ซึ่งทางหอฯ ออกใบเสร็จรับเงินให้
 ไม่ทราบว่า
 
จะใช้ลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลได้ไหมค่ะ

วิสัชนา

1.กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาบริจาคเงินให้แก่องค์การกุศลสาธารณะ มีสิทธิหักลดหย่อนในการคำนวณเงินได้สุทธิ ตามมาตรา 47 (7) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้  

    “มาตรา 47 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีก ดังต่อไปนี้

         (7) เมื่อได้หักลดหย่อนตาม (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แล้วเหลือเท่าใด ให้หักลดหย่อนได้อีกสำหรับเงินบริจาคดังต่อไปนี้ โดยให้หักได้เท่าจำนวนที่บริจาคแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือนั้น          

                  (ก) เงินที่บริจาคแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาของทางราชการ

                  (ข) เงินที่บริจาคเป็นสาธารณประโยชน์แก่องค์การหรือสถานสาธารณกุศล หรือแก่สถานพยาบาล และสถานศึกษาอื่นนอกจากที่กล่าวใน (ก) ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา” 

    จากบทบัญญัติดังกล่าว องค์การสาธารณกุศลที่บุคคลธรรมดาบริจาคเงิน และมีสิทธินำมาหักลดหย่อนในการคำนวณเงินได้สุทธิ ตามมาตรา 47 (7) แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่

    1.1 สถานพยาบาลของทางราชการ

    1.2 สถานศึกษาของทางราชการ

    1.3 องค์การหรือสถานสาธารณกุศล หรือสถานพยาบาล และสถานศึกษาอื่น ตามประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 2) เรื่อง กำหนดองค์การ สถานสาธารณกุศล สถานพยาบาลและสถานศึกษา ตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร และมาตรา 3 (4)(ข) แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239) พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 254) พ.ศ. 2535 ได้แก่

         (1) สภากาชาดไทย

         (2) วัดวาอาราม

         (3) สถานพยาบาลขององค์การของรัฐบาล

         (4) สถานศึกษา

              (ก) สถานศึกษาของรัฐ

              (ข) โรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แต่ไม่รวมถึงโรงเรียนนอกระบบ ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน

              (ค) สถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

              (ง) สถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทย กับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ

              (จ) สถาบันอุดมศึกษาซึ่งคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศอนุมัติโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 29/2560 เรื่อง การส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูง

         (5) หอสมุด ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ของเอกชนที่เปิดให้ใช้เป็นการสาธารณะโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ค่าทำนุบำรุงหรือเงินสนับสนุนใด ๆ และหอสมุด ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ของทางราชการ

         (6) กองทุนผู้สูงอายุตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุ และ สถานพักฟื้น บำบัดและฟื้นฟูเด็ก คนชรา ผู้พิการของเอกชนที่ไม่เก็บค่าใช้จ่าย ค่าทำนุบำรุงหรือเงินสนับสนุนใด ๆ หรือสถานพักฟื้น บำบัด ฟื้นฟูเด็ก คนชรา ผู้พิการของทางราชการ

         (7) มูลนิธิหรือสมาคม หรือกองทุนตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดให้เป็นองค์การสถานสาธารณกุศล  


2กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลบริจาคเงินหรือทรัพย์สินที่จะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 51) พ.ศ. 2562 ให้ใช้บังคับกับการคำนวณกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มใน หรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป ดังนี้

    “มาตรา 65 ตรี  รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

         (3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เว้นแต่

              (ก) รายจ่ายซึ่งเป็นเงินที่บริจาคแก่พรรคการเมืองตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ให้หักได้ไม่เกินห้าหมื่นบาท ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

(ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 358) ประกอบ)

              (ข) รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้หักได้ในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีให้หักได้อีกในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ

(ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 44) ประกอบ)  

    จากบทบัญญัติดังกล่าว รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ และรายจ่ายเพื่อการสาธารณประโยชน์ ได้แก่ รายจ่ายดังต่อไปนี้ 

    2.1 รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ ได้แก่ รายจ่ายในการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินที่จ่ายให้แก่หรือเพื่อกิจการดังต่อไปนี้

         (1) รัฐบาล  

         (2) กระทรวง ทบวง กรม เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่นรัฐวิสาหกิจที่มิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล องค์การของรัฐบาลอื่น กองทุนสวัสดิการของทางราชการ

         (3) โรงพยาบาลของรัฐบาล หรือโรงพยาบาลขององค์การของรัฐบาล

         (4) สภากาชาดไทย

         (5) วัดวาอาราม ทั้งนี้ ไม่ว่าบริจาคแก่วัดวาอารามในศาสนาใด อาทิ บริษัทฯ บริจาคเงินให้แก่โบสถ์คริสต์ ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร (หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0804/2040 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2525) 

