Case study

การขายสินค้าโดยการส่งออกทางรถ ไปกัมพูชา


เรื่อง การขายสินค้าโดยการส่งออกทางรถ ไปกัมพูชา
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 11/07/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัท ขายเมล็ดพันธุ์พืช ไปกัมพูชา เงื่อนไขการส่งออก FOB วันที่ 22 มิถุนายน 2568 บริษัทได้ดำเนินพิธีการส่งออก Status 0209 เรียบร้อย และลูกค้านำของขึ้นรถของลูกค้า ที่ด่านเพื่อดำเนินการข้ามแดน ปรากฎว่า ด่านปิด ไม่สามารถข้ามได้เนื่องจากสถานการณ์ชายแดน ใบอนุญาตส่งออกฯเมล็ดพันธุ์ มีกำหนดระยะเวลา 7วัน หากพ้นกำหนดจะไม่สามารถผ่านด่านได้ ใบขนสินค้าขาออก(ศุลากากร) มีอายุ 21 วัน หากพ้นกำหนดจะไม่สามารถนำสินค้าผ่านด่านได้ ปรากฎว่า วันที่ 29 มิถุนายน 2568 ด่านก็ยังคงไม่เปิด ทำให้สินค้าไม่สามารถผ่านแดนได้ เนื่องจาก ใบอนุญาตส่งออกเมล็ดพันธุ์หมดอายุ ต้องรอดำเนินการขอเอกสารใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ใบอนุญาตส่งออกเมล็ดพันธุ์ รวมถึง ใบขนสินค้าขาออก 

คำถาม 

1.กรณีสินค้ายังอยู่ในประเทศไทย เพียงขึ้นรถของลูกค้ารอที่ด่าน แต่ไม่สามารถขนผ่านด่านได้ ถือว่าความรับผิดชอบในตัวสินค้าตกเป็นของผู้ซื้อแล้ว ใช่หรือไม่ 

2.บริษัทสามารถบันทึกรายได้ ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2568 พร้อมทั้งบันทึกรายงานภาษีขาย วันเดียวกัน ใช่หรือไม่ 

3.กรณีสินค้าไม่สามารถผ่านด่านได้ บริษัทยินดีรับคืนสินค้า โดยการยกเลิกเอกสารใบขนสินค้า(ศุลกากร) การยกเลิกใบขน และรับคืนสินค้า ถือเป็นการรับคืนในรายงานภาษีขายด้วยหรือไม่ หรือไม่ต้องลงรายงานภาษีขาย เพราะการรับคืนไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากร หรือตีความว่า การยกเลิกใบขนสินค้า ถือเป็นการรับคืนที่ต้องยื่นรายงานภาษีขาย 

ขอบคุณครับ

คำตอบ


1. ความรับผิดชอบในตัวสินค้า: ถือว่าตกเป็นของผู้ซื้อหรือไม่?

คำตอบ : ยังไม่ตกเป็นของผู้ซื้อ

ทางบัญชี 
 แม้ว่าเงื่อนไขการขายคือ 
FOB ซึ่งโดยหลักทั่วไป "ความเสี่ยงจะโอนจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อเมื่อสินค้าถูกส่งขึ้นพาหนะขนส่งที่ระบุไว้ ณ จุดส่งมอบ (ท่าเรือ/ด่าน/จุดผ่านแดนที่กำหนด)" แต่ในกรณีนี้:

  • สินค้ายังอยู่ภายในเขตประเทศไทย และยังไม่ผ่านด่านออกประเทศ
  • แม้ลูกค้าจะมารับสินค้าไปไว้บนรถแล้ว แต่ยังไม่พ้นด่านศุลกากร

จึงยังไม่ถือว่าเป็นการ “ส่งมอบตาม FOB” เพราะ จุดโอนความเสี่ยง (FOB Point) ยังไม่เกิดขึ้นจริง หากตีความให้สอดคล้องกับ TFRS 18 รายได้ https://acpro-std.tfac.or.th/uploads/files/TAS18-Manual.pdf  ถือว่า ความเสี่ยงยังอยู่กับบริษัทผู้ขาย

ทางภาษีเงินได้นิติบุคคล 
         จะบันทึกรายได้เมื่อส่งมอบสินค้าเมื่อมีการโอนความเสี่ยงและผลตอบแทน ตามเงื่อนไข  
Incoterm FOB บันทึกเมื่อของลงเรือ/ขึ้นเครื่องบิน/รถยนต์ ที่ประเทศไทย วันที่ตามใบขน สถานะ 0409เนื่องจากติดปัญหาการการผ่านแดน ใบขนสินค้าจึงยังไม่ได้รับ สถานะ 0409 สินค้ายังอยู่ในประเทศไทย จึงถือว่าส่งออกยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้น จึงยังไม่สามารถรับรู้รายได้

สถานะในใบขน

Status 01 Declaration draft

หมายถึง ใบขนที่อยู่ในระหว่างการร่าง ซึ่งทางชิปปิ้งหรือตัวแทนออกของจะต้องสำแดงมูลค่าของสินค้าให้ถูกต้องตามใบแสดงรายการบรรจุหีบห่อที่ผู้ขายจัดทำให้ผู้ซื้อ (Packing List), ใบแจ้งหนี้ (Invoice) และใบอนุญาตต่างๆ ให้ทางผู้ประกอบการตรวจสอบความถูกต้องก่อนยื่นให้กับกรมศุลกากร

Status 02 Declaration Accepted
 หมายถึง ข้อมูลที่ผู้ประกอบการตรวจสอบแล้วว่าข้อมูลถูกต้อง จากนั้นจึงมีการส่งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ไปยังกรมศุลกากรแล้ว และเมื่อมีการชำระภาษีอากรเป็นที่เรียบร้อย สถานะก็จะเปลี่ยนเป็น Status 2

Status 3 Goods Transaction control already check

หมายถึง เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรได้ตรวจสอบสินค้าและรับรองข้อมูลว่าผู้ประกอบการได้สำแดงข้อมูลอย่างถูกต้องตามสินค้าที่นำเข้า-ส่งออก

Status 04 Goods Load

หมายถึง ใบขนสินค้าที่มีการส่งออกโดยสมบูรณ์ ซึ่งหมายถึงยานพาหนะที่ใช้บรรทุกสินค้าได้ออกเดินทางออกจากราชอาณาจักรไทยแล้ว และในส่วนของการนำเข้า หมายถึง ตัวแทนออกของได้ดำเนินการพิธีการศุลกากรเป็นที่เรียบร้อย


สรุป

1. สถานะ 0209 คือวันที่จุดรับผิดทางภาษีที่ต้องนำส่งภาษีขาย
2. 
สถานะ 0409 คือวันที่ที่ยืนยันว่าของออกนอกประเทศเรียบร้อยแล้ว รับรู้รายได้


2. บริษัทสามารถบันทึกรายได้ และรายงานภาษีขายตั้งแต่ 22 มิ.ย. 2568 ได้หรือไม่?

คำตอบ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

  • บริษัทฯ ขายสินค้าไปต่างประเทศโดยผ่านแดน และได้ดำเนินพิธีการส่งออกที่ศุลกากร จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรา 0% ตามมาตรา 80/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องแสดงหลักฐานตามแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรข้อ 2 วรรคสี่ ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 97/2543 ฯ
  • ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออก Status 0209 ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ตามมาตรา78 (4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร
  • นำส่งรายได้(ฐานภาษี) ในแบบ ภ.พ.30 ด้วยมูลค่า FOB  ตามมาตรา 79/1(1) ยอดสินค้าตามใบขนขาออก
  • วันที่ลงรายงานภาษีขาย คือวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออก คือวันที่ตามใบขนขาออก สถานะ 0209  คือ ณ วันที่ 22 มิ.ย. 2568

มาตรา 78 ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

          (4) การขายสินค้าโดยส่งออก ให้ความรับผิดเกิดขึ้นดังต่อไปนี้

(ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค)ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออกเว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณีก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออก ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร



 

มาตรา 79/1ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการในกิจการเฉพาะอย่างให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
   
(1) ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าโดยการส่งออกได้แก่ มูลค่าของสินค้าส่งออกโดยให้ใช้ราคา เอฟ.โอ.บี.ของสินค้าบวกด้วยภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แต่ทั้งนี้ไม่ให้รวมอากรขาออก
   ราคา เอฟ.โอ.บี. ได้แก่
ราคาสินค้า ณ ด่านศุลกากรส่งออกโดยไม่รวมค่าประกันภัยและค่าขนส่งจากด่านศุลกากรส่งออกไปต่างประเทศ



 

มาตรา 80/1 ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
              (1) การส่งออกสินค้าที่มิใช่การส่งออกสินค้าซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (3)



ภาษีเงินได้นิติบุคคล
     ไม่สามารถบันทึกรายได้ ณ วันที่ 22 มิ.ย. 2568 เนื่องจากสินค้ายังไม่ส่งออกไปจากประเทศ สถานะใบขนขาออก ยังไม่ได้รับ Status 0409 ถือว่าการส่งออกไม่สมบูรณ์ ตามคำตอบข้อ 1

เหตุผล:

  • ยังไม่เกิดการโอนความเสี่ยงหรือควบคุมในสินค้าตาม TFRS 18 
    ซึ่งระบุว่า รายได้จะรับรู้เมื่อ “ลูกค้าได้ควบคุมสินค้าแล้ว” ซึ่งยังไม่เกิดขึ้นในกรณีนี้
     
  • ยังไม่มีการนำสินค้าออกนอกราชอาณาจักรตามกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตามมาตรา 77/1 (14) แห่งประมวลรัษฎากร “การส่งออก” ต้องมีการเคลื่อนย้ายสินค้าจากประเทศไทยไปต่างประเทศ และผ่านพิธีการศุลกากรโดยสมบูรณ์

มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

     (14) “ส่งออก” หมายความว่า ส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศ

มาตรา 80/1 ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

    (1) การส่งออกสินค้าที่มิใช่การส่งออกสินค้าซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (3)
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.97/2543 )


คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 97/2543

เรื่อง      การส่งออกสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับสิทธิเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร

   ข้อ 2   กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อในต่างประเทศและผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นผู้ผลิตสินค้า หรือซื้อสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศ โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นผู้ดำเนินพิธีการศุลกากรยื่นใบขนสินค้าขาออกในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน เพื่อส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศ ตามมาตรา 77/1(14) แห่งประมวลรัษฎากร ถือว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นผู้ส่งออก ตามมาตรา 77/1(13) แห่งประมวลรัษฎากร และได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร

  โรงงานผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศตามวรรคหนึ่ง มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณภาษีตามมาตรา 80แห่งประมวลรัษฎากร

 กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ได้ส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศซึ่งเป็นประเทศที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศไทย ตามมาตรา 77/1(14) แห่งประมวลรัษฎากร ถือว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นผู้ส่งออก ตามมาตรา 77/1(13) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวจะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องมีหลักฐานดังต่อไปนี้พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้

           (1) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ผลิตสินค้าดังกล่าวหรือซื้อสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศ และโรงงานผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศได้จัดทำใบกำกับภาษีเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 82/4 และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร

           (2) หลักฐานใบกำกับสินค้า (Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน

           (3) หลักฐานการบรรจุหีบห่อ (Packing List) เว้นแต่สินค้าทีไม่จำต้องบรรจุหีบห่อ เช่น ไม้ เสาเข็ม เป็นต้น ก็ไม่จำต้องมี Packing List เพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมิน

          (4) หลักฐานที่แสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า(Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน เช่น หลักฐานการเปิด L/C (Letter of Credit) หรือหลักฐานการจัดทำ T/T (Telex Transfer) หรือ T/P (Term of Payment) เป็นต้น กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่สามารถแสดงหลักฐานดังกล่าว แต่ได้บันทึกรายการส่งออกสินค้าในรายงานภาษีขาย รายงานสินค้าและวัตถุดิบ บัญชีเงินสดรับหรือบัญชีขาย ถือว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหลักฐานที่แสดงว่ารับชำระราคาค่าสินค้าหรือมีหลักฐานที่แสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า (Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน

          (5) หลักฐานใบกำกับภาษีซื้อ และรายงานภาษีซื้อ

          (6) หลักฐานสำเนาใบขนสินค้าขาออกในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ผ่านพิธีการศุลกากรฉบับที่มีการสลักหลังการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่ามีการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร


สรุปคือ วันที่ 22 มิถุนายน 2568
 ให้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.30 ในอัตรา 0
%   แต่ยังไม่รับรู้รายได้ในทางภาษีเงินได้นิติบุคคลและทางบัญชี   ดังนั้น ให้ทำการกระทบยอดผลต่างรายได้ตามแบบ ภ.พ.30 และแบบ ภ.ง.ด.50 เก็บไว้ให้สรรพากรหรือออดิทในวันที่เข้าตรวจสอบ

 

3. กรณียกเลิกใบขนและรับคืนสินค้า ถือเป็นการรับคืนในรายงานภาษีขายหรือไม่?

คำตอบ

กรณีมีการยกเลิกใบขนและรับคืนสินค้า เนื่องจากสินค้าไม่สามารถส่งผ่านแดนได้นั้น ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เป็นเหตุให้ภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าส่งออกลดลง ตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากการขายสินค้าโดยส่งออกต้องคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามราคา เอฟ.โอ.บี. ตามมาตรา 79/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ใช่มูลค่าของฐานภาษีที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้า ตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งอาจมีการคำนวณราคาสินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ 

ดังนั้น การออกใบลดหนี้ตามรายการสินค้าที่ยกเลิกและคืนกลับให้บริษัทฯ จึงไม่เข้าลักษณะเป็นใบลดหนี้ ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ จึงไม่ต้องนำมูลค่าสินค้าที่ส่งคืนตามใบลดหนี้มาหักออกจากภาษีขายของบริษัทฯ ในเดือนที่ออกใบลดหนี้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 7 (10) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89)ฯ ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2542 

บริษัทฯ จึงไม่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงยอดขายส่งออกแต่อย่างใด สำหรับใบลดหนี้ที่ออกให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศถือเป็นเอกสารทางบัญชีเพื่อปรับปรุงรายการทางบัญชีของบริษัทฯ เท่านั้น

สรุป ใบลดหนี้ที่ออกเนื่องจากยกเลิกและรับคืนสินค้าดังกล่าวไม่ต้องนำมารวมในรายงานภาษีขาย 


ขอขอบคุณ Slide จากท่านอาจารย์สุเทพ อธิบายเกี่ยวกับการรับรู้รายได้และการนำส่งภาษีขาย

 


ขอขอบคุณ Slide จาก Global Trade Explained




อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

พิธีการศุลกากรว่าด้วยการถ่ายลำและผ่านแดน ตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560

แหล่งที่มา

FAQ กรมศุลกากร

วันที่

21/05/2021

ประเภทภาษี


ข้อกฎหมาย


คำถาม

พิธีการศุลกากรว่าด้วยการถ่ายลำและผ่านแดน ตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560

คำตอบ

1. ทำความเข้าใจเกี่ยวกับพิธีการศุลกากรว่าด้วยการถ่ายลำและผ่านแดน ตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560
 2. 
FAQ การผ่านแดนถ่ายลำ


เรื่อง

ปรับปรุงกลับรายการรายได้ข้ามปี / ขายสินค้าผ่านระบบ E-commerce บนเว็บไซส์ ขายสินค้าไปต่างประเทศ ส่งออกผ่านแดน

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 29/04/2024 - วันที่ตอบ 02/05/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ตรี (9) , มาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับคำสั่งกรมสรพากรที่ ท.ป. 1/2528ฯ, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 97/2543

ปุจฉา

1. รบกวนสอบถาม กรณีปรับปรุงกลับรายการรายได้ข้ามปี

    1. ทางบริษัท ได้เปิดร้านค้าออนไลน์บน Web LNW Shop รหัสร้านค้า 1XXXXX แต่ได้ยุติการขาย เนื่องจากบริษัท ได้เปลี่ยนแปลงไปใช้อีกแพลตฟอร์ม เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2567 

    2. จากการตรวจสอบร้านค้าดังกล่าว มียอดค้างชำระจำนวน 20,000 บาท ทางแผนกบัญชีได้ทำการตรวจสอบเช็คข้อมูลย้อนหลัง ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 ผู้รับผิดชอบร้านค้ามีการปรับรายการรับคืนสินค้า

    3. บริษัทได้รับเงินจากลูกค้าแล้วบันทึกเป็นรายได้ เนื่องจากทาง Web LNW Shop ไม่หักเงินคืน จำนวนเงินที่ปรับเป็นรายได้ 100,000 บาท

    4. ต่อมาทาง Web LNW Shop มีการตรวจสอบ และนำมาหักเงินดังกล่าว ยอด 100,000 บาทใน กุมภาพันธ์ 2567 

   คำถาม

    1.1จากประเด็นดังกล่าว จะทำการปรับปรุงรายการที่เคยหัก เป็นรายได้ออกได้หรือไม่ในปี 2567 เนื่องจากรายการดังกล่าว ได้บันทึกเป็นรายได้ไปแล้วในเดือนธันวาคม 2564

    1.2จากบัญชีรายได้ปรับปรุงรายการข้ามปี ถือเป็นค่าใช้จ่ายไม่ตรงปีบัญชีกรณีนี้ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามทางภาษีหรือไม่ หรือปรับปรุงเป็นค่าใช้จ่ายได้ทางบัญชีและภาษี


2. รบกวนสอบถามเพิ่มเติม

    กรณี บริษัทจะขายสินค้าผ่านระบบ E-commerce บนเว็บไซส์ ขายสินค้าไปต่างประเทศ ตัวอย่างประเทศพม่า สินค้าส่งออกจากประเทศไทย จากชายแดนแม่สอด จังหวัดตาก มีรายละเอียดดังนี้

    1. ขายช่องทางออนไลน์ แบบ B2C Business-to-Customer การขายผลิตภัณฑ์จากเจ้าของธุรกิจสู่ผู้บริโภคโดยตรง

    2. การขายออนไลน์ ตัดรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิตผู้ให้บริการ Payment Gateway E-Commerce 

    3. ขนส่งสินค้าทางรถ โดยใช้บริการ DHL หรือ ไปรษณีย์ไทย

    4. จะกำหนดราคาขาย ด้วยสกุลเงินต่างประเทศ (พม่า สกุลเงินจ๊าต) บนเว็บไซส์

    5. ค่าขนส่งสินค้า เรียกเก็บจากลูกค้า (ผู้ซื้อเป็นผู้รับผิดชอบค่าขนส่ง)

    6. เงินจากการขายสินค้า ทางบริษัทจะไม่ได้รับเงินตรงจากลูกค้า จะมีตัวแทนในการรับเงิน แล้วโอนเงินให้ทางบริษัท

    คำถาม

    2.1 ขั้นตอนการส่งออกขายออนไลน์แบบ B2C เหมือนกับการส่งออกผ่านแดน แบบผ่านแดนปกติหรือไม่

    2.2 กรณีออก Invoice ให้ลูกค้า ต้องออกเป็นสกุลเงินไทยบาท หรือออกเป็นสกุลเงินต่างประเทศ (พม่า จ๊าต ที่แสดงบนหน้า Website)

