Case study

เฉลี่ยภาษีซื้อกรณีใช้สิทธิภาษีซื้อ 6 เดือน
| เรื่อง | เฉลี่ยภาษีซื้อกรณีใช้สิทธิภาษีซื้อ 6 เดือน | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| แหล่งที่มา | Case study | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| วันที่ | 30/08/2026 | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ประเภทภาษี | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ข้อกฎหมาย | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| คำถาม | กรณีมีค่าบริการเดือน 10/25x1 มีการจ่ายในเดือน 11/25x1 และได้ใบกำกับภาษีลงวันที่ 11/25x1 ต่อมามีการใช้สิทธิใบกำกับภาษีใบนี้ในแบบ ภ.พ.30 ในเดือน 04/25x2 คำถาม: ภาษีซื้อที่ใช้จะต้องใช้เกณฑ์เฉลี่ยในปีใด 25x1 (ตามวันที่บนใบกำกับภาษี) หรือ 25x2 (วันที่ใช้สิทธิ) ขอบคุณครับ |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| คำตอบ | การนำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีปี 25x1 มาใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนภาษี 04/25x2 (ภายในกำหนดเวลา 6 เดือนนับจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี) ต้องใช้ เกณฑ์เฉลี่ยภาษีซื้อของปี 25x2 (ปีที่นำภาษีซื้อมาใช้จริง)
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 4) --------------------------------------------- อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2534 อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข กรณีภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีเพราะมีเหตุจำเป็น ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้น ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีเพราะเหตุดังต่อไปนี้ (1) เหตุจำเป็นซึ่งเกิดขึ้นตามประเพณีทางการค้า (2) เหตุสุดวิสัย (3) ได้รับใบกำกับภาษีในเดือนภาษีอื่นที่มิใช่เดือนภาษีที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษี "ข้อ 2 ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีเพราะมีเหตุจำเป็นตามข้อ 1 ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินหกเดือนนับแต่เดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี การปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนระบุข้อความว่า ถือเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษี... ไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว โดยข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วย วิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้ (แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 76) ใช้บังคับ 1 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไป) ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2535 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2534 บัณฑิต บุณยะปานะ อธิบดีกรมสรรพากร |
อ้างอิงคำตอบ
เรื่อง | |
แหล่งที่มา | ข้อหารือ กรมสรรพากร |
วันที่ | 01/05/1998 |
เลขที่หนังสือ | กค 0811/พ.05254 |
ประเภทภาษี | |
ข้อกฎหมาย | |
ข้อหารือ | หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข กรณีภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษี เพราะมีเหตุจำเป็นให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2541 นั้น มีแนวทางปฎิบัติอย่างไรบ้าง |
แนววินิจฉัย | ที่ กค 0811/ 05254 กรมสรรพากร อาคารธนาคารทหารไทย จำกัด 34 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400 1 พฤษภาคม 2541 เรื่อง ซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 76) ฯ ลงวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2541 เรียน ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภาษี สรรพากรพื้นที่ (ทุกพื้นที่) ตามที่กรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 76) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข กรณีภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษี เพราะมีเหตุจำเป็นให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2541 นั้น เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน และแนะนำให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง กรมสรรพากรจึงขอซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรดังกล่าว ดังต่อไปนี้ 1.ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมิได้นำภาษีซื้อไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีเพราะมีเหตุจำเป็น ได้แก่ เหตุจำเป็นซึ่งเกิดขึ้นตามประเพณีทางการค้า เหตุสุดวิสัย หรือได้รับใบกำกับภาษีในเดือนภาษีอื่นที่มิใช่เดือนภาษีที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษี ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าวไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินหกเดือนนับแต่เดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี ตัวอย่างเช่นใบกำกับภาษีลงวันที่เดือนพฤษภาคา 2541 ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีมิถุนายน 2541 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2541 เดือนภาษีหนึ่งเดือนภาษีใด ซึ่งเป็นเดือนที่ได้รับใบกำกับภาษีนั้นก็ได้ 2. การนำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีอื่นตาม 1. ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องระบุข้อความว่า “ถือเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษี...” ไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว โดยข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้ 3.ในกรณีที่ใบกำกับภาษีที่ได้รับมิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีภายในกำหนดระยะเวลาหกเดือนนับแต่เดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษีตาม 1. ผู้ประกอบการจดทะเบียนยังคงมีสิทธิยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมสำหรับเดือนภาษีที่ออกใบกำกับภาษีได้ ตามมาตรา 83/4 แห่งประมวลรัษฎากร 4. ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมิได้นำภาษีซื้อไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีเพราะเหตุจำเป็นตาม 1. และได้นำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีภายในกำหนดระยะเวลาไม่เกินหกเดือนนับแต่เดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษีนั้นผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องแสดงหลักฐานพิสูจน์ต่อเจ้าพนักงานสรรพากรว่าได้รับใบกำกับภาษีในเดือนใด 5. การลงรายการในรายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม 5.1 กรณีผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าหรือให้บริการมีหน้าที่ต้องจัดทำใบกำกับภาษีและส่งมอบใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น และมีหน้าที่ลงรายการในรายงานภาษีขายภายในสามวันทำการ นับแต่วันที่จำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น เช่น ผู้ขายสินค้าออกใบกำกับภาษีในวันที่ 28 มีนาคม 2541 แต่ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในวันที่ 1 เมษายน 2541 ผู้ขายมีหน้าที่ลงรายการในรายงานภาษีขายภายในวันที่ 31 มีนาคม 2541 แต่วันที่ 29 มีนาคม 2541 เป็นวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดทำการของผู้ขาย วันครบสามวันทำการ คือ วันที่ 1 เมษายน 2541 ส่วนการลงรายการในรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ให้ลงตามที่ส่งมอบสินค้าจริง ภายในวันที่ 4 เมษายน 2541 5.2 กรณีผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ซื้อสินค้าหรือรับบริการมีหน้าที่ลงรายการในรายงานภาษีซื้อภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น ถ้าผู้ขายออกใบกำกับภาษีในวันที่ 28 มีนาคม 2541 แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ซื้อสินค้าได้รับใบกำกับภาษีในวันที่ 2 เมษายน 2541 ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ลงรายการในรายงานภาษีซื้อภายในวันที่ 5 เมษายน 2541 ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวอาจนำใบกำกับภาษีลงวันที่ 28 มีนาคม 2541 ไปลงรายการในรายงานภาษีซื้อของเดือนเมษายน 2541 หรืออาจจัดทำรายงานภาษีซื้อสำหรับใบกำกับภาษีที่ได้รับในเดือนภาษีอื่นที่มิใช่เดือนภาษีที่ระบุในใบกำกับภาษีแยกต่างหากขึ้นอีกฉบับหนึ่งก็ได้ ส่วนการลงรายการในรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ให้ลงตามที่ได้รับสินค้าจริงภายในวันที่ 4 เมษายน 2541 6.การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพฤษภาคม 2541 ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับใบกำกับภาษีลงวันที่เดือนพฤศจิกายน 2540 ถึงเดือนเมษายน 2541 ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าวไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีพฤษภาคม 2541 ได้ 7. ในการตรวจสอบภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมิน ไม่ว่าการตรวจคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม การตรวจปฏิบัติการ หรือตรวจสอบทั่วไป ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2541 ถึงเดือนตุลาคม 2541 ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนนำใบกำกับภาษีของเดือนภาษีอื่นที่มิใช่เดือนที่ระบุในใบกำกับภาษีไปหักในการคำนวณภาษีในช่วงระยะเวลาไม่เกินหกเดือน นับแต่เดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษีนั้น แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมิได้ระบุข้อความว่า “ถือเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษี ...” ไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว ก็อนุโลมให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแก้ไขให้ถูกต้องได้ และเมื่อแก้ไขให้ถูกต้องแล้ว ก็ให้ถือเป็นภาษีซื้อของเดือนภาษีที่นำไปหักในการคำนวณภาษีนั้นได้ 8. ให้เจ้าพนักงานสรรพากรชี้แจงประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 76)ฯ ลงวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2541 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนทราบโดยเร็ว เพื่อให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนปฏิบัติได้อย่างถูกต้องต่อไป จึงเรียนมาเพื่อทราบ และถือปฏิบัติต่อไป ขอแสดงความนับถือ ร้อยเอกสุชาติ เชาว์วิศิษฐ (สุชาติ เชาว์วิศิษฐ) อธิบดีกรมสรรพากร |
เลขตู้ |
เรื่อง | การเฉลี่ยภาษีซื้อ และกรณีบันทึกค่าโทรศัพท์เดือน 12/64 แต่ชำระและได้รับใบกำกับเดือน 1/65 |
แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
วันที่ | วันที่ถาม 03/01/2025 - วันที่ตอบ 26/01/2025 |
ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม |
ข้อกฎหมาย | ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29) |
ปุจฉา | ขอสอบถามเกี่ยวกับการเฉลี่ยภาษีซื้อ ดามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29) ข้อ 2 (3) สำหรับปีถัดจากปีที่เริ่มมีรายได้เป็นต้นไป ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของรายได้ของปีที่ผ่านมาโดยไม่ต้องปรับปรุงภาษีซื้ออีกและในกรณีที่ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนประสงค์จะปรับปรุงภาษีซื้อให้เป็นไปตามส่วนของรายได้ที่เกิดขึ้นจริงทั้งปีของกิจการทั้งสองประเภทก็ให้กระทำได้ ทั้งนี้ ให้นำหลักเกณฑ์ตาม (2) มาใช้บังคับโดยอนุโลมและเมื่อได้เลือกปฏิบัติเป็นอย่างใดแล้ว ไปก็ให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอด ข้อ 3 (2) ถ้ารายได้ของปีที่ผ่านมาของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมีจำนวนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของรายได้ของกิจการทั้งหมด ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิเลือกไม่น่าภาษีซื้อทั้งจ่านวนไปทักออกจากภาษีขายแต่ให้นำไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการ เมื่อได้เลือกปฏิบัติตามวรรดหนึ่งแล้ว ก็ให้ถือปฏิบัติตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลงได้ กรณีปีถัดไปนั้นบริษัทเลือกที่จะเฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของรายได้ปีที่ผ่านมานั้นโดยไม่ปรับปรุงภาษีซื้ออีก ขอยกตัวอย่างอัตราของรายได้ที่เกิดขึ้นจริงของกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ละปีตามลำดับด้านล่างนี้ ปีแรก 2563 ประมาณ 50%, อัตราจริง 55% ปีที่ 2 2564 35% ปีที่ 3 2565 7% ปีที่ 4 2566 45% คำถามหากเป็นเช่นนี้ ดังนั้น ปีที่ 2 2564 บริษัทฯ ใช้อัตรา 55% เป็นฐานในการเฉลี่ยภาษีซื้อของทั้งปี 2564 เลยใช่ไหมคะ ไม่ต้องปรับปรุงใดๆ ปีที่ 3 2565 บริษัทฯ ใช้อัตรา 35% เป็นฐานในการเฉลี่ยภาษีซื้อของทั้งปี 2565 เลยใช่ไหมคะไม่ต้องปรับปรุงใดๆ แม้ความจริงอัตราจะเป็น 7% ก็ตาม ปีที่ 4 2566 บริษัทฯ สามารถเลือกทำได้หนึ่งใน สองกรณี ใช่ไหมคะ กรณีที่ 1 ปี 2566 บริษัทฯ ใช้อัตรา 7% เป็นฐานในการเฉลี่ยภาษีซื้อของทั้งปี 2666 โดยไม่ต้องปรับปรุงใดๆ หรือหากไม่บริษัทฯ สามารถเลือก กรณีที่ 2 ปี 2566 บริษัทไม่จำเป็นต้องเฉลี่ยภาษีซื้อ สำหรับภาษีซื้อที่ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นของกิจการใด ให้นำภาษีซื้อที่ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นของกิจการใดไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการ ปีที่ 5 2567 ขอสอบถามว่า เกี่ยวพันกับปีที่ 4 2566 นั้นเลือกกรณีที่ 1 หรือ 2 ไหมคะ ถ้ากรณีปีที่ 4 2566 เลือก กรณีที่ 1 คือ ปี 2566 บริษัทใช้อัตรา 7% เป็นฐานในการเฉลี่ยภาษีซื้อปีที่ 5 2567 ก็ต้องใช้อัตรา 45% เป็นฐานในการเฉลี่ยภาษีซื้อใช่ไหมคะ ถ้ากรณีปีที่ 4 2566 เลือก กรณีที่ 2 คือ ปี 2566 ไม่เฉลี่ยภาษีซื้อ นำภาษีซื้อที่ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นของกิจการใด ไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการ จะมีผลทำให้ปีที่ 5 2567 และปีถัด ๆ ไป ก็ไม่สามารถเฉลี่ยภาษีซื้อ ด้วยไหมคะ กรณีบันทึกค่าโทรศัพท์ของเดือน ธันวาคม 2564 แต่มาชำระเงินเดือน มกราคม 2565 นั้น จะเฉลี่ยภาษีซื้อโดยใช้ฐานรายได้จริงปี 2563 (เผื่อเฉลี่ยภาษีซื้อปี 2564) หรือ เพราะภาษีซื้อค่าโทรศัพท์ Tax point เกิดเดือน มกราคม จึงจำเป็นต้องเฉลี่ยโดยใช้ฐานรายได้จริงปี 2564 (เป็นฐานเฉลี่ยภาษีซื้อปี 2565) คะ |
วิสัชนา | กรณีตามข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการเฉลี่ยภาษีซื้อของบริษัทฯ ในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีรายได้จากการประกอบกิจการทั้งที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังต่อไปนี้ 1. รอบระยะเวลาบัญชีปีแรก (พ.ศ. 2563) ซึ่งต้องเป็นปีที่มีรายได้ทั้งสองประเภทไม่น้อยกว่า 6 เดือน โดยบริษัทฯ ได้ประมาณการรายได้ที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 50% แต่รายได้ที่เกิดขึ้นจริง คือ 55% เช่นนี้ ภายในเดือนมกราคม พ.ศ. 2564 บริษัทฯ ต้องปรับปรุงการเฉลี่ยภาษีซื้อให้เป็นไปตามสัดส่วนของรายได้ที่เกิดขึ้นจริง พร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.พ.30.2 ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 2. รอบระยะเวลาบัญชีปี 2564 (ปีที่ 2) ให้บริษัทฯ ใช้อัตราส่วนของรายได้ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2563 คือ 55% ในการเฉลี่ยภาษีซื้อ ในขณะที่มีรายได้ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เกิดขึ้นจริงเพียง 35% ก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานทั้งทางภาษีอากร และเอกสาร ตลอดจนการบันทึกรายการทางบัญชี บริษัทฯ ควรเลือกไม่ปรับปรุงการเฉลี่ยภาษีซื้อเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีดังเช่นรอบระยะเวลาบัญชีปีแรกอีก และให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอด เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลงได้ 3. รอบระยะเวลาบัญชีปี 2565 (ปีที่ 3) ให้บริษัทฯ ใช้อัตราส่วนของรายได้ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2564 คือ 35% ในการเฉลี่ยภาษีซื้อ ในขณะที่มีรายได้ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เกิดขึ้นจริงเพียง 7% ก็ตาม โดยบริษัทฯ ไม่ปรับปรุงการเฉลี่ยภาษีซื้อเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี 4.