         (6) มูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด ให้เป็นองค์การสาธารณกุศล ตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร 

         (7) หอสมุด ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ของเอกชนที่เปิดให้ใช้เป็นการสาธารณะโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ค่าทำนุบำรุงหรือเงินสนับสนุนใด ๆ และหอสมุด ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ของทางราชการ

         ( 8 ) กองทุนผู้สูงอายุตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุ และ สถานพักฟื้น บำบัดและฟื้นฟูเด็ก คนชรา ผู้พิการของเอกชนที่ไม่เก็บค่าใช้จ่าย ค่าทำนุบำรุงหรือเงินสนับสนุนใด ๆ หรือสถานพักฟื้น บำบัด ฟื้นฟูเด็ก คนชรา ผู้พิการของทางราชการ

         (9) มูลนิธิหรือสมาคม หรือกองทุนตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดให้เป็นองค์การสถานสาธารณกุศล

        (10) องค์การสาธารณกุศลอื่นๆ เช่น กิจการแพทย์หลวง องค์การยูนิเซฟขององค์การสหประชาชาติ เป็นต้น

     2.2 รายจ่ายเพื่อการสาธารณประโยชน์ ได้แก่ รายจ่ายที่จ่ายให้แก่หรือเพื่อกิจการดังต่อไปนี้

         (1) การส่งเสริม อนุรักษ์ และรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนปละคุ้มครองสัตว์ป่า

         (2) การคุ้มครองและดูแลรักษาอุทยานแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ

         (3) การคุ้มครองและรักษาป่าสงวนแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ

         (4) การส่งเสริม คุ้มครอง และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริม และรักษาคุณภาพคุณภาพสิ่งแวดล้อม

         (5) การควบคุม ป้องกัน แก้ไข ตลอดจนการลดและขจัดอันตรายอันเกิดจากการแพร่กระจายของมลพิษหรือภาวะมลพิษและของเสียอันตราย ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

         (6) กองทุนสิ่งแวดล้อม ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

         (7) การบูรณะโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ ตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ

         ( 8 ) การก่อสร้างถนนและได้โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ส่วนราชการหรือองค์การของรัฐบาลโดยไม่มีค่าตอบแทน ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่ส่วนราชการหรือองค์การของรัฐบาลผู้รับโอนได้ให้ประชาชนใช้ประโยชน์ในงานดังกล่าว

         (9) การบริจาคทรัพย์สินหรือสินค้าให้แก่ส่วนราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย หรือภัยธรรมชาติในลักษณะทำนองเดียวกัน

         (10) การบริจาศทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบกิจการให้แก่ ส่วนราชการ เพื่อบริจาคให้แก่สถานศึกษาของรัฐ สถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน สถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ หรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศอนุมัติโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 29/2560 เรื่อง การส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ ลงวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 หรือโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แต่ไม่รวมถึงโรงเรียนนอกระบบตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน  

         ทั้งนี้ รายจ่ายตาม (1) ถึง (10) ต้องเป็นรายจ่ายที่จ่ายให้แก่กิจการตามโครงการพระราชดำริ หรือของทางราชการ หรือองค์การของรัฐบาล หรือองค์การกุศลสาธารณะที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร (ข้อ 1 แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 44))  


 ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนกิจกรรมให้แก่หอการค้าจังหวัด ซึ่งทางหอการค้าฯ ได้ออกใบเสร็จรับเงินให้

1. กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    เนื่องจากหอการค้าจังหวัดไม่ใช่องค์การสถานสาธารณกุศล จึงนำเงินบริจาคดังกล่าวมาใช้เพื่อการหักลดหย่อนในการคำนวณเงินได้สุทธิเพี่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ได้


 

2.กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล

    รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ ได้แก่ รายจ่ายในการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินที่จ่ายให้แก่หรือเพื่อกิจการดังต่อไปนี้

    (1) รัฐบาล 

    (2) กระทรวง ทบวง กรม เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่นรัฐวิสาหกิจที่มิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

    (3) โรงพยาบาลของรัฐบาล หรือโรงพยาบาลขององค์การของรัฐบาล

    (4) สภากาชาดไทย

    (5) วัดวาอาราม

    (6) มูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด ให้เป็นองค์การสาธารณกุศล ตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร

    (7) องค์การสาธารณกุศลอื่นๆ เช่น กิจการแพทย์หลวง องค์การยูนิเซฟ

    กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล บริจาคเงินสนับสนุนกิจกรรมให้ หอการค้าจังหวัด นั้น โดยทั่วไปไม่สามารถนำมาใช้เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ เนื่องจากเข้าลักษณะเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่ กรณีที่หอการค้าจังหวัดมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้จ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ เช่น ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ก็ย่อมนำมาใช้เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