Case study

ห้างหุ้นส่วนสามัญกับการดำเนินธุรกิจอพาร์ทเม้นท์ ที่ ได้รับมรดกมาจากคุณแม่ที่เสียชีวิตแล้ว


เรื่อง ห้างหุ้นส่วนสามัญกับการดำเนินธุรกิจอพาร์ทเม้นท์ ที่ ได้รับมรดกมาจากคุณแม่ที่เสียชีวิตแล้ว
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 10/01/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีธุรกิจเฉพาะ
ข้อกฎหมาย
คำถาม

การดำเนินธุรกิจอพาร์ทเม้นท์ ที่ ได้รับมรดกมาจากคุณแม่ที่เสียชีวิตแล้ว แต่ไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์เป็นของคนใดคนหนึ่ง จึงมีชื่อลูกๆ 3 คนร่วมกันในโฉนดที่ดิน
ขอสอบถามว่าในกรณีนี้ ลูกทั้ง 3 คนควรทำอย่างไรกับรายได้ที่เกิดจากการเช่าอพาร์ทเม้นท์ ดังกล่าว (เดิมมีการจดทะเบียน บจก. เพื่อดำเนินการห้องพักให้เช่า แล้วบจก. มีรายจ่ายเป็นค่าเช่าให้3ท่าน โดยจ่ายเป็นสัดส่วน 40% 30% 30% แต่ทางสรรพากรบอกว่า ต้องจด หสม. แล้วรับค่าเช่าเป็นหนึ่งหน่วยภาษี หากมีค่าใช้จ่ายของ หสม.ก็หักค่าใช้จ่ายตามจริงได้เท่านั้น (หักเหมาไม่ได้))
1. จดเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญในนามทั้ง 3 คน เพื่อดำเนินกิจการต่อ
2. จดเป็นบริษัทในนามทั้ง 3 คน เพื่อดำเนินกิจการต่อ

คำตอบ

เพิ่มเติมโจทย์ : คุณแม่จดสิทธิเก็บกินให้กับลูกทั้ง 3 คน

ข้อกฎหมายและแนวปฏิบัติด้านภาษีที่เกี่ยวข้อง (กรรมสิทธิ์รวมและภาษีค่าเช่า)


กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1012 บัญญัติไว้ว่า กรณีบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันทำกิจการเพื่อแบ่งปันกำไร ถือว่าเกิดสัญญาหุ้นส่วนขึ้น ระหว่างกัน ซึ่งในที่นี้หมายถึง ห้างหุ้นส่วนสามัญ (ordinary partnership) ที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ดังนั้นในทางภาษี กรมสรรพากรถือว่าการที่เจ้าของร่วมหลายคนให้ทรัพย์สิน (ที่ดิน/อาคาร) ออกให้เช่าโดยมีวัตถุประสงค์จะแบ่งปันกำไรเข้าลักษณะเป็นการดำเนินกิจการของ ห้างหุ้นส่วนสามัญโดยปริยาย ตั้งแต่เริ่มทำสัญญาให้เช่านั้น 

ประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษีเงินได้) กำหนดแนวทางการเสียภาษีในกรณีคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญดังนี้:

  • รายได้ค่าเช่าที่เกิดจากทรัพย์สินซึ่งมีผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมหลายคน ต้องรวมคำนวณเป็นเงินได้ก้อนเดียว ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในนามของห้างหุ้นส่วนสามัญ/คณะบุคคลนั้น ตามมาตรา 56 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีในนามคณะบุคคล (หสม.) และยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (ภาษีเงินได้) ในนามห้างหุ้นส่วนสามัญแต่เพียงผู้เดียว
  • กรณีนี้ ไม่สามารถแบ่งยื่นรายได้เป็นรายบุคคลแยกกันได้ แม้ว่าจะมีการแบ่งเงินกันจริงตามสัดส่วน เพราะในทางของกฎหมายถือว่ารายได้เกิดจากกิจการร่วมกันหนึ่งกิจการ หากผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมนำรายได้ค่าเช่าส่วนของตนไปยื่นแบบแยกคนละฉบับ (ในนามตนเอง) จะถือว่า “ยื่นภาษีผิดหน่วยภาษี ซึ่งผิดหลักเกณฑ์ และกรมสรรพากรมีสิทธิสั่งให้ยื่นใหม่ในนามห้างหุ้นส่วนสามัญ พร้อมทั้งเรียกเก็บภาษีเพิ่มและเงินเพิ่ม/เบี้ยปรับย้อนหลังได้ 
  • เงินได้จากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์กรณีนี้ แม้ว่าจะต้องเสียภาษีในนามห้างหุ้นส่วนสามัญ แต่ลักษณะของเงินได้ยังคงเป็น “เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5” ตามมาตรา 40(5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร คือค่าเช่าทรัพย์สิน กรณีห้างหุ้นส่วนสามัญ อยู่ภายใต้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ใช่ภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนั้นการคำนวณภาษีก็จะใช้ อัตราก้าวหน้า แบบบุคคลธรรมดา ตามมาตรา 48 แห่งประมวลรัษฎากร 
  • การหักค่าใช้จ่าย :
     โดยปกติบุคคลธรรมดาที่มีค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ เช่น 30% ของค่าเช่าอาคาร หรือหักตามจริงก็ได้ (ต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์) แต่ในกรณีของห้างหุ้นส่วนสามัญ/คณะบุคคล ที่ได้รับสิทธิเก็บกิน(ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์) 
    สรรพากรได้กำหนดให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จ่ายจริงเท่านั้น ไม่อนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาร้อยละเหมือนบุคคลธรรมดาทั่วไป (ตามที่เจ้าหน้าที่ได้แจ้งผู้สอบถามมา) กล่าวคือ หสม. จะต้องเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในการดำเนินงาน เช่น ค่าสาธารณูปโภคส่วนกลาง, ค่าซ่อมบำรุงอาคาร, ค่าเสื่อมราคาอาคาร, ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, ฯลฯ แล้วหักออกจากรายได้ค่าเช่า เพื่อคำนวณกำไรสุทธิเสียภาษี ไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายเหมา 30% ของค่าเช่าแบบที่บุคคลธรรมดาเจ้าของทรัพย์สินทำได้กรณีถือครองคนเดียว
  • ภาษีซ้อนและการยกเว้น : เดิมทีรายได้ของห้างหุ้นส่วนสามัญ/คณะบุคคลจะถูกเก็บภาษี 2 ชั้น คือชั้นที่ 1 เก็บในนามหน่วยภาษี (คณะบุคคล) และชั้นที่ 2 เก็บจากผู้ร่วมคณะบุคคลเมื่อได้รับส่วนแบ่งกำไร (คล้ายระบบบริษัท) แต่สำหรับกรณีเฉพาะบางประเภทเช่น รายได้ค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมโดยได้มาโดยทางมรดกหรือโดยเสน่หา กฎหมายได้ออกกฎกระทรวงเพื่อยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในชั้นที่ 2 ให้แก่ผู้ได้รับส่วนแบ่งกำไรดังกล่าว โดยจัดให้เงินส่วนแบ่งกำไรเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 42(17) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 309 พ.ศ.2558 นั่นหมายความว่า ลูกทั้ง 3 คนในฐานะทายาทผู้ได้รับมรดกจะไม่ต้องนำเงินส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับจากหสม. นี้ไปรวมคำนวณเสียภาษีในแบบ ภ.ง.ด.90 ของตนเองอีก ซึ่งช่วยเลี่ยงการเก็บภาษีซ้ำซ้อน (แต่ทั้งนี้เฉพาะกรณีทรัพย์มรดกหรือทรัพย์ที่ให้โดยเสน่หาที่เข้าหลักเกณฑ์เท่านั้น หากเป็นทรัพย์สินร่วมที่ไม่ได้มาทางมรดก เช่น พ่อแม่ยังมีชีวิตและใส่ชื่อบุตรร่วม หรือกรณีทำธุรกิจร่วมกันทั่วไป อาจไม่เข้าข้อยกเว้นนี้)

สรุปได้ว่า กฎหมายกำหนดให้กรณี 3 พี่น้องร่วมกันถือกรรมสิทธิ์อพาร์ตเมนต์และปล่อยเช่า ต้องดำเนินการในรูป “ห้างหุ้นส่วนสามัญ” หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล แต่เพียงหน่วยเดียว เพื่อความถูกต้องตามกฎหมาย หากดำเนินการไม่ถูกต้องอาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังได้ ซึ่งต่อไปเราจะพิจารณารายละเอียดของ ทางเลือกที่ 1: จัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญ และ ทางเลือกที่ 2: จัดตั้งบริษัทจำกัด ว่าแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียและผลทางภาษีอย่างไร

ทางเลือกที่ 1 : จัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญ (คณะบุคคลสามพี่น้อง)


การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญในที่นี้หมายถึง การรวมกลุ่มกันทางนิตินัยของบุคคลทั้ง 3 เพื่อดำเนินกิจการร่วมกันโดยไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ซึ่งสำหรับวัตถุประสงค์ทางภาษี เราจะต้องดำเนินการดังนี้:

  • ขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีในนามห้างหุ้นส่วนสามัญ 
    โดยใช้ชื่อกลุ่มคณะบุคคลที่ประกอบด้วยชื่อของบุคคลทั้งสาม (หรือชื่ออื่นๆ ตามที่ตกลง) แจ้งต่อกรมสรรพากร การดำเนินการนี้เพื่อสร้างหน่วยภาษีใหม่ที่จะเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีแทนบุคคลแต่ละราย
  • ทำความตกลงหุ้นส่วน (ถ้าจำเป็น) 
    แม้กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรสำหรับห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่จดทะเบียน แต่การทำหนังสือตกลงระหว่างพี่น้องทั้งสามถึงการดำเนินธุรกิจร่วมกัน การแบ่งกำไรขาดทุน เช่น ยึดสัดส่วน 40:30:30 ตามที่เคยปฏิบัติ และการจัดการต่างๆ จะช่วยให้มีหลักฐานชัดเจน และป้องกันความขัดแย้งภายหลังได้
  • ดำเนินกิจการปล่อยเช่าในนามห้างหุ้นส่วนสามัญ 
    กล่าวคือ สัญญาเช่าห้องพักกับผู้เช่าควรเปลี่ยนมาอยู่ในชื่อของห้างหุ้นส่วนสามัญ (แทนที่จะเป็นชื่อบุคคลหรือชื่อบริษัทเดิม) หรือหากยังคงใช้ชื่อบุคคลทั้งสามในสัญญา ก็ควรระบุให้ชัดเจนว่าเป็นในฐานะผู้จัดการห้างหุ้นส่วนสามัญร่วมกัน เมื่อผู้เช่าชำระค่าเช่า ควรออกใบเสร็จ/หลักฐานรับเงินในนามห้างหุ้นส่วนสามัญ และห้างหุ้นส่วนสามัญก็เป็นผู้รับเงินนั้นเข้าสู่บัญชีธนาคารของหสม. (สามารถเปิดบัญชีธนาคารในนามคณะบุคคล/หสม. ได้) เพื่อความชัดเจนในการบันทึกรายรับ-รายจ่าย
  • การหักค่าใช้จ่ายและคำนวณกำไรสุทธิ :
    ห้างหุ้นส่วนสามัญจะนำรายได้ค่าเช่าทั้งหมดมาหักด้วยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในการประกอบกิจการ เช่น ค่าน้ำค่าไฟส่วนกลาง, ค่าซ่อมแซมหรือปรับปรุงอาคาร, ค่าเสื่อมราคาของตัวอาคาร (ซึ่งสามารถคิดค่าเสื่อมฯ เป็นค่าใช้จ่ายภาษีได้ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น อาคารหักค่าเสื่อมได้ปีละ 5% ของมูลค่าตลอดอายุ 20 ปี), ค่าเบี้ยประกันอาคาร, ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ต้องชำระ, ค่าจ้างพนักงานดูแลตึก/รปภ./แม่บ้าน เป็นต้น โดยไม่มีสิทธิเหมาหักค่าใช้จ่ายแบบอัตราร้อยละคงที่ การคำนวณกำไรสุทธิทำเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจทั่วไป
  • การยื่นภาษีและเสียภาษีในนามห้างหุ้นส่วนสามัญ :
     ทุกสิ้นปี (ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป) ผู้จัดการหรือผู้แทนของห้างหุ้นส่วนสามัญต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบ ภ.ง.ด.90 ในนามห้างหุ้นส่วนสามัญ โดยระบุเงินได้เป็นรายได้ค่าเช่าหลังหักค่าใช้จ่ายจริง และคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าของบุคคลธรรมดา ซึ่งหากรายได้สุทธิมีจำนวนสูง ก็จะถูกจัดเก็บภาษีในขั้นอัตราที่สูงขึ้นตามลำดับชั้น  และยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 ภายใน วันที่ 30 กันยายน 2558
  • การแบ่งกำไรให้หุ้นส่วน :
    เมื่อคำนวณกำไรสุทธิหลังภาษีของห้างหุ้นส่วนสามัญแล้ว (หรืออาจก่อนเสียภาษีก็ได้แล้วแต่ตกลง แต่ปกติจะพูดถึงกำไรหลังชำระภาษีหน่วยภาษี) จึงแบ่งจ่ายให้หุ้นส่วนทั้งสามตามสัดส่วนที่ตกลง เช่น 40:30:30 ตามกรรมสิทธิ์หรือข้อตกลง การแบ่งจ่ายกำไรนี้ในทางบัญชีไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายของหสม. แต่เป็นการจัดสรรกำไรออกไปยังผู้เป็นหุ้นส่วน
  • ภาระภาษีของส่วนแบ่งกำไร :
    สำหรับกรณีนี้ซึ่งทรัพย์สินได้มาโดยทางมรดก ส่วนแบ่งกำไรที่หุ้นส่วนแต่ละคนได้รับ ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามข้อ 2 (89)(ข) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 309 (พ.ศ. 2558) กล่าวคือ ลูกทั้ง 3 ไม่ต้องนำเงินส่วนแบ่งนี้ไปคำนวณรวมในรายได้ตอนยื่นภาษีบุคคลธรรมดาของตัวเองอีก (หสม. เสียภาษีไปชั้นเดียวจบ) แต่ทั้งนี้ควรเก็บเอกสารยืนยันฐานะรายได้ไว้กรณีสรรพากรสอบถาม เช่น หนังสือรับรองผลการเสียภาษีของหสม. และหลักฐานกฎกระทรวงดังกล่าว เพื่อความมั่นใจ

ข้อดีของการดำเนินการรูปแบบห้างหุ้นส่วนสามัญ:

  • สอดคล้องกับข้อกำหนดของกรมสรรพากร : เป็นแนวทางที่กรมสรรพากรแนะนำและยอมรับ จึงช่วยให้หลีกเลี่ยงปัญหาถูกประเมินภาษีย้อนหลังหรือค่าปรับได้ การดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่แรกย่อมปลอดภัยกว่า
  • ขั้นตอนการจัดตั้งง่าย: เมื่อเทียบกับการตั้งบริษัท การตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญ (ที่ไม่จดทะเบียน) ไม่ต้องดำเนินการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่ต้องมีทุนจดทะเบียนหรือจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ ใช้เพียงการลงทะเบียนผู้เสียภาษีที่สรรพากรและ (ถ้าต้องการ) ทำสัญญาหุ้นส่วนระหว่างกัน ก็เริ่มดำเนินการได้ ค่าใช้จ่ายและขั้นตอนไม่ซับซ้อน
  • ไม่ต้องเปลี่ยนมือกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน : อพาร์ตเมนต์ยังคงเป็นทรัพย์สินของพี่น้องทั้งสามตามเดิม ไม่ต้องโอนให้ใครหรือหน่วยงานใด (หสม. ไม่ใช่นิติบุคคล จึงไม่ถือเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ออก) ทำให้เลี่ยงค่าธรรมเนียมการโอนและภาษีการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่มีค่าใช้จ่ายสูงได้
  • ไม่มีภาษีซ้ำซ้อน (สำหรับกรณีมรดก) : อย่างที่กล่าวไป ส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงานหสม. ได้รับการยกเว้นภาษีในมือผู้รับ ทำให้โดยภาพรวมเสียภาษีครั้งเดียวที่ระดับหสม. ไม่ต้องเสียภาษีจากส่วนแบ่งกำไรซ้ำอีก
  • การจัดการภายในยืดหยุ่น : พี่น้องสามารถตกลงกันเองเรื่องการบริหารจัดการ กำหนดสัดส่วนแบ่งกำไรตามที่เห็นสมควร (ไม่จำเป็นต้องเท่ากับสัดส่วนชื่อในโฉนดเป๊ะๆ ก็ได้หากทุกคนยินยอม) จะบริหารร่วมกันหรือมอบคนใดคนหนึ่งเป็น “ผู้จัดการห้างหุ้นส่วน” ก็ตกลงกันได้อย่างยืดหยุ่น

ข้อเสีย/ข้อควรพิจารณาของห้างหุ้นส่วนสามัญ :

  • อัตราภาษีอาจสูงขึ้นเมื่อรวมรายได้ทั้งหมด :
    แต่เดิมเมื่อพี่น้องแต่ละคนรับเงินคนละส่วนแล้วยื่นภาษีบุคคลธรรมดาแยกกัน รายได้ของแต่ละคนอาจอยู่ในเกณฑ์เสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า (เพราะได้ใช้อัตราก้าวหน้าของแต่ละคนแยกกัน และได้ใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายเหมา 30% ส่วนตัวด้วย) แต่เมื่อรวมเป็นก้อนเดียวในหสม. รายได้สุทธิอาจมากจนดันไปอยู่ในฐานภาษีที่สูงกว่า ทำให้จำนวนภาษีรวมที่ต้องจ่ายมากขึ้นกว่าการแยกยื่นเดิม (เป็นเหตุผลหนึ่งที่บางคนพยายามหลีกเลี่ยงการถูกจัดเป็นหสม.) เช่น ในกรณีรายได้ค่าเช่ารวมปีละ 3 ล้านบาท หากยื่นในนามหสม. ทั้งก้อน หลังหักค่าใช้จ่ายจริงแล้วอาจเหลือสมมติ 2.5–3 ล้านบาท ต้องเสียภาษีในระดับประมาณ 30% ของบางช่วงรายได้ รวมภาษีแล้วราวๆ หกแสนกว่าบาทต่อปี ซึ่งสูงกว่ากรณียื่นแยก 3 คนที่แต่ละคนอาจเสียภาษีไม่มากนัก (อย่างไรก็ดี การยื่นแยกนั้นผิดกฎหมายและไม่สามารถทำได้ตามที่อธิบาย)
  • ไม่มีการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาภาษี : 
    การที่หสม. ต้องหักค่าใช้จ่ายตามจริงเท่านั้น หมายความว่าหากอพาร์ตเมนต์หลังนี้มีค่าใช้จ่ายในการบริหารดูแลน้อย ผู้เสียภาษีจะเสียโอกาสใช้สิทธิลดหย่อนแบบเหมาที่อาจได้มากกว่า เช่น ปกติบุคคลธรรมดาปล่อยเช่าอาคารได้หักเหมา 30% โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายจริงถึง 30% ก็ได้ แต่หสม. ถ้าจริงๆ แล้วค่าใช้จ่ายแค่ 10-15% ของรายได้ ก็หักได้เท่านั้น ทำให้ฐานภาษีกว้างขึ้น อย่างไรก็ดี หากทรัพย์สินนี้มีค่าเสื่อมราคาหรือค่าใช้จ่ายจริงสูง เช่น ต้องซ่อมบำรุงมาก, มีดอกเบี้ยเงินกู้, ฯลฯ ก็อาจไม่เสียเปรียบมากนักเรื่องนี้
  • ความรับผิดไม่จำกัด :
    ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่ใช่นิติบุคคลแยกต่างหาก ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนจึงเป็นแบบ ไม่จำกัด และเป็นไปโดยร่วมกัน (joint & several liability) หมายถึงหนี้สินหรือภาระผูกพันใดๆ จากการดำเนินธุรกิจ จะสามารถเรียกร้องจากทรัพย์สินส่วนตัวของหุ้นส่วนได้ทุกคนอย่างไม่จำกัดจำนวน หากกิจการก่อหนี้หรือถูกฟ้องร้อง ผู้เสียหายสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งหรือทั้งหมดก็ได้ แตกต่างจากบริษัทที่ผู้ถือหุ้นมีความรับผิดจำกัดเท่าจำนวนทุนที่ยังชำระไม่ครบเท่านั้น
  • ภาพลักษณ์ความเป็นกิจการทางการค้า :
    การดำเนินงานในนามคณะบุคคล/หสม. อาจดูไม่เป็นทางการเท่าบริษัทในสายตาคู่ค้า ลูกค้า หรือสถาบันการเงิน (แม้ว่าสำหรับการปล่อยเช่าอสังหาฯ อาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญมาก) หากในอนาคตคิดจะขยายธุรกิจ มีพันธมิตรทางการค้าหรือกู้เงินลงทุนเพิ่ม การไม่มีสถานะนิติบุคคลอาจทำให้จัดการบางเรื่องได้ยากขึ้น

โดยสรุป ทางเลือกห้างหุ้นส่วนสามัญเป็น วิธีที่ตรงไปตรงมาตามแนวทางของกรมสรรพากร ช่วยให้ปฏิบัติได้ถูกต้องตามกฎหมายมรดกและภาษี ไม่ต้องมีขั้นตอนซับซ้อนในการโอนทรัพย์สิน อย่างไรก็ดี ควรเตรียมพร้อมรับภาระภาษีที่อาจสูงขึ้นเมื่อรายได้ถูกรวมเป็นก้อนเดียว และควรมีระบบบัญชี/เอกสารรายรับรายจ่ายที่ดีเพื่อรองรับการหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้อย่างถูกต้องโปร่งใส 