รอบระยะเวลาบัญชีปี 2566 (ปีที่ 4) เนื่องจากในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2565 บริษัทฯ มีรายได้ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพียง 7% และมีรายได้ที่ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 93% ให้บริษัทฯ เลือกปฏิบัติได้ดังนี้ (1) ใช้อัตราส่วนของรายได้ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2565 คือ 7% ในการเฉลี่ยภาษีซื้อ ของทั้งรอบระยะเวลาบัญชี เช่นเดียวกับรอบระยะเวลาบัญชีปีก่อน ๆ (2) เพื่ออำนวยความสะดวก ตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29) ฯ เนื่องจากบริษัทฯ มีรายได้ที่ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 93% บริษัทฯ จึงมีสิทธิเลือกไม่ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อสำหรับสินค้าหรือบริการที่ได้มาหรือได้รับมาในการประกอบกิจการของตนไปใช้หรือจะใช้ในกิจการทั้งสองประเภท ของทั้งรอบระยะเวลาบัญชีปี 2566 เมื่อบริษัทฯ ได้เลือกปฏิบัติตามวิธีตาม (1) หรือ (2) อย่างในอย่างหนึ่งแล้ว ก็ให้ถือปฏิบัติตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลงได้ กล่าวคือ กรณีที่ 1 หากบริษัทเลือกปฏิบัติตามวิธีตาม (1) ก็ให้บริษัทฯ ถือปฏิบัติเช่นนั้นไปตลอด จะกลับมาใช้วิธีตาม (2) ไม่ได้อีกตลอดไปทุกรอบระยะเวลาบัญชี กรณีที่ 2 หากบริษัทฯ เลือกปฏิบัติตามวิธีตาม (2) โดยเลือกไม่เฉลี่ยภาษีซื้อ โดยไม่น่าภาษีซื้อทั้งจ่านวนไปทักออกจากภาษีขายแต่ให้นำไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการ เช่นนี้ ก็ให้บริษัทฯ ต้องถือปฏิบัติในลักษณะเช่นนี้ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่บริษัทฯ มีรายได้จากการประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่า 90% หรือมีรายได้ที่ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่า 90% แล้วแต่กรณี ไปตลอด ไม่สามารถหันกลับไปเลือกปฏิบัติตามกรณีที่ 1 ได้อีก เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลงได้ 5. สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2567 และรอบระยะเวลาบัญชีปีถัด ๆ ไป (1) กรณีที่หากบริษัทฯ ได้เลือกปฏิบัติตามข้อ 4 (1) โดยเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนของรายได้ของรอบระยะเวลาบัญชีปีก่อน นั่นหมายความว่า บริษัทฯ จะเสียสิทธิการเลือกปฏิบัติตามฺวิธีในข้อ 4 (2) ไปตลอด แม้ในรอบระยเวลาบัญชีใด บริษัทฯ จะมีรายได้ทั้งอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และหรือ ที่ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่น้อยกว่า 90% ก็ตาม บริษัทฯ ก็ยังคงต้องเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนของรายได้ของรอบระยะเวลาบัญชีปีก่อนไปจนตลอดอายุการดำเนินกิจการของบริษัทฯ (2) กรณีที่บริษัทฯ ได้เลือกใช้สิทธิไม่เฉลี่ยภาษีซื้อสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2566 หากในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2567 และรอบระยะเวลาบัญชีปีถัด ๆ ไป บริษัทฯ เกิดมีรายได้ทั้งอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และหรือ ที่ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่น้อยกว่า 90% เช่นนี้ บริษัทฯ ก็ยังคงได้สิทธิไม่ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อสำหรับปีนั้น ๆ ไปจนตลอดอายุการดำเนินกิจการของบริษัทฯ ถ้ากรณีในรอบรยะเวลาบัญชีปี 2566 (ปีที่ 4) บริษัทฯ ได้เลือกปฏิบัติตามข้อ 4 (2) โดยเลือกไม่เฉลี่ยภาษีซื้อ นำภาษีซื้อที่ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นของกิจการใด ไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการ ไม่มีผลทำให้รอบระยะเวลาบัญชี 2567 (ปีที่ 5) และปีถัด ๆ ไป ไม่สามารถเฉลี่ยภาษีซื้อด้วย แต่อย่างใด 6. กรณีบันทึกค่าโทรศัพท์ของเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2564 (ปีที่ 2) แต่มาชำระเงินเดือน มกราคม 2565 นั้น ให้เฉลี่ยภาษีซื้อโดยใช้ฐานรายได้จริงปี พ.ศ. 2564 (เป็นฐานเฉลี่ยภาษีซื้อปี พ.ศ. 2565) เนื่องเพราะภาษีซื้อค่าโทรศัพท์ Tax point เกิดเดือน มกราคม พ.ศ. 2565 ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |
เรื่อง | เฉลี่ยภาษีซื้อ ค่าใช้จ่ายเป็นของปี 2565 ซึ่งในทางบัญชีตั้งค่าใช้จ่ายค้างจ่ายไว้แล้ว แต่บริษัทฯ ได้รับใบแจ้งหนี้/ใบกำกับภาษีในเดือนมกราคม พ.ศ. 2566 |
แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
วันที่ | วันที่ถาม 24/01/2023 - วันที่ตอบ 30/01/2023 |
ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม |
ข้อกฎหมาย | มาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29) ฯ |
ปุจฉา | สอบถาม เรื่อง เฉลี่ยภาษีซื้อค่ะ 1. บริษัทฯ ดำเนินกิจการค้าปลีกและให้เช่าพื้นที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง กิจการค้าปลีกจะขายทั้งสินค้า VAT Exempt และสินค้า VAT และกิจการให้เช่าพื้นที่จะมีทั้งรายได้ค่าเช่าและรายได้ค่าบริการในการคำนวณภาษีซื้อเฉลี่ยต้องคำนวณจากภาพรวมกิจการ เช่น บริษัทฯ มีรายได้กิจการค้าปลีก 70% กิจการให้เช่าพื้นที่ 30% หรือต้องพิจารณาแยกเป็นรายการ VAT และไม่มี VAT 2. หากค่าใช้จ่ายบางรายการสามารถเจาะจงได้ว่าเป็นของกิจการให้เช่าพื้นที่ แต่เพื่อก่อให้เกิดรายได้ทั้งการให้เช่าและการบริการบริษัทฯ จะต้องคำนวณอัตรา VAT เฉลี่ยเฉพาะอีกอัตราไว้บันทึกหรือไม่เพราะพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ค่าใช้จ่ายของกิจการค้าปลีก 3. หากค่าใช้จ่ายเป็นของปี 2565 ซึ่งในทางบัญชีตั้งค่าใช้จ่ายค้างจ่ายไว้แล้ว แต่บริษัทฯ ได้รับใบแจ้งหนี้/ใบกำกับภาษีในเดือนมกราคม 2566 บริษัทฯ ต้องใช้อัตราภาษีซื้อเฉลี่ยของปี 2565 หรือ 2566 ตามเอกสารคะ |
วิสัชนา | ตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29) ฯ ลงวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2535 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เกี่ยวกับการเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนของรายได้ ดังนี้ 1. กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนประกอบกิจการทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ประกอบการจดทะเบียนได้นำสินค้าหรือบริการที่ได้มาหรือได้รับมาในการประกอบกิจการของตนไปใช้หรือจะใช้ในกิจการทั้งสองประเภท ถ้าสามารถแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าภาษีซื้อที่เกิดจากสินค้าหรือบริการดังกล่าวเป็นภาษีซื้อของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ถือเป็นภาษีซื้อของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ๆ 2. กรณีตามข้อ 1 ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่สามารถแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าภาษีซื้อที่เกิดจากสินค้าหรือบริการดังกล่าวเป็นภาษีซื้อของกิจการประเภทใด ให้เฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของรายได้ของแต่ละกิจการ ดังนี้ (1) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเริ่มประกอบกิจการ หรือได้ประกอบกิจการมาแล้วแต่ยังไม่มีรายได้ ให้ประมาณการรายได้ของกิจการทั้งสองประเภทของปีที่เริ่มมีรายได้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของประมาณการรายได้ดังกล่าว และให้นำภาษีซื้อที่เฉลี่ยได้ตามส่วนของประมาณการรายได้ของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมาหักออกจากภาษีขาย แต่ภาษีซื้อดังกล่าวจะต้องมีจำนวนไม่เกินกึ่งหนึ่งของภาษีซื้อที่นำมาเฉลี่ย สำหรับในปีถัดจากปีที่เริ่มประกอบกิจการและยังไม่มีรายได้ถึงสิ้นปีของปีที่เริ่มมีรายได้ ให้เฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของประมาณการรายได้ตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่งและวรรคสอง เมื่อสิ้นปีที่เริ่มมีรายได้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนคำนวณภาษีซื้อที่หักได้จริงตามส่วนของรายได้ที่เกิดขึ้นจริงของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และให้ปรับปรุงภาษีซื้อที่ได้นำมาหักออกจากภาษีขายแล้วตามหลักเกณฑ์ตาม (2) ปีที่เริ่มมีรายได้ให้หมายถึง ปีแรกที่มีรายได้เกิดขึ้นจริงไม่น้อยกว่า 6 เดือนภาษี (2) การปรับปรุงภาษีซื้อตาม (1) ให้กระทำในเดือนภาษีถัดจากเดือนภาษีสุดท้ายของปีที่เริ่มมีรายได้ โดยให้ปรับปรุงตั้งแต่เดือนภาษีแรกที่ได้มีการเฉลี่ยภาษีซื้อถึงเดือนภาษีสุดท้ายของปีที่เริ่มมีรายได้ ดังนี้ (ก) ในกรณีภาษีซื้อที่เฉลี่ยได้และได้นำมาหักออกจากภาษีขายแล้ว มีจำนวนเกินกว่าภาษีซื้อที่หักได้จริง ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนชำระภาษีซื้อส่วนที่เกินนั้นพร้อมกับยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มอีกหนึ่งฉบับ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนภาษีที่มีการปรับปรุงภาษีซื้อ และให้นำภาษีซื้อส่วนที่เกินนั้นซึ่งยังมิได้นำไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการ ไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการในปีที่เกี่ยวข้อง (ข) ในกรณีภาษีซื้อที่เฉลี่ยได้และได้นำมาหักออกจากภาษีขายแล้วมีจำนวนน้อยกว่าภาษีซื้อที่หักได้จริง ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นคำร้องขอคืนภาษีซื้อส่วนที่ขาดนั้น ตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด และให้นำภาษีซื้อส่วนที่ขาด ซึ่งได้นำไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการแล้วไปหักออกจากมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการในปีที่เกี่ยวข้อง (3) สำหรับปีถัดจากปีที่เริ่มมีรายได้เป็นต้นไป ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของรายได้ของปีที่ผ่านมาโดยไม่ต้องปรับปรุงภาษีซื้ออีก และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนประสงค์จะปรับปรุงภาษีซื้อให้เป็นไปตามส่วนของรายได้ที่เกิดขึ้นจริงทั้งปีของกิจการทั้งสองประเภทก็ให้กระทำได้ ทั้งนี้ ให้นำหลักเกณฑ์ตาม (2) มาใช้บังคับโดยอนุโลมและเมื่อได้เลือกปฏิบัติเป็นอย่างใดแล้ว ก็ให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลงได้ รายได้ของปีที่ผ่านมาตามวรรคหนึ่ง หมายถึง รายได้ของปีก่อนปีปัจจุบัน 1 ปี (4) การปรับปรุงภาษีซื้อตามข้อนี้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามมาตรา 89 และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร 3. เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติเกี่ยวกับการเฉลี่ยภาษีซื้อตามข้อ 1 (3) ดังกล่าว (1) ถ้ารายได้ของปีที่ผ่านมาของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของรายได้ของกิจการทั้งหมด ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิเลือกนำภาษีซื้อทั้งจำนวนไปหักออกจากภาษีขาย ทั้งนี้ ห้ามนำภาษีซื้อดังกล่าวไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการ (2) ถ้ารายได้ของปีที่ผ่านมาของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของรายได้ของกิจการทั้งหมด ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิเลือกไม่นำภาษีซื้อทั้งจำนวนไปหักออกจากภาษีขาย แต่ให้นำไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการ เมื่อได้เลือกปฏิบัติตามวิธีการดังกล่าว ก็ให้ถือปฏิบัติตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลงได้ ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 1. กรณีบริษัทฯ ประกอบกิจการค้าปลีก ทั้งสินค้า VAT Exempt และสินค้า VAT และให้เช่าพื้นที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งมีทั้งรายได้ค่าเช่า และรายได้ค่าบริการ ในการคำนวณภาษีซื้อเฉลี่ยตามสัดส่วนของรายได้ บริษัทฯ ต้องคำนวณจากรายได้รวมของทั้งกิจการ โดยให้พิจารณาแยกเป็นรายการ VAT และไม่มี VAT 2.หากค่าใช้จ่ายบางรายการสามารถเจาะจงได้ว่าเป็นของกิจการให้เช่าพื้นที่ ถ้าสามารถแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าภาษีซื้อที่เกิดจากสินค้าหรือบริการดังกล่าวเป็นภาษีซื้อของกิจการประเภทที่ต้องไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ถือเป็นรายจ่ายหรือต้นทุนทรัพย์สินของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ๆ 3.หากค่าใช้จ่ายเป็นของปี 2565 ซึ่งในทางบัญชีตั้งค่าใช้จ่ายค้างจ่ายไว้แล้ว แต่บริษัทฯ ได้รับใบแจ้งหนี้/ใบกำกับภาษีในเดือนมกราคม พ.ศ. 2566 บริษัทฯ ต้องใช้อัตราภาษีซื้อเฉลี่ยของปี 2566 ตามการเกิดขึ้นของเอกสารภาษีซื้อรายการนั้นๆ ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |