Case study

แนวทางออกใบลดหนี้และใบกำกับภาษีใหม่ ธุรกิจบริการ


เรื่อง แนวทางออกใบลดหนี้และใบกำกับภาษีใหม่ ธุรกิจบริการ
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 26/02/2026
ประเภทภาษี ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัท BA จำกัด "บริษัทฯ" ได้รับการว่าจ้างจาก A JOINT VENTURE (Main Contractor) " AJV" โดยทำสัญญาว่างจ้างงานระหว่างกัน ทำโครงการ ติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติ ให้กับ บริษัท BBB จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าของโครงการ มูลค่างาน 55.84 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) การออกเอกสารและชำระเงิน ดังนี้

1. ใบส่งสินค้า/ใบกำกับภาษี เลขที่ 181/9039 ลว. 23/8/2567 มูลค่า 2.79 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ชำระแล้ว 100% /ออกใบเสร็จรับเงินแล้ว > "AJV" ยื่นภาษีซื้อแล้ว

2. ใบส่งสินค้า/ใบกำกับภาษี เลขที่ 181/9040 ลว. 23/8/2567 มูลค่า 5.58 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ชำระแล้วบางส่วน/ออกใบเสร็จรับเงินเฉพาะส่วนที่ชำระ > "AJV" ยื่นภาษีซื้อแล้ว

3. ใบส่งสินค้า/ใบกำกับภาษี เลขที่ 181/9941 ลว.23/08/67 มูลค่า 11.17 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ค้างชำระ > "AJV" ยื่นภาษีซื้อแล้ว

4. ใบส่งสินค้า/ใบกำกับภาษี เลขที่ 181/9021 ลว. 19/08/67 มูลค่า 13.96 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ชำระแล้ว 100% /ออกใบเสร็จรับเงินแล้ว > "AJV" ยื่นภาษีซื้อแล้ว

5. ใบส่งสินค้า/ใบกำกับภาษี เลขที่ 188/9290 ลว. 09/12/67 มูลค่า 4.46 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ค้างชำระ /ยังไม่ออกใบเสร็จรับเงิน > "AJV" ยื่นภาษีซื้อแล้ว

สรุป "บริษัท" ออกเอกสารใบส่งสินค้า/ใบกำกับภาษี 5 ฉบับ และ "AJV" ใช้ยื่นภาษีซื้อแล้วทั้งหมด แต่ยังมียอดค้างชำระ 17,985,095.- บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ทาง "บริษัทฯ" ได้ติดตามการชำระหนี้มาโดยตลอด

ต่อมาในเดือน ธ.ค. 2568 ทาง "AJV" แจ้งว่าจะโอนมูลค่างานส่วนที่เหลือให้ "BBB" ดำเนินการต่อคือชำระเงินและประสานงานโครงการต่อสำหรับส่วนที่เหลือ โดยออกหนังสือ Consent (แบบรวมผู้รับเหมาทุกรายในโครงการ) ว่าทางปตท.จะเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินตรงให้ (ตามเอกสารแนบ) และแจ้งให้ "บริษัทฯ" ออกใบลดหนี้ให้ "AJV" สำหรับรายการใบกำกับภาษีที่ออกไปแล้วตามลำดับที่ 2 3 และ 5 และออกใบส่งสินค้า/ใบกำกับภาษี ฉบับใหม่ เป็น "BBB" แทน โดยที่ไม่ได้มีขั้นตอนการ "ยกเลิกสัญญาฉบับเดิม" และทำสัญญาใหม่แต่อย่างใด

*งานดังกล่าวเป็นงานตามสัญญาบริการแต่ "AJV" ระบุให้ "บริษัทฯ" ออกใบกำกับภาษีก่อนเพื่อวางบิล

คำถาม

1. บริษัท BA จำกัด สามารถออกใบลดหนี้ให้กับ "AJV" และ ออกใบส่งสินค้า/ใบกำกับภาษีฉบับใหม่ ให้กับ "BBB" ได้หรือไม่ โดยใช้หลักฐานหนังสือโดยอ้างอิงสัญญาเดิม

2. ต้องมีหลักฐานประกอบการออกใบลดหนี้หรือไม่

3. ต้องทำสัญญาฉบับใหม่แทนฉบับเดิมหรือไม่

คำตอบ

แนวทางออกใบลดหนี้และใบกำกับภาษีใหม่

1. การออกใบลดหนี้และใบกำกับภาษีหลังโอนภาระการชำระเงิน 
กรณีนี้ สัญญาบริการเดิมระหว่าง BA และ AJV ยังคงอยู่ 
ไม่ได้ยกเลิกหรือทำสัญญาใหม่ ดังนั้น ผู้ขาย (BA) ยังคงมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้รับบริการตามสัญญาเดิม (AJV) แม้ AJV จะโอนสิทธิเรียกร้องค่าบริการไปให้ BBB หรือ PTT ชำระเงินแทน 

ซึ่ง “การโอนสิทธิเรียกร้อง… ไม่ทำให้ความรับผิดทางภาษีระหว่างบริษัท BA และ AJV เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด” ดังนั้น เมื่อผู้ชำระเงินใหม่ (ธนาคารหรือ PTT) จ่ายเงินแทน BA ยังคงต้องออกใบกำกับภาษีให้ AJV ตามสัญญาเดิม และ กรณีต้องการให้บริษัท BA ออกใบลดหนี้ให้ AJV นั้น จะต้องมีเหตุความจำเป็น ต้องเข้าเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งตามหลักเกณฑ์ ตามมาตรา 82/10 และมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (3) (ฌ) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 80/2542
 เช่น การยกเลิกสัญญาบริการ หรือการคืนเงิน เท่านั้น 

 
เนื่องจากในเอกสารไม่ได้ระบุการบอกเลิกสัญญาบริการ จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะออกใบลดหนี้ทางภาษีได้

ตามมาตรา 82/10 และมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (3) (ฌ) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 80/2542 เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการออกใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา 86/9 และใบลดหนี้ ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2542 เพื่อคืนเงินให้แก่ผู้ว่าจ้างต่อไป ดังนี้

    “ข้อ 2 ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องเข้าเงื่อนไขดังต่อไปนี้

         (1) เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

         (2) มีการขายสินค้าหรือให้บริการโดยได้ออกใบกำกับภาษีซึ่งมีรายการตามมาตรา 86/4 หรือมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว

         (3) ภายหลังได้ออกใบกำกับภาษีแล้วได้มีเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้นอันเป็นเหตุให้ภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนลดลงไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

            (ฌ) มีการบอกเลิกสัญญาบริการเนื่องจากไม่มีการให้บริการตามสัญญา”


 
2. หลักฐานประกอบการออกใบลดหนี้ 

เนื่องจากไม่มีการยกเลิกสัญญาระหว่าง BA และ AJV จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะออกใบลดหนี้ทางภาษีได้ แต่หากมีการยกเลิกสัญญาบริการระหว่างกัน ถึงจะเข้าเงื่อนไขการออกใบลดหนี้ได้

3. การจัดทำสัญญาฉบับใหม่ 

เนื่องจากการโอนการชำระเงินไม่ถือเป็นการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงสัญญาจ้างเดิมตามข้อกฎหมาย การที่ AJV แจ้งให้ BBB เป็นผู้รับผิดชอบชำระเงินจึงไม่มีผลผูกพันโดยตรงต่อสัญญาจ้างฉบับเดิม และ BA ยังคงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเดิม หากต้องการให้ BBB เป็นคู่สัญญาหลักในการรับเหมาเพื่อให้สอดคล้องกับการออกใบกำกับภาษี จึงควรทำสัญญาจ้างใหม่หรือบันทึกตกลงแนบท้ายสัญญาเดิมระบุเปลี่ยนผู้รับจ้างอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะทำให้ฝ่ายที่รับงาน (BA) สามารถออกใบกำกับภาษีให้กับ BBB ได้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ภาษี 

โดยสรุป คือ ควรมีการทำสัญญาหรือข้อกำหนดใหม่ ระหว่าง (BA) และ BBB เพื่อให้สถานะความเป็นคู่สัญญาสะท้อนการเปลี่ยนแปลงผู้รับผิดชอบการชำระเงินชัดเจน ทั้งนี้เพื่อให้การออกเอกสารภาษีเป็นไปตามกฎหมาย

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง


มาตรา 86/10ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้วแต่ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่เนื่องจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนลดลงเพราะเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 82/10ออกใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษีที่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถออกใบลดหนี้ได้ทันในเดือนภาษี


คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 80/2542

เรื่อง      แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการออกใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา 86/9 และใบลดหนี้ ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อ 2 ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องเข้าเงื่อนไขดังต่อไปนี้

                        (1) เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

                        (2) มีการขายสินค้าหรือให้บริการโดยได้ออกใบกำกับภาษีซึ่งมีรายการตามมาตรา 86/4 หรือมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว

                        (3) ภายหลังได้ออกใบกำกับภาษีแล้วได้มีเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้นอันเป็นเหตุให้ภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนลดลงไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

                              (ก) มีการลดราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากสินค้าผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน สินค้าชำรุดเสียหาย หรือขาดจำนวน คำนวณราคาสินค้าผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริงหรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด

                              (ข) มีการลดราคาค่าบริการเนื่องจากให้บริการผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน บริการขาดจำนวน คำนวณราคาค่าบริการผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด

                              (ค) ได้รับสินค้าที่ขายกลับคืนมาเนื่องจากสินค้าชำรุดบกพร่อง ไม่ตรงตามตัวอย่าง ไม่ตรงตามคำพรรณนา หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด

                              (ง) ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินชดเชยหรือเงินอื่นในลักษณะทำนองเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามข้อผูกพันในกฎหมาย

                              (จ) ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้มีการจ่ายคืนเงินจ่ายล่วงหน้าเงินประกัน เงินมัดจำ เงินจอง หรือเงินอื่นที่เรียกเก็บในลักษณะทำนองเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามข้อตกลงทางการค้า

                              (ฉ) มีการคืนสินค้าหรือแลกเปลี่ยนสินค้าตามข้อตกลงทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการจดทะเบียนด้วยกัน

                              (ช) มีการคืนสินค้าหรือแลกเปลี่ยนสินค้าตามข้อตกลงทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการจดทะเบียนและผู้ซื้อสินค้า ทั้งนี้เฉพาะที่กระทำภายในเวลาอันสมควร

                              (ซ) มีการบอกเลิกสัญญาบริการเนื่องจากการให้บริการบกพร่องหรือให้บริการผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน

                              (ฌ) มีการบอกเลิกสัญญาบริการเนื่องจากไม่มีการให้บริการตามสัญญา



มาตรา 82/10 ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าหรือให้บริการและได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แล้ว ต่อมาหากมีเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้นอันเป็นเหตุให้ภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนลดลงไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงนั้นมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10
             (1) มีการลดราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากสินค้าผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน สินค้าชำรุดเสียหาย หรือขาดจำนวน คำนวณราคาสินค้าผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกำหนด
             (2) มีการลดราคาค่าบริการเนื่องจากการให้บริการผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน บริการขาดจำนวน คำนวณราคาค่าบริการผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกำหนด
             (3) ได้รับสินค้าที่ขายกลับคืนมาเนื่องจากสินค้าชำรุดบกพร่อง ไม่ตรงตามตัวอย่าง ไม่ตรงตามคำพรรณนา หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกำหนด
             (4) มีการบอกเลิกสัญญาบริการเนื่องจากเหตุและตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
             ( 
ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82) )

ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับใบลดหนี้ นำภาษีมูลค่าเพิ่มที่ปรากฏตามใบลดหนี้ดังกล่าวมาหักออกจากภาษีซื้อของตนในเดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้นั้น

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82)

เรื่อง    กำหนดเหตุอื่นตามมาตรา 82/10(1)(2)(3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร


ข้อ กำหนดเหตุอื่นตามมาตรา 82/10(1)(2)(3)และ(4) แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่

                           (1) เหตุเนื่องจากผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินชดเชยหรือเงินอื่นในลักษณะทำนองเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามข้อผูกพันในกฎหมาย

                           (2) เหตุเนื่องจากผู้ประกอบการจดทะเบียนได้มีการคืนเงินจ่ายล่วงหน้า เงินประกัน เงินมัดจำ เงินจอง หรือเงินอื่นที่เรียกเก็บในลักษณะทำนองเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามข้อตกลงทางการค้า

                           (3) เหตุเนื่องจากมีการคืนสินค้าหรือแลกเปลี่ยนสินค้าตามข้อตกลงทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการจดทะเบียนด้วยกัน

                           (4) เหตุเนื่องจากมีการคืนสินค้าหรือแลกเปลี่ยนสินค้าตามข้อตกลงทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการจดทะเบียนและผู้ซื้อสินค้า ทั้งนี้ เฉพาะที่กระทำภายในเวลาอันสมควร

                           (5) เหตุเนื่องจากการให้บริการบกพร่อง หรือให้บริการผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน

                           (6) เหตุเนื่องจากไม่มีการให้บริการตามสัญญา


อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายเงินตามสัญญาจ้างก่อสร้าง

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

30/01/2006

เลขที่หนังสือ

กค 0706/768

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40(8) มาตรา 65 วรรคสอง มาตรา 77/1(8)(9) และ (10) มาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร และคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528

ข้อหารือ

     บริษัท ช. ได้หารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายเงินตามสัญญาจ้างก่อสร้าง โดยมีข้อเท็จจริงสรุปได้ดังนี้
 1. บริษัทฯ ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง โดยเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2514 บริษัทฯ ตกลงทำสัญญาจ้างก่อสร้างทางพิเศษกับ ก. เพื่อก่อสร้างทางพิเศษยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร รวมระยะ
 ทางประมาณ 22.49 กิโลเมตร โดยรวมงานก่อสร้างทางแยกต่างระดับ พร้อมทั้งงานก่อสร้างสะพานขึงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยายาวประมาณ 910 เมตร มูลค่าก่อสร้างรวมทั้งสิ้น 15,584,619,000 บาท กำหนดเวลาแล้วเสร็จภายใน 30 เดือน นับถัดจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน สาระสำคัญของสัญญาจ้างก่อสร้างฯ พิจารณาได้ดังนี้
      1.1 เมื่อได้ทำสัญญาจ้างก่อสร้างฯ ก. ผู้ว่าจ้าง ตกลงชำระค่าจ้างล่วงหน้าให้แก่บริษัทฯ ผู้รับจ้าง ดังนี้
        (ก) เงินค่าจ้างล่วงหน้า จำนวน 2,337,692,850 บาท พร้อมดอกเบี้ย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างก่อสร้างฯ
        (ข) ค่าธรรมเนียมทางด้านการเงิน จำนวน 389,615,475 บาท พร้อมดอกเบี้ย เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดหาเงินกู้ ค่าดอกเบี้ยผิดนัด เป็นต้น ในการชำระค่าจ้างตาม (ก) และ (ข) ดังกล่าว ก. จะออกหนังสือรับรองการชำระเงินซึ่งกำหนดว่า ก. จะชำระค่าจ้างดังกล่าวให้แก่บริษัทฯ เมื่อการก่อสร้างตามสัญญาเสร็จสิ้น กล่าวคือ เมื่อครบกำหนด 30 เดือน นับถัดจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้ง
 ให้เริ่มงาน
      1.2 เมื่อเริ่มดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างฯ ก. ตกลงชำระค่าจ้างในแต่ละเดือนให้แก่บริษัทฯ ดังนี้
        (ก) เงินค่าก่อสร้าง
        (ข) ดอกเบี้ยค่าก่อสร้าง
        (ค) ค่าที่ปรึกษาผู้ควบคุมโครงการก่อสร้างพร้อมดอกเบี้ย
 ในการชำระค่าจ้างตาม (ก) (ข) และ (ค) ดังกล่าว บริษัทฯ จะส่งมอบงานให้แก่ ก. ในแต่ละเดือน และเมื่อ ก. ตรวจรับมอบงานในแต่ละเดือนแล้ว ก. จะออกหนังสือรับรองการชำระเงินซึ่งกำหนดว่า ก. จะชำระค่าจ้างดังกล่าวให้แก่บริษัทฯ เมื่อการก่อสร้างตามสัญญาเสร็จสิ้น กล่าวคือ เมื่อครบกำหนด 30 เดือน นับถัดจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน
 2. เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2547 บริษัทฯ ได้กู้ยืมเงินจาก ธนาคาร ข. เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างฯ โดยเมื่อบริษัทฯ ได้รับหนังสือรับรองการชำระเงินตามข้อ 1. แล้ว
 บริษัทฯ จะโอนสิทธิเรียกร้องตามหนังสือรับรองการชำระเงินดังกล่าวและออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ธนาคารฯ เพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินและขอรับเงินจากธนาคารฯ และเมื่อถึงกำหนดชำระค่าจ้าง
 ตามหนังสือรับรองการชำระเงิน (เมื่อครบกำหนด 30 เดือน นับถัดจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน) ธนาคารฯ จะเรียกเก็บเงินตามข้อ 1. จาก ก. ซึ่งหากธนาคารฯ เรียกเก็บเงินค่าจ้างตามหนังสือรับรองการชำระเงินดังกล่าวจาก ก. ไม่ได้ บริษัทฯ ต้องรับผิดชำระเงินดังกล่าวให้แก่ธนาคารฯ
 3. การดำเนินงานก่อสร้างบางส่วนตามสัญญา บริษัทฯ ได้ว่าจ้างผู้รับเหมาช่วงให้ทำการก่อสร้างโดยเมื่อผู้รับเหมาช่วงทำงานเสร็จและส่งมอบงานให้แก่บริษัทฯ บริษัทฯ จะชำระเงินค่าจ้างดังกล่าว
 ด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องตามหนังสือรับรองการชำระเงินที่ออกโดย ก. ให้แก่ผู้รับเหมาช่วง และให้ถือว่า การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นการชำระหนี้เสร็จสมบูรณ์ในแต่ละงวด ณ วันที่ทำการโอนสิทธิเรียกร้องนั้น ทั้งนี้ ตามข้อ 4.7 ของสัญญาจ้างเหมาช่วงฯ
 4. ผู้รับเหมาช่วงได้กู้ยืมเงินจากธนาคารฯ เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินการก่อสร้าง เมื่อผู้รับเหมาช่วงได้รับหนังสือรับรองการชำระเงินจากบริษัทฯ ผู้รับเหมาช่วงจะโอนสิทธิเรียกร้องตามหนังสือรับรองการชำระเงินและออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ธนาคารฯ เพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินและขอรับเงินจากธนาคารฯ เมื่อถึงกำหนดชำระค่าจ้างตามหนังสือรับรองการชำระเงิน (เมื่อครบกำหนด30 เดือน นับถัดจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน) ธนาคารฯ จะเรียกเก็บเงินตามหนังสือรับรองการชำระเงินดังกล่าวจาก ก. ซึ่งหากธนาคารฯ เรียกเก็บเงินค่าจ้างตามหนังสือรับรองการชำระเงินจาก
 ก. ไม่ได้ บริษัทฯ ไม่ต้องรับผิดชำระค่าจ้างดังกล่าวให้แก่ธนาคารฯ แต่อย่างใด
 
5. บริษัทฯ จึงขอทราบว่า
      5.1 บริษัทฯ ต้องนำค่าจ้างตามข้อ 1.1 และข้อ 1.2 มารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่ อย่างไร
      5.2 เมื่อบริษัทฯ โอนสิทธิเรียกร้องตามหนังสือรับรองการชำระเงินให้แก่ธนาคารฯ และผู้รับเหมาช่วง การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวถือเป็นการขายสินค้าหรือการให้บริการ ซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ อย่างไร
      5.3 เมื่อการก่อสร้างตามสัญญาเสร็จสิ้น ก. ตกลงชำระเงินค่าจ้างตามหนังสือรับรองการชำระเงินให้แก่ธนาคารฯ ก. มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และบริษัทฯ มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือไม่ อย่างไร
      5.4 เมื่อบริษัทฯ โอนสิทธิเรียกร้องตามหนังสือรับรองการชำระเงินให้แก่ผู้รับเหมาช่วงถือว่าผู้รับเหมาช่วงได้รับชำระค่าบริการแล้วหรือไม่ และบริษัทฯ มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และผู้รับเหมาช่วงมีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ อย่างไร

แนววินิจฉัย

     1. กรณีบริษัทฯ ดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างฯ และได้รับเงินค่าจ้างตามสัญญาจาก ก. ได้แก่ ค่าจ้างล่วงหน้า ค่าธรรมเนียมด้านการเงินพร้อมดอกเบี้ย ค่าก่อสร้าง ดอกเบี้ยค่าก่อสร้าง
 และค่าที่ปรึกษาผู้ควบคุมโครงการก่อสร้างพร้อมดอกเบี้ย บริษัทฯ ต้องนำรายได้ดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเกณฑ์สิทธิ โดยบริษัทฯ ต้องนำรายได้ตามส่วนของงานที่ทำเสร็จ
 ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 4.4 แห่งคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528ฯ ลงวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2528
      2. กรณีบริษัทฯ โอนสิทธิเรียกร้องการชำระเงินตามหนังสือรับรองการชำระเงินของ ก. ให้แก่ธนาคารฯ และผู้รับเหมาช่วง เนื่องจากการโอนสิทธิเรียกร้อง คือ การที่เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิได้รับชำระเงินค่าสินค้าหรือค่าบริการตกลงโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อลูกหนี้ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการชำระหนี้ให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง มีผลให้บุคคลผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่ตนเองแทนเจ้าหนี้ การโอนสิทธิเรียกร้องจึงเป็นการที่เจ้าหนี้โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ของตนให้แก่บุคคลซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องเพื่อเรียกเก็บเงินแทนเจ้าหนี้ ซึ่งลูกหนี้ยังคงมีหน้าที่ในการชำระหนี้อยู่เหมือนเดิมเพียงแต่เปลี่ยนตัวผู้ที่ลูกหนี้จะชำระหนี้ให้เท่านั้นการโอนสิทธิเรียกร้องจึงไม่เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าหรือการให้บริการ ตามมาตรา 77/1(8) (9)และ (10) แห่งประมวลรัษฎากร และไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัทฯ โอนสิทธิเรียกร้องการชำระเงินตามหนังสือรับรองการชำระเงินของ ก. ให้แก่ธนาคารฯ และผู้รับเหมาช่วง บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแต่อย่างใด
      3. กรณีบริษัทฯ กู้ยืมเงินจากธนาคารฯ เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างฯ โดยเมื่อบริษัทฯ ทำงานตามโครงการดังกล่าวเสร็จและส่งมอบงานในแต่ละงวด ก. จะออกหนังสือรับรองการชำระเงินตามสัญญาให้กับบริษัทฯ และบริษัทฯ จะโอนสิทธิเรียกร้องตามหนังสือรับรองการชำระเงินของ ก. และออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ธนาคารฯ เพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน และขอรับเงินจากธนาคารฯ เนื่องจากการรับจ้างก่อสร้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างฯ เข้าลักษณะเป็นการจ้างทำของตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และถือเป็น"บริการ" ตามมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ในฐานะผู้ให้บริการมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการให้บริการเกิดขึ้นตามมาตรา 78/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัทฯ ได้โอนสิทธิเรียกร้องการชำระเงินตามหนังสือรับรองการชำระเงินของ ก. ให้แก่ธนาคารฯ ซึ่งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่ทำให้ความรับผิดตามประมวลรัษฎากรระหว่างบริษัทฯ และ ก.เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อธนาคารฯ ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องได้รับชำระเงินค่าจ้างก่อสร้างจาก ก. แทนบริษัทฯ บริษัทฯ ในฐานะผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องออกใบรับตามมาตรา 105(1) แห่งประมวลรัษฎากร และออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่ ก. สำหรับกรณีภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เนื่องจาก ก. เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 เข้าลักษณะเป็น "องค์การของรัฐบาล" ตามมาตรา 2 แห่งประมวลรัษฎากรเมื่อ ก. จ่ายเงินได้เป็นค่าจ้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างฯ ก. มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1.0 ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
      4. กรณีบริษัทฯ ว่าจ้างผู้รับเหมาช่วงก่อสร้างงานในบางส่วน โดยผู้รับเหมาช่วงกู้ยืมเงินจากธนาคารฯ เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งเมื่อผู้รับเหมาช่วงทำงานตามโครงการดังกล่าวเสร็จและส่งมอบงานในแต่ละงวด บริษัทฯ จะให้ ก. ออกหนังสือรับรองการชำระเงินให้แก่บริษัทฯและบริษัทฯ จะโอนสิทธิเรียกร้องโดยสลักหลังหนังสือรับรองการชำระเงินดังกล่าวให้แก่ผู้รับเหมาช่วง และผู้รับเหมาช่วงจะโอนสิทธิเรียกร้องการชำระเงินตามหนังสือรับรองการชำระเงินของ ก. และออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ธนาคารฯ เพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินและขอรับเงินจากธนาคารฯ ต่อไป โดยคู่สัญญาตกลงกันว่า การที่บริษัทฯ โอนสิทธิเรียกร้องตามหนังสือรับรองการชำระเงินของ ก. ให้แก่ผู้รับเหมาช่วงเป็นการชำระหนี้เสร็จสมบูรณ์ หากธนาคารฯ เรียกเก็บเงินค่าจ้างตามหนังสือรับรองการชำระเงินของ ก. จาก ก. ไม่ได้ ผู้รับเหมาช่วงจะเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว (ตามข้อ 4.7 ของสัญญาจ้างช่วงฯ) การโอนสิทธิเรียกร้องการชำระเงินดังกล่าวเป็นการโอนสิทธิในหนี้ของตนให้แก่บุคคลผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง จึงไม่ถือว่าผู้รับเหมาช่วงได้รับเงินค่าก่อสร้างตามสัญญาจ้างช่วงฯ แต่อย่างไรก็ดี ผู้รับเหมาช่วงมีภาระภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำหรับการให้บริการก่อสร้างดังนี้
        4.1 ภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากการรับจ้างก่อสร้างช่วงเข้าลักษณะเป็น "บริการ" ตามมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้รับเหมาช่วงในฐานะผู้ให้บริการจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการให้บริการเกิดขึ้นตามมาตรา 78/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้รับเหมาช่วงมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้รับเหมาช่วงได้โอนสิทธิเรียกร้องการชำระเงินตามหนังสือรับรองการชำระเงินของ ก. ให้แก่ธนาคารฯ ซึ่งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่ทำให้ความรับผิดตามประมวลรัษฎากรระหว่างผู้รับเหมาช่วงกับบริษัทฯ เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อธนาคารฯ ได้รับชำระเงินค่าจ้างก่อสร้างจาก ก. ผู้รับเหมาช่วงในฐานะผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องออกใบรับตามมาตรา 105(1) แห่งประมวลรัษฎากร และออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทฯ
        4.2 ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เนื่องจากบริษัทฯ จ่ายเงินได้เป็นค่าจ้างให้กับผู้รับเหมาช่วงเงินได้ดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าจ้างที่จ่าย ตามข้อ 8(2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากรมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528

เลขตู้

69/33853


เรื่อง

เงินค้ำประกันผลงาน (งานก่อสร้าง) / ออกใบลดหนี้ยกเลิกรับเหมาก่อสร้าง

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 12/04/2024 - วันที่ตอบ 11/05/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 82/10 และมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

1. ขอสอบถาม เกี่ยวกับเงินค้ำประกันผลงาน (งานก่อสร้าง) ได้หักผู้รับจ้างไว้ แต่ผู้รับจ้างทิ้งงาน ไม่มาทำต่อ ต้องจ้างผู้รับเหมารายอื่นมาทำงานให้จบเงินค้ำประกันที่หักไว้ ตัดออกจากบัญชี  โดยให้ถือเป็นรายได้อื่น  

2. ขอสอบถาม เรื่อง รับรู้รายได้รับเหมาก่อสร้าง ออกใบกำกับภาษีและรับเงินแล้ว รอบบัญชี 1 ธค. 2562 - 31 ธค. 2562 พึ่งมีการเคลียร์สัญญากับผู้ว่าจ้าง ในปี 2565 สัญญายกเลิกไม่มีการก่อสร้าง (สถานการณ์โควิดระบาด 3 ปีที่ผ่านมา)ขอแนวทางปฏิบัติเพื่อคืนเงินให้กับผู้ว่าจ้าง ให้เป็นไปตามหลักที่ถูกต้องของกรมสรรพากร ต้องออกใบกำกับลดหนี้ หรือไม่

วิสัชนา

1.เกี่ยวกับเงินค้ำประกันผลงาน (งานก่อสร้าง) ได้หักผู้รับจ้างไว้ แต่ผู้รับจ้างทิ้งงาน ไม่มาทำต่อ ต้องจ้างผู้รับเหมารายอื่นมาทำงานให้จบ เงินค้ำประกันที่หักไว้ ตัดออกจากบัญชี โดยให้ถือเป็นรายได้อื่น ที่เป็นค่าปรับเนื่องจากผิดสัญญา ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Out of VAT Scope) 

2. การรับรู้รายได้รับเหมาก่อสร้าง ออกใบกำกับภาษีและรับเงินแล้ว รอบระยะเวลาบัญชี 1 ม.ค. 2562 - 31 ธค. 2562 พึ่งมีการเคลียร์สัญญากับผู้ว่าจ้างในปี 2565 ทำการยกเลิกสัญญา ไม่มีการก่อสร้าง (สถานการณ์โควิดระบาด 3 ปีที่ผ่านมา) นั้น

    ให้ผู้รับจ้างออกใบลดหนี้ตามมาตรา 82/10 และมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (3) (ฌ) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 80/2542 เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการออกใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา 86/9 และใบลดหนี้ ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2542 เพื่อคืนเงินให้แก่ผู้ว่าจ้างต่อไป ดังนี้

    “ข้อ 2 ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องเข้าเงื่อนไขดังต่อไปนี้

         (1) เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

         (2) มีการขายสินค้าหรือให้บริการโดยได้ออกใบกำกับภาษีซึ่งมีรายการตามมาตรา 86/4 หรือมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว

         (3) ภายหลังได้ออกใบกำกับภาษีแล้วได้มีเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้นอันเป็นเหตุให้ภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนลดลงไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

              (ฌ) มีการบอกเลิกสัญญาบริการเนื่องจากไม่มีการให้บริการตามสัญญา”


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์


เรื่อง

หลักเกณฑ์การออกใบลดหนี้

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 11/04/2020 - วันที่ตอบ 16/04/2020

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 80/2542

ปุจฉา

รบกวนสอบถามบัญชีค่ะ
 เมื่อเดือนมกราคม 2020 บริษัทฯ ได้รับค่าที่ปรึกษาจากบริษัท A มา 750,000 บาท ต่อมาเดือนมีนาคม บริษัท A ได้ขอให้ทางเราออกใบลดหนี้ และออกใบกำกับภาษีให้กับบริษัท B เพราะ บริษัท A ได้ทำสัญญาโอนสิทธิค่าที่ปรึกษา ให้กับบริษัท B (บริษัทเปิดใหม่ในเดือนมีนาคม)
 คำถาม :
สัญญาฉบับนี้เพียงพอต่อออกใบลดหนี้มั้ยคะ
 ทางบริษัทเรา *ได้หมายเหตุ ลูกค้าเปลี่ยนสัญญา แต่ทางลูกค้าต้องการให้เขียนว่ายกเลิกสัญญา และแนบ "ตามคำสั่ง 80/2542"
 รบกวนอาจารย์ด้วยค่ะ ต้องการให้ถูกต้องเพราะมองเห็นมีความผูกพันธ์ในหลายส่วน

วิสัชนา

หลักเกณฑ์การออกใบลดหนี้ เป็นไปตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับเงื่อนไขในการออกใบลดหนี้ ตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 80/2542 ดังนี้
 ....“ข้อ 2 ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องเข้าเงื่อนไขดังต่อไปนี้
    .........(1) เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร
    .........(2) มีการขายสินค้าหรือให้บริการโดยได้ออกใบกำกับภาษีซึ่งมีรายการตามมาตรา 86/4 หรือมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว
    .........(3) ภายหลังได้ออกใบกำกับภาษีแล้วได้มีเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้นอันเป็นเหตุให้ภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนลดลงไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
      ..............(ก) มีการลดราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากสินค้าผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน สินค้าชำรุดเสียหาย หรือขาดจำนวน คำนวณราคาสินค้าผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริงหรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด
      ..............(ข) มีการลดราคาค่าบริการเนื่องจากให้บริการผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน บริการขาดจำนวน คำนวณราคาค่าบริการผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด
      ..............(ค) ได้รับสินค้าที่ขายกลับคืนมาเนื่องจากสินค้าชำรุดบกพร่อง ไม่ตรงตามตัวอย่าง ไม่ตรงตามคำพรรณนา หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด
      ..............(ง) ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินชดเชยหรือเงินอื่นในลักษณะทำนองเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามข้อผูกพันในกฎหมาย
      ..............(จ) ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้มีการจ่ายคืนเงินจ่ายล่วงหน้าเงินประกัน เงินมัดจำ เงินจอง หรือเงินอื่นที่เรียกเก็บในลักษณะทำนองเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามข้อตกลงทางการค้า
     ..............(ฉ) มีการคืนสินค้าหรือแลกเปลี่ยนสินค้าตามข้อตกลงทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการจดทะเบียนด้วยกัน
     ..............(ช) มีการคืนสินค้าหรือแลกเปลี่ยนสินค้าตามข้อตกลงทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการจดทะเบียนและผู้ซื้อสินค้า ทั้งนี้ เฉพาะที่กระทำภายในเวลาอันสมควร
     ..............(ซ) มีการบอกเลิกสัญญาบริการเนื่องจากการให้บริการบกพร่องหรือให้บริการผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน
     ..............(ฌ) มีการบอกเลิกสัญญาบริการเนื่องจากไม่มีการให้บริการตามสัญญา”

ดังนั้น การออกใบลดหนี้จะกระทำก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขตามตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งตามกรณีที่บริษัทฯ แจ้งไปคือ ต้องมีการบอกเลิกสัญญาบริการเนื่องจากไม่มีการให้บริการตามสัญญาตามข้อ 2 (ฌ) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 80/2542 การที่บริษัท A แจ้งให้บริษัทฯ ยกเลิกสัญญาระหว่างบริษัทฯ กับบริษัท A มาเป็นสัญญาระหว่างบริษัทฯ กับบริษัท B นับแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2563 ก็ย่อมเข้าเงื่อนไขการออกใบลดหนี้ตามกฎหมาย โดยต้องหมายเหตุในใบลดหนี้ว่า “ยกเลิกสัญญา ตามขอ 2 (ฌ) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 80/2542"


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

การขาย "สิทธิในสัญญาก่อสร้างอาคาร"

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 04/05/2023 - วันที่ตอบ 05/05/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

กรณีบริษัทฯ ก่อสร้างอาคารคลับเฮ้าส์บนที่ดิน ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทฯ เอง เพื่อใช้ในการประกอบกิจการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยทำสัญญาก่อสร้าง เมื่อปี พ.ศ. 2560 ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.  2562 อาคารที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ 80% ซึ่งถือเป็นงานก่อสร้างระหว่างทำ บริษัทฯ ได้ขายสิทธิในสัญญาก่อสร้างอาคารระหว่างทำดังกล่าว ให้กับบริษัทอื่นในประเทศไทยและให้บริษัทที่ซื้ออาคารดังกล่าวเช่าที่ดินระยะยาวต่อไป ซึ่งไม่มีการทำนิติกรรมที่กรมที่ดินแต่อย่างใด

ขอเรียนสอบถามว่า

    ข้อ 1 ภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้าง ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ตามมาตรา 82/5 (6) ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มฉบับที่ 42 หรือไม่

    ข้อ 2การขายสิทธิในสัญญาก่อสร้าง งานระหว่างทำ ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2 (6) หรือไม่

วิสัชนา

เกี่ยวกับอาคารระหว่างก่อสร้าง ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จเป็นอาคารถาวรที่เป็นอสังหาริมทรัพย์นั้น มีข้อสังเกตดังนี้

     1. ผู้ว่าจ้างยังมิได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารระหว่างก่อสร้าง เพราะผู้รับจ้างเหมาก่อสร้างยังไม่ได้ส่งมอบอาคารให้แก่ตน เนื่องจากอาคารยังสร้างไม่แล้วเสร็จ แต่ผู้ว่าจ้างก็มีสิทธิในสัญญารับจ้างปลูกสร้างในฐานะผู้ว่าจ้างที่ได้จ่ายเงินค่าจ้างไปแล้วเป็นบางส่วน จึงขอเรียกวา "สิทธิในสัญญาก่อสร้าง" ซึ่งเป็น "สังหาริมทรัพย์" ที่ผู้ว่าจ้างมีสิทธิในข้อผู้พันตามสัญญาก่อสร้าง

     2. การโอนขาย "อาคารระหว่างก่อสร้าง" โดยผู้ว่าจ้าง จึงไม่อาจจะเกิดขึ้นได้เลย เนื่องจากตนเองไม่มีกรรมสิทธิ์ในอาคารระหว่างก่อสร้างนั้น ดังได้กล่าวไว้แล้วในข้อ 1 ข้างต้น ในฐานะผู้ว่าจ้างจึงมีเพียงสิทธิในสัญญาก่อสร้างที่ได้กระทำกับผู้รับจ้างเท่านั้น

     3. นิติกรรมการโอนงานก่อสร้างระหว่างผู้ว่าจ้างก่อสร้างกับบุคคลอื่น จึงกระทำได้ก็แต่เพียงการโอน "สิทธิในสัญญาก่อสร้าง" เท่านั้น ซึ่งการโอนสิทธิในสัญญาก่อสร้างนี้ ถือเป็นการจำหนายจ่ายโอนสินค้าที่ไม่มีรูปร่าง ที่เป็นสังหาริมทรัพย์ หากผู้โอนเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ย่อมมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าสำหรับการโอนสิทธิในสัญญาก่อสร้างดังกล่าว โดยให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อรับชำระราคา ตามมาตรา 78/3 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 189 (พ.ศ. 2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มบางกรณี ดังนี้

         "ข้อ 2 การขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่าง เช่น สิทธิในสิทธิบัตร กู๊ดวิลล์ เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สัมปทาน ค่าสิทธิ หรือ “สินค้าที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน” ให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาสินค้า เว้นแต่กรณีได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาสินค้าก็ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย

              (1) โอนกรรมสิทธิ์สินค้า หรือ

              (2) ได้ออกใบกำกับภาษี

              ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี"  


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

1. กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัทฯ ก่อสร้างอาคารคลับเฮ้าส์บนที่ดิน ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทฯ เอง เพื่อใช้ในการประกอบกิจการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยทำสัญญาก่อสร้าง เมื่อปี พ.ศ. 2560 ต่อมา เมื่อปี พ.ศ.  2562 อาคารที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ 80% ซึ่งถือเป็นงานก่อสร้างระหว่างทำ บริษัทฯ ได้ขายสิทธิในสัญญาก่อสร้าง อาคารระหว่างทำดังกล่าว ให้กับบริษัทอื่นในประเทศไทย และให้บริษัทที่ซื้ออาคารดังกล่าวเช่าที่ดินระยะยาวต่อไป ซึ่งไม่มีการทำนิติกรรม ที่กรมที่ดินแต่อย่างใด นั้น

         การขาย "สิทธิในสัญญาก่อสร้างอาคาร" ของบริษัทฯ เป็นกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

         ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นสำหรับงานระหว่างก่อสร้างดังกล่าวสามารถนำมาใช้หักกับภาษีขายได้ ไม่ใช่กรณีภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (6) แห่งประมวลรัษฎากร และตามข้อ 2 (4) แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารขึ้นเพื่อใช้ในกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและได้ขายอาคารดังกล่าวไปภายใน 3 ปี นับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ แต่อย่างใด


2.ณ วันโอน "สิทธิในสัญญาก่อสร้าง" บริษัทฯ ไม่ต้องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่สำนักงานที่ดินแต่อย่างใด เพราะมิใช่เป็นการโอนขายอสังหาริมทรัพย์ หากแต่ต้องทำข้อตกลงในการโอนสิทธิในสัญญาก่อสร้าง และแจ้งให้ผู้รับจ้างปลูกสร้างได้รับรู้ภาระหน้าที่ และคู่สัญญาคนใหม่ที่ต้องมีภาระผูกพันต่อกันสืบไป บริษัทฯ จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ "


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