ทางเลือกที่ 2: จัดตั้งบริษัทจำกัด (สามพี่น้องเป็นผู้ถือหุ้น)


อีกทางเลือกหนึ่งคือการ จัดตั้งนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยให้ทั้งสามพี่น้องถือหุ้นร่วมกัน (อาจสัดส่วนตามเดิม 40:30:30 หรือปรับเป็นสัดส่วนอื่นตามที่ตกลง) และจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อดำเนินธุรกิจอพาร์ตเมนต์นี้อย่างเป็นทางการ ในโครงสร้างนี้ บริษัทจะกลายเป็นหน่วยงานหลักที่ดำเนินการเกี่ยวกับอพาร์ตเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นการถือครองทรัพย์สิน การเก็บค่าเช่าจากผู้เช่า และการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาดังต่อไปนี้:

  • การโอนทรัพย์สินหรือสิทธิการเช่าไปยังบริษัท : เพื่อให้การดำเนินงานเป็นของบริษัทอย่างแท้จริง จำเป็นต้องให้บริษัท “ได้รับสิทธิ” ในตัวอพาร์ตเมนต์นั้น ไม่ว่าจะโดย
    • การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารไปเป็นของบริษัท : คือขายหรือโอนมรดกจากชื่อสามพี่น้องเข้าสู่ชื่อบริษัท (ซึ่งทั้งสามก็เป็นเจ้าของบริษัทอีกทีหนึ่ง) วิธีนี้ทำให้บริษัทกลายเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ จากนั้นบริษัทก็เป็นผู้ปล่อยเช่าทรัพย์สินเองโดยตรง
    • การให้บริษัทเช่าทรัพย์สินระยะยาวต่อจากสามพี่น้อง : เช่นทำสัญญาเช่าที่ดิน/อาคาร 30 ปี ระหว่าง “สามพี่น้อง (ผู้ให้เช่า)” กับ “บริษัท (ผู้เช่า)” แล้วให้บริษัทนำสิทธิการเช่านั้นไปปล่อยเช่าช่วงให้กับผู้เช่ารายย่อยอีกทอดหนึ่ง ข้อดีคือไม่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ขาด แต่ข้อเสียคือ ลักษณะสัญญาเช่าระยะยาวนี้เองก็ถือเป็นการที่เจ้าของร่วมทั้งสามทำสัญญาร่วมกันเพื่อแบ่งกำไร (ค่าเช่า) ซึ่งสรรพากรอาจยังคงมองว่าเข้าข่ายห้างหุ้นส่วนสามัญอยู่ดี (คล้ายกรณีเดิมที่ให้บริษัทอื่นเช่า) เว้นแต่จะแยกสัญญาเช่ารายบุคคล เช่น แต่ละคนให้เช่าคนละส่วนของอาคาร ซึ่งในทางปฏิบัติทำได้ยาก เพราะอาคารไม่ได้แบ่งแยกโฉนดเป็นส่วนๆ

กล่าวโดยสรุป แนวทางที่ปลอดภัยคือการโอนทรัพย์สินเข้าบริษัท เพื่อให้กรรมสิทธิ์รวมสิ้นสุดลง ไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขเรื่องคณะบุคคลอีกต่อไป แต่การโอนนี้ก็มาพร้อม ต้นทุนค่าใช้จ่าย ได้แก่:

  • ค่าธรรมเนียมการโอนที่ดิน/สิ่งปลูกสร้าง 2% ของราคาประเมินกรมที่ดิน
  • อากรแสตมป์ 0.5% (หรือภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% กรณีเข้าข่าย ซึ่งการขายทรัพย์สินภายใน 5 ปีนับจากได้มาและไม่ได้เป็นมรดกมีสิทธิเข้าข่าย แต่ถ้าเป็นมรดกก็แล้วแต่ว่าได้มานานหรือยัง)
  • ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากการขายอสังหาฯ (คิดตามสูตรกรมที่ดิน ซึ่งสำหรับทรัพย์มรดกจะหักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของราคาประเมินและหักลดหย่อนตามปีที่ครอบครอง) ซึ่งแม้เป็นมรดกก็ยังมีภาระภาษีส่วนนี้ตอนโอนให้บริษัทอยู่ โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้ต้องชั่งน้ำหนักว่าคุ้มค่าหรือไม่กับประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงสร้างบริษัท
  • การดำเนินงานภายใต้บริษัท :
    เมื่อบริษัทเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือมีสิทธิให้เช่าแล้ว บริษัทจะเป็นคู่สัญญาโดยตรงกับผู้เช่าห้องพักทุกคน รายได้ค่าเช่าทั้งหมดก็จะเข้าบัญชีของบริษัท บริษัทมีหน้าที่ออกใบเสร็จในชื่อบริษัท และบริษัทจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการบริหารอพาร์ตเมนต์ทั้งหมด (ไฟฟ้า, น้ำ, บำรุงรักษา ฯลฯ) เช่นเดียวกับที่ห้างหุ้นส่วนสามัญทำ แต่คราวนี้เป็นในรูปแบบนิติบุคคล
  • การเสียภาษีของบริษัท :
    กำไรสุทธิที่เกิดขึ้นจากกิจการจะต้องเสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งอัตราภาษีของบริษัทจะแตกต่างจากบุคคลธรรมดา โดยในกรณีบริษัทใหม่ที่เป็น SMEs (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30 ล้านบาท) จะได้รับ อัตราภาษีแบบขั้นบันไดที่ต่ำกว่าบุคคลธรรมดา ได้แก่
    • กำไรสุทธิ ส่วนแรก 300,000 บาท ได้รับ ยกเว้นภาษี 0%
    • กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท เสียภาษีในอัตรา 15% 
    • กำไรสุทธิ ส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท ขึ้นไป เสียภาษีในอัตรา 20% (ซึ่งเป็นอัตราภาษีธุรกิจทั่วไป) 

ตัวอย่าง: หากอพาร์ตเมนต์มีกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ปีหนึ่ง ประมาณ 3,000,000 บาท บริษัทในฐานะ SMEs จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณดังนี้:

  • 0 บาท สำหรับกำไรช่วง 0–300,000 แรก (ได้ยกเว้น)
  • 15% ของ 2,700,000 = 405,000 บาท สำหรับกำไรช่วง 300,001–3,000,000 บาท 
  • รวมภาษีที่ต้องชำระ = 405,000 บาท ต่อปี

เมื่อเทียบกับกรณียื่นในนามหสม. (บุคคลธรรมดา) ที่กำไร 3 ล้านบาท ถ้าคิดคร่าวๆ หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว 3 ล้านต้องเสียภาษีตามขั้นบันไดบุคคลธรรมดาประมาณ 6.6 แสนบาท (โดยส่วนที่เกิน 2 ล้านบาทโดน 30%) จะเห็นว่าระดับภาษีที่บริษัทจ่าย อาจต่ำกว่า บุคคลธรรมดาพอสมควรในชั้นกำไรนี้ เนื่องจากได้อัตราภาษีที่ 15% เป็นหลัก (ต่ำกว่าอัตราก้าวหน้าสูงสุดของบุคคลธรรมดา)

  • การกระจายรายได้จากบริษัทสู่ผู้ถือหุ้น :
    อย่างไรก็ตาม กำไรที่เหลืออยู่ในบริษัทหลังเสียภาษีนิติบุคคลแล้ว หากทั้งสามต้องการดึงออกมาใช้ส่วนตัว ก็ต้องทำผ่านการจ่ายเงินปันผลหรือวิธีอื่น ซึ่ง เงินปันผล ที่บริษัทจ่ายให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดาจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% และถือเป็นภาษีสุดท้าย (ผู้ถือหุ้นเลือกไม่ต้องนำเงินปันผลนี้ไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นก็ได้) นั่นแปลว่าหลังบริษัทจ่ายภาษี 405,000 บาทในตัวอย่างข้างต้น จะเหลือกำไรหลังภาษี 2,595,000 บาท ถ้านำมาจ่ายเป็นเงินปันผลทั้งหมดก็จะโดนหักภาษีอีก 10% คือประมาณ 259,500 บาท สรุปแล้วภาษีรวมสองชั้นประมาณ 664,500 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับกรณีเสียแบบห้างหุ้นส่วนสามัญที่ = 665,000 บาทในตัวอย่างนี้พอดี

    อย่างไรก็ดี ข้อได้เปรียบของบริษัทคือ สามารถเลือกได้ว่าจะจ่ายกำไรออกมาเมื่อไร เท่าไร หรือจะเก็บสะสมไว้ในบริษัทเพื่อขยายกิจการต่อก็ย่อมได้ การเสียภาษีเงินปันผล 10% จะเกิดก็เมื่อมีการจ่ายจริงเท่านั้น ดังนั้นหากครอบครัวนี้ไม่ได้ต้องการใช้เงินทั้งหมดทันที การเก็บกำไรบางส่วนไว้ในบริษัทก็เลื่อนการเสียภาษีส่วนเงินปันผลออกไปได้ หรืออาจนำไปลงทุนต่อภายในบริษัท ซึ่งอาจสร้างผลตอบแทนเพิ่ม
  • การวางแผนภาษีในบริษัท :
     บริษัทมีความยืดหยุ่นในการวางแผนจัดสรรรายจ่ายเพื่อประโยชน์ทางภาษีมากกว่าบุคคลธรรมดา เช่น บริษัทสามารถจ้างพี่น้องบางคนเป็นผู้บริหารหรือพนักงานของบริษัท แล้วจ่ายเงินเดือน/โบนัสให้พวกเขา ซึ่งเงินเดือนนั้นถือเป็น ค่าใช้จ่ายบริษัท (ลดกำไรบริษัทลง จึงลดภาษีบริษัท) แต่ไปเสียภาษีในมือบุคคล ซึ่งแต่ละคนยังมี ค่าลดหย่อน และขั้นอัตราก้าวหน้าของตนเอง (สามารถใช้สิทธิลดหย่อนส่วนบุคคล 60,000 บาท, ประกันสุขภาพ, กองทุนต่างๆ ฯลฯ ในฐานะผู้มีเงินเดือนได้) วิธีนี้ทำให้แบ่งเบาภาระภาษีรวมของทั้งระบบลงได้ เช่น แทนที่จะให้กำไรคงค้างในบริษัทเยอะแล้วเสีย 20%+10% รวม 30%, เราอาจจ่ายเป็นเงินเดือนผู้บริหารจนบริษัทกำไรเหลือน้อยลง (เสียภาษีนิติบุคคลน้อยลง) แต่ไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้าของผู้ได้รับเงินเดือนแทน เป็นต้น ซึ่งถ้าวางแผนดีๆ อาจทำให้ภาษีรวมสุทธิลดลงและเงินถูกใช้อย่างคุ้มค่าขึ้น (แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานความจริง คือผู้รับเงินเดือนต้องมีหน้าที่ทำงานจริง สมเหตุสมผล ไม่ใช่ตั้งเงินเดือนเพื่อเลี่ยงภาษีอย่างเดียว ไม่เช่นนั้นอาจเข้าข่ายฟุ่มเฟือยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจและสรรพากรอาจไม่ยอมรับ)
  • ข้อกฎหมายอื่นๆ และต้นทุนการดำเนินงาน: การตั้งบริษัทต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน/จำกัด คือ
    • ยกร่าง หนังสือบริคณห์สนธิ และ ข้อบังคับบริษัท
    • มีการกำหนดทุนจดทะเบียน เช่น 1 ล้านบาทหรือจำนวนตามเหมาะสม ซึ่งตามกฎหมายต้องมีการถือหุ้นอย่างน้อยคนละ 1 หุ้นและชำระค่าหุ้นบางส่วน
    • จัดให้มี กรรมการ และ ที่อยู่จดทะเบียนบริษัท
    • เมื่อจดทะเบียนสำเร็จ จะได้ นิติบุคคล ที่ต้องมีหน้าที่ตามกฎหมาย ได้แก่การทำบัญชี ปิดงบการเงินทุกปี, จ้างผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจสอบและรับรองงบ, ยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50 ปลายปี และ ภ.ง.ด.51 กลางปีสำหรับประมาณการ) รวมถึงการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้ามี) และภาษีธุรกิจเฉพาะ (ถ้ามีการขายอสังหา) เป็นต้น
    • บริษัทอาจต้องมีค่าใช้จ่ายด้านบัญชีและกฎหมายประจำปี (จ้างสำนักงานบัญชีดูแล, ค่าสอบบัญชี เป็นต้น) ซึ่งถือเป็นต้นทุนในการดำเนินงานที่สูงกว่าการทำธุรกิจในนามส่วนบุคคลหรือหสม.

