Case study

ค่าขนส่งและค่าประกันภัยที่เรียกเก็บจากต่างประเทศ โดยเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดในต่างประเทศ ต้องนำส่ง ภพ36 และหักภาษีณ ที่จ่าย หรือไม่


เรื่อง ค่าขนส่งและค่าประกันภัยที่เรียกเก็บจากต่างประเทศ โดยเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดในต่างประเทศ ต้องนำส่ง ภพ36 และหักภาษีณ ที่จ่าย หรือไม่
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 05/11/2025
ประเภทภาษี
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัท A มีการขายสินค้าไปต่างประเทศ โดยให้ บจ. ชิปปิ้ง โลจิสติกส์ เป็นผู้จัดทำเอกสารการส่งออกต่างๆ เมื่อมีการเรียกเก็บจาก บจ. ชิปปิ้ง โลจิสติกส์ มีการเรียกเก็บเป็น 2 ส่วน คือ

 1.ใบแจ้งหนี้จาก บจ. ชิปปิ้ง โลจิสติกส์ ซึ่งเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่างๆที่ดำเนินการในประเทศไทย

 2.ใบแจ้งหนี้จาก บจ. ชิปปิ้ง คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ 


คำถามคือ ค่าขนส่งและค่าประกันภัยที่เรียกเก็บจากบจ. ชิปปิ้ง คอร์ปอเรชั่น ต้องนำส่ง ภพ36 และหักภาษีณ ที่จ่าย หรือไม่  

คำตอบ

 

         เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างยาก และเฉพาะเจาะจง จำเป็นต้องทราบรายละเอียดอย่างชัดเจน ว่าใครทำอะไรกับใคร และแต่ละบริษัทนั้น ประกอบกิจการอะไร จดทะเบียนที่ประเทศไทย หรือต่างประเทศ เช่น เป็นบริษัทรับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่จดทะเบียนในประเทศไทย ที่มีเครื่องบินเป็นของตัวเอง หรือเป็นเพียงบริษัทที่รับจัดการขนส่งระหว่างประเทศ Freight forwarder 


อย่างไร สามารถศึกษาข้อฏหมายและแนวปฏิบัติตาม  คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.126/2546 ว่าบริษัทฯ เข้าเงื่อนไขในข้อไหนเพิ่มเติมนะคะ ทาง TAX-EZ จะตอบให้ตามข้อมูลที่ได้รับมาและข้อสันนิษฐาน โดยจะตอบตามที่เข้าใจในเบื้องต้นคะ

ขอแนะนำว่า บริษัทต้องพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบด้วย  (โดยมากเราจึงมัก หักภาษี ณ ที่จ่ายตามที่ Supplier Shipping แต่ละราย สรุปมาให้เนื่องจากว่า Supplier Shipping เหล่านั้น เค้าจะรู้รายละเอียดของบริษัทตนเองอย่างดีค่ะ

อย่างไรก็ตาม ทางเราขอตอบคำถามเบื้องต้นที่พบโดยทั่วไป  ซึ่งอาจใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาเบื้องต้นได้ค่ะ

            

สำหรับการขนส่งสินค้าเพื่อการส่งออก ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไรนั้นก่อนอื่นต้องแยกว่า บริษัทกำลังใช้ Supplier ประเภทใด  ระหว่าง Shipping Line (ผู้ให้บริการขนส่งโดยตรง) กับ Freight Forwarder (ตัวแทนรับจัดการขนส่ง)  

ตารางเปรียบเทียบระหว่าง Shipping Line  และ Freight Forwarder 

หัวข้อ

Shipping Line (สายการบิน)

Freight Forwarder (ตัวแทนขนส่ง)

ลักษณะธุรกิจ

เจ้าของพาหนะขนส่งเอง เช่น เครื่องบินขนส่งสินค้า

ตัวกลางจัดการขนส่งสินค้าให้ลูกค้า โดยประสานงานกับสายการบิน และอื่น ๆ

บทบาทหลัก

ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยตรง

วางแผน จัดการเอกสาร และประสานงานขนส่งในภาพรวมให้ลูกค้า

ทรัพย์สินที่ใช้ในการขนส่ง

มีเครื่องบินของตนเอง

ไม่มีพาหนะขนส่งเป็นของตนเอง ใช้ของผู้ให้บริการขนส่งอื่น

ให้บริการกับใคร

ลูกค้าที่มีปริมาณสินค้าจำนวนมาก หรือ Freight Forwarder

ผู้ส่งออก–ผู้นำเข้าทั่วไป (รายใหญ่และรายย่อย)

บริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ส่วนใหญ่เน้นเฉพาะการขนส่ง

มีบริการครบวงจร เช่น จัดเอกสาร, พิธีการศุลกากร, คลังสินค้า, ประกันภัย

รูปแบบการออกเอกสาร

ออกใบตราส่ง (Bill of Lading หรือ Air Waybill) ในนามตนเอง

ออก House AWB ในนามตัวเอง และใช้ Master AWB จาก Shipping

รายได้หลัก

ค่าระวาง (Freight)

ค่าบริการขนส่ง (รวมค่าจัดการอื่น ๆ) + ค่าธรรมเนียม


กรณีที่บริษัทฯ จ่ายค่าบริการขนส่งระหว่างประเทศโดยตรงให้กับสายการบินต่างประเทศ

  • ลักษณะบริการ: ค่าขนส่งระหว่างประเทศ โดยสายการบินต่างประเทศ (ต่างประเทศให้บริการนอกประเทศไทย)
  • AWB ออกให้กับบริษัทเจ้าของสินค้าโดยตรง

อันดับแรก เราจะต้องทราบก่อนว่า บริษัทสายการบินต่างประเทศนั้นได้ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย โดยผ่านตัวแทนในประเทศไทยหรือไม่ เนื่องจากตามกฎหมายกำหนดให้บริษัทสายการบินต่างประเทศ ที่เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย จะต้องเสียภาษีในไทยตามมาตรา 67 แห่งประมวลรัษฎากร โดยส่วนใหญ่จะมีการแต่งตั้งตัวแทนอาจจะเป็นรูปแบบบริษัทนิติบุคคลในประเทศไทย ในการดำเนินการทางด้านภาษีให้ ซึ่งกรณีนี้ขอเดาว่าน่าจะมีตัวแทนในรูปแบบบริษัทในประเทศไทย 



มาตรา 66  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.62/2539 )
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.120/2545 )
             บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งในประเทศไทย ให้เสียภาษีในกำไรสุทธิจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในประเทศไทยในรอบระยะเวลาบัญชี และการคำนวณกำไรสุทธิให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับมาตรา 65 และมาตรา 65 ทวิ แต่ถ้าไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิดังกล่าวแล้วได้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม


มาตรา 67 การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ ให้เสียตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ เว้นแต่
             (1) ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง กระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
                   (ก) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น
                   (ข) ในกรณีรับขนของ ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทย ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทยนั้น




คำตอบ

   1. กรณีการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยอากาศยานขาออก (Air Freight Outbound)
 

        1.1 กรณีผู้ใช้บริการ (Shipper หรือ Forwarder) จ่ายค่าระวางค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าขาออกให้กับสายการบิน โดยสายการบินออกใบตราส่ง Master Air Waybill) ให้กับผู้ใช้บริการ ผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ดังนี้
          (1) กรณีจ่ายให้กับสายการบินต่างประเทศซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่
ไม่มีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ของค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งสินค้า (แอร์เวย์บิล) และบริษัทฯ มีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่บริษัทสายการบินต่างประเทศ โดยนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส ประกอบกับข้อ 12/4 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ประกอบกับข้อ 2 (2) คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.126/2546
 

          (2) กรณีจ่ายให้กับสายการบินต่างประเทศซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่
มีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย หากอนุสัญญาดังกล่าวมีข้อกำหนดให้เก็บภาษีได้เฉพาะในรัฐผู้ทำสัญญารัฐนั้นเท่านั้น ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 

แต่หากอนุสัญญาดังกล่าวมีข้อกำหนดให้เก็บภาษีได้ร้อยละ 1.5 ของรายได้ทั้งหมดที่ได้รับ ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1 ของค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งสินค้า (แอร์เวย์บิล) และบริษัทฯ มีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่บริษัทสายการบินต่างประเทศ โดยนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส ประกอบกับข้อ 12/4 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ประกอบกับข้อ 2 (2) คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.126/2546
 

     1.2 กรณีสายการบินต่างประเทศประกอบกิจการในประเทศไทยโดยมีตัวแทนสายการบินหรือเรียกว่า  GENERAL SALES AGENT (GSA) เมื่อผู้ใช้บริการ (Shipper หรือ Forwarder)จ่ายค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าขาออกให้กับตัวแทนสายการบิน(GSA) โดยตัวแทนสายการบินได้ออกใบตราส่ง (Master Air Waybill) ในนามสายการบินให้กับผู้ใช้บริการ ผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามหลักเกณฑ์ตาม 1.1 และเมื่อตัวแทนสายการบิน (GSA) นำเงินค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าขาออกจำนวนดังกล่าวจ่ายให้กับสายการบิน ตัวแทนสาย-การบิน (GSA) ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

      1.3 เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินค่าบริการออก AWB  ให้แก่บริษัทฯ Shipping (Forwarder) ในประเทศไทย ทาง Shipping (Forwarder) จะออก Invoice เป็นค่าบริการ Handling Charge (H/D)  เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ (Handling Charge) นั้น ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.104/2544 โดยนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่าย

คำสั่งกรมสรรพากร
 ที่ ท.ป. 4/2528
 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

"ข้อ 12/1 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการอื่น ๆ นอกเหนือจากกรณีที่กำหนดไว้ในข้อ 8 ข้อ 9 (2) ข้อ 10 ข้อ 12 ข้อ 12/3 และข้อ 12/4 แต่ไม่รวมถึงการจ่าย ค่าบริการของโรงแรม ค่าบริการของภัตตาคาร และค่าเบี้ยประกันชีวิต ให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น

                     (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0
                         “(1/1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563 โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.5”
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.324/2563 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป)
                         “(1/2) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมิน ที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 และได้ดำเนินการนำส่งภาษี ด้วยวิธีการที่กำหนดตามมาตรา 3 ปัณรส แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0”
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.354/2566 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป)
                       (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคม หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0
                         “(2/1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคม หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563 โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.5”

"ข้อ 12/4 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินที่เป็นค่าขนส่ง แต่ไม่รวมถึงการจ่ายค่าโดยสารสำหรับการขนส่งสาธารณะให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น
                         (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0
                         (2) 
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคม หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0


ภาษีมูลค่าเพิ่ม ของ สายการบินต่างประเทศ 

    กรณีบริษัทฯ จ่ายเงินค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยให้แก่บริษัทสายการบินต่างประเทศ ที่เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทยโดยผ่านตัวแทนที่เป็นนิติบุคคลในประเทศไทยนั้น บริษัทสายการบินหากจดเป็นผู้ประกอบการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม จะได้รับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 0% ตามมาตรา 80/1 (3) แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทสายการบินจะต้องนำมูลค่าของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79/1 (2) แห่งประมวลรัษฎากร โดยมีหน้าที่ในการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป


มาตรา 79/1 ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการในกิจการเฉพาะอย่าง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

 (2) ฐานภาษีสำหรับการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ

       (ก) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ได้แก่ มูลค่าของค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในราชอาณาจักรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น

       (ข) ในกรณีรับขนสินค้า ได้แก่ มูลค่าของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนสินค้านั้นออกนอกราชอาณาจักร
                   ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.49/2537 )
                   ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.54/2537 )


มาตรา 80/1 ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้


       3) การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศยานหรือเรือเดินทะเลที่กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล



ภาษีมูลค่าเพิ่ม ของ Shipping (Forwarder)

    เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าบริการ Handling Charge ให้แก่ Shipping (Forwarder) ทาง Shipping (Forwarder) มีหน้าที่ต้อง เสีย VAT ในอัตราร้อยละ 7.0 ตามมาตรา 77/2 (1) และมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร และต้องออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร มาให้แก่บริษัทฯ ผู้ใช้บริการด้วย  ทั้งนี้ ตามข้อ 4 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 54/2537 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับกิจการให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล และสำหรับกิจการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล 


และเมื่อบริษัทฯ ได้รับใบกำกับภาษีมา ก็สามารถนำไปใช้เป็นภาษีซื้อหักออกจากภาษีขายได้คะ


มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้

  (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ


มาตรา 80 ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 10.0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการดังต่อไปนี้ ทั้งนี้ เว้นแต่กรณีที่กำหนดไว้ในมาตรา 80/2
             (1) การขายสินค้า
             (2) การให้บริการ

** ลดอัตราเหลือร้อยละ 7%


สรุป:

กรณี

หัก ภ.ง.ด.54

ยื่น ภ.พ.36

หัก ณ ที่จ่าย

ภ.พ.30

1. จ่ายค่าขนส่งให้สายการบินต่างประเทศ 

ไม่ต้องหัก

ไม่ต้องยื่น

หัก 1%
 นำส่งแบบภ.ง.ด.53

ได้รับใบกับกับภาษีอัตรา 0%

2. จ่ายค่าบริการออก B/L Handling charge ให้ Shipping (Forwarder) ในไทย

ไม่ต้องหัก

ไม่ต้องยื่น

หัก 3%
 นำส่งแบบภ.ง.ด.53

ได้รับใบกับกับภาษีอัตรา 7%


ตารางสรุปอัตราและหลักเกณฑ์การหักภาษี ณ ที่จ่ายตาม คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 126/2546

ประเภทการจ่ายเงิน

ผู้รับเงิน (คู่สัญญา)

