Case study

ภาระภาษีที่เกี่ยวข้อง จากการประกอบกิจการภายในโรงพยาบาลของเอกชนและโรงพยาบาลรัฐบาล


เรื่อง ภาระภาษีที่เกี่ยวข้อง จากการประกอบกิจการภายในโรงพยาบาลของเอกชนและโรงพยาบาลรัฐบาล
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 05/11/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม,อากรแสตมป์
ข้อกฎหมาย
คำถาม

ขอเรียนสอบถามค่ะ เรื่อง รายได้ที่เกิดการการประกอบกิจการภายในโรงพยาบาลของเอกชนและโรงพยาบาลรัฐบาล ต้องคิดรายได้ในทางบัญชีและภาษีอย่างไร และแตกต่างกันอย่างไรคะ

 1.ธุรกิจหลักของโรงพยาบาล คือการรักษาพยาบาล ดังนั้นรายได้ที่เกิดขึ้นจากการรักษา และยา เวชภัณฑ์ต่างๆ ห้องแลป (รวมรายได้ของบุคลากรทางการแพทย์ที่ทางโรงพยาบาลเรียกเก็บแทน) นับรวมเป็นรายได้ทั้งหมด และยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ถูกต้องหรือไม่คะ และถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล เช่นเดียวกันหรือไม่ หรือมีภาษีที่แตกต่างกันอย่างไร 

2.โรงพยาบาลเอกชนเข้าไปประมูลเพื่อเข้าไปให้บริการทางการแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลของรัฐบาล หลัการรับรู้ทางบัญชีและภาษีที่เกิดขึ้นทั้งหมด เหมือนกับข้อ1 หรือไม่ ภาระภาษีที่เกิดขึ้นกับโรงพยาบาลของรัฐบาล จะถูกหักณ ที่จ่ายด้วยหรือไม่ และมีอากรแสตมป์จากสัญญาดังกล่าวหรือไม่ 

3.โรงพยาบาลมีบริการพื้นที่ให้เช่าภายในอาคารโดยแบ่งเป็นช่องๆล็อคๆ ไม่มีประตูปิด ร้านค้าจะมีตู้อาหารตั้งบนcounter เพื่อจำหน่ายอาหารให้กับบุคคลทั่วไปและบุคลากรภายในโรงพยาบาล โดยเรียกเก็บค่าเช่าเป็นค่าเช่าFix และ GP จากการขาย และใช้ระบบแลกบัตรคูปองเพื่อรูดชำระ สอบถามว่ามีภาระภาษีที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม(จุดรับรู้เมื่อใด เพื่อยื่นภาษีขาย) และถ้าผู้เช่าเป็นนิติบุคคล ต้องหัก ณ ที่จ่าย5% เนื่องจากเป็นค่าเช่าหรือไม่ หรือ3% เป็นค่าบริการ รวมถึงต้องมีอากรแสตมป์ด้วยหรือไม่ ทั้งนี้ แยกเป็น 2แบบ คือ 3.1 โรงพยาบาลเอกชน 3.2 โรงพยาบาลรัฐบาล 

4.โรงพยาบาลมีร้านที่จำหน่ายสินค้าภายในโรงพยาบาล(สินค้าที่จำหน่ายมีทั้งสินค้าทางการแพทย์ ทั้งมี VAT และไม่มี VAT) มีภาระภาษีอย่างไร และเช่นนี้ ถือว่ายกเว้นหรือไม่ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม และควรรับรู้เป็นรายได้หลัก หรือรายได้อื่น 4.1 โรงพยาบาลเอกชน 4.2 โรงพยาบาลรัฐบาล 

5.การที่โรงพยาบาลสร้างพื้นที่แผงลอยตามทางเดินให้ผู้พิการมาขายสินค้า จะสามารถใช้สิทธิ์ทางภาษีเพื่อลดหย่อนภาษีได้อย่างไรเพื่อให้เข้าเกณฑ์ลดได้สองหรือ3เท่า และต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์ดังกล่าวอย่างไร ต้องขออนุญาตหรือจัดทำรายงานหรือไม่ โดยที่จัดให้มีทั้งสถานที่ภายนอกแผงลอยอย่างง่าย รวมถึงห้องน้ำ ทางเดินลาดสำหรับรถเข็น(แต่ใช้ร่วมกันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้รถเข็นปกติ) ที่จอดรถคนพิการ โดยแยกเป็น 2 โรงพยาบาลคือ 5.1 โรงพยาบาลเอกชน 5.2 โรงพยาบาลรัฐบาล 

6.การให้ส่วนลดค่ารักษาพยาบาลกับบุคลากรภายในและญาติของพนักงาน ควรแสดงรายได้สุทธิหลังหักส่วนลด หรือแสดงยอดรายได้เต็มจำนวนและส่วนลดเป็นค่าใช้จ่าย (ใบเสร็จรับเงินแสดงยอดเต็มและหักส่วนลด) 

7.จ่ายค่า doctor fee ให้กับแพทย์ ซึ่งมีทั้ง full time และ part time เช่นนี้ แยกภาษีตอนชำระเงินให้แพทย์อย่างไร โดยรูปแบบคือแพทย์บางท่าน มีทั้ง guarantee เป็นเงินเดือนไม่ต่ำกว่าที่กำหนด และถ้าได้รับเคสเกินกว่าที่ตกลงกัน จะได้รับเงินเพิ่มจากการันตีตามจำนวนเคสที่รักษา และต้องหักณ ที่จ่ายหรือไม่ ยื่นแบบอะไร ขอบพระคุณมากค่ะ

คำตอบ


คำถาม - คำตอบ 1. รายได้จากการรักษาพยาบาลและเวชภัณฑ์

คำถาม
 1.ธุรกิจหลักของโรงพยาบาล คือการรักษาพยาบาล ดังนั้นรายได้ที่เกิดขึ้นจากการรักษา และยา เวชภัณฑ์ต่างๆ ห้องแลป (รวมรายได้ของบุคลากรทางการแพทย์ที่ทางโรงพยาบาลเรียกเก็บแทน) นับรวมเป็นรายได้ทั้งหมด และยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ถูกต้องหรือไม่คะ และถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล เช่นเดียวกันหรือไม่ หรือมีภาษีที่แตกต่างกันอย่างไร

คำตอบ

  • โรงพยาบาลเอกชน: 
     รายได้จากการรักษาพยาบาล (ค่ารักษา ค่ายา เวชภัณฑ์ ห้องแลป ฯลฯ) ที่ได้รับจากผู้ป่วยถือเป็นรายได้ของโรงพยาบาล โดยโรงพยาบาลจะออกใบเสร็จในชื่อโรงพยาบาลและบันทึกรายได้ทั้งหมด ส่วนค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายให้บุคลากร (แพทย์ พยาบาล) จะบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย (ส่วนแบ่งรายได้) ตามสัญญา ส่วนลดหรือสิทธิสวัสดิการที่ให้กับพนักงานหรือญาติ เช่น ส่วนลดค่ารักษา สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายสวัสดิการและหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้
  • โรงพยาบาลรัฐบาล: 
     โรงพยาบาลของรัฐจัดตั้งในลักษณะเป็นหน่วยงานราชการ ไม่อยู่ในระบบ VAT และไม่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนั้นรายได้หลักจากการรักษาจะไม่ต้องคำนวณ VAT และไม่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (รายได้เหล่านี้เป็นรายได้ของรัฐตามงบประมาณ) หากโรงพยาบาลรับเงินค่ารักษาจากกองทุนประกันสุขภาพ (บัตรทอง, สสจ., สวัสดิการรัฐ) ก็ถือเป็นรายได้กองทุนของรัฐเช่นกัน
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): 
     ทั้งโรงพยาบาลรัฐบาลและเอกชนที่จดทะเบียนเป็นสถานพยาบาล ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มีใบอนุญาตสถานพยาบาลจะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับรายได้ค่ารักษาพยาบาล ตามมาตรา 81(1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากร คือ การให้บริการรักษาพยาบาลและการจัดยา/เวชภัณฑ์ให้แก่ผู้ป่วยตามคำสั่งแพทย์ จะได้รับการยกเว้น VAT
     ตัวอย่าง : หากแพทย์สั่งจ่ายยาและโรงพยาบาลเรียกเก็บค่ายาจากผู้ป่วย ยานั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของบริการรักษาพยาบาล ก็ ไม่ต้องคิด VAT (แต่หากโรงพยาบาลขายยาให้บุคคลภายนอกหรือสินค้าทั่วไปที่ไม่เกี่ยวกับการรักษาโดยตรง ก็ต้องคิด VAT ตามปกติ)