ข้อดีของการดำเนินการรูปแบบบริษัท:

  • ความรับผิดจำกัด :
    ดังที่กล่าวไป บริษัทเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก สินทรัพย์ของบริษัทแยกจากสินทรัพย์ส่วนตัวของผู้ถือหุ้น ดังนั้นหนี้หรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากกิจการ มูลค่าความเสียหายที่ผู้ถือหุ้นแต่ละรายต้องรับผิดจะถูกจำกัดไว้เท่ากับมูลค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบเท่านั้น (โดยสามพี่น้องมักจะชำระค่าหุ้นครบตั้งแต่ต้น ความรับผิดก็แทบเป็นศูนย์) ต่างกับห้างหุ้นส่วนสามัญที่ทั้งสามต้องรับผิดไม่จำกัดด้วยทรัพย์สินส่วนตัว
  • สิทธิประโยชน์ทางภาษีนิติบุคคล:
    อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) นั้นค่อนข้างต่ำกว่าบุคคลธรรมดาในช่วงรายได้ปานกลาง เช่น กำไร 1-3 ล้านบาทเสียในอัตรา 15% เทียบกับบุคคลธรรมดาที่รายได้ระดับเดียวกันอาจเสียเฉลี่ยเกิน 20% ขึ้นไป นอกจากนี้บริษัทสามารถหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ค่อนข้างครอบคลุม (ค่าเสื่อมราคา, ค่าวัสดุอุปกรณ์, เงินเดือนตัวเองที่ลงเป็นพนักงาน, ค่าประชุมผู้บริหาร, ฯลฯ) ซึ่งบางอย่างบุคคลธรรมดาอาจอ้างหักไม่ได้ การเลือกช่วงเวลาจ่ายเงินปันผลก็ช่วยบริหารภาษีได้ มีความยืดหยุ่นที่มากกว่าในการวางแผนภาษี
  • ภาพลักษณ์และการเติบโต :
    การมีบริษัทช่วยให้กิจการดูเป็นทางการและน่าเชื่อถือมากขึ้นในบางมุม หากต้องติดต่อหน่วยงานราชการ, ขอใบอนุญาตต่างๆ, ทำสัญญากับคู่ค้ารายใหญ่ หรือขอกู้เงินธนาคาร การดำเนินการในนามบริษัทมักจะสะดวกกว่า และธนาคารบางแห่งปล่อยสินเชื่อธุรกิจให้บริษัทง่ายกว่าบุคคลธรรมดา อีกทั้งหุ้นของบริษัทยังโอนเปลี่ยนมือได้ง่าย ถ้าวันหน้ามีการปรับโครงสร้างความเป็นเจ้าของ หรือดึงนักลงทุนภายนอกเข้ามาร่วมทุน ก็ทำได้โดยการออกหุ้นเพิ่มหรือขายหุ้น ซึ่งเป็นกระบวนการมาตรฐาน
  • การแบ่งผลประโยชน์ที่ยืดหยุ่น :
    ในบริษัท สามพี่น้องสามารถกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นตามที่ตกลง ซึ่งไม่จำเป็นต้องตรง 40:30:30 เสมอไป (อาจกำหนดเป็น 1/3 เท่าๆ กันก็ได้ หากตกลงใหม่) และสามารถปรับบทบาท เช่น คนที่ลงแรงบริหารมากอาจได้รับค่าตอบแทนรูปเงินเดือนโบนัสเพิ่มขึ้น ขณะที่คนที่ไม่ได้บริหารก็รับผลตอบแทนผ่านเงินปันผลตามหุ้น เป็นต้น การกำหนดบทบาทหน้าที่และผลตอบแทนทำได้หลากหลายรูปแบบตามความเหมาะสม

ข้อเสีย/ข้อควรพิจารณาของบริษัท:

  • ขั้นตอนจัดตั้งและบริหารยุ่งยากกว่า:
    ดังที่ได้อธิบาย ต้องมีการจดทะเบียนและปฏิบัติตามกฎหมายหลายอย่าง ซึ่งสำหรับกิจการเล็กๆ ที่ครอบครัวบริหารเอง อาจมองว่าเป็นภาระเกินจำเป็น ต้องจัดทำบัญชีอย่างจริงจังและมีต้นทุนเกี่ยวข้อง จึงไม่คล่องตัวเท่าทำเองแบบหสม.
  • ต้นทุนการโอนทรัพย์สิน:
    หากเลือกทางโอนอพาร์ตเมนต์เข้าบริษัท จะมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่เกิดขึ้นทันทีในปีแรก ซึ่งต้องใช้เงินสดหรือเงินทุนรองรับ และถือเป็นต้นทุนที่เสียเปล่าไป (ไม่ใช่การลงทุนที่ให้ผลตอบแทน) การประหยัดภาษีรายปีจากโครงสร้างบริษัทอาจต้องใช้เวลาหลายปีถึงจะคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายก้อนนี้ (ขึ้นกับจำนวนเงินโอนและภาษีที่ต่างกันต่อปี) ต้องคำนวณให้ดี
  • ภาษีสองชั้นและการเข้าถึงเงินกำไร:
    อย่างที่เห็นในตัวอย่าง เมื่อบริษัทมีกำไร การดึงเงินออกมาใช้ส่วนตัวจะโดนภาษีเงินปันผล 10% เสมอ (หากไม่ใช้วิธีอื่น) ซึ่งเท่ากับมีภาษีซ้ำซ้อนส่วนหนึ่ง ในขณะที่หสม. เสียภาษีครั้งเดียวแล้วเงินกำไรสามารถกระจายถึงมือหุ้นส่วนได้เลย แม้กฎหมายจะยกเว้นภาษีส่วนแบ่งกำไร (กรณีมรดก) แต่ในบริษัทไม่มีการยกเว้นแบบนั้น อย่างไรก็ตาม 10% ก็ยังต่ำกว่าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดอยู่ดี และบางคนอาจยอมรับได้เพื่อแลกกับข้อดีอื่นๆ ของบริษัท
  • ผลประโยชน์ทางภาษีบางอย่างหายไป :
    ตัวอย่างเช่น ในฐานะบุคคลธรรมดา เจ้าของแต่ละคนจะมีสิทธิลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท/คน, ลดหย่อนประกันสุขภาพ, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ฯลฯ เมื่อรวมรายได้มาอยู่ที่หสม. สิทธิลดหย่อนส่วนตัวเหล่านี้แทบไม่ได้ใช้ (ยกเว้นหสม. จะถือเป็น unit ที่ได้ลดหย่อน 60,000 บาท) ส่วนบริษัทก็ไม่มีสิทธิลดหย่อนแบบบุคคล (แต่ก็มีวิธีอื่นอย่างที่กล่าว)
  • ความสลับซับซ้อนในการเลิกหรือโอนกิจการ:
    หากวันใดอยากยกเลิกกิจการหรือแบ่งแยกทรัพย์สินกลับมาเป็นของใครคนใดคนหนึ่ง การเลิกบริษัทหรือโอนทรัพย์จากบริษัทกลับมาบุคคล มีขั้นตอนทางกฎหมายและภาษีที่ยุ่งยากเช่นกัน ไม่เหมือนทรัพย์มรดกที่เป็นชื่อบุคคลซึ่งสามารถแบ่งแยกหรือขายได้ค่อนข้างตรงไปตรงมา

โดยสรุป ทางเลือกบริษัทจำกัด จะเหมาะสมในกรณีที่ครอบครัวเห็นประโยชน์ระยะยาวจากการดำเนินธุรกิจในรูปนิติบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขยายธุรกิจในอนาคต ความคล่องตัวในการระดมทุนหรือกู้ยืม ความต้องการลดความเสี่ยงความรับผิดส่วนตัว หรือแม้แต่การวางแผนภาษีให้มีประสิทธิภาพขึ้นในระยะยาว สำหรับรายได้จากกิจการเพียงทรัพย์สินเดียว หากไม่ได้สูงมากนัก การทำเป็นบริษัทอาจไม่ได้ลดภาระภาษีลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อรวมทุกอย่างแล้ว (ดังที่เห็นว่าเงินปันผล+ภาษีบริษัทก็ใกล้เคียงภาษีหสม.) แต่กลับเพิ่มภาระงานเอกสารและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ

หมายเหตุ : ในกรณีนี้เคยมีบริษัทจำกัดเดิมที่ตั้งขึ้นมาเพื่อบริหารห้องพักอยู่แล้ว (โดยมีสามพี่น้องถือหุ้นหรือเกี่ยวข้อง) การจะใช้โครงสร้างบริษัทต่อ ต้องปรับบทบาทของบริษัทนั้นใหม่ กล่าวคือ บริษัทต้องไม่ใช่แค่ตัวกลางรับค่าเช่าแล้วจ่ายต่อ แต่ควรจะเป็น “เจ้าของทรัพย์สินหรือเจ้าของสิทธิ์การปล่อยเช่า” อย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้นกรมสรรพากรจะยังถือว่ารายได้ค่าเช่าเป็นของผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม (สามพี่น้อง) อยู่ดี และประเด็นภาษีหสม. ก็จะยังคงเกิดขึ้นอย่างที่แจ้งมา ทางแก้คือต้องทำให้บริษัทกลายเป็นผู้ให้เช่าแทนสามพี่น้องอย่างสมบูรณ์ (อาจด้วยการโอนทรัพย์หรือทำสัญญาเช่าระยะยาวอย่างถูกต้องและรัดกุม) 

ข้อเสนอแนะและแนวทางดำเนินการ

จากการวิเคราะห์ข้างต้น สามพี่น้องมีทางเลือกหลักสองทางในการดำเนินธุรกิจและบริหารจัดการรายได้ค่าเช่าอพาร์ตเมนต์มรดกนี้ โดยแนวทางที่กรมสรรพากรยืนยันชัดเจนและตรงประเด็นที่สุด คือการจัดตั้ง “ห้างหุ้นส่วนสามัญ” ในนามของทั้ง 3 คน ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องสำหรับกรณีทรัพย์มรดกร่วมกันปล่อยเช่า วิธีนี้ดำเนินการได้ง่ายและรวดเร็ว และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะถูกปรับหรือตรวจสอบย้อนหลังเรื่องภาษี (เพราะที่ผ่านมามีหลายกรณีที่เจ้าของร่วมไม่ได้ยื่นในนามคณะบุคคลและถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังพร้อมบทลงโทษ)

หากทั้งสามต้องการความเรียบง่ายและความแน่นอนในการปฏิบัติตามกฎหมาย และไม่ได้มีแผนธุรกิจซับซ้อนในอนาคต การจัดทำห้างหุ้นส่วนสามัญถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและควรดำเนินการโดยเร็ว ดังนี้:

  1. นัดหมายกันไปติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่ทรัพย์สินตั้งอยู่ หรือที่สะดวก พร้อมหลักฐานการเป็นเจ้าของร่วม เช่น โฉนดที่มีชื่อทั้งสาม, เอกสารมรดก เพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้เสียภาษีในนาม “คณะบุคคล (ห้างหุ้นส่วนสามัญ) [ชื่อ]” จะได้รับเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักใหม่สำหรับหน่วยภาษีนี้
  2. จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายของกิจการปล่อยเช่า ตั้งแต่วันที่เริ่มดำเนินการในนามหสม. (หรือย้อนหลังทั้งปีภาษีนั้นๆ ถ้ายังไม่เคยยื่น) แยกบัญชีธนาคารสำหรับหสม. ต่างหากก็จะดี เพื่อความชัดเจน
  3. เมื่อถึงกำหนดยื่นภาษี (ภายใน 31 มีนาคมของทุกปีสำหรับรายได้ปีที่แล้ว) ก็ให้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ในนามห้างหุ้นส่วนสามัญ และชำระภาษีให้ครบถ้วนตามที่คำนวณได้
  4. หลังเสียภาษีแล้ว กำไรส่วนที่เหลือจะแบ่งจ่ายให้หุ้นส่วน (พี่น้องทั้งสาม) อย่างไรก็เป็นเรื่องภายใน ซึ่งเมื่อต่างฝ่ายได้รับส่วนแบ่งกำไรนี้ ก็ไม่ต้องนำไปยื่นในภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของตนเองอีก (เพราะเข้าเกณฑ์ยกเว้นภาษีตามที่กล่าว)


ตารางเปรียบเทียบเพื่อการตัดสินใจ

หัวข้อเปรียบเทียบ

ห้างหุ้นส่วนสามัญ (หสม.)

บริษัทจำกัด (บจก.)

หน่วยภาษี

บุคคลธรรมดา (ก้าวหน้า 5-35%)

นิติบุคคล (15-20% ของกำไร)

การหักค่าใช้จ่าย

ตามจริง (ต้องมีใบเสร็จประกอบ)

ตามจริง (ต้องมีใบเสร็จประกอบ ครอบคลุมและยืดหยุ่นกว่า)

ความรับผิดชอบ

รับผิดชอบร่วมกัน "ไม่จำกัด"

รับผิดชอบจำกัด "เท่าที่ถือหุ้น"

ความยากในการบริหาร

ง่าย ไม่ซับซ้อน

ซับซ้อน ต้องมีผู้สอบบัญชี

ความคุ้มค่า

เหมาะกับกำไรสุทธิไม่เกิน 1-2 ล้าน/ปี

เหมาะกับกิจการขนาดกลางขึ้นไป หรือมีกำไรสูง


ข้อแนะนำเพิ่มเติมและแนวทางที่ควรทำ

  1. พิจารณาเรื่อง "ค่าเช่า" ที่บริษัทจ่ายให้ 3 ท่าน : 
     หากปัจจุบันมี บจก. อยู่แล้ว และ บจก. จ่ายค่าเช่าให้ลูก 3 คน สรรพากรจะมองว่า 3 คนนั้นคือ "ห้างหุ้นส่วนสามัญ" โดยปริยายครับ ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงบอกให้ไปจด หสม. ให้ถูกต้อง เพื่อเสียภาษีในนาม หสม. ก่อน แล้วเงินที่เหลือจากการเสียภาษีของ หสม. เมื่อแบ่งให้ลูก 3 คน เงินส่วนนั้นจะ "ได้รับยกเว้นภาษี" (ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซ้ำซ้อน)
  2. การโอนกรรมสิทธิ์ : ในระยะยาว หากต้องการลดความยุ่งยาก การ "โอนมรดก" ให้จบไปที่ชื่อคนใดคนหนึ่ง หรือแบ่งแยกโฉนด (ถ้าทำได้) จะช่วยให้การวางแผนภาษีทำได้ชัดเจนกว่าการถือกรรมสิทธิ์รวม
  3. ตรวจสอบการหักค่าใช้จ่าย : 
     ที่สรรพากรบอกว่า "หักเหมาไม่ได้" อาจเป็นเพราะมีการจดสิทธิเก็บกิน ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

สรุป : หากอพาร์ทเม้นท์มีรายได้สูงและต้องการความเป็นมืออาชีพ น่าเชื่อถือ การใช้รูปแบบบริษัทจำกัด (โดยให้บริษัทเช่าจากเจ้าของรวมในราคาที่เหมาะสม) มักจะประหยัดภาษีได้มากกว่าในระยะยาว แต่ถ้าต้องการความเรียบง่ายและรายได้ไม่ได้สูงมาก การจด หสม. ตามที่สรรพากรแนะนำก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ถูกต้อง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พระราชกฤษฎีกา
 ออกตามความในประมวลรัษฎากร
 ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจาก
 เงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11)
 พ.ศ. 2502

มาตรา เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ยอมให้หักค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้

                     (1) การให้เช่าทรัพย์สิน

                           (ก) ถ้าเป็นบ้าน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ ในกรณีเจ้าของเป็นผู้ให้เช่าให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 30 ในกรณีให้เช่าช่วงให้หักค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าเช่าที่เสียให้แก่ผู้ให้เช่าเดิม หรือผู้ให้เช่าช่วงแล้วแต่กรณี

                           (ข) ถ้าเป็นที่ดินที่ใช้ในการเกษตรกรรม ในกรณีเจ้าของเป็นผู้ให้เช่าให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 20 ในกรณีให้เช่าช่วง ให้หักค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าเช่าที่เสียให้แก่ผู้ให้เช่าเดิม หรือผู้ให้เช่าช่วง แล้วแต่กรณี

                           (ค) ถ้าเป็นที่ดินที่มิได้ใช้ในการเกษตรกรรมในกรณีเจ้าของเป็นผู้ให้เช่า ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 15 ในกรณีให้เช่าช่วง ให้หักค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าเช่าที่เสียให้แก่ผู้ให้เช่าเดิม หรือผู้ให้เช่าช่วง แล้วแต่กรณี

                           (ง) ถ้าเป็นยานพาหนะ ในกรณีเจ้าของเป็นผู้ให้เช่า ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 30 ในกรณีให้เช่าช่วง ให้หักค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าเช่าที่เสียให้แก่ผู้ให้เช่าเดิม หรือผู้ให้เช่าช่วง แล้วแต่กรณี

                           (จ) ถ้าเป็นทรัพย์สินอย่างอื่น ในกรณีเจ้าของเป็นผู้ให้เช่า ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 10 ในกรณีให้เช่าช่วง ให้หักค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าเช่าที่เสียให้แก่ผู้ให้เช่าเดิมหรือผู้ให้เช่าช่วง แล้วแต่กรณี

 เว้นแต่ผู้มีเงินได้ตาม (ก) ถึง (จ) จะแสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่านั้นก็ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้าตามหลักฐานที่นำมาพิสูจน์ ปรากฏว่ามีรายจ่ายที่หักได้ตามกฎหมายน้อยกว่าอัตราค่าใช้จ่ายที่กำหนดไว้ข้างต้น ก็ให้ถือว่ามีค่าใช้จ่ายเพียงเท่าหลักฐานที่นำมาพิสูจน์

                     (2) การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 20

                     (3) การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน ซึ่งผู้ขายได้รับคืนทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้นโดยไม่ต้องคืนเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้ว ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา ร้อยละ 20



มาตรา 42 เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

(17) เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง  
             ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 ใช้บังคับสำหรับเงินได้ปีภาษี 2496 เป็นต้นไป )
             ( 
ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) )

 "(89) เงินได้ที่ได้รับจากส่วนแบ่งของกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ที่ได้รับจาก (ก) การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมอันได้มาโดยทางมรดก หรือได้รับจากการให้โดยเสน่หา ซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ตามส่วน 2 หมวด 3 ลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร (ข) ดอกเบี้ยเงินฝากตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร และถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ ดังกล่าวไม่ขอรับเงินภาษีที่ถูกหักไว้นั้นคืนหรือไม่ขอเครดิตเงินภาษีที่ถูกหักไว้นั้นไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน"
 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 309 (พ.ศ. 2558) ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป)



เรื่อง (ไทย)

การเสียภาษีเงินได้ของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

เรื่อง (อังกฤษ)


ภาษาไทย (TH)

คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 149/2558

เรื่อง  การเสียภาษีเงินได้ของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

_________________

            เนื่องด้วยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 39) พ.ศ. 2557 ได้ปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้จากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล โดยมีสาระสำคัญให้ยกเลิกการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับส่วนแบ่งของกำไรหรือส่วนแบ่งเงินได้จากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ตามมาตรา 42 (14) แห่งประมวลรัษฎากร โดยมีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 ประกอบกับได้มีประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 249) เรื่อง กำหนดให้ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลจัดทำบัญชีหรือรายงานแสดงรายได้และรายจ่าย ลงวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557 กำหนดให้ ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ต้องจัดทำรายงานแสดงรายได้และรายจ่าย และยื่นพร้อมแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ โดยมีผลใช้บังคับสำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี พ.ศ. 2557 เป็นต้นไป

            ดังนั้น เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการตรวจและแนะนำผู้เสียภาษี ที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

            ข้อ  1  คำว่า “ห้างหุ้นส่วนสามัญ” หมายความว่า บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อ กระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้จากกิจการที่ทำนั้น ตามมาตรา 1012 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตัวอย่างเช่น

                (1) การเข้าร่วมกันเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร เช่น บัญชีเงินฝากนาง ก. และนางสาว ข. เป็นต้น

                (2) การเข้าร่วมกันซื้อหุ้น เช่น นาย ก. และนาย ข. เข้าร่วมกันเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญเพื่อซื้อหุ้น

                (3) การเข้าถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกัน เช่น นาย ก. นาง ข. และนาย ค. ซื้อที่ดินร่วมกัน