ลักษณะการขนส่ง

หลักเกณฑ์/เงื่อนไข

อัตราหักภาษี ณ ที่จ่าย

หมายเหตุ

1. ค่าขนส่งสินค้าขาออก (ส่งของออกนอกประเทศ)






1.1

สายการบินไทย

ขาออก

สายการบินไทยออก Air Waybill และใบเสร็จให้ผู้ใช้บริการ

1%

ผู้ใช้บริการออกหนังสือรับรองฯ ให้สายการบินไทย

1.2

สายการบินต่างประเทศ

ขาออก

- ประเทศ ไม่มี DTA → หัก 1%
 - ประเทศ มี DTA และให้เก็บภาษีเฉพาะรัฐผู้ให้บริการ → ไม่ต้องหัก
 - ประเทศ มี DTA เก็บ 1.5% ของรายได้ → ไทยหัก 1%

ยกเว้น หรือ 1%

ตรวจสอบประเทศตามอนุสัญญาภาษีซ้อน

1.3

ตัวแทนสายการบิน (GSA)

ขาออก

ตัวแทนออก Air Waybill ในนามสายการบินต่างประเทศ

1%

ออกหนังสือรับรองฯ ระบุชื่อสายการบินต่างประเทศ

1.4

Forwarder

ขาออก

- ถ้า Forwarder หักภาษีจากสายการบินแล้ว และมีข้อความรับรองในใบเสร็จ → ไม่ต้องหักซ้ำ 
 - ถ้าไม่มีหลักฐานสอบยัน → ต้องหัก 1% จาก Forwarder

ยกเว้น หรือ 1%

ออกใบรับรองฯ ให้ Forwarder

2. กรณีค่าขนส่งเรียกเก็บผู้ซื้อในต่างประเทศ

สายการบิน หรือ Forwarder

ขาออก/ขาเข้า

ค่าขนส่งเรียกเก็บกับผู้ซื้อในต่างประเทศ (Shipper ไม่จ่ายในไทย)

ไม่หัก WHT

ไม่ถือว่ามีการจ่ายในประเทศไทย

4. ค่าธรรมเนียมอื่น (Handling Charge / H/D)

สายการบิน / GSA / Forwarder

ขาออกหรือขาเข้า

ถือเป็น “ค่าบริการ” ตามคำสั่ง กรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528

3%

หักภาษีตามมาตรา 40(8)

5. เอกสารอ้างอิงประกอบการหักภาษี

-

ทั้งสองกรณี

Air Waybill / House Air Waybill / Freight Invoice

ต้องแนบกับหนังสือรับรองหักภาษี



กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 126/2546

เรื่องการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ให้แก่ผู้ประกอบกิจการให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยอากาศยานและ ผู้ประกอบกิจการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยอากาศยาน

        เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบและแนะนำเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศให้แก่ ผู้ประกอบกิจการให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยอากาศยาน และผู้ประกอบกิจการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยอากาศยาน ตามข้อ 12/4 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.104/2544 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2544 กรมสรรพากรจึงมี คำสั่งดังต่อไปนี้

                ข้อ 1 ในคำสั่งนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

                        (1) คำว่า “ค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ” หมายความว่า ค่าระวาง (Freight) ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งสินค้า (แอร์เวย์บิล) เนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทย หรือเนื่องจากการรับขนของเข้ามาในประเทศไทย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเรียกเก็บในหรือนอกประเทศไทย

                        (2) คำว่า “ผู้ใช้บริการ” หมายความว่า ผู้ส่งของออกนอกประเทศไทย ซึ่งในคำสั่งนี้เรียกว่า Shipper หรือผู้รับของในประเทศไทยซึ่งในคำสั่งนี้เรียกว่า Consignee หรือผู้ประกอบกิจการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยอากาศยานซึ่งในคำสั่งนี้เรียกว่า Forwarder

                        (3) คำว่า “บริษัทสายการบินไทย” หมายความว่า บริษัทหรือห้าง หุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยซึ่งประกอบกิจการให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยอากาศยาน

                        (4) คำว่า “บริษัทสายการบินต่างประเทศ” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศซึ่งประกอบกิจการให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยอากาศยาน

                ข้อ 2 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการ จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ที่เป็นค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยให้แก่ผู้ประกอบกิจการให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยอากาศยาน ผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ดังนี้

                        (1) กรณีการจ่ายเงินค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยให้แก่บริษัทสายการบินไทย โดยบริษัทสายการบินไทยออกใบตราส่ง สินค้า (แอร์เวย์บิล) และใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ใช้บริการ ผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากบริษัทสายการบินไทย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0 ของค่า ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งสินค้า (แอร์เวย์บิล) และผู้ใช้บริการมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่บริษัทสายการบินไทย

                        (2) กรณีการจ่ายเงินค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยให้แก่บริษัทสายการบินต่างประเทศ โดยบริษัทสายการบินต่างประเทศออกใบตราส่งสินค้า (แอร์เวย์บิล) และใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ใช้บริการ

                                (ก) กรณีจ่ายให้แก่บริษัทสายการบินต่างประเทศซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่ไม่มีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากบริษัทสายการบินต่างประเทศ โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0 ของค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งสินค้า (แอร์เวย์บิล) และผู้ใช้บริการมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่บริษัทสายการบินต่างประเทศ

                                (ข) กรณีจ่ายให้แก่บริษัทสายการบินต่างประเทศซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย โดยอนุสัญญาดังกล่าว มีข้อกำหนดให้เก็บภาษีได้เฉพาะในรัฐผู้ทำสัญญารัฐนั้นเท่านั้น ผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

                                (ค) กรณีจ่ายให้แก่บริษัทสายการบินต่างประเทศซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย โดยอนุสัญญาดังกล่าว มีข้อกำหนดให้เก็บภาษีได้ร้อยละ 1.5 ของรายได้ทั้งหมดที่ได้รับ ผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมี หน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากบริษัทสายการบินต่างประเทศ โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0 ของค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งสินค้า (แอร์เวย์บิล) และ ผู้ใช้บริการมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่บริษัทสายการบิน ต่างประเทศ

                ข้อ 3 กรณีบริษัทสายการบินต่างประเทศประกอบกิจการในประเทศไทยโดยมีการแต่งตั้งตัวแทนสายการบินหรือที่เรียกว่า “General Sales Agent (GSA)” เมื่อผู้ใช้บริการจ่ายค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยให้แก่ตัวแทนสายการบิน (GSA) โดยตัวแทนสายการบินได้ออกใบตราส่งสินค้า (แอร์เวย์บิล) ในนามบริษัทสายการบินต่างประเทศให้แก่ผู้ใช้บริการ ผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากบริษัทสายการบินต่างประเทศตามหลักเกณฑ์ตามข้อ 2 โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0 ของค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งสินค้า (แอร์เวย์บิล) และผู้ใช้บริการมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่ตัวแทนสายการบิน (GSA) โดยระบุชื่อบริษัทสายการบินต่างประเทศ และเมื่อตัวแทนสายการบิน (GSA) นำเงินค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยจำนวนดังกล่าวจ่ายให้แก่บริษัทสายการบินต่างประเทศ ตัวแทนสายการบิน (GSA) ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

                ข้อ 4 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการ จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ที่เป็นค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยให้แก่ผู้ประกอบกิจการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยอากาศยาน ซึ่งเรียกว่า Forwarder ผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ดังนี้

                        (1) กรณี Forwarder ได้ออกใบตราส่งสินค้า (เฮ้าส์แอร์เวย์บิล) ให้แก่ ผู้ใช้บริการแต่ละราย (Shipper หรือ Forwarder รายอื่น) ไปก่อน และ Forwarder ได้จ่ายเงินค่า ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยให้แก่บริษัทสายการบินในนามของ Forwarder เอง โดยไม่สามารถแยกจ่ายค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยเป็นแต่ละรายผู้ใช้บริการได้ Forwarder ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากบริษัทสายการบินตามหลักเกณฑ์ตามข้อ 2 โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0 ของค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งสินค้า (แอร์เวย์บิล) โดยออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่บริษัทสายการบินในนามของ Forwarder และยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ในนามของ Forwarder โดยระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัว ผู้เสียภาษีอากรของ Forwarder ในช่อง “ผู้จ่ายเงิน” ซึ่งกรมสรรพากรจะออกใบเสร็จรับเงินในนามของ Forwarder

                              กรณี Forwarder ตามวรรคหนึ่งเรียกเก็บเงินค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยจากผู้ใช้บริการ ผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1.0 จาก Forwarder โดยออกหนังสือรับรอง การหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่ Forwarder ในนามของผู้ใช้บริการ เว้นแต่ค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยที่ผู้ใช้บริการจ่ายให้แก่ Forwarder นั้นสามารถสอบยันได้กับจำนวนค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยที่ Forwarder จ่ายให้แก่บริษัทสายการบิน ซึ่ง Forwarder ได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายแล้ว ผู้ใช้บริการไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยที่จ่ายให้แก่ Forwarder

                              การสอบยันค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยตามวรรคสอง ให้ Forwarder ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ใช้บริการ โดยระบุข้อความเพิ่มเติมว่า “ค่าขนส่งสินค้าขาออกตามใบเสร็จรับเงินฉบับนี้ Forwarder ได้ดำเนินการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากบริษัทสายการบินแล้ว” หรือข้อความอื่นในลักษณะทำนองเดียวกัน

                        (2) กรณี Forwarder จ่ายค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยให้แก่บริษัทสายการบิน โดยบริษัทสายการบินออกใบตราส่ง สินค้า (แอร์เวย์บิล) ให้แก่ Forwarder ในนามของผู้ใช้บริการ (Shipper) และบริษัทสายการบิน ได้ออกใบเสร็จรับเงินในนามของผู้ใช้บริการ (Shipper) ด้วย ถือว่า Forwarder กระทำการเป็น ตัวแทนของผู้ใช้บริการ (Shipper) ดังนั้น เมื่อ Forwarder ได้จ่ายค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยให้แก่บริษัทสายการบินในนามของผู้ใช้บริการ(Shipper) Forwarder จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากบริษัทสายการบินตาม หลักเกณฑ์ตามข้อ 2 โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0 ของค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งสินค้า (แอร์เวย์บิล) และ Forwarder มีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่บริษัทสายการบิน โดยออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของตนเอง และระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ใช้บริการ (Shipper) ด้วย ต่อมาเมื่อผู้ใช้บริการ (Shipper) จ่ายเงินค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ Forwarder ในภายหลัง ผู้ใช้บริการ (Shipper) ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

                              Forwarder ตามวรรคหนึ่ง มีหน้าที่ต้องยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เป็นรายฉบับแต่ละรายของผู้ใช้บริการ (Shipper) โดยจะต้องระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ใช้บริการ (Shipper) ในช่อง “ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย” และระบุชื่อ Forwarder ในช่อง “ผู้จ่ายเงิน” ซึ่งกรมสรรพากรจะออกใบเสร็จรับเงินในนามของผู้ใช้บริการ (Shipper) และ Forwarder มีหน้าที่ต้องส่งสำเนาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ใบเสร็จรับเงินจากการยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ให้แก่ผู้ใช้บริการ (Shipper) ด้วย

ข้อ 5 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการ จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ที่เป็นค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยให้แก่บริษัทสายการบิน โดยบริษัทสายการบินออกใบตราส่งสินค้า (แอร์เวย์บิล) ให้แก่ผู้ใช้บริการ (Shipper) แต่บริษัทสายการบินเรียกเก็บ ค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศในต่างประเทศจากผู้ซื้อในต่างประเทศ บริษัทสายการบินต้องนำรายได้ที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งสินค้า (แอร์เวย์บิล) ไม่ว่าจะเรียกเก็บในหรือนอกประเทศไทยมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 หรือมาตรา 67 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากผู้ใช้บริการ (Shipper) มิได้เป็นผู้จ่ายเงินได้จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

                        กรณีบริษัทสายการบินตามวรรคหนึ่ง ได้ออกใบตราส่งสินค้า (แอร์เวย์บิล) ให้แก่ Forwarder ในประเทศไทย แต่บริษัทสายการบินเรียกเก็บค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยในต่างประเทศจาก Forwarder ในต่างประเทศ กรณีดังกล่าว Forwarder ในประเทศไทยซึ่งมิได้เป็นผู้จ่ายเงินได้ จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และกรณี Forwarder ในประเทศไทยออกใบตราส่งสินค้า (เฮาส์แอร์เวย์บิล) ให้แก่ผู้ใช้บริการ (Shipper) หากใบตราส่งสินค้า (เฮาส์แอร์เวย์บิล) ดังกล่าว ระบุค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่เรียกเก็บในต่างประเทศ ผู้ใช้บริการ (Shipper) ซึ่งมิได้เป็นผู้จ่ายเงินได้จึงไม่มี หน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

                ข้อ 6 กรณีบริษัทสายการบินตามข้อ 2 ตัวแทนสายการบิน (GSA) ตามข้อ 3หรือ Forwarder ตามข้อ 4 ออกเอกสารเรียกเก็บค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยให้แก่ผู้ใช้บริการ โดยไม่สามารถระบุค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใด ที่เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยไว้ใน แอร์เวย์บิลหรือเฮาส์แอร์เวย์บิล บริษัทสายการบิน ตัวแทนสายการบิน และ Forwarder สามารถออกเอกสารโดยระบุเฉพาะค่าระวาง (Freight) ไว้ในแอร์เวย์บิลหรือเฮาส์แอร์เวย์บิล และระบุค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดที่เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยไว้ในเอกสารใบเรียกเก็บเงิน (อินวอยซ์) หรือเอกสารอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน เช่น Freight Invoice ก็ได้ เมื่อผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินตามแอร์เวย์บิลหรือ เฮาส์แอร์เวย์บิลและเอกสารใบเรียกเก็บเงิน (อินวอยซ์) หรือเอกสารอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน ดังกล่าว ถือเป็นการจ่ายเงินค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากบริษัทสายการบิน ตัวแทนสายการบิน หรือ Forwarder แล้วแต่กรณี โดยคำนวณหักไว้ใน อัตราร้อยละ 1.0 ของค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในแอร์เวย์บิลหรือเฮาส์แอร์เวย์บิลและเอกสารใบเรียกเก็บเงิน (อินวอยซ์) หรือเอกสารอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกันนั้น

                ข้อ 7 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการ จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ที่เป็นค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากการรับขนของเข้ามาในประเทศไทยให้แก่ผู้ประกอบกิจการให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยอากาศยาน ผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ดังนี้

                        (1) กรณีผู้ใช้บริการ (Consignee หรือ Forwarder) จ่ายค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของเข้ามาในประเทศไทยให้แก่บริษัทสายการบินไทย โดยบริษัทสายการบินไทยออกใบตราส่งสินค้า (แอร์เวย์บิล) และออกใบเสร็จรับเงินในนามของผู้ใช้บริการ ผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0 ของค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งสินค้า (แอร์เวย์บิล) และ ผู้ใช้บริการมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่บริษัทสายการบินไทย

                        (2) กรณีผู้ใช้บริการ (Consignee หรือ Forwarder) จ่ายค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของเข้ามาในประเทศไทยให้แก่บริษัทสายการบินต่างประเทศ โดยบริษัทสายการบินต่างประเทศออกใบตราส่งสินค้า (แอร์เวย์บิล) และออกใบเสร็จรับเงินในนามของผู้ใช้บริการ โดยเหตุที่ค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของเข้ามาในประเทศไทย ไม่เป็นฐานในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 67 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

                ข้อ 8 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการ จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ที่เป็นค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของเข้ามาในประเทศไทยให้แก่ผู้ประกอบกิจการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยอากาศยาน (Forwarder) โดย Forwarder กระทำการในฐานะเป็นตัวแทนของ Forwarder ในต่างประเทศ และ Forwarder ในประเทศไทย ได้ออกใบเสร็จรับเงินในนามของผู้ใช้บริการ ถือว่าผู้ใช้บริการจ่ายค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งไม่เป็นฐานในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 67 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

                        กรณี Forwarder ในประเทศไทยได้กระทำการในฐานะเป็นตัวแทน เรียกเก็บค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของเข้ามาในประเทศไทยของForwarder ในต่างประเทศ Forwarder ในประเทศไทยจะต้องมีหลักฐานหรือเอกสารอื่นใดที่มี เนื้อหาแสดงว่ากระทำการในฐานะเป็นตัวแทนของ Forwarder ในต่างประเทศ

                ข้อ 9 กรณีบริษัทสายการบินตามข้อ 2 ตัวแทนสายการบิน (GSA) ตามข้อ 3หรือ Forwarder ตามข้อ 4 เรียกเก็บค่าบริการหรือเรียกว่า Handling Charge (H/D) นอกเหนือจากค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจากผู้ใช้บริการ ซึ่งค่าบริการดังกล่าวอาจระบุไว้ในแอร์เวย์บิล เฮาส์แอร์เวย์บิล เอกสารใบเรียกเก็บเงิน (อินวอยซ์) หรือเอกสารอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน เช่น Freight Invoice ก็ได้ ค่าบริการ (Handling Charge) ถือเป็นค่าตอบแทนที่ผู้ใช้บริการจ่าย ให้แก่บริษัทสายการบิน ตัวแทนสายการบิน (GSA) หรือ Forwarder ผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ (Handling Charge) นั้น ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.104/2544 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2544

                ข้อ 10 ให้นำความในข้อ 6 มาใช้บังคับสำหรับการจ่ายเงินค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของเข้ามาในประเทศไทยให้แก่ผู้ประกอบกิจการให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยอากาศยานและผู้ประกอบกิจการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยอากาศยาน (Forwarder) ด้วย

                ข้อ 11 ให้นำความในข้อ 4 ถึงข้อ 10 มาใช้บังคับสำหรับการจ่ายเงินค่าขนส่ง สินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยและการรับขนของเข้ามาในประเทศไทยให้แก่ผู้ประกอบกิจการให้บริการเป็นตัวแทนรับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยอากาศยานซึ่งเป็นตัวแทนที่ได้รับแต่งตั้งด้วย

สั่ง ณ วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2546

ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล

อธิบดีกรมสรรพากร



อ้างอิงคำตอบ
(บางข้อนำแนวคำตอบ ค่าขนส่งทางเรือเดินทะเลมาใส่ด้วย เนื่องจากค่าขนส่งทางอากาศและเรือ ภาระภาษีส่วนใหญ่จะคล้ายกัน สามารถนำมาเทียบเคียงกันได้บ้าง แล้วแต่กรณี)


เรื่อง

เกี่ยวกับ Freight Forwarder

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 15/05/2017 - วันที่ตอบ 15/05/2017

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

ข้อ 2 (1) และ (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 110/2545

ปุจฉา

ข้อสงสัยเพิ่มเติมตามที่แนะนำว่าทาง Freight Forwarder ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 1% ตาม ท.ป.4/2528 เนื่องจากการรับขนส่งสินค้าออกจากประเทศไทย
 ....ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้ค่ะ
 บ.สายการเดินเรือเป็น บ.จดทะเบียนที่ประเทศเกาหลีใต้ โดยบ.สายการเดินเรือออก B/L ให้แก่ Forwarder ในนามของผู้ขาย (shipper) แต่ออกใบเสร็จรับเงินในนามของ Forwarder เพื่อเรียกเก็บเงินจาก Forwarder (น่าตรงตามข้อ 3 (2) ในคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 110/2545) และทาง Forwarder จะมาเรียกเก็บค่าขนส่งรวมค่าบริการ โดยระบุเป็น Ocean Freight จากทางผู้ขาย
 คำถาม :
   
 1. ไม่ทราบว่าลักษณะนี้ทางผู้ขาย ยังคงต้องหักภาษี 1% ของยอด Ocean Freight ที่จ่ายให้ forwarder หรือไม่ และยื่นแบบภ.ง.ด.53 หรือ 54 ค่ะ เนื่องจากเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ (เข้าใจว่าการหักภาษีจาก บ.สายเดินเรือเป็นหน้าที่ของ forwarder)
    2. จากข้อ (1) ผู้ขายยังมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ตามแบบภ.พ.36 หรือไม่


 กราบขอโทษเป็นอย่างสูงที่ไม่ได้ให้ข้อมูลถึงบ.สายการเดินเรือตั้งแต่แรก

วิสัชนา

ตามข้อ 2 (1) และ (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 110/2545 วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จาก Forwarder ดังนี้
 ...."ข้อ 3 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการ จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ที่เป็นค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยให้แก่ผู้ประกอบกิจการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล ซึ่งเรียกว่า Forwarder ผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ดังนี้
 .......(1) กรณี Forwarder ได้ออกใบตราส่งสินค้า (เฮ้าส์บิลออฟเลดิง) และออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ใช้บริการ (Shipper หรือ Forwarder รายอื่น) ผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จาก Forwarder โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0 ของค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งสินค้า (เฮาส์บิลออฟเลดิง) และผู้ใช้บริการมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่ Forwarder
 ........(2) กรณีบริษัทสายการเดินเรือได้ออกใบตราส่งสินค้า (บิลออฟเลดิง) ให้แก่ Forwarder ในนามของผู้ใช้บริการ (Shipper) แต่ออกใบเสร็จรับเงินในนามของ Forwarder ถือว่า Forwarder จ่ายค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยให้แก่บริษัทสายการเดินเรือ Forwarder จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากบริษัทสายการเดินเรือตามหลักเกณฑ์ตามข้อ 2 โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0 ของค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งสินค้า (บิลออฟเลดิง) และ Forwarder มีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่บริษัทสายการเดินเรือในนามของตนเอง
     ............กรณี Forwarder ตามวรรคหนึ่ง เรียกเก็บค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยจากผู้ใช้บริการ (Shipper) โดยใช้ใบตราส่ง สินค้า (บิลออฟเลดิง) ของบริษัทสายการเดินเรือ และ Forwarder ได้ออกใบเสร็จรับเงินในนามของผู้ใช้บริการ (Shipper) ถือว่าผู้ใช้บริการ (Shipper) จ่ายค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยให้แก่ Forwarder ดังนั้น ผู้ใช้บริการ (Shipper) จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จาก Forwarder โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0 ของค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งสินค้า (บิลออฟเลดิง) และผู้ใช้บริการ (Shipper) มีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่ Forwarder"

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า :
 1. ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวทางผู้ขาย (Shipper) 
ยังคงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 1% ของยอด Ocean Freight ที่จ่ายให้ forwarder พร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 เนื่องจากแม้ Forwarder จะเป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศเกาหลีใต้ แต่การประกอบกิจการของ forwarder ดังกล่าวเป็นการประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล จึงไม่ถือเป็น "กำไรจากธุรกิจ" (Business Profit) ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย - เกาหลีใต้
    2. จากข้อ (1) 
ผู้ขายไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ตามแบบภ.พ.36 เนื่องจากการประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย กรณีการรับจ้างขนส่งสินค้าโดยบริษัทต่างประเทศ

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

22/07/2002

เลขที่หนังสือ

กค 0811/6447

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 76 ทวิ, อนุสัญญาภาษีซ้อนฯ, คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ฯ

ข้อหารือ

กรณีบริษัทฯ ว่าจ้าง บริษัท G ของประเทศมาเลเซีย ซึ่งไม่มีสถานประกอบการหรือตัวแทนในประเทศไทยโดยหารือว่าการว่าจ้างกรณีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย หรือไม่
 และอัตราเท่าใด

 1. รับขนสินค้าจากด่านปาดังเบซาร์ไปยังประเทศมาเลเซีย
 2. รับขนสินค้าจากโรงงานในหาดใหญ่ไปท่าเรือปีนัง ประเทศมาเลเซีย
 3. รับดำเนินการด้านพิธีการและขนส่งสินค้าจากท่าเรือปีนังไปให้ลูกค้าใน ต่างประเทศโดยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม

แนววินิจฉัย

กรณี บริษัท G ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศมาเลเซียได้เข้ามารับจ้างขนส่งสินค้าทางบกขาออกจากประเทศไทยไปยังประเทศมาเลเซียนั้น ถือว่า บริษัท G มีผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อใน
 การประกอบกิจการขนส่งในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย บริษัท G จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และการเข้ามารับจ้างขนส่งประจำ ดังกล่าวถือเป็นสถานธุรกิจประจำที่ บริษัท G ใช้เพื่อประกอบธุรกิจขนส่งในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นสถานประกอบการถาวร ตามข้อ 5 ของอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน
 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินค่าขนส่งสินค้าให้กับ บริษัท G จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1.0 สำหรับค่าบริการใน ส่วนของค่าขนส่ง และ
 ร้อยละ 3.0 ของค่าบริการอื่น ๆ ทั้งนี้ ตามข้อ 12/1 และข้อ 12/4 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ท.ป.104/2544 ฯ ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2544

เลขตู้

65/31807


เรื่อง

Freight forwarder ค่าขนส่งทางอากาศขาเข้าและขาออก ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับลูกค้าหรือไม่

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 01/06/2024 - วันที่ตอบ 07/06/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 126/2546 ฯ

ปุจฉา

สืบเนื่องจากกระทู้นี้ (tax-ez.info) ที่ทางอาจารย์ได้มีตอบคำถามไว้ หนูขออนุญาตสอบถามเพิ่มเติมว่า การวางบิลกับลูกค้า ในฐานะที่หนูเป็นบริษัท freight forwarder ค่าขนส่งสินค้าทางอากาศ จำเป็นต้องมี VAT 7% หรือไม่คะเนื่องจากเกิดความสับสนเพราะบางบริษัทก็มีเรียกเก็บ บางที่ก็ไม่เก็บค่ะ ทีนี้หนูเลยอยากทราบข้อมูลที่แม่นยำเพื่อปรับใช้อย่างถูกต้องค่ะอาจารย์ ขอบพระคุณมากค่ะ

ปุจฉา:

สอบถามในฐานะ Freight forwarder ค่าขนส่งทางอากาศขาเข้าและขาออกต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับลูกค้าหรือไม่คะ


วิสัชนา:

ในฐานะ Freight forwarder หรือประกอบกิจการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยอากาศยาน (Forwarder) เฉพาะค่าขนส่งทางอากาศขาออกเท่านั้นที่บริษัท Freight forwarder อาจต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับลูกค้าในกรณีดังนี้

    1. กรณีตามข้อ 4 (1) วรรคสอง ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 126/2546 ฯ ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2546 ซึ่งเป็นกรณีที่ Forwarder สามารถสอบยันค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทย ให้ Forwarder ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ใช้บริการ โดยระบุข้อความเพิ่มเติมว่า “ค่าขนส่งสินค้าขาออกตามใบเสร็จรับเงินฉบับนี้ Forwarder ได้ดำเนินการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากบริษัทสายการบินแล้ว” หรือข้อความอื่นในลักษณะทำนองเดียวกัน เช่นนี้ ในการเรียกเก็บเงินค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยจากผู้ใช้บริการ Forwarder ไม่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าขนส่งขาออกดังกล่าว โดยให้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เฉพาะมูลค่าของค่าบริการ

        แต่ถ้า Forwarder ไม่สามารถสอบยันดังกล่าวได้ Forwarder มีหน้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ใช้บริการในอัตรา 7% ของค่าขนส่งขาออก ซึ่งผู้ใช้บริการที่เป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1.0 จาก Forwarder โดยออกหนังสือรับรอง การหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่ Forwarder ในนามของผู้ใช้บริการ   