ธุรกิจหลักของโรงพยาบาล — “การรักษาพยาบาล” ถือเป็นบริการรักษาพยาบาลตามกฎหมาย

มาตรา 81(1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากร ระบุชัดว่า

“การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมาย ว่าด้วยสถานพยาบาล”
 ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

ดังนั้น รายได้ที่เข้าลักษณะ “การรักษาพยาบาล” ทั้งหมด ยกเว้น VAT โดยไม่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม

รายได้ที่ “ถือเป็นการรักษาพยาบาล” (ยกเว้น VAT) ได้แก่:

รายการ

เหตุผล

ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน / ผู้ป่วยนอก

เป็นบริการทางการแพทย์โดยตรง

ค่าห้องพักผู้ป่วย / ห้องพิเศษ

เกี่ยวเนื่องกับการรักษาโดยตรง

ค่ายา / เวชภัณฑ์ / อุปกรณ์การแพทย์ ที่ใช้ในกระบวนการรักษา

เป็นส่วนประกอบของบริการรักษา

ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab)

เป็นการวินิจฉัยทางการแพทย์

ค่าบริการของแพทย์ / พยาบาล / บุคลากรทางการแพทย์ ที่โรงพยาบาลเรียกเก็บแทน

เป็นส่วนของค่ารักษา

รายได้ทั้งหมดนี้ยกเว้น VAT ไม่ต้องออกใบกำกับภาษีแบบภาษี แต่ยังต้องออกใบเสร็จรับเงิน

2. รายได้อื่นที่ “ไม่ถือเป็นบริการรักษาพยาบาล” (ต้องเสีย VAT)
 
หากโรงพยาบาลมีรายได้จากกิจกรรมที่ ไม่เกี่ยวกับการรักษาโดยตรง ต้องเสีย VAT ตามปกติ   (หากจด VAT หรือรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี เช่น

รายได้

สถานะ VAT

การขายอาหาร/เครื่องดื่มในโรงอาหาร (ที่ไม่รวมในค่ารักษา)

ต้องเสีย VAT

การขายสินค้า เช่น อุปกรณ์สุขภาพ เครื่องสำอาง

ต้องเสีย VAT

การให้เช่าพื้นที่ ร้านค้า, ATM, ร้านกาแฟ

ต้องเสีย VAT

รายได้จากค่าที่จอดรถ (หากคิดค่าบริการแยกต่างหาก)

ต้องเสีย VAT

รายได้จากอบรม สัมมนา ที่ไม่ใช่เพื่อรักษา

ต้องเสีย VAT


3. เปรียบเทียบระหว่าง “โรงพยาบาลเอกชน” และ “โรงพยาบาลรัฐบาล”

ประเด็น

โรงพยาบาลเอกชน

โรงพยาบาลรัฐบาล

สถานะผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

เป็น “ผู้ประกอบการจด VAT”

ส่วนราชการโดยทั่วไป ไม่เป็นผู้ประกอบการ VAT

รายได้จากการรักษา

ยกเว้น VAT ตามมาตรา 81(1)(ญ)