                (4) การเข้าร่วมกันของแพทย์เพื่อทำกิจการรักษาคนไข้ เช่น แพทย์ ก. ร่วมกับแพทย์ ข. หรือ แพทย์ ก. ร่วมกับพยาบาล ค. เป็นต้น

                (5) การเข้าร่วมกันของนักแสดงหรือพิธีกรในการรับงานแสดงหรือรับงานพิธีกร เช่น นักแสดง เอ ร่วมกับนักแสดง บี เป็นต้น

                คำว่า “คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล” หมายความว่า บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลง กระทำการร่วมกันอันมิใช่ห้างหุ้นส่วนสามัญ ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 39) พ.ศ. 2557 ตัวอย่างเช่น

                (1) คณะกรรมการนักศึกษาจัดหาทุนเพื่อกระทำกิจกรรมในกลุ่มของตน

                (2) คณะกรรมการจัดหาทุนเพื่อสร้างและปรับปรุงโบราณสถาน

                (3) ชมรมแม่บ้านจัดกิจกรรมหาทุนเพื่อสร้างโรงพยาบาล เป็นต้น

                กรณีบุคคลได้ร่วมกันกระทำกิจการอันเข้าลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือ คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมาก่อนวันที่มีคำสั่งนี้ ให้เจ้าพนักงานสรรพากรดำเนินการแจ้งให้ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลนั้นๆ ดำเนินการเปลี่ยนชื่อหน่วยภาษีให้ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

            ข้อ  2  ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตาม มาตรา 56 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องคำนวณภาษีตามมาตรา 48 แห่งประมวลรัษฎากร และหากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลแบ่งส่วนแบ่งของกำไรหรือส่วนแบ่งเงินได้ให้แก่หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญหรือบุคคลในคณะบุคคลในปีภาษีใด ให้หุ้นส่วนหรือบุคคลนั้นต้องนำส่วนแบ่งของกำไร หรือส่วนแบ่งเงินได้ซึ่งถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้กับเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นๆ ที่ได้รับ โดยไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42 (14) แห่งประมวลรัษฎากรอีกต่อไป ทั้งนี้สำหรับส่วนแบ่งของกำไรหรือส่วนแบ่งเงินได้ ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป

                กรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลได้รับเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40 (4) (ก) (ข) หรือ (ช) แห่งประมวลรัษฎากร และ มาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่ได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทาง การค้าหรือหากำไร และได้ถูกหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้ว ซึ่งมีสิทธิเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48 (3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ให้ยังคงมีสิทธิเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้อง นำไปรวมคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากรก็ได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 48 (3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร และหากเมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลแบ่ง ส่วนแบ่งของก าไรหรือส่วนแบ่งเงินได้ให้แก่หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญหรือบุคคลในคณะบุคคลในปีภาษีใด หุ้นส่วนหรือบุคคลนั้นต้องนำส่วนแบ่งของกำไรหรือส่วนแบ่งเงินได้ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้กับเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นๆ ที่ได้รับในปีภาษีนั้นด้วย ทั้งนี้ สำหรับส่วนแบ่งของกำไรหรือส่วนแบ่งเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป

            ข้อ  3  วิธีคำนวณภาษีเงินได้ของห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

            ตัวอย่างปีภาษี 2558 นายแพทย์ซัน มีเงินเดือนจากการเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เดือนละ 100,000 บาท มีห้างหุ้นส่วนสามัญซัน-นนท์เปิดคลินิกรักษาผู้ป่วย ประกอบด้วยนายแพทย์ซัน และนายแพทย์นนท์ ซึ่งตกลงเข้าร่วมกันประกอบกิจการโดยลงทุนคนละกึ่งหนึ่ง มีรายได้จากกิจการรักษาผู้ป่วย ในคลินิกปีละ 1,000,000 บาท มีค่าใช้จ่ายตามจริงในการรักษาผู้ป่วยในคลินิกจำนวน 300,000 บาท ห้างหุ้นส่วนสามัญซัน-นนท์ มีบัญชีเงินฝากจำนวน 10,000,000 บาท (ทุน) ได้รับดอกเบี้ยเงินฝาก จำนวน 100,000 บาท ซึ่งถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เป็นจำนวน 15,000 บาท (เลือกไม่นำไปรวมคำนวณ กับเงินได้อื่นในแบบแสดงรายการ) ส่วนนายแพทย์นนท์ไม่มีรายได้อื่นนอกเหนือจากรายได้จากการ ประกอบการของห้างหุ้นส่วนสามัญซัน-นนท์

            (1) การคำนวณภาษีของห้างหุ้นส่วนสามัญซัน-นนท์ (เปิดคลินิกรักษาผู้ป่วย)

            รายได้จากกิจการรักษาผู้ป่วยในคลินิก                              1,000,000

            หักใช้สิทธิเลือกค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา (ร้อยละ 60)                  600,000

            คงเหลือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย                                       400,000

            หักค่าลดหย่อนห้างหุ้นส่วนสามัญ                                      60,000

            คงเหลือเงินได้สุทธิ                                                    340,000

            ภาษีที่คำนวณได้ (คำนวณอัตราก้าวหน้า)                               11,500

            

            สรุปรายการรายได้และรายจ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญในปีภาษี 2558 เป็นดังต่อไปนี้

            รายได้กิจการรักษาผู้ป่วยในคลินิก                                  1,000,000

            หักค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยในคลินิก                              300,000

            คงเหลือ                                                                700,000 ----------- (1)

            รายได้ดอกเบี้ยเงินฝากจำนวน                                         100,000

            หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย                                                15,000

            คงเหลือ                                                                 85,000 ------------ (2)

            รวมรายได้(1) + (2)                                                   785,000

            หักค่าภาษีเงินได้ประจ าปีภาษี 2558 (ค้างจ่าย)                      11,500

            รวมรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย                                          773,500

            หากห้างหุ้นส่วนสามัญซัน-นนท์ แบ่งส่วนแบ่งเงินได้จำนวน 773,500 บาท ให้แก่นายแพทย์ซัน และนายแพทย์นนท์คนละกึ่งหนึ่งตามส่วนของการลงทุนเป็นจำนวนคนละ 386,750 บาท (773,500/2) เงินส่วนแบ่งดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ห้างหุ้นส่วนสามัญซัน-นนท์ผู้จ่ายเงินได้ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ทั้งนี้ ผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนต้องนำ ส่วนแบ่งของกำไรหรือส่วนแบ่งเงินได้ที่ได้รับมารวมคำนวณภาษีเงินได้กับเงินได้พึงประเมินประเภทอื่น (ถ้ามี) โดยหุ้นส่วนแต่ละคนมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร (ค่าใช้จ่ายตามจริง) ดังตัวอย่างต่อไปนี้

            (2) การคำนวณภาษีของนายแพทย์ซัน

            รายได้เงินเดือนจากการเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาล  (100,000x12) 1,200,000

            หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา                                          60,000

            คงเหลือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย                                   1,140,000

            รายได้เงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับการจัดสรร                     386,750

            หักค่าใช้จ่าย                                                                 0

            คงเหลือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย                                     386,750

            รวมเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย (1,140,000+386,750)              1,526,750

            หักค่าลดหย่อน                                                      30,000

            คงเหลือเงินได้สุทธิ                                                1,496,750

            ภาษีที่คำนวณได้ (คำนวณอัตราก้าวหน้า)                         239,187.50

            (3) การคำนวณภาษีของนายแพทย์นนท์

            รายได้เงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับการจัดสรร                     386,750

            หักค่าใช้จ่าย (พิสูจน์ค่าใช้จ่ายไม่ได้)                                       0

            คงเหลือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย                                    386,750

            หักค่าลดหย่อน                                                     30,000

            คงเหลือเงินได้สุทธิ                                                356,750

            ภาษีที่คำนวณได้ (คำนวณอัตราก้าวหน้า)                             13,175


            ข้อ  4  ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานแสดง รายได้และรายจ่ายของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 249) เรื่อง กำหนดให้ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล จัดทำบัญชีหรือรายงานแสดงรายได้และรายจ่าย ลงวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงจำนวนเงินรายรับหรือรายจ่ายที่ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลได้รับมา หรือจ่ายไปจริง และยอดเงินคงเหลือของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ณ วันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี

                จากตัวอย่างข้อ 3 แสดงรายละเอียดการจัดทำรายงานแสดงรายได้และรายจ่าย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 ซึ่งเป็นรายงานแสดงรายได้และรายจ่ายประจำปีภาษี2558 ดังนี้

 


                หมายเหตุ

                (1) ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีภาษีก่อน (ปีภาษี 2557) เป็นยอดเงินคงเหลือยกไปปีภาษีถัดไปของปีภาษี 2557 ซึ่งตามตัวอย่างไม่มียอดเงินคงเหลือยกไปปีภาษีถัดไปจึงไม่ต้องกรอก

                (2) ยอดรวมรายได้ระหว่างปีภาษี 2558 จำนวน 1,100,000 บาท เป็นยอดรวมรายได้ ทั้งหมดที่ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลได้รับในปีภาษี 2558 หมายถึง รายได้ที่ต้องเสียภาษีทั้งที่ต้องนำมารวมคำนวณในแบบแสดงรายการและไม่ต้องนำมารวมคำนวณในแบบแสดงรายการ รวมถึงรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ซึ่งตามตัวอย่าง ได้แก่

                    - รายได้ที่ต้องเสียภาษีและต้องนำมารวมคำนวณ       1,000,000 บาท

                    ในแบบแสดงรายการ (กิจการรักษาผู้ป่วยในคลินิก)

                    - รายได้ที่ต้องเสียภาษีแต่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณ        100,000 บาท

                    ในแบบแสดงรายการ (ดอกเบี้ยเงินฝาก)

                    - รายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้                                   0 บาท

                (3) ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษีจำนวน 315,000บาท เป็นยอดรวมรายจ่ายที่ ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลได้จ่ายไปจริงระหว่างปีภาษี 2558 รวมถึงค่าภาษีเงินได้หักณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้เฉพาะที่เลือกไม่นำมารวมคำนวณในแบบแสดงรายการ ที่ได้จ่ายไปจริงระหว่าง ปีภาษี 2558 และค่าภาษีเงินได้ของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลประจำปีภาษี 2557 ที่ได้จ่ายไปจริงระหว่างปี 2558 ทั้งนี้ ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลอาจทำบัญชีอย่างง่าย หรืออาจใช้รายงานตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 161) เรื่อง กำหนดให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและมิได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดทำบัญชีหรือรายงานแสดงรายได้และรายจ่าย ลงวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2549 เป็นหลักฐานประกอบการจัดทำรายงานแสดงรายได้และรายจ่ายก็ได้ดังนั้น ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี 2558 ตามตัวอย่าง ได้แก่

                    - ค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยในคลินิกที่ห้างหุ้นส่วน        300,000 บาท

                    สามัญได้จ่ายไปตามความเป็นจริง

                    - ค่าภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้ดอกเบี้ยที่             15,000 บาท

                    เลือกไม่นำไปรวมคำนวณในแบบแสดงรายการ

                    - ค่าภาษีเงินได้ของห้างหุ้นส่วนสามัญประจำปีภาษี 2557            0 บาท

                    ที่ได้จ่ายไปจริงระหว่างปี 2558 

            (4) ส่วนแบ่งของกำไรหรือส่วนแบ่งเงินได้ที่จ่ายให้ผู้เป็นหุ้นส่วน จำนวน 773,500 บาท ซึ่งนำมาแบ่งปันให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญในปีภาษี 2558 ตามข้อ 3 คนละกึ่งหนึ่งตามส่วนของการลงทุนเป็นจำนวนคนละ 386,750 บาท คำนวณจากยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีภาษีก่อน (ปีภาษี 2557) (ถ้ามี) รวมกับยอดรวมรายได้ระหว่างปีภาษี 2558 หักด้วยยอดรวมรายจ่ายระหว่าง ปีภาษี 2558 และจำนวนภาษีเงินได้ของห้างหุ้นส่วนสามัญที่คำนวณได้จากเงินได้ประจำปีภาษี 2558 ได้แก่

                    - ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีภาษีก่อน (ปีภาษี 2557)               0 บาท

                    - ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี 2558                      1,100,000 บาท

                    - ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี 2558                       315,000 บาท

                    - จำนวนภาษีเงินได้ของห้างหุ้นส่วนสามัญที่คำนวณ             11,500 บาท

                    ได้จากเงินได้ประจำปีภาษี 2558 

               (5) ยอดเงินคงเหลือยกไปปีภาษีถัดไปจำนวน 11,500 บาท คำนวณจากยอดเงิน คงเหลือยกมาจากปีภาษีก่อน (ปี 2557) (ถ้ามี) บวกยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี2558 หักยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี 2558 และส่วนแบ่งของกำไรหรือส่วนแบ่งเงินได้ที่จ่ายให้ผู้เป็นหุ้นส่วนในปี 2558 

                    - ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีภาษีก่อน (ปีภาษี 2557)               0 บาท

                    - ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี 2558                      1,100,000 บาท

                    - ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี 2558                       315,000 บาท

                    - ส่วนแบ่งของกำไรหรือส่วนแบ่งเงินได้ที่จ่ายให้               773,500 บาท

                    ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในปี 2558 

                    ยอดเงิน 11,500 บาท เป็นยอดเงินภาษีเงินได้ของห้างหุ้นส่วนสามัญที่คำนวณได้จากเงินได้ประจำปีภาษี 2558 ที่ห้างหุ้นส่วนสามัญได้จ่ายพร้อมกับการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 ภายในเดือน มีนาคม 2559 ซึ่งห้างหุ้นส่วนสามัญจะนำไปรวมกับยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี 2559 ต่อไป

            ข้อ  5  การจัดทำรายงานแสดงรายได้และรายจ่ายของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่ นิติบุคคลตามข้อ 4 สำหรับเงินได้ของปีภาษี 2557 ซึ่งต้องยื่นรายการภายในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558 ให้กรอกรายการเฉพาะรายการยอดเงินคงเหลือยกไปปีภาษีถัดไป

            ข้อ  6  กรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลไม่แนบแบบรายงานแสดงรายได้ และรายจ่ายพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเมื่อสิ้นปีภาษี ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท ตามมาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร

            ข้อ  7 บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือตอบข้อหารือ หรือทางปฏิบัติใดที่ขัดหรือแย้ง กับคำสั่งนี้ให้เป็นอันยกเลิก


สั่ง ณ วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558


ประสงค์ พูนธเนศ

(นายประสงค์ พูนธเนศ)

อธิบดีกรมสรรพากร

ภาษาอังกฤษ (EN)

สำหรับสมาชิกTax-EZ  สามารถกดปุ่ม“ตั้งคำถาม”เพื่อเเจ้งหัวข้อที่ต้องการให้แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ที่นี่ค่ะ

This function forTax-EZ member only. Please request English Translation Click and press “ตั้งคำถาม”

Tax-EZ(easy) Note



อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้จากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

03/05/2018

เลขที่หนังสือ

0702/3519

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40(1) มาตรา 40(5) และมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

     กรณีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้จากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ราย นาย A. และนาย B. โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
      1. นาย A.นาย B. มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน คนละ 1 ส่วน ใน 3 ส่วน (จากการให้ของนาย C. บิดาของนาย A และ นาย B ต่อมานาย C. ถึงแก่ความตาย นาย A. และนาย B. จึงได้รับมรดกเฉพาะส่วนของนาย C. โดยนาย A. และนาย B. ได้ทำสัญญาให้บริษัท ก. จำกัด เช่าที่ดินแปลงดังกล่าว มีกำหนดระยะเวลา 21 ปี นับแต่วันที่ 22 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 21 กันยายน 2580 จ่ายชำระค่าเช่ารายปีและ เงินค่าเช่าล่วงหน้า
      2. บริษัท ก. จำกัด ได้จ่ายชำระค่าเช่าและออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ให้กับนาย A. และนาย B.คนละกึ่งหนึ่งขงเงินค่าเช่าและเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย แต่ได้นำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.3) ในนามนาย B. เพียงผู้เดียว สำหรับค่าเช่าและภาษีหัก ณ ที่จ่ายเต็มจำนวน
      3. นาย A. และนาย B. ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 นาย A. สำหรับปีภาษี 2559 แสดงเงินได้พึงประเมินประเภทเงินเดือน ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร และค่าเช่าที่ดิน ตามมาตรา 40 (5) แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อคำนวณแล้ว มีภาษีชำระไว้เกิน และยื่นแบบ ภ.ง.ด.93 ปีภาษี 2559 ถึงปีภาษี 2580 แสดงเงินได้พึงประเมินประเภทค่าเช่าที่ดิน (ค่าเช่าล่วงหน้า) ตามมาตรา 40 (5) แห่งประมวลรัษฎากรพร้อมภาษีที่ชำระ
 
     4. นาย A และ นาย B. ขอหารือว่า
        4.1 กรณีการให้เช่าที่ดินตามสัญญาเช่าระบุชื่อผู้ให้เช่า คือ นาย A. และนาย B. ซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าวมีชื่อนาย A. และนาย B. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม เงินได้จากการให้เช่าที่ดินถือเป็นเงินได้ของบุคคลธรรมดาหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ
        4.2 หากรายได้จากการให้เช่าที่ดินดังกล่าว ต้องยื่นในนามห้างหุ้นส่วนสามัญ ภาษีที่ชำระไว้ตามแบบ ภ.ง.ด.93 ในนามบุคคลธรรมดา สามารถนำมาเป็นเครดิตในนามของห้างหุ้นส่วนสามัญได้หรือไม่

แนววินิจฉัย

     1. กรณีนาย A. และนาย B. ได้นำที่ดินและนาย B. ให้บริษัทฯ เช่านั้น แต่เดิมที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของนาย C.บิดาของนาย A.และนาย B. ต่อมานาย C. ได้แบ่งให้นาย A. และนาย B. ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โดยให้ถือกรรมสิทธิ์ คนละ 1 ส่วน ใน 3 ส่วน เมื่อนาย C. ถึงแก่ความตาย นาย A. และนายฺ B. จึงได้รับมรดกในส่วนของนาย C. แต่เนื่องจากในโฉนดที่ดินมิได้มีการจดทะเบียนบรรยายส่วนของแต่ละคนไว้ นาย A. และนาย B. จึงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกัน การที่นาย A. และนาย B. ทำสัญญาให้บริษัทฯ เช่าที่ดินแปลงดังกล่าว จึงถือว่า เป็นการนำอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันออกให้เช่าเพื่อประสงค์แบ่งปันกำไรอันพึงได้จากกิจกรรมที่ทำนั้นเข้าลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ตามมาตรา 1012 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รายได้ค่าเช่าถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (5) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องนำไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของห้างหุ้นส่วนสามัญ ตามมาตรา 56 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณภาษีตามมาตรา 48 แห่งประมวลรัษฎากร
      2. กรณีนาย A. และนาย B. ไม่ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 สำหรับเงินได้จากการให้เช่าที่ดินสัญญาเช่าฉบับดังกล่าวในนามของห้างหุ้นส่วนสามัญ แต่นาย A. และนาย B. ได้นำเงินได้จากการเช่าที่ดินเฉพาะส่วนของตนเองไปยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ในนามของตนเองนั้น ถือได้ว่า เป็นการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีผิดหน่วยภาษี ดังนั้น ห้างหุ้นส่วนสามัญต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ในนาม ห้างหุ้นส่วนสามัญใหม่พร้อมกับเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร และห้างหุ้นส่วนสามัญไม่มีสิทธินำภาษีอากรที่ได้ชำระในนามของนาย A. และนาย B. มาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระตามแบบ ภ.ง.ด.90 ของห้างหุ้นส่วนสามัญได้
      3. กรณีนาย A. และนาย B. ได้รับส่วนแบ่งของกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญเงินส่วนแบ่งของกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร แต่เนื่องจากเงินส่วนแบ่งกำไรดังกล่าวเป็นเงินที่ได้รับจากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมอันได้มา โดยทางมรดกหรือได้รับจากการให้โดยเสน่หา ได้รับยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 309 (พ.ศ. 2558) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร นาย A. และนาย B. จึงไม่ต้องนำเงินได้พึงประเมินที่ได้รับมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
      4. กรณีบริษัทฯ ชำระเงินค่าเช่าให้นาย A. และนาย B. คนละกึ่งหนึ่งของค่าเช่า และได้หักภาษี ณ ที่จ่าย ในนามของนาย A. และนาย B. คนละกึ่งหนึ่งของเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย แต่นำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.3) ในนามของนาย A. เพียงผู้เดียว จึงเป็นการหักภาษี ณ ที่จ่าย ผิดหน่วยภาษี บริษัทฯ สามารถยื่นขอแก้ไขแบบ ภ.ง.ด.3 ต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบ

เลขตู้

81/40647


เรื่อง

เงินได้จากการให้เช่าที่ดินและอาคารโรงงาน เสียภาษีในนาม หสม. ส่วนแบ่งกำไรบุคคลธรรมดาได้รับยกเว้นภาษีหรือไม่

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 14/12/2022 - วันที่ตอบ 25/12/2022

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อกฎหมาย

กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 309 (พ.ศ. 2558)

ปุจฉา

สอบถาม

     ประเด็นที่หนึ่งมีที่ดินและอาคารโรงงานให้เช่า ถือกรรมสิทธิ์ร่วม 3 คน เสียภาษีในนาม หสม. ส่วนแบ่งกำไรผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม 3 คนได้รับยกเว้นหรือต้องนำไปยื่น ภ.ง.ด.90 บุคคลธรรมดาเงินได้ ม. 40 (8) คะอ้างอิงตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 309 (มีสอบถามสรรพากรพื้นที่แจ้งว่า กรณีที่ดินเปล่าให้เช่าจะได้รับยกเว้น แต่กรณีนี้มีสิ่งปลูกสร้างรับโอนเค้าเลยไม่แน่ใจว่าได้รับยกเว้นด้วยไหม)