    2.3 ค่าขนส่งที่ลูกค้าเรียกเก็บจากลูกค้าเพิ่มในการส่งสินค้าข้ามแดน ต้องบันทึกรับรู้เป็นรายได้อื่น รายได้ที่เกิดขึ้นจากค่าขนส่ง ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ยื่น ภ.พ.30 ต้องยื่นเป็น VAT 7% หรือ VAT 0เหมือนกับการส่งออกสินค้า

    2.4 เอกสารประกอบการส่งออก และการขนส่งสินค้าข้ามแดนในการการดำเนินการพิธีการทางกรมศุลกากรมีเอกสารประกอบอะไรบ้าง

    2.5วันที่รับรู้รายได้ ให้รับรู้ ณ วันที่ลูกค้ายืนยันสั่งซื้อสินค้า หรือวันที่ส่งสินค้าข้ามแดน (Bill of Lading) ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันไหน

    2.6 กรณีมีการขายสินค้า แต่ส่งสินค้าผิดรุ่น ผิดไซส์ สินค้าเสียหายระหว่างขนส่ง กรณีไม่นำสินค้ากลับคืน แต่มีการส่งสินค้าใหม่ไปให้แทน โดยไม่มีการคิดเงินลูกค้าในทางบัญชีต้องดำเนินการอย่างไร

วิสัชนา

1. กรณีตามข้อเท็จจริงข้างต้น

    (1) ตามหลักเกณฑ์การรับรู้รายได้ในทางภาษีอากร นั้น กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลรับรู้รายได้ให้ตรงตามรอบระยะเวลาบัญชี ตาม “เกณฑ์สิทธิ” ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 1/2528ฯ ลงวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2528 กล่าวคือ รายได้หรือรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็ให้รับรู้เป็นรายได้ และรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีปีนั้นๆ  

         ดังนั้น จากประเด็นดังกล่าวข้างต้น บริษัทฯ ย่อมมีสิทธิปรับปรุงหักรายการที่เคยรับรู้เป็นรายได้ของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2564 ออกจากการรับรู้รายได้ของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2567 ทั้งนี้ ตามหลักความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร

    (2) จากบัญชีรายได้ปรับปรุงรายการข้ามปี ถือเป็น ค่าใช้จ่ายไม่ตรงปีบัญชี กรณีถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามทางภาษี ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ตรี (9) แห่งประมวลรัษฎากร



 

2. กรณีตามข้อเท็จจริงข้างต้น

    2.1 ขั้นตอนการส่งออกขายออนไลน์แบบ B2C เหมือนกับการส่งออกผ่านแดน แบบผ่านแดนปกติ โดยต้องดำเนินพิธีการทางศุลกากรตามปกติทั่วไป ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องการลงรายการในรายงานภาษีขายตามมาตรา 87 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ตามข้อ 7 (9) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) ฯ ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2542 ดังนี้

         “ข้อ 7 การลงรายการในรายงานภาษีขายตามมาตรา 87 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ให้ดำเนินการดังนี้

              (9) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าโดยการส่งออก ให้ลงรายการตามมูลค่าสินค้าส่งออกโดยให้ใช้ราคา เอฟ.โอ.บี. ของสินค้า และให้ลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ดังต่อไปนี้

                   (ก) การส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก ให้ลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก แล้วแต่กรณี

                        การส่งออกสินค้าตามวรรคหนึ่ง ถ้าความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่กรมศุลกากรออกใบขนสินค้าขาออก”  

    

    2.2 กรณีออก Invoice ให้ลูกค้า ต้องออกเป็นสกุลเงินต่างประเทศ (พม่า จ๊าต) ตามข้อ 1 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 21) เรื่อง กำหนดรายการในใบกำกับภาษีของสินค้าหรือบริการบางกรณี ตามมาตรา 86/5 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ดังนี้

          “ข้อ 1 กำหนดให้ใบกำกับภาษีของการขายสินค้าหรือให้บริการโดยการส่งออกตามมาตรา 86/5(1)แห่งประมวลรัษฎากร มีรายการเช่นเดียวกันกับใบกำกับสินค้าซึ่งผู้ส่งออกได้ออกเป็นปกติตามประเพณีทางการค้าระหว่างประเทศ”  

          แต่มูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการส่งออก ที่ต้องแสดงในรายงานภาษีขาย และแบบ ภ.พ.30 ให้ใช้สกุลเงินไทยบาท ตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 132/2548ฯ ลงวันที่ ดังนี้  

          (1) ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา (อัตราซื้อ) ของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในวันที่ดำเนินพิธีการทางศุลกากร หรือ

          (2) ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวัน (อัตราซื้อถัวเฉลี่ยซึ่งจะเป็น SIGHT หรือ T/T ก็ได้) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ ณ สิ้นวันทำการประจำวันทำการก่อนวันที่ดำเนินพิธีการทางศุลกากรหนึ่งวัน  

          การใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามวิธีการดังกล่าว เมื่อบริษัทฯ ได้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามวิธีการหนึ่งวิธีการใดแล้ว ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรานั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรจึงจะเปลี่ยนแปลงวิธีการได้ ทั้งนี้ ตามข้อ 2 วรรคสอง ของประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548  

    

     2.3 ค่าขนส่งที่ลูกค้าเรียกเก็บจากลูกค้าเพิ่ม ในการส่งสินค้าข้ามแดน ต้องบันทึกรับรู้เป็นรายได้อื่น โดยถือเป็นรายได้ที่ไม่นับรวมเป็นมูลค่าของฐานภาษี เนื่องจากฎหมายได้กำหนดฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการส่งออกไปเป็นการแน่นอนตายตัวแล้วตามมาตรา 79/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

    

    2.4 เอกสารประกอบการส่งออก และการขนส่งสินค้าข้ามแดน ในการการดำเนินการพิธีการทางกรมศุลกากรมีเอกสารประกอบ ตามข้อ 2 วรรคสาม ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 97/2543 เรื่อง การส่งออกสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับสิทธิเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2543 ดังนี้

         “ข้อ 2 กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ได้ส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศซึ่งเป็นประเทศที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศไทย ตามมาตรา 77/1 (14) แห่งประมวลรัษฎากร ถือว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นผู้ส่งออก ตามมาตรา 77/1 (13) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวจะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องมีหลักฐานดังต่อไปนี้พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้

              (1) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ผลิตสินค้าดังกล่าวหรือซื้อสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศ และโรงงานผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศได้จัดทำใบกำกับภาษีเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 82/4 และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร

              (2) หลักฐานใบกำกับสินค้า (Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน

              (3) หลักฐานการบรรจุหีบห่อ (Packing List) เว้นแต่สินค้าทีไม่จำต้องบรรจุหีบห่อ เช่น ไม้ เสาเข็ม เป็นต้น ก็ไม่จำต้องมี Packing List เพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมิน

              (4) หลักฐานที่แสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า(Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน เช่น หลักฐานการเปิด L/C (Letter of Credit) หรือหลักฐานการจัดทำ T/T (Telex Transfer) หรือ T/P (Term of Payment) เป็นต้น กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่สามารถแสดงหลักฐานดังกล่าว แต่ได้บันทึกรายการส่งออกสินค้าในรายงานภาษีขาย รายงานสินค้าและวัตถุดิบ บัญชีเงินสดรับหรือบัญชีขาย ถือว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหลักฐานที่แสดงว่ารับชำระราคาค่าสินค้าหรือมีหลักฐานที่แสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า (Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน

              (5) หลักฐานใบกำกับภาษีซื้อ และรายงานภาษีซื้อ

              (6) หลักฐานสำเนาใบขนสินค้าขาออกในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ผ่านพิธีการศุลกากรฉบับที่มีการสลักหลังการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่ามีการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร”

         เอกสารประกอบการส่งออก กรณีขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศโดยว่าจ้างผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศให้จัดส่งสินค้า ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องมีหลักฐานดังต่อไปนี้ พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้ ตามข้อ 13 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 97/2543 เรื่อง การส่งออกสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับสิทธิเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2543 ดังนี้

         “ข้อ 13 กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศโดยว่าจ้างผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศให้จัดส่งสินค้า ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องมีหลักฐานดังต่อไปนี้ พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้

              (1) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ซื้อในต่างประเทศซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนจริง เช่น Proforma Invoice หรือ Purchase Order หรือ Order Note หรือเอกสารอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน

              (2) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ว่าจ้างผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศให้จัดส่งสินค้าไปต่างประเทศ

              (3) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศได้รับสินค้าที่จะดำเนินการส่งออกจากผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยเอกสารดังกล่าวต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้

                   (ก) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ

                   (ข) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อในต่างประเทศ

                   (ค) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้า

                   (ง) วัน เดือน ปี ที่ออกเอกสาร

              (4) หลักฐานสำเนาใบขนสินค้าขาออกในนามของผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศที่ผ่านพิธีการศุลกากรฉบับที่มีการสลักหลังการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่ามีการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร

              (5) หลักฐานที่แสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า (Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน เช่น หลักฐานการเปิด L/C (Letter of Credit) หรือหลักฐานการจัดทำ T/T (Telex Transfer) หรือ T/P (Term of Payment) หรือเอกสารที่ระบุว่านำเงินเข้าบัญชีธนาคาร หรือ Bank Statement เป็นต้นเว้นแต่กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนส่งสินค้าไปเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ โดยไม่มีค่าตอบแทน ก็ไม่จำต้องมีหลักฐานแสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า (Invoice)”


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์


เรื่อง

การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มโดยการส่งออก

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 16/09/2022 - วันที่ตอบ 27/11/2022

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 78 (4) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

หนูมีคำถามขอคำแนะนำ กรณีการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มโดยการส่งออก

    กรณีที่กิจการมีการขายโดยการส่งออก ใช้การบันทึกบัญชีตามหลักของ Incoterms 1990 & 2000 ซึ่งเป็นการกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบภาระหน้าที่ ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าฯ แต่ในการทางภาษีอากรนั้น การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นอยู่กับการส่งออก มีข้อสงสัยว่าการส่งออกนั้นจะได้อัตราแลกเปลี่ยนวันใด จึงถือว่าเป็นการส่งออก ดูวันที่จากที่ใดในใบขนขาออกดังนี้

    1. วันที่ชำระอากร

    2. Status 01,02,03 หรือ 04

    3. วันที่ยื่นใบขน

    4. วันที่ load release

    จะใช้วันที่ใดในการถือว่าเป็นการส่งออกเพื่อนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนคะ (จะศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมได้อย่างไรว่าเป็นการส่งออก ตามกฎหมายว่าด้วยกรมศุลกากร)

      

เรียน คุณประภาพร ชอบม่วงนา

    ตามมาตรา 78 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้าโดยส่งออก ให้ความรับผิดเกิดขึ้นดังต่อไปนี้

         (ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออก ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

         (ข) การส่งออกในกรณีที่นำสินค้าเข้าไปในเขตปลอดอากรตามมาตรา 77/1 (14)(ก) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่นำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตดังกล่าว

         (ค) การส่งออกซึ่งสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ความรับผิดเกิดขึ้นพร้อมกับความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

    ซึ่งตามมาตรา 79/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าโดยการส่งออกว่า ได้แก่ มูลค่าของสินค้าส่งออก โดยให้ใช้ราคา เอฟ.โอ.บี. ของสินค้าบวกด้วยภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แต่ทั้งนี้ไม่ให้รวมอากรขาออก

    ราคา เอฟ.โอ.บี. ได้แก่ ราคาสินค้า ณ ด่านศุลกากรส่งออกโดยไม่รวมค่าประกันภัยและค่าขนส่งจากด่านศุลกากรส่งออกไปต่างประเทศ

    และตามมาตรา 79/4 แห่งประมวสรัษฎากร บัญญัติว่า "ในกรณีที่มูลค่าของฐานภาษีที่ได้รับหรือ พึงได้รับจากการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าเป็นเงินตราต่างประเทศ ให้คำนวณเงินตราต่างประเทศนั้น เป็นเงินตราไทยตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

         (1) ในกรณีได้รับเงินตราต่างประเทศจากการ ขายสินค้าหรือการให้บริการ และได้มีการขายเงินตราต่างประเทศ ที่ได้รับชำระนั้น เป็นเงินตราไทยในเดือนที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ให้ถือเงินตราไทยจากการขายนั้นเป็นมูลค่าของฐานภาษีที่ได้รับ หรือพึงได้รับจากการขายสินค้า หรือการให้บริการแล้วแต่กรณี เว้นแต่มิได้มีการขายเงินตราต่างประเทศในเดือนที่ ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ให้ถือตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ในวันทำการสุดท้าย ของเดือนที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น"

    ซึ่งหากการส่งออกสินค้าเป็นเงินเชื่อก็ไม่อาจจะปฏิบัติตามได้ กระทรวงการคลัง จึงได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 กำหนดให้การออกใบกำกับภาษี (TAX INVOICE) สำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ไม่สามารถคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามมาตรา 79/4 แห่งประมวลรัษฎากร ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามวิธีการดังต่อไปนี้ เป็นอัตราแลกเปลี่ยนในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย

    (1) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน

    (2) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน

    การใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามวิธีการตามวรรคหนึ่ง เมื่อได้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามวิธีการหนึ่งวิธีการใดแล้ว ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรานั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรจึงจะเปลี่ยนแปลงวิธีการได้

    ต่อมากรมสรรพากรได้ออกคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.132/2548 เรื่อง การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 มาตรา 65 ทวิ (5) มาตรา 65 ทวิ (8) และมาตรา 79/4 แห่งประมวลรัษฎากร วางแนวทางปฏิบัติ ตามข้อ 7 (2) กรณีการลงรายการในรายงานภาษีขายตามมาตรา 87(1) แห่งประมวลรัษฎากร ของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามข้อ 5 และข้อ 6 ให้ปฏิบัติดังนี้ ...

    (2) การลงรายการในรายงานภาษีขายของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีตามข้อ 6(1) จะต้องลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ชำระอากรขาออก หรือวางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่กรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก ก็ให้ลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร โดยให้คำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในรายงานภาษีขาย ดังต่อไปนี้

         (ก) ถ้าได้รับเงินตราต่างประเทศจากการส่งออกสินค้าในขณะที่ออกใบกำกับภาษีตามข้อ 6 (1) และได้มีการขายเงินตราต่างประเทศที่ได้รับชำระนั้นเป็นเงินตราไทยในเดือนที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ให้ถือเงินตราไทยจากการขายนั้นเป็นมูลค่าของฐานภาษีที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้า เว้นแต่มิได้มีการขายเงินตราต่างประเทศในเดือนที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ให้ถือตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ในวันทำการสุดท้ายของเดือนที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ทั้งนี้ ตามมาตรา 79/4(1) แห่งประมวลรัษฎากร

         (ข) ถ้ายังไม่ได้รับเงินตราต่างประเทศจากการส่งออกสินค้าในขณะที่ออกใบกำกับภาษีตามข้อ 6 (1) ให้คำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร

         กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตาม (ก) หรือ (ข) ในเดือนภาษีที่ลงรายงานแล้ว ให้ถือมูลค่าของสินค้าซึ่งได้คำนวณเป็นเงินตราไทยเพื่อการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้น ถ้าได้รับชำระราคาค่าสินค้าเป็นเงินตราต่างประเทศในเดือนภาษีอื่น หรือได้มีการขายเงินตราต่างประเทศในเดือนภาษีอื่น ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในเดือนภาษีที่ได้รับเงินตราต่างประเทศ หรือในเดือนภาษีที่มีการขายเงินตราต่างประเทศ"

    นอกจากนี้ กรมสรรพากรได้มีหนังสือตอบข้อหาเลขที่หนังสือ กค 0706/2330 ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการบันทึกในรายงานภาษีขายและบันทึกบัญชีส่งออกสินค้า รวมทั้งการตัด สต็อกสินค้าในรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ดังนี้

    ข้อหารือ:

    บริษัทฯ ประกอบกิจการส่งออกสินค้าประเภทอาหารบรรจุในภาชนะ ซึ่งเป็นสินค้าประเภทที่ไม่ ต้องเสียอากรขาออก บริษัทฯ ได้ดำเนินการผ่านพิธีศุลกากรโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (Paperless) จะไม่มีเจ้าหน้าที่ศุลกากรลงชื่อสลักหลังใบขนสินค้าขาออกตรงบันทึกการตรวจ บันทึก การปล่อย การตรวจรับสินค้า บริษัทฯ จะพิมพ์สำเนาใบขนสินค้าได้เฉพาะด้านหน้าของใบขนสินค้า ที่มีเลขที่ใบขนสินค้าและรายละเอียดของสินค้าเท่านั้น บริษัทฯ เห็นว่า ตามมาตรา 78 (4)(ก) แห่ง ประมวลรัษฎากร กำหนดให้การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระ อากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้อง เสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออก ใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร แต่ตามมาตรา 10 ตรี แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ได้ระบุว่า ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีสำหรับของที่ส่งออกเกิดขึ้นในเวลาที่ส่งของออกสำเร็จ บริษัทฯ ขอทราบว่า

    1. การส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศ ในการบันทึกยอดขายส่งออกในรายงานภาษีขายตาม ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งการตัดสต็อกสินค้าในรายงานสินค้าและวัตถุดิบ บริษัทฯ จะต้องใช้วันที่ที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรลงชื่อตรวจปล่อยสลักหลังใบขนสินค้าขาออก หรือใช้วันที่รับบรรทุก สินค้าขึ้นเรือออกไปซึ่งตรงกับวันที่ที่ปรากฏในใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading)

    2. ในการบันทึกรายได้จากการขายสินค้าเพื่อการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทฯ จะต้องใช้วันที่ ที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรลงชื่อตรวจปล่อยสลักหลังใบขนสินค้าขาออก หรือใช้วันที่รับบรรทุกสินค้าขึ้นเรือ ออกไปซึ่งตรงกับวันที่ที่ปรากฏในใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading)

    3. ตามข้อ 2 และข้อ 27 ของประกาศกรมศุลกากรที่ 57/2549 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกรมศุลกากร ที่ 16/2549 ลงวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2549 กำหนดให้การผ่านพิธีการศุลกากรเกี่ยวกับการส่งสินค้าออกไป นอกราชอาณาจักรให้กระทำได้โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (Paperless) และให้ผู้ส่งของ ออกหรือตัวแทนยื่นขอรับรองใบขนสินค้าขาออกต่อหน่วยบริการศุลกากร พร้อมชำระค่าธรรมเนียม การจำลองเอกสารตามอัตราที่กำหนดไว้ในแบบ บศ.5 เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะพิมพ์ใบขนสินค้าจากระบบ คอมพิวเตอร์ของศุลกากรและลงชื่อรับรองว่า "ใบขนสินค้าได้พิมพ์จากระบบคอมพิวเตอร์ของศุลกากร" กรณีดังกล่าวจะมีวันที่ที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรลงชื่อตรวจปล่อยสลักหลังใบขนสินค้าขาออกหรือไม่ และ สามารถใช้วันที่ที่ปรากฏในใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading) ได้หรือไม่ หรือจะต้องปฏิบัติอย่างใด


    แนววินิจฉัย:

    1. กรณีตาม 1 ในการลงรายการในรายงานภาษีขาย รายงานสินค้าและวัตถุดิบ บริษัทฯ มีหน้าที่ จัดทำรายการตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) เรื่อง กำหนดแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เกี่ยวกับการจัดทำรายงาน การลงรายการในรายงาน การเก็บใบกำกับภาษี และเอกสารหลักฐานอื่นที่ใช้ประกอบการลงรายงาน ภาษีซื้อตามมาตรา 87 และมาตรา 87/3 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2542 โดยบริษัทฯ จะต้องลงรายการในรายงานภาษีขายภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ความรับผิดในการเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นคือวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ซึ่งหมายถึงวันที่ ประทับตราใบขนสินค้าขาออก กล่าวคือ ขั้นตอนในการปฏิบัติกรณีการส่งออกยังคงเป็นไปตามปกติแบบ ที่ใช้เอกสาร เพียงแต่ขณะนี้เป็นการกระทำทางระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสารตามกฎหมายว่าด้วย ศุลกากร และบริษัทฯ จะต้องบันทึกรายการในรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามปริมาณสินค้าหรือวัตถุดิบ ที่รับมาหรือจ่ายไปจริง และให้ลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่รับมาหรือจ่ายไปซึ่งสินค้า หรือวัตถุดิบ

    2. กรณีตาม 2 การรับรู้รายได้จากการส่งออกสินค้าเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทฯ ต้องรับรู้ รายได้เมื่อออกใบขนสินค้าขาออกตามเกณฑ์สิทธิ์ ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับ คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 1/2528 เรื่อง การใช้เกณฑ์สิทธิ์ในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ลงวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2528

    3. กรณีตาม 3 การจัดทำใบขนสินค้าสำหรับการผ่านพิธีการศุลกากรเกี่ยวกับการส่งสินค้าออกไป นอกราชอาณาจักรซึ่งกระทำโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (Paperless) เนื่องจากเป็นวิธีการปฏิบัติงานตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในความควบคุมของกรมศุลกากร ดังนั้น จึงขอให้บริษัทฯ ได้ สอบถามโดยตรงต่อกรมศุลกากรต่อไป

    เลขตู้: 70/34797


    ซี่งมีผู้วิจารณ์ว่า เดิมเคยมี ruling กรมสรรพากรตอบว่า ให้ใช้วันที่เจ้าหน้าที่สลักหลังตรวจปล่อย แต่ ruling นี้เป็นกรณีระบบการส่งออกแบบ EDI เดิม ที่เราสามารถดูวันที่ดังกล่าวได้ แล้ววันที่นั้นส่วนใหญ่แล้วจะเกิดก่อนวันที่เรือออกจริง 3-4 วัน คือ เหมือนกับว่า เจ้าหน้าที่เห็นใบขน ก็ตรวจใบขนแล้วเซ็นชื่อตรวจปล่อย ไม่เกี่ยวกับวันเรือออกเลย แล้วหลายครั้งที่วันที่ตรวจปล่อยอาจเกิดขึ้นก่อนวันที่ขนของออกจากโรงงานด้วย เพราะบริษัทจะทำใบขนไปผ่านพิธีการก่อนจะ load ของออก

    แต่ระบบ paperless ใหม่ จะไม่มีเจ้าหน้าที่เซ็นแล้ว แต่กรมจะตอบกลับมาเป็นแต่ละ status ซึ่งจะระบุวันของแต่ละ status มาให้

    เมื่อเราส่งข้อมูลใบขนออนไลน์ไป กรมศุลกากรจะตอบรับใบขนพร้อมระบุเลขที่ใบขนกลับมาให้ซึ่งเป็น status 0209 เมื่อบริษัทขนของเข้าท่าไปแล้ว กรมศุลกากรก็จะตอบกลับมาด้วย status 0309

    ส่วน status 0409 จะเป็นวันเรือออก หรือก่อนเรือออก 1 วัน

เครดิตhttp://www.avaccount.com/accountcontent/index.php...


การตรวจสอบข้อมูลใบขนสินค้าขาออก

    ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 24/2556 กำหนดคู่มือระบบพิธีการศุลกากรส่ง ออกทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Export) เกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลใบขนสินค้าขาออก ดังนี้

    1. การตรวจสอบความถูกต้องเบื้องต้น ระบบคอมพิวเตอร์ของศุลกากรจะตรวจสอบความถูกต้องเบื้องต้นกับแฟ้มข้อมูลอ้างอิง และกับข้อมูลการอนุมัติ/อนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

    2. การตรวจสอบพบความผิดพลาด ระบบคอมพิวเตอร์ของศุลกากรจะตอบรหัสข้อผิดพลาดทุกข้อกลับไปให้ผู้ส่งข้อมูล (ตาม XML User) ในคราวเดียว ให้ผู้ส่งของออกทำการแก้ไขข้อมูลและส่งข้อมูลใหม่เพื่อแก้ไขข้อมูลใบขนสินค้าขาออกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของศุลกากร

    3. หากไม่พบข้อผิดพลาด ระบบคอมพิวเตอร์ของศุลกากรจะกำหนดเลขที่ใบขนสินค้าขาออกทางอิเล็กทรอนิกส์จำนวน 14 หลัก ในสถานะพร้อมชำระค่าภาษีอากร (ถ้ามี) และแจ้งเลขที่ใบขนสินค้าขาออกทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ตอบกลับไปยังผู้ส่งข้อมูล (ตาม XML User) โดยมีประเภทของเอกสารหลักมีค่าเป็น 1 = ใบขนสินค้าขาออก

    4. การยื่นเอกสารใบแนบ 4 ใบขนสินค้าขาออกต่อศุลกากร เมื่อระบบคอมพิวเตอร์ของศุลกากรผู้รับข้อมูลได้ทำการตอบรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น ในการผ่านพิธีการ ถือเป็นการยื่นเอกสารนั้น ๆตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยว ข้องกับการศุลกากรแล้ว

เครดิตhttp://www.chanidservice.com/index.php?option=com_content...

    ซึ่งสอดคล้องกับหลักการการผ่านพิธีการใบขนสินค้าขาออกทางอิเล็กทรอนิกส์ ของกรมศุลกากรดังนี้

    การผ่านพิธีการศุลกากรให้สามารถกระทำได้โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (Paperless) โดยส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์พร้อมลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) ของเจ้าของลายมือชื่อ ผ่านบุคคลที่เป็นสื่อกลางผู้ให้บริการรับส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (Value Added Network Services : VANS) เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรฐานที่ศุลกากรกำหนด (ebXML/ XML Format) เสมือนการจัดทำ ยื่น ส่ง รับเอกสาร และการลงลายมือชื่อในกระดาษ

    การยื่นใบขนสินค้าขาออก ให้ผู้ส่งของออกจัดทำข้อมูลใบขนสินค้าขาออกตามมาตรฐานที่ศุลกากรกำหนด และเป็นผู้ส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของศุลกากร เมื่อระบบคอมพิวเตอร์ของศุลกากรผู้รับข้อมูลได้ทำการตอบรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นัน้ ในการผ่านพิธีการ ถือเป็นการยื่นเอกสารนั้น ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากรแล้ว

http://www.customs.go.th/.../4df22d91696a468da7f6fcc60acf...


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    กรณีการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ โดยการการผ่านพิธีการศุลกากรให้สามารถกระทำได้โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (Paperless) นั้น วันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออก ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรที่จะใช้บันทึกรายงานภาษีขาย ได้แก่ วันที่ระบบคอมพิวเตอร์ของศุลกากรผู้รับข้อมูลได้ทำการตอบรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นในการผ่านพิธีการ ถือเป็นการยื่นเอกสารนั้น ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากรแล้ว (หรือ status 0209 ซึ่งกรมศุลกากรได้ตอบรับใบขนพร้อมระบุเลขที่ใบขนกลับมาให้ผู้ส่งออก)


คุณ Valaya Jatu

เรียน อาจารย์สุเทพ

รบกวนขอคำแนะนำอาจารย์ เพิ่มเติมหน่อยค่ะ

    กรณีข้ามเดือน เช่น ถ้าตามใบขน status 02 เป็น 29 กค. แต่ status 04 เป็น 3 สค.การยื่นภาษีขายกับการบันทึกรายได้ FOB จะเป็นของเดือนไหนคะ และใช้อัตราแลกเปลี่ยนของวันไหนคะเห็นหลายบริษัท ใช้ไม่เหมือนกัน จึงสงสัยว่าที่ถูกต้องควรเป็นเช่นไรคะ

ขอบคุณมากค่ะ

วิสัชนา

กรณีข้ามเดือน เช่น ถ้าตามใบขน status 0209 เป็น 29 ก.ค. แต่ status 0409 เป็น 3 ส.ค. นั้น

     - การยื่นภาษีขายกับการบันทึกรายได้ FOB เพื่อภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.30 จะเป็นของเดือนกรกฎาคม ครับ และใช้อัตราแลกเปลี่ยนในรายงานภาษีขาย จึงต้องใช้ของวันที่ 29 ก.ค. ครับ

     - การบันทึกรายได้เพื่อภาษีเงินได้ต้องเป็นวันที่สินค้าวางลงใต้ท้องเรีอแล้ว ได้แก่ วันที่ใน B/L ของเรีอ ตามเงื่อนไขการส่งมอบสินค้า INCOTERMs แต่ถ้าหาไม่ได้ก็อนุโลมให้ใช้วันที่ตามใบขนขาออก Status 0409 ครับ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



เรื่อง

การยื่นงานภาษีมูลค่าเพิ่ม และออกใบกำกับภาษี สำหรับการส่งออกสินค้าโดยผ่านพิธีศุลกากร

แหล่งที่มา

Case study

วันที่

22/06/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

null

คำถาม

บริษัทส่งออกสินค้าโดยผ่านพิธีศุลกากรต้องยื่นรายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม และออกใบกำกับภาษีฐานภาษีใช้อัตราแลกเปลี่ยนใด ใช้ตามใบขนสินค้าขาออก หรือต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามธนาคารแห่งประเทศไทย

คำตอบ

คำตอบ

 

1. การออกใบกำกับภาษี

กรณีขายสินค้าไปต่างประเทศโดยการส่งออก บริษัทไม่จำเป็นต้องออกใบกำกับภาษี TAX INVOICEสามารถใช้ใบกำกับสินค้า INVOICE ซึ่งผู้ส่งออกได้ออกเป็นปกติตามประเพณีทางการค้าระหว่างประเทศได้ ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องแปลงอัตราแลกเปลี่ยนจากสกุลเงินตราต่างประเทศเป็นสกุลเงินบาท เพื่อออกใบกำกับภาษีแต่อย่างใด



มาตรา 86/5ใบกำกับภาษีดังต่อไปนี้อธิบดีอาจกำหนดให้มีรายการเป็นอย่างอื่นได้
              (1) ใบกำกับภาษีของสินค้าหรือบริการเฉพาะอย่างตามมาตรา 79/1
  
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 21) )
   

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 21)

เรื่อง    กำหนดรายการในใบกำกับภาษีของสินค้าหรือบริการบางกรณี ตามมาตรา86/5(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร

  อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 86/5(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ2534 อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดรายการในใบกำกับภาษีของสินค้าหรือบริการบางกรณี ไว้ดังต่อไปนี้

  ข้อ 1กำหนดให้ใบกำกับภาษีของการขายสินค้าหรือให้บริการโดยการส่งออกตามมาตรา 86/5(1)แห่งประมวลรัษฎากร มีรายการเช่นเดียวกันกับใบกำกับสินค้าซึ่งผู้ส่งออกได้ออกเป็นปกติตามประเพณีทางการค้าระหว่างประเทศ


2. การยื่นรายงานภาษีขาย


อัตราภาษีขาย%

บริษัทฯ ขายสินค้าไปต่างประเทศโดยได้ดำเนินพิธีการส่งออกที่ศุลกากร จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรา 0%ตามมาตรา 80/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร (IN to OUT) 

รายงานภาษีขาย

  • ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ตามมาตรา78 (4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร
  • นำส่งรายได้(ฐานภาษี) ในแบบ ภ.พ.30 ด้วยมูลค่า FOB  ตามมาตรา 79/1(1) ยอดสินค้าตามใบขนขาออก
  • วันที่ลงรายงานคือวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกคือวันที่ตามใบขนขาออก สถานะ 0209

อัตราแลกเปลี่ยนใช้แบ่งเป็น 3 กรณี ดังนี้

1) ขายเงินสด : ใช้อัตราแลกเปลี่ยนจริงที่รับเงิน Actual Rate ม. 79/4 (1)

           2) ขายเงินเชื่อ :ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคารพาณิชย์ (แล้วแต่นโยบายบริษัท) ในการแปลงค่าเงินจากสกุลเงินต่างประเทศ เป็นสกุลเงินบาท(จะไม่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามใบขนสินค้าขาออกที่กรมศุลกากรประกาศใช้)

           3) รับเงินมัดจำล่วงหน้า : เมื่อมีการดำเนินพิธีการส่งออก

  • รับมัดจำล่วงหน้าทั้งจำนวน :ใช้อัตราแลกเปลี่ยนจริงที่รับเงินล่วงหน้า Actual Rate ตามมาตรา  79/4 (1)
  • รับเงินมัดจำบางส่วน ส่วนที่ได้รับเงินแล้ว: ใช้อัตราแลกเปลี่ยนจริงที่รับเงิน Actual Rate ตามมาตรา 79/4 (1) ส่วนที่ยังไม่ได้รับ ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคารพาณิชย์
  • เอกสาร ใบขนสินค้า ที่แนบในรายงานภาษีขาย สามารถใช้ได้ทั้งใบที่เป็น status  0209 หรือ 0409 (ที่มีรายละเอียดของ 0209)  ก็ได้      แต่ถ้าเป็น 0409 จะชัดเจนว่ามีการส่งออก

บันทึกรายได้

  • บันทึกรายได้เมื่อส่งมอบสินค้าเมื่อมีการโอนความเสี่ยงและผลตอบแทน ตามเงื่อนไข  Incoterm เช่น ขายสินค้าด้วยเงื่อนไข FOB ,CIF ,CFR (Shipping Point) บันทึกเมื่อของลงเรือ/ขึ้นเครื่องบิน ที่ประเทศไทย วันที่ตามใบขน สถานะ 0409  เป็นต้น
  • อัตราแลกเปลี่ยนใช้อัตราซื้อตามธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคารพาณิชย์  

         กรณีขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ Dr. ลูกหนี้  / Cr. รายได้

เอกสารประกอบ

การบันทึกบัญชี

  • PO  และ ใบแจ้งหนี้ (INVOICE) ไม่จำเป็นต้องออกใบกำกับภาษีสามารถใช้ INVOICE ที่ใช้ในการดำเนินพิธีการส่งออกให้ลูกค้าได้
  • ใบขนสินค้าขาออก  
  • เอกสารชุดส่งออก เช่น Packing list แพคกิ้งลิส, AirWayBill แอร์เวย์บิล, Bill of Lading บิลออฟเลดดิ้ง เป็นต้น


มาตรา 78 ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(4) การขายสินค้าโดยส่งออก ให้ความรับผิดเกิดขึ้นดังต่อไปนี้

(ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค)ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออกเว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณีก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออก ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

มาตรา 79/1ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการในกิจการเฉพาะอย่างให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
   
(1) ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าโดยการส่งออกได้แก่ มูลค่าของสินค้าส่งออกโดยให้ใช้ราคา เอฟ.โอ.บี.ของสินค้าบวกด้วยภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แต่ทั้งนี้ไม่ให้รวมอากรขาออก
   ราคา เอฟ.โอ.บี. ได้แก่
ราคาสินค้า ณ ด่านศุลกากรส่งออกโดยไม่รวมค่าประกันภัยและค่าขนส่งจากด่านศุลกากรส่งออกไปต่างประเทศ

 

มาตรา 80/1 ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
              (1) การส่งออกสินค้าที่มิใช่การส่งออกสินค้าซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (3)

  


สถานะในใบขน

Status 01 Declaration draft

หมายถึง ใบขนที่อยู่ในระหว่างการร่าง ซึ่งทางชิปปิ้งหรือตัวแทนออกของจะต้องสำแดงมูลค่าของสินค้าให้ถูกต้องตามใบแสดงรายการบรรจุหีบห่อที่ผู้ขายจัดทำให้ผู้ซื้อ (Packing List), ใบแจ้งหนี้ (Invoice) และใบอนุญาตต่างๆ ให้ทางผู้ประกอบการตรวจสอบความถูกต้องก่อนยื่นให้กับกรมศุลกากร

Status 02 Declaration Accepted
 หมายถึง ข้อมูลที่ผู้ประกอบการตรวจสอบแล้วว่าข้อมูลถูกต้อง จากนั้นจึงมีการส่งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ไปยังกรมศุลกากรแล้ว และเมื่อมีการชำระภาษีอากรเป็นที่เรียบร้อย สถานะก็จะเปลี่ยนเป็น Status 2

Status 3 Goods Transaction control already check

หมายถึง เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรได้ตรวจสอบสินค้าและรับรองข้อมูลว่าผู้ประกอบการได้สำแดงข้อมูลอย่างถูกต้องตามสินค้าที่นำเข้า-ส่งออก

Status 04 Goods Load

หมายถึง ใบขนสินค้าที่มีการส่งออกโดยสมบูรณ์ ซึ่งหมายถึงยานพาหนะที่ใช้บรรทุกสินค้าได้ออกเดินทางออกจากราชอาณาจักรไทยแล้ว และในส่วนของการนำเข้า หมายถึง ตัวแทนออกของได้ดำเนินการพิธีการศุลกากรเป็นที่เรียบร้อย


หมายเหตุ

1. สถานะ 0209 คือวันที่จุดรับผิดทางภาษีที่ต้องนำส่งภาษีขาย
  2. 
สถานะ 0409 คือวันที่ที่ยืนยันว่าของออกนอกประเทศเรียบร้อยแล้ว
      - 
กรณีขาย CIF บริษัทบันทึกรายได้โดยแปลงเป็นเงินบาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ของสถานะ 0409
      - 
กรณืที่ไม่มีหลักฐาน สถานะ 0409 จะถือว่า บริษัทไม่ได้สิทธิ์ VAT 0%  บริษัทจะต้องกลับไปยื่น VAT  7%  ย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ที่ยื่น VAT 0%

ตัวอย่างใบขนขาออก



 

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ EZ-Trainning
  Link : 
https://tax-ez.info/Training/View/O4UN4xuJ

Tax Case Study EP.14 ขายสินค้าไปต่างประเทศมีภาระภาษีอย่างไร



 

อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

จุดรับผิดในการออกใบกำกับภาษีและรับรู้รายได้ กรณีส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 21/06/2023 - วันที่ตอบ 25/06/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 78 (4) แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 132/2548 ฯ

ปุจฉา

บริษัทฯ ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ เงื่อนไขคือ Payment Credit Term 30 Day After B/L Date จุดในการออกใบกำกับภาษีขาย และรับรู้รายได้คือเมื่อใดคะINCOTERMs มีทั้ง FOB & CIF

วิสัชนา

1. ตามมาตรา 78 (4) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการส่งออกดังนี้

    “มาตรา 78 ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

         (4) การขายสินค้าโดยส่งออก ให้ความรับผิดเกิดขึ้นดังต่อไปนี้

              (ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออก ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

              (ข) การส่งออกในกรณีที่นำสินค้าเข้าไปในเขตปลอดอากรตามมาตรา 77/1 (14)(ก) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่นำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตดังกล่าว  

              (ค) การส่งออกซึ่งสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ความรับผิดเกิดขึ้นพร้อมกับความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร” 


  2.ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการบันทึกรับรู้ลูกหนี้การค้าสำหรับการส่งออก ในวันที่ส่งมอบสินค้า ซึ่งได้แก่วันที่ส่งมอบสินค้าตามเงื่อนไข INCOTERMs 

     “มาตรา 65 ทวิ มาตรา 65 ทวิ การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

         (5) เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

              (ก) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจาก (ข) ให้เลือกใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ หรือวิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา หรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้และคำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ หรือวิธีการอื่นซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามวิชาการบัญชีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ เมื่อใช้วิธีการใดในการคำนวณค่าหรือราคาดังกล่าวแล้ว ให้ใช้วิธีการนั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนแปลงได้

              (ข) กรณีธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนด ให้ใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้

              เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ ที่รับมาหรือจ่ายไปในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้ใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น”


  ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีบริษัทฯ ส่งออกสินค้า ไปต่างประเทศ เงื่อนไข INCOTERMs มีทั้ง FOB & CIF เงื่อนไขการรับชำระหนี้ Payment Credit Term 30 Day After B/L Date เช่นนี้

1. กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม

    (1) เมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการส่งออกเกิดขึ้นตามเงื่อนไขตามมาตรา 78 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก่ วันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออก ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร หมายถึง วันที่ที่กรมศุลกากรได้รับใบขนสินค้าขาออกที่บริษัทฯ ได้ส่งให้ทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งได้แก่ Status 0209

    (2) ตามมาตรา 86/5 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 1 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 21) เรื่อง กำหนดรายการในใบกำกับภาษีของสินค้าหรือบริการบางกรณี ตามมาตรา 86/5(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 อธิบดีกรมสรรพากรได้กำหนดให้ถือว่า “ใบกำกับสินค้า” เป็นใบกำกับภาษีสำหรับการส่งออกสินค้า ดังนี้

         “ข้อ 1 กำหนดให้ใบกำกับภาษีของการขายสินค้าหรือให้บริการโดยการส่งออกตามมาตรา 86/5(1)แห่งประมวลรัษฎากร มีรายการเช่นเดียวกันกับใบกำกับสินค้าซึ่งผู้ส่งออกได้ออกเป็นปกติตามประเพณีทางการค้าระหว่างประเทศ

    (3) ตามมาตรา 79/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าโดยการส่งออก ได้แก่ มูลค่าของสินค้าส่งออก โดยให้ใช้ราคา เอฟ.โอ.บี. ของสินค้าบวกด้วยภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) แห่งประมวลรัษฎากรและภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แต่ทั้งนี้ไม่ให้รวมอากรขาออก

         ราคา เอฟ.โอ.บี. ได้แก่ ราคาสินค้า ณ ด่านศุลกากรส่งออกโดยไม่รวมค่าประกันภัยและค่าขนส่งจากด่านศุลกากรส่งออกไปต่างประเทศ

    (4) ให้บริษัทฯ บันทึกรายงานภาษีขายภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่ความรับผิดในกาเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) ฯ ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2542   


   2. กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล

    ให้บริษัทฯ บันทึกรับรู้ลูกหนี้การค้าต่างประเทศเทศ ตามเงื่อนไข INCOTERMs ทั้งกรณีเงื่อนไข FOB และ CIF ณ วันที่สายการเดินเรือได้ออกหลักฐาน B/L ให้แก่บริษัทฯ โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 132/2548 ฯ ลงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2548

    (1) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อ) หรือ

    (2) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อถัวเฉลี่ย)



 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

การรับรู้รายได้ เเละการนำส่งภาษีขาย จากการขายสินค้าออกไปต่างประเทศ

https://tax-ez.info/QA/View/b1QSaFwm

แหล่งที่มา

Case study

วันที่

05/03/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

null

คำถาม

ขอสอบถามเกี่ยวกับการรับรู้รายได้ เเละการนำส่งภาษีขาย จากการขายสินค้าออกไปต่างประเทศ  ทางบัญชี เเละ ภาษี เหมือนหรือต่างกันอย่างไรคะ

คำตอบ


  ตอบ

การรับรู้รายได้

การรับรู้รายได้ทั้งทางบัญชี และ ทางภาษี รับรู้ที่จุดเดียวกันคือ จุดที่ตกลงกันระหว่างผู้ขาย และ ผู้ซื้อว่าจะโอนความเสี่ยงและผลตอบแทนให้กับผู้ซื้อ   (Point of Delivery and Transfer of Risk) ซึ่งมักจะยึดตามIncoTerm ตกลงซื้อขายกันตาม  เงื่อนไขตัวอย่างเช่น  ขายด้วยเงื่อนไข  CIF ให้รับรู้รายได้ และต้นทุน ณ วันที่สินค้าวางบนเรือที่ท่าเรือต้นทาง (on board the vessel) ณ ท่าเรื่อประเทศไทย(ซึ่งคือ สถานะ Status 0409 เป็นวันส่งออกสินค้า Goods Load   ในใบขนนั่นเอง)

การพิจารณาจุดส่งมอบแต่ละเงื่อนไขใน Incoterm ให้ดูที่ครื่องหมาย ! ตามภาพ  คือจุดโอนความเสี่ยงของสินค้า

ขอบคุณภาพจากhttps://www.smartfreight.co.th/incoterms/


   
จุดรับผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่ม(การนำส่งภาษีขาย) Tax Point

ความรับผิดในการส่งออกสินค้า ตามมาตรา 78 (4)(ก)  สำหรับสินค้าที่ไม่ต้องชำระอากรให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออก ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร   ดังนั้นวันที่ที่จะต้องระบุในรายงานภาษี คือวันที่ในใบขนสินค้า Status 0209 (ตามตัวอย่างด้านล่างที่เทสีชมพู)ไม่ใช่Status 0409  ที่


 



   มาตรา78 ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 
ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

    (4) การขายสินค้าโดยส่งออกให้ความรับผิดเกิดขึ้นดังต่อไปนี้
    
(ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร


มาตรา80/1   ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
        (1) การส่งออกสินค้าที่มิใช่การส่งออกสินค้าซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81(3)


   
อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

บริษัทฯ ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ยื่นแบบภ.พ.30 โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนผิดวัน

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 19/02/2024 - วันที่ตอบ 16/03/2024

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 78 (4)(ก), มาตรา 89 แห่งประมวลรัษฎากร , คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.132/2548

ปุจฉา

ขอสอบถามเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 เนื่องจากบริษัทฯ มีขายต่างประเทศ ยื่นภาษีขายในอัตรา 0% ใช้อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์ แต่ทางบริษัทฯ ใช้อัตราแลกเปลี่ยนผิดวัน ไปใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามวันที่ในใบขนขาออก status 04 ถ้าในกรณีนี้จะต้องยื่น ภ.พ.30 ใหม่ไหม และต้องเสียค่าปรับแบบไหมค่ะ มีข้อกฎหมายใดบ้างค่ะ

วิสัชนา

1.ตามมาตรา 78 (4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้าโดยส่งออกในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออกแล้วแต่กรณี เกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ดังนี้

    “มาตรา 78 ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

         (4) การขายสินค้าโดยส่งออกให้ความรับผิดเกิดขึ้นดังต่อไปนี้

              (ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออกแล้วแต่กรณีก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

              (ข) การส่งออกในกรณีที่นำสินค้าเข้าไปในเขตปลอดอากรตามมาตรา 77/1 (14)(ก) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่นำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตดังกล่าว

              (ค) การส่งออกซึ่งสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ความรับผิดเกิดขึ้นพร้อมกับความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร” 


    2.ตามมาตรา 79/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าโดยการส่งออก ได้แก่ มูลค่าของสินค้าส่งออกโดยให้ใช้ราคา เอฟ.โอ.บี. ของสินค้าซึ่งได้แก่ ราคาสินค้า ณ ด่านศุลกากรส่งออกโดยไม่รวมค่าประกันภัยและค่าขนส่งจากด่านศุลกากรส่งออกไปต่างประเทศ ดังนี้

    “มาตรา 79/1 ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการในกิจการเฉพาะอย่าง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

         (1) ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าโดยการส่งออก ได้แก่ มูลค่าของสินค้าส่งออกโดยให้ใช้ราคา เอฟ.โอ.บี. ของสินค้าบวกด้วยภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาแต่ทั้งนี้ไม่ให้รวมอากรขาออก

         ราคา เอฟ.โอ.บี. ได้แก่ ราคาสินค้า ณ ด่านศุลกากรส่งออกโดยไม่รวมค่าประกันภัยและค่าขนส่งจากด่านศุลกากรส่งออกไปต่างประเทศ”  


   3. 
ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.132/2548เรื่อง การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 มาตรา 65 ทวิ (5) มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 79/4 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2548

    “ข้อ 3 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับมาหรือจ่ายไปซึ่งเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สิน ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

         ราคาตลาดตามวรรคหนึ่ง กรณีการบันทึกบัญชี ณ วันที่เกิดรายการทรัพย์สิน หรือหนี้สินหมายถึง

         (1) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อหรืออัตราขาย)หรือ

         (2) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อถัวเฉลี่ยหรืออัตราขายถัวเฉลี่ย)

         ราคาตลาดตามวรรคหนึ่ง กรณีการได้รับเงินหรือจ่ายเงินเป็นเงินตราต่างประเทศ หมายถึง อัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นจริงในทางปฏิบัติจากการนำเงินสกุลบาทไปแลกเป็นเงินสกุลต่างประเทศ หรือเกิดจากการนำเงินสกุลต่างประเทศไปแลกเป็นเงินสกุลบาท” 

         ตัวอย่าง

         (2) บริษัท ข จำกัด  ประกอบกิจการขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ได้ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าให้แก่บริษัทในต่างประเทศ โดยตกลงราคาสินค้าเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ บริษัท ข จำกัดดำเนินการส่งออกสินค้าและบันทึกบัญชีในวันจันทร์ที่ 14 มีนาคม 2548 บริษัท ข จำกัด มีสิทธิใช้อัตราแลกเปลี่ยนในการบันทึกบัญชีเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลดังนี้                           

              (2/1) ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา (อัตราซื้อ) ของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในวันจันทร์ที่ 14 มีนาคม 2548 หรือ

              (2/2) ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวัน (อัตราซื้อถัวเฉลี่ยซึ่งจะเป็น SIGHT หรือ T/T ก็ได้) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ ณ วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม 2548 ซึ่งเป็นอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของเงินสกุลต่าง ๆ ณ สิ้นวันทำการประจำวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม 2548 เนื่องจากวันเสาร์ที่ 12 และวันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2548 เป็นวันหยุดราชการ” 



 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    กรณีบริษัทฯ ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ได้ยื่นแบบ ภ.พ.30 แสดงภาษีขายอัตรา 0% ในแบบ ภ.พ.30 โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์ ตามวันที่ในใบขนขาออก status 0409 นั้น ต่อไปให้ใช้วันที่ในใบขนสินค้าขาออก Status 0209 ซึ่งได้แก่ วันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ถูกต้อง เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีเป็นอัตรา 0% บริษัทฯ จึงไม่ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับ ตามมาตรา 89 แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด


   

ขอขอบคุณข้อมูลจากFB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ  คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตามFB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์


  
หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง



เรื่อง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการออกใบลดหนี้สำหรับการส่งออกสินค้า

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 06/04/2018 - วันที่ตอบ 07/04/2018

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 82/10 และมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

     บริษัทฯ ส่งออกสีสเปรย์กระป๋อง ลูกค้าจำหน่ายไม่หมดและสินค้าหมดอายุ เหลือจำนวน 12 กระป๋อง จะขอคืนสินค้า ทางบริษัทฯ เห็นว่าค่าใช้จ่ายส่งกลับมาประเทศไทยและส่งของใหม่ไปแทนจำนวนเท่ากันนั้นไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายจึงแจ้งให้ลูกค้าถ่ายรูปทั้งหมดส่งมาก่อนทิ้งสินค้าไปและบริษัทออกใบลดหนี้ไปให้ลูกค้า ถูกต้องหรือไม่ครับ

วิสัชนา

    ถูกต้องแล้วครับ ทว่า การออกใบลดหนี้สำหรับการส่งออก ต้องเป็นใบลดหนี้ทางการค้าที่มิใช่ใบลดหนี้ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 82/10 และมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร เพราะกรมสรรพากรได้เคยวินิจฉัยดังนี้
เลขที่หนังสือ: กค 0811/30028 ลงวันที่ 5 มกราคม 2543
เรื่อง : ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการออกใบลดหนี้สำหรับการส่งออกสินค้า
ข้อกฎหมาย : มาตรา 79/1 (1), มาตรา 82/10, มาตรา 86/10
ข้อหารือ :
สำนักงานสรรพากรจังหวัดตรวจปฏิบัติการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนมกราคม 2541 รายบริษัท อ.จำกัดซึ่งประกอบกิจการผลิตและส่งออกวิกผม บริษัทฯขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในประเทศญี่ปุ่น โดยกระทำพิธีการศุลกากรในนามของบริษัทฯ บริษัทฯ ยื่นแบบ ภ.พ.30 เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ต่อมาผู้ซื้อในประเทศญี่ปุ่นแจ้งว่าสินค้าไม่ได้มาตรฐานถือเป็นสินค้าเสีย ผู้ซื้อได้จัดทำรายละเอียดสินค้าเสียพร้อมกับหักเงินค่าสินค้าเสียออกจากเงินค่าสินค้าที่ต้องชำระและโอนเงินชำระค่าสินค้าผ่านธนาคารให้แก่บริษัทฯ แต่ไม่ได้ส่งสินค้าคืนให้แก่บริษัทฯเนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ผู้ซื้อว่าจ้างบริษัท ค. จำกัด ในประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้ทำลายสินค้า บริษัท ค. จำกัดได้ออกใบรับรองการทำลายสินค้า และผู้ซื้อได้ส่งใบรับรองดังกล่าวให้แก่บริษัทฯ เป็นหลักฐาน บริษัทฯ ได้จัดทำใบลดหนี้ให้แก่ผู้ซื้อและนำรายการสินค้าเสียตามใบลดหนี้มาหักออกจากยอดขายส่งออก โดยยื่นแบบ ภ.พ.30 เดือนมกราคม 2541 เพิ่มเติม แสดงยอดขายแจ้งไว้เกินจำนวน 2,339,666.42 บาท จังหวัดมีความเห็นว่า บริษัทฯไม่ สามารถนำใบลดหนี้ค่าสินค้าเสียมายื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติม กรณียอดขายแจ้งไว้เกิน เนื่องจากสินค้าเสียไม่ได้ถูกส่งคืนมายังบริษัทฯ เพื่อทำลายตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.84/2542 เรื่อง
แนวทางปฏิบัติกรณีการทำลายของเสียสินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิ สินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้าที่หมดอายุและเศษซาก ลงวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 และหารือว่า หากบริษัทฯไม่สามารถนำใบลดหนี้ดังกล่าวมายื่นแบบ ภ.พ.30 ควรให้บริษัทฯดำเนินการอย่างไร
แนววินิจฉัย :
..........1. ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าโดยส่งออก ได้แก่ มูลค่าของสินค้าส่งออกโดยให้ใช้ราคาเอฟ.โอ.บี. ของสินค้า บวกด้วยภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ ตามมาตรา 79/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบริษัทฯ ต้องลงรายการในรายงานภาษีขายตามมูลค่าของสินค้าส่งออกโดยให้ใช้ราคา เอฟ.โอ.บี ตามใบขนสินค้าขาออก ไม่ใช่มูลค่าขายตามจำนวนเงินค่าสินค้าที่ผู้ซื้อโอนผ่านธนาคารเข้ามาให้แก่บริษัทฯในประเทศไทย ทั้งนี้ ตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากรและข้อ 7 (9) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) เรื่อง กำหนดแบบ หลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไข เกี่ยวกับการจัดทำรายงาน การลงรายการในรายงานการเก็บใบกำกับภาษีและเอกสารหลักฐานอื่นที่ใช้ประกอบการลงรายงานภาษีซื้อ ตามมาตรา 87 และมาตรา 87/3 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2542
 .........2. กรณีผู้ซื้อในประเทศญี่ปุ่นแจ้งว่าสินค้าไม่ได้มาตรฐานถือเป็นสินค้าเสียและได้จัดทำรายละเอียดสินค้าเสียพร้อมกับหักเงินค่าสินค้าเสียออกจากเงินค่าสินค้าที่ต้องชำระและโอนเงินชำระค่าสินค้าผ่านธนาคารให้แก่บริษัทฯ ในประเทศไทย ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เป็นเหตุให้ภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าส่งออกลดลง ตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากการขายสินค้าโดยส่งออกต้องคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามราคา เอฟ.โอ.บี. ตามมาตรา 79/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ใช่มูลค่าของฐานภาษีที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งอาจมีการคำนวณราคาสินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ดังนั้น การออกใบลดหนี้ตามรายการสินค้าเสียให้แก่ผู้ซื้อในประเทศญี่ปุ่นจึงไม่เข้าลักษณะเป็นใบลดหนี้ ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ จึงไม่ต้องนำมูลค่าสินค้าเสียตามใบลดหนี้มาหักออกจากภาษีขายของบริษัทฯ ในเดือนที่ออกใบลดหนี้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 7 (10) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89)ฯ ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2542 บริษัทฯ จึงไม่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงยอดขายส่งออกแต่อย่างใด สำหรับใบลดหนี้ที่ออกให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศถือเป็นเอกสารทางบัญชีเพื่อปรับปรุงรายการทางบัญชีของบริษัทฯ เท่านั้น
 เลขตู้ : 63/28789


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการออกใบลดหนี้สำหรับการส่งออกสินค้า

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 08/01/2020 - วันที่ตอบ 09/01/2020

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 79/1 (1), มาตรา 82/10, มาตรา 86/10

ปุจฉา

บริษัทฯ ขายสินค้าให้ต่างประเทศอินวอยซ์ลงวันที่ 2/10/62 ได้รับชำระเงินแล้วเมื่อวันที่ 15/12/62 วันที่ 8/1/63 พบว่าราคาสินค้าผิดสามารถออกใบลดหนี้ข้ามเดือน/ข้ามปีได้หรือไม่ค่ะ

วิสัชนา

การออกใบลดหนี้ สำหรับการส่งออกสินค้าตามรายการสินค้าเสียให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ จึงไม่เข้าลักษณะเป็นใบลดหนี้ ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่ต้องนำมูลค่าสินค้าเสียตามใบลดหนี้มาหักออกจากภาษีขายในเดือนที่ออกใบลดหนี้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 7 (10) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89)ฯ ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2542 กิจการจึงไม่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงยอดขายส่งออกแต่อย่างใด สำหรับใบลดหนี้ที่ออกให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศถือเป็นเอกสารทางบัญชีเพื่อปรับปรุงรายการทางบัญชี เท่านั้น

เลขที่หนังสือ กค 0811/30028 ลงวันที่ 5 มกราคม 2543
เรื่อง: ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการออกใบลดหนี้สำหรับการส่งออกสินค้า
ข้อกฎหมาย: มาตรา 79/1 (1), มาตรา 82/10, มาตรา 86/10
 
https://www.rd.go.th/publish/23814.0.html

RD.GO.TH


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