    2.ตามข้อ 6 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 126/2546 ฯ ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2546 กรณีบริษัท Forwarder กรณีตามข้อ 4 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 126/2546 ฯ ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2546 Forwarder ออกเอกสารเรียกเก็บค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยให้แก่ผู้ใช้บริการ โดยไม่สามารถระบุค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใด ที่เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยไว้ใน แอร์เวย์บิลหรือเฮาส์แอร์เวย์บิล บริษัทสายการบิน ตัวแทนสายการบิน และ Forwarder สามารถออกเอกสารโดยระบุเฉพาะค่าระวาง (Freight) ไว้ในแอร์เวย์บิลหรือเฮาส์แอร์เวย์บิล และระบุค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดที่เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยไว้ในเอกสารใบเรียกเก็บเงิน (อินวอยซ์) หรือเอกสารอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน เช่น Freight Invoice ก็ได้ เมื่อผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินตามแอร์เวย์บิลหรือ เฮาส์แอร์เวย์บิลและเอกสารใบเรียกเก็บเงิน (อินวอยซ์) หรือเอกสารอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน ดังกล่าว ถือเป็นการจ่ายเงินค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ Forwarder จึงมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% ของค่าขนส่งขาออก โดยผู้ใช้บริการมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จาก Forwarder แล้วแต่กรณี โดยคำนวณหักไว้ใน อัตราร้อยละ 1.0 ของค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในแอร์เวย์บิลหรือเฮาส์แอร์เวย์บิลและเอกสารใบเรียกเก็บเงิน (อินวอยซ์) หรือเอกสารอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกันนั้น

วิสัชนา

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

1.กรณีตามข้อ 4 (1) วรรคสอง ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 126/2546 ฯ ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2546 ซึ่งเป็นกรณีที่ Forwarder สามารถสอบยันค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทย ให้ Forwarder ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ใช้บริการ โดยระบุข้อความเพิ่มเติมว่า “ค่าขนส่งสินค้าขาออกตามใบเสร็จรับเงินฉบับนี้ Forwarder ได้ดำเนินการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากบริษัทสายการบินแล้ว” หรือข้อความอื่นในลักษณะทำนองเดียวกัน เช่นนี้ ในการเรียกเก็บเงินค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเนื่องจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยจากผู้ใช้บริการ Forwarder ไม่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าขนส่งขาออกดังกล่าว โดยให้คำนวณภาษีขายจากค่าระวาง ค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดที่ได้มีการเรียกเก็บจากผู้รับบริการไว้แทนบริษัทสายการบินหักด้วยค่าระวางค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดที่ได้ถูกบริษัทสายการบินเรียกเก็บโดยตัวแทนที่ได้รับแต่งตั้งมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษี ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ให้บริษัทสายการบิน ทั้งนี้ ตามข้อ 4 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 49/2537 ฯ เรื่อง ลงวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2537 ดังนี้

    “ข้อ 4 ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการจดทะเบียน ซึ่งประกอบกิจการให้บริการเป็นตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยอากาศยาน

         (1) ในกรณีที่เป็นตัวแทนที่ได้รับแต่งตั้ง ค่าบริการที่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร หมายถึง มูลค่าของค่าบริการ โดยให้คำนวณจากค่าระวาง ค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดที่ได้มีการเรียกเก็บจากผู้รับบริการไว้แทนบริษัทสายการบินหักด้วยค่าระวางค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดที่ได้ถูกบริษัทสายการบินเรียกเก็บโดยตัวแทนที่ได้รับแต่งตั้งมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษี ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ให้บริษัทสายการบิน

         (2) ในกรณีที่เป็นตัวแทนช่วง ถือว่าตัวแทนช่วงเป็นผู้ให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากรแก่ตัวแทนที่ได้รับแต่งตั้ง ค่าบริการที่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากรหมายถึง มูลค่าของค่าบริการ โดยให้คำนวณจากค่าระวาง ค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดที่ได้มีการเรียกเก็บจากผู้รับบริการ หักด้วยค่าระวาง ค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดที่ได้ถูกตัวแทนที่ได้รับแต่งตั้งเรียกเก็บ โดยตัวแทนช่วงมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ให้ตัวแทนที่ได้รับแต่งตั้ง”


2.แต่ถ้า Forwarder ไม่สามารถสอบยันดังกล่าวได้ Forwarder มีหน้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ใช้บริการในอัตรา 7% ของค่าขนส่งขาออก ซึ่งผู้ใช้บริการที่เป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1.0 จาก Forwarder โดยออกหนังสือรับรอง การหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่ Forwarder ในนามของผู้ใช้บริการ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์


เรื่อง

สายเรือต่างประเทศเรียกเก็บค่า freight เนื่องจากการรับขนของออกจากประเทศไทย

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 31/12/2016 - วันที่ตอบ 01/01/2017

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 80/1 (3) มาตรา 77/2 (1) และมาตรา 80 แหงประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

1) กรณีสายเรือต่างประเทศเรียกเก็บค่า freight เนื่องจากการรับขนของออกจากประเทศไทยเสีย vat หรือไม่ครับ
 2) กรณี freight forwarder เรียกเก็บค่า freight จาก shipper เนื่องจากการรับขนของออกจากประเทศไทย
เสีย vat หรือไม่ครับ
 3) กรณีตัวแทนของสายเรือต่างประเทศ จดทะเบียนตามกฏหมายไทย กระทำการแทนบริษัทแม่สายเรือต่างประเทศ เรียกเก็บค่า freight จาก shipper เนื่องจากการรับขนของออกจากประเทศไทย
เสีย VAT หรือไม่ครับ

วิสัชนา

1. กรณีสายเรือต่างประเทศเรียกเก็บค่า freight เนื่องจากการรับขนของออกจากประเทศไทย เสีย VAT ในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (3) แห่งประมวลรัษฎากร
 2. กรณี freight forwarder เรียกเก็บค่า freight จาก shipper เนื่องจากการรับขนของออกจากประเทศไทย เสีย VAT ในอัตราร้อยละ 7.0 ตามมาตรา 77/2 (1) และมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร

ทั้งนี้ ตามข้อ 4 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 54/2537 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับกิจการให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล และสำหรับกิจการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล ดังนี้
         “ข้อ 4 ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการจดทะเบียน ซึ่งประกอบกิจการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล ค่าบริการที่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร หมายถึง มูลค่าของค่าบริการ โดยให้คำนวณจากค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่ได้มีการเรียกเก็บจากผู้รับบริการ หักด้วยค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นได้ที่ได้ถูกบริษัทสายการเดินเรือเรียกเก็บ โดยให้ผู้ประกอบกิจการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลใช้ใบตราส่งสินค้า (เฮ้าส์บิลออฟเลดิง)

       ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 58) เรื่อง กำหนดรายการในใบกำกับภาษีของสินค้าหรือบริการบางกรณีตามมาตรา 86/5 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2537 เป็นใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร โดยให้แยกค่าบริการ และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของค่าบริการ ออกจากค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใด ที่ถูกบริษัทสายการเดินเรือเรียกเก็บ และให้ถือเป็นใบกำกับภาษีทั้งในส่วนของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่ถูกบริษัทสายการเดินเรือเรียกเก็บ และเป็นใบกำกับภาษีทั้งในส่วนของค่าบริการที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งประกอบกิจการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลเรียกเก็บ”

3. กรณีตัวแทนของสายเรือต่างประเทศ จดทะเบียนตามกฎหมายไทย กระทำการแทนบริษัทแม่สายเรือต่างประเทศ เรียกเก็บค่า freight จาก shipper เนื่องจากการรับขนของออกจากประเทศไทย
       (1) รายได้ค่า freight ที่ตัวแทนสายการเดินเรีอเรียกเก็บจาก shipper เนื่องจากการรับขนของออกจากประเทศไทย เป็นรายได้ของสายการเดินเรือที่ต้องเสีย VAT เช่นเดียวกับข้อ 1. ข้างต้น
       (2) ตัวแทนสายการเดินเรือมีรายได้ค่านายหน้าจากสายการเดินเรือ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่านายหน้าที่เรียกเก็บจากสายการเดินเรือ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

ภาระภาษีตัวแทนสายการเดินเรือต่างประเทศ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 05/07/2024 - วันที่ตอบ 20/07/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 76 ทวิ, มาตรา 80/1 (3) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

ขอปรึกษาเกี่ยวกับการจดทะเบียนเป็นตัวแทนสายการเดินเรือต่างประเทศ

มีข้อกฎหมายระบุว่าเรือเฉพาะที่เข้าประเทศไทย หรือทุกสายการเดินเรือคะ

รบกวนสอบถามเพิ่มเติมคะ (วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 เวลา 08:09 น.)

อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีเป็นตัวแทนสายการเดินเรืออัตราภาษี 0% ใช่ไหมคะ

ถ้าเป็นการใช้พื้นที่ผ่านสายเรือต่างประเทศ โดยขอแบ่งพื้นที่ระหว่างกันสามารถใช้อัตราภาษี 0% ได้ไหมคะ

วิสัชนา

1. ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

    “มาตรา 76 ทวิ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว

         ในกรณีที่กล่าวในวรรคแรก ถ้าบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ได้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

         ในกรณีการประเมินตามความในมาตรานี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้”

จากบทบัญญัติดังกล่าว กรณีที่กฎหมายจะถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศประกอบกิจการในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้

    (1) เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และ

    (2) มีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย และ

    (3) เป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย


2. ตามมาตรา 80/1 (3) แห่งประมวลรัษฎากร แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2541 ใช้บังคับ 1 ม.ค. 2542 เป็นต้นไป กำหนดให้การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลที่กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรา 0% ดังนี้

    “มาตรา 80/1 ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

         (3) การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศยานหรือเรือเดินทะเลที่กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล”


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

1.กรณีการจดทะเบียนเป็นตัวแทนสายการเดินเรือต่างประเทศ นั้น

    (1) หากเกี่ยวข้องกับการเป็นตัวแทนสายการเดินเรือต่างประเทศ ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 67 (1) แห่งประมวลรัษฎากร นั้น มุ่งหมายเฉพาะแต่เพียง สายการเดินเรือต่างประเทศที่เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย เท่านั้น

    (2) กรณีที่บริษัทฯ ประสงค์จะเป็นตัวแทนของสายการเดินเรืออื่นใดนอกจากกรณีตามข้อ 1. ข้างต้น ก็ย่อมกระทำได้ แต่สายการเดินเรือที่มิได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทยนั้น ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 67 (1) แห่งประมวลรัษฎากร  

    ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ซึ่งประกอบกิจการให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล บริษัทสายการเดินเรือต่างประเทศจะต้องนำค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนของออกนอกประเทศไทยมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 67 แห่งประมวลรัษฎากร รายได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 67 แห่งประมวลรัษฎากร หมายถึง

    (1) รายได้ที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยตามมูลค่าของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใด ตามที่ระบุในใบตราส่งสินค้า (บิลออฟเลดิง) ไม่ว่าจะเรียกเก็บในหรือนอกประเทศไทย ในกรณีที่บริษัทสายการเดินเรือต่างประเทศรับขนของให้ผู้รับบริการโดยตรง

    (2) รายได้ที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยตามมูลค่าของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใด ตามที่ระบุในใบตราส่งสินค้า (บิลออฟเลดิง) ที่บริษัทสายการเดินเรือต่างประเทศออกให้ผู้ประกอบกิจการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล ไม่ว่าจะเรียกเก็บในหรือนอกประเทศไทย ในกรณีที่บริษัทสายการเดินเรือต่างประเทศรับขนของให้ผู้รับบริการโดยผ่านผู้ประกอบกิจการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล

    ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งประกอบกิจการให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล รายได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร หมายถึง รายได้ตาม (1) และ (2) (ข้อ 1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 54/2537 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับกิจการให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล และสำหรับกิจการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล ลงวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2537)


2.การประกอบกิจการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลที่กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล ซึ่งกระทำการแทนโดยสายการเดินเรือ เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรา 0% ตามมาตรา 80/1 (3) แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทสายการเดินเรือจะต้องนำมูลค่าของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79/1 (2) แห่งประมวลรัษฎากร มูลค่าของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใด หมายถึง

    (1) รายได้ที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยตามมูลค่าของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใด ตามที่ระบุในใบตราส่งสินค้า (บิลออฟเลดิง) ไม่ว่าจะเรียกเก็บในหรือนอกประเทศไทย ในกรณีที่บริษัทสายการเดินเรือรับขนของให้ผู้รับบริการโดยตรง

    (2) รายได้ที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการรับขนของออกนอกประเทศไทยตามมูลค่าของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใด ตามที่ระบุในใบตราส่งสินค้า (บิลออฟเลดิง) ที่บริษัทสายการเดินเรือออกให้ผู้ประกอบกิจการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล ไม่ว่าจะเรียกเก็บในหรือนอกประเทศไทย ในกรณีที่บริษัทสายการเดินเรือรับขนของให้ผู้รับบริการโดยผ่านผู้ประกอบกิจการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล (ข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 54/2537 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับกิจการให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล และสำหรับกิจการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล ลงวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2537)  


3.กรณีสายการเดินเรือระหว่างประเทศใช้พื้นที่ระหว่างกันกับสายการเดินเรือระหว่างประเทศอื่น  โดยขอแบ่งพื้นที่ ในลักษณะที่เป็นพันธมิตร (Alliance) ระหว่างกัน เสมือนหนึ่งว่า ประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลของตนเอง ย่อมสามารถใช้อัตราภาษี 0% ได้ ทำนองเดียวกับการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศยาน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