     เนื่องจากที่ดินเปล่าหลาน 3 คน ได้รับเป็นมรดกจากคุณป้า และอาคารโรงงานได้รับโอนอัตโนมัติจากสัญญาฉบับเดิมที่ครบกำหนด (สัญญาเดิมครบกำหนดปี 2565 เป็นสัญญาเช่าที่ดินเปล่าโดยระบุให้ผู้เช่าโอนสิ่งปลูกสร้างที่สร้างบนที่ดินเมื่อครบสัญญาเช่า 30 ปี คือ สิ้นปีนี้)


     ประเด็นที่สองระหว่างสัญญาฉบับเดิมยังไม่หมด หลาน 1 คน เสียชีวิต มีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นภรรยาของผู้เสียชีวิตเป็นผู้ดูแลถ้าหากประเด็นที่หนึ่งส่วนแบ่งกำไรไม่ได้รับยกเว้น ส่วนแบ่งกำไรในส่วนของหลานที่เสียชีวิตและผู้จัดการมรดกดูแล ต้องนำไปเสียภาษีในนามกองมรดกไหมคะ

วิสัชนา

ประเด็นที่หนึ่งเงินได้จากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือกรรมสิทธิ์รวม

    ตามข้อ 2 (89) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 309 (พ.ศ. 2558) กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล บางกรณี โดยใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป ดังนี้

    “ข้อ 2 ให้กำหนดเงินได้ต่อไปนี้เป็นเงินได้ตาม (17) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร...

         “(89) เงินได้ที่ได้รับจากส่วนแบ่งของกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ที่ได้รับจาก

              (ก) การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมอันได้มาโดยทางมรดก หรือได้รับจาก การให้โดยเสน่หา ซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ตามส่วน 2 หมวด 3 ลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร  

              (ข) ดอกเบี้ยเงินฝากตามมาตรา 40 (4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร และถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

              ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ ดังกล่าวไม่ขอรับเงินภาษีที่ถูกหักไว้นั้นคืนหรือไม่ขอเครดิตเงินภาษีที่ถูกหักไว้นั้นไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน”

    ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ได้รับโอนมรดกที่ดินเปล่า ซึ่งมีความผูกพันตามสัญญาเช่าเดิม ที่ผู้เช่าต้องโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารโรงงาน และสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่า 30 ปี คือ สิ้นปี พ.ศ. 2565 นี้ เช่นนี้ อาคารโรงงานที่ผู้เช่าต้องโอนให้แก่ผู้ให้เช่าที่ดินเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า 30 ปี ดังกล่าว ย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งของมรดกที่ตกทอดมายังทายาททั้ง 3 คน หากมูลค่าที่ดินและอาคารดังกล่าว ที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทแต่ละคนมีจำนวนไม่เกิน 100 ล้านบาท ย่อมได้รัยกเว้นภาษีการรับมรดก กล่าวคือ หากอาคารและที่ดินมีมูลค่ารวมไม่เกิน 300 ล้านบาท ทายาทย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการรับมรดก แต่อย่างใด

    เมื่อคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนทายาทผู้รับมรดกทั้ง 3 คน ได้เสียภาษีเงินได้จากค่าเช่าที่ดินและโรงเรือนแล้ว เงินส่วนแบ่งของกำไรที่บุคคลในคณะบุคคลหรือผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญได้รับจากคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามข้อ 2 (89)(ข) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 309 (พ.ศ. 2558) ดังกล่าว 

 

ประเด็นที่สองระหว่างสัญญาฉบับเดิมยังไม่หมดหลาน 1 คนเสียชีวิต มีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นภรรยาของผู้เสียชีวิตเป็นผู้ดูแล ตามประเด็นที่หนึ่งส่วนแบ่งกำไรไม่ได้รับยกเว้น ทายาทผู้ได้รับมรกดกตกทอดย่อมได้รับยกเว้นสำหรับเงินส่วนแบ่งกำไรในส่วนของหลานที่เสียชีวิตโดยปริยาย


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

กองมรดกของนาย ก และกองมรดกของนาย ข ดังกล่าว เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกัน ถือเป็นคณะบุคคลทีไม่ใช่นิติบุคคล

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 09/07/2024 - วันที่ตอบ 11/08/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อกฎหมาย

มาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

สอบถามปัญหาภาษีอากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ค่าเช่า กรณีผู้ให้เช่าเป็นกองมรดก 2 กองถือสิทธิร่วมกัน

    บริษัทฯ กำลังทำสัญญาเช่าโกดัง จากเจ้าของอาคารพาณิชย์ โดยตกลงจ่ายค่าเช่าเป็นรายเดือน ซึ่งอาคารพาณิชย์ดังกล่าว อยู่ในโฉนดที่ดินที่ถือกรรมสิทธิ์ร่วม 2 คน นาย ก และ นาย ข โดยเจ้าของกรรมสิทธิ์ดังกล่าว นาย ก และ นาย ข ได้เสียชีวิตแล้วทั้งคู่ และได้แต่งตั้ง ผู้จัดการกองมรดกของแต่ละคนแล้ว ดังนี้

    1.นาย A เป็นผู้จัดการมรดก นาย ก

    2. นาย B เป็นผู้จัดการมรดก นาย ข

    นาย A ซึ่งเป็นผู้จัดการกองมรดก ของ นาย ก และได้รับมอบอำนาจ จากนาย B ซึ่งเป็นผู้จัดการกองมรดกของนาย ข ให้มีอำนาจัดการให้เช่า และรายได้จากอาคารพาณิชย์ ที่ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมดังกล่าว โดยจ่ายค่าเช่าเป็นรายเดือน และให้ทำการโอนเข้าบัญชี ชื่อ นาย A

คำถามดังนี้

    1. ในกรณีดังกล่าวกองมรดก นาย ก และ กองมรดก นาย ข ถือเป็นคณะบุคคล หรือไม่ และต้องทำเรื่องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี

    2.ทางบริษัทฯ ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ค่าเช่ารายเดือนบริษัทฯ ต้องทำหัก ณ ที่จ่ายใคร ระหว่างนาย A หรือ กองมรดก นาย ก กองมรดกนาย ข หรือ คณะบุคคล (กรณีต้องไปจดคณะบุคคล)

    3. กรณีภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายกองมรดก นาย ก. และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายกองมรดกนาย ข.บริษัทฯ ต้องหักสัดส่วนเท่าใด

วิสัชนา

กรณีตามข้อเท็จจริง กองมรดกของนาย ก และกองมรดกของนาย ข ดังกล่าว เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกัน ดังก่อให้เกิดเงินได้ค่าเช่า เช่นนี้

1. ในกรณีดังกล่าว กองมรดก นาย ก และ กองมรดก นาย ข ถือเป็นหน่วยทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประมวลรัษฎากร แม้จะไม่สภาพเป็นบุคคล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากแต่เป็นมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที 39) พ.ศ. 2557 ดังนี้

    “คณะบุคคลทีไม่ใช่นิติบุคคล” หมายความว่า บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงกระทำการร่วมกัน อันมิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ

    ต้องทำเรื่องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี


2. ทางบริษัทฯ ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายค่าเช่ารายเดือน บริษัทฯ ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย คณะบุคคล กองมรดก นาย ก และกองมรดกนาย ข หรือ ซึ่งต้องไปจดจัดตั้งคณะบุคคล


3. กรณีภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้ที่จ่ายให้แก่คณะบุคคล กองมรดก นาย ก. และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายกองมรดกนาย ข. บริษัทฯ ต้องจากยอดรวมค่าเช่าที่จ่ายให้แก่คณะบุคคลดังกล่าว


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

บิดายกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ลูก 5 คน และที่ดินมีตึกให้เช่า 5 ตึก แยกจ่ายภาษีบุคคลธรรมดาแต่ละคนได้หรือไม่

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 18/01/2024 - วันที่ตอบ 03/03/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อกฎหมาย

มาตรา 42 (26) แห่งประมวลรัษฎากร, มาตรา 5 (1)(ก) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502

ปุจฉา

พ่อยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ลูก 5 คน ในที่ดินนั้นมีห้องเช่าอยู่ 5 ตึกเราสามารถจ่ายภาษีแยกแต่ละตึก โดยแยกยื่น 5 คนได้ไหมครับ

วิสัชนา

กรณีบิดาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุตรทั้ง 5 คน โดยในที่ดินนั้นมีห้องเช่าอยู่ 5 ตึก บิดาสามารถจ่ายภาษีแยกแต่ละตึกโดยแยกยื่น 5 คนย่อมสามารถกระทำได้ และหากแต่ละตึกมีมูลค่าตามราคาประเมินแต่ละตึกไม่เกิน 20 ล้านบาท คุณก็ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42 (26) แห่งประมวลรัษฎากร


Gak Hana

     ขอโทษที่ถามผิดครับ ตอนนี้ชื่อที่ดินเป็นชื่ออยู่ 5 คนเวลาจ่ายภาษีเงินได้ให้แก่กรมสรรพากรจ่ายแยกคนละตึกได้ไหมครับ หรือต้องทำเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ


สุเทพ พงษ์พิทักษ์ วิสัชนา:

     หากเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม ก็ต้องเสียในนามของ "ห้างหุ้นส่วนสามัญ" ครับ


Gak Hana

     แล้วมีวิธีไหนไหมครับให้เสียภาษีแบบแยก แล้วถ้าจดสิทธิเก็บกินเฉพาะส่วนได้ไหมครับอย่างเช่น ที่ดินชื่อรวม 5 คน มีตึก 5 ตึก ยื่นสิทธิเก็บกินเฉพาะส่วนตึกละ 1 คน จ่ายภาษีบุคคลธรรมดาได้ใช่ไหมครับ


สุเทพ พงษ์พิทักษ์ วิสัชนา:

     ต้องแบ่งแยกโฉนดที่ดินออกเป็น 5 แปลง แต่ละแปลงมีตึก 1 หลัง แล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้มีชื่อในกรรมสิทธิ์รวมแต่ละคน ซึ่งจะต้องเสียภาษีเงินได้และค่าธรรมเนียมโอน ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ลองปรึกษากับเจ้าพนักงานที่ดินดูด้วยครับ

     กรณีจดสิทธิเก็บกินเฉพาะส่วน ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถกระทำได้อย่างเช่น ที่ดินชื่อรวม 5 คน มีตึก 5 ตึก เจ้าของทั้ง 5 ตึก จดทะเบียนสิทธิเก็บกินเฉพาะส่วนตึกละ 1 คน จ่ายภาษีบุคคลธรรมดาคนละตึกก็ได้ครับ แต่จะหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาในอัตรา 30% ของค่าเช่า ตามมาตรา 5 (1)(ก) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 ไม่ได้ เพราะผู้มีสิทธิเก็บเก็นไม่ใช่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้น


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