ยกเว้นเช่นเดียวกัน (แต่โดยหลักรัฐไม่ต้องจด VAT อยู่แล้ว)

รายได้จากการขายสินค้า / ให้เช่าพื้นที่ / อาหาร ฯลฯ

อยู่ในบังคับต้องเสีย VAT

ถ้าเป็น “รายได้แผ่นดิน” ของส่วนราชการ → มัก “ไม่เข้าระบบ VAT” แต่ถ้าเป็นหน่วยงานรัฐรูปแบบ “นิติบุคคล” เช่น องค์การมหาชน → ต้องเสีย VAT

สิทธิ์ภาษีซื้อ

ไม่มีสิทธิ์ขอคืนภาษีซื้อ สำหรับส่วนที่เกี่ยวกับรายได้ยกเว้น VAT แต่ให้ลงเป็นรายจ่ายได้ทั้งจำนวน

ไม่มีสิทธิ์เช่นกัน (หรือไม่ได้อยู่ในระบบ VAT)


มาตรา 81 ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  1. การขายสินค้าที่มิใช่การส่งออก หรือการให้บริการดังต่อไปนี้

(ญ) การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล


คำถาม - คำตอบ 2. บริการเฉพาะทางโดยเอกชนในโรงพยาบาลของรัฐ

คำถาม

2.โรงพยาบาลเอกชนเข้าไปประมูลเพื่อเข้าไปให้บริการทางการแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลของรัฐบาล หลักการรับรู้ทางบัญชีและภาษีที่เกิดขึ้นทั้งหมด เหมือนกับข้อ1 หรือไม่ ภาระภาษีที่เกิดขึ้นกับโรงพยาบาลของรัฐบาล จะถูกหักณ ที่จ่ายด้วยหรือไม่ และมีอากรแสตมป์จากสัญญาดังกล่าวหรือไม่
 

คำตอบ

1. หลักการรับรู้ทางบัญชี

ฝั่งโรงพยาบาลเอกชน (ผู้ให้บริการ)

  • รายได้ที่เกิดจากการให้บริการทางการแพทย์แก่โรงพยาบาลรัฐ
     ต้องรับรู้เป็น “รายได้จากการให้บริการ” ตามมาตรฐานบัญชี TFRS 15   และรับรู้รายได้ตามเกณฑ์สิทธิตามมาตรา 65 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

“เมื่อได้ส่งมอบบริการและได้รับสิทธิที่จะได้รับค่าตอบแทน”

  • หากสัญญามีลักษณะเป็นการ “ให้บุคลากรทางการแพทย์” ไปปฏิบัติงาน เช่น จัดแพทย์เฉพาะทางเข้าเวร หรือเปิดคลินิกเฉพาะทาง ถือเป็น รายได้จากการให้บริการทางการแพทย์ (ไม่ใช่ค่ารักษาพยาบาลต่อผู้ป่วยโดยตรง) 

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

โจทย์ตรงนี้ยังไม่ชัดเจนว่ามีเงื่อนไขในการเรียกเก็บค่าบริการกันอย่างไร

1) หากสัญญามีลักษณะเป็นการ “ให้บุคลากรทางการแพทย์” ไปปฏิบัติงาน เช่น จัดแพทย์เฉพาะทางเข้าเวร หรือเปิดคลินิกเฉพาะทาง ถือเป็น รายได้จากการให้บริการทางการแพทย์ (ไม่ใช่ค่ารักษาพยาบาลต่อผู้ป่วยโดยตรง) 

การให้บริการทางการแพทย์ “แก่โรงพยาบาลรัฐ” ที่เป็นการทำสัญญาในเชิงพาณิชย์ ไม่เข้าลักษณะ “บริการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยโดยตรง” จึง ไม่เข้าข้อยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามมาตรา 81(1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากร  โรงพยาบาลเอกชนต้องออกใบกำกับภาษี มี VAT 7% ให้โรงพยาบาลรัฐตามมูลค่าค่าบริการตามสัญญา

2) หากโรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมโครงการหรือประมูลให้บริการเฉพาะทางในโรงพยาบาลรัฐ เช่น ติดตั้งเครื่องมือพิเศษ การบริหารจัดการห้องตรวจรักษา
กรณีทั่วไปโรงพยาบาลรัฐ ยังเป็นผู้เรียกเก็บค่าบริการจากผู้ป่วย แต่ต้องแบ่งรายได้หรือจ่ายค่าบริการให้เอกชนผู้ร่วมลงทุนตามสัญญา ค่าบริการของโรงพยาบาลรัฐยังเป็นการรักษาพยาบาลยกเว้น VAT ส่วนค่ารับส่วนแบ่งหรือค่าบริการที่โรงพยาบาลรัฐจ่ายให้เอกชนผู้ร่วมลงทุน
          - 
หากรพ.เอกชนไม่ได้จดทะเบียนสถานพยาบาลและไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐ จะ (เข้าข่ายการให้บริการค้าประเภทอื่น) ดังนั้นรายรับจากส่วนแบ่งจากการให้บริการที่รพ.เอกชนผู้ร่วมลงทุนได้ทำสัญญาร่วมลงทุนกับโรงพยาบาลรัฐ จึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องเสีย VAT 7% ตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
         - 
แต่หากเอกชนมีใบอนุญาตเป็นสถานพยาบาล แล้วให้บริการทางการแพทย์โดยตรง ณ สถานที่ของตน (คือคนไข้ไปรักษาที่รพ.เอกชน) หรือขออนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐ(คนไข้รักษาที่รพ.รัฐ) จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ญ) แห่งประมวลรัษฎากร (ต้องตรวจสอบเงื่อนไขเพิ่มเติมตามใบอนุญาตและข้อกฎหมายเพิ่มเติม)

3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT)

เมื่อโรงพยาบาลรัฐจ่ายค่าบริการให้แก่โรงพยาบาลเอกชนที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ถือเป็นการจ่ายค่าบริการ (หรือต้นทุนโครงการ)  

  • ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 1% ของยอดเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ การหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น ใบเสร็จรับเงินของโรงพยาบาลของรัฐที่ออกให้แก่บริษัทฯ รพ.เอกชน ที่แสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย และจำนวนเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้ บริษัทฯ จึงมีสิทธินำไปเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ 

มาตรา 69 ทวิภายใต้บังคับมาตรา 70 ถ้ารัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ภาษีที่หักไว้นี้ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น ในการนี้ให้นำมาตรา 52 มาตรา 53 มาตรา 54 มาตรา 58 และมาตรา 59 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 16)

เรื่อง    กำหนดแบบแสดงรายการเกี่ยวกับภาษีเงินได้ของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

ข้อ 2ให้กำหนดแบบดังต่อไปนี้เป็นแบบแสดงรายการเกี่ยวกับภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

4) แบบ ภ.ง.ด.53 ใช้สำหรับ

          (ก) กรณีที่รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลครั้งหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป และต้องหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร


4. อากรแสตมป์จากสัญญา

          

ต้องพิจารณาก่อนว่า ได้มีการจัดทำสัญญาจ้างระหว่างกันหรือไม่ 

          

1) ในส่วนของค่าใช้จ่ายการบริการของโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลของรัฐ หรือโรงพยาบาลของเอกชน นั้น หากไม่มีการกระทำตราสารสัญญาจ้างทำของ ก็ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ แต่อย่างใด
 
2) ในกรณีที่มีการกระทำตราสารสัญญาจ้างทำของระหว่างโรงพยาบาลเอกชน และผู้ใช้บริการรพ.รัฐ นั้น 

           กรณีโรงพยาบาลของเอกชน ตราสารจ้างทำของนอกจากการกระทำเป็นสัญญาจ้างทำของ ในลักษณะการให้บริการรักษาพยาบาลแล้ว อาจเกิดจากการมีหนังสือโต้ตอบระหว่างกัน จนกระทั่งเกิดเป็นตราสาร ตามมาตรา 109 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้รับจ้าง คือ ผู้ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน ย่อมมีหน้าที่ต้องปิดอากรแสตมป์ ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดดังกล่าว

  • ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะตราสาร 4 จ้างทำของ กำหนดให้ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องปิดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาท ต่อทุกจำนวนสินจ้าง 1,000 บาท และเศษของ 1,000 บาท

มาตรา 109สัญญาใดเป็นตราสาร ซึ่งเกิดขึ้นโดยมีหนังสือโต้ตอบกันและมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่า หนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็นในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้น ได้ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์แล้ว ให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว

มาตรา 113ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
             1. ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้นเป็นตราสารที่กระทำขึ้นในประเทศไทย เมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเสียอากรภายใน 15 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้
             ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2489 ใช้บังคับ 31 ธ.ค. 2489 เป็นต้นไป )
             2. ถ้ากรณีเป็นอย่างอื่น ก็ให้อนุมัติให้เสียอากร และให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรดังต่อไปนี้อีกด้วย
                   (ก) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นเวลาไม่พ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 4 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
                   (ข) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นเวลาพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า


ตัวอย่าง: โรงพยาบาลเอกชน A ทำสัญญาให้บริการตรวจ MRI เฉพาะทางให้แก่โรงพยาบาลรัฐ B

  • ค่าบริการ 1,000,000 บาท
  • เอกชนต้องออกใบกำกับภาษี 1,000,000 บาท +70,000 (VAT 7%) = 1,070,000 บาท
  • โรงพยาบาลรัฐ B หักภาษี ณ ที่จ่าย 1% = 10,000 บาท
  • เอกชนได้รับเงินสุทธิ 1,060,000 บาท
  • ต้องติดอากรแสตมป์ 1,000 บาท บนสัญญา

     

คำถาม-คำตอบ 3. การให้เช่าพื้นที่ร้านค้าภายในอาคาร (เช่น ร้านอาหาร, ร้านค้าทั่วไป)

คำถาม

3.โรงพยาบาลมีบริการพื้นที่ให้เช่าภายในอาคารโดยแบ่งเป็นช่องๆล็อคๆ ไม่มีประตูปิด ร้านค้าจะมีตู้อาหารตั้งบนcounter เพื่อจำหน่ายอาหารให้กับบุคคลทั่วไปและบุคลากรภายในโรงพยาบาล โดยเรียกเก็บค่าเช่าเป็นค่าเช่าFix และ GP จากการขาย และใช้ระบบแลกบัตรคูปองเพื่อรูดชำระ สอบถามว่ามีภาระภาษีที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม(จุดรับรู้เมื่อใด เพื่อยื่นภาษีขาย) และถ้าผู้เช่าเป็นนิติบุคคล ต้องหัก ณ ที่จ่าย5% เนื่องจากเป็นค่าเช่าหรือไม่ หรือ 3% เป็นค่าบริการ รวมถึงต้องมีอากรแสตมป์ด้วยหรือไม่ ทั้งนี้ แยกเป็น 2แบบ คือ

3.1 โรงพยาบาลเอกชน

3.2 โรงพยาบาลรัฐบาล


คำตอบ

1. ลักษณะทั่วไปของธุรกรรม

  • โรงพยาบาลให้เช่าพื้นที่ (โดยจัดล็อกไว้ ไม่มีประตูปิด) เนื่องจากไม่ได้ระบุในรายละเอียด แค่คาดว่าเป็นเช่าใช้บริการพื้นที่ไม่มีการส่งมอบการครอบครองพื้นที่ให้แก่ผู้เช่าโดยเด็ดขาด ผู้เช่าจะต้องประกอบกิจการตามกำหนดวันและเวลาเปิด-ปิดทำการของรพ. โดยรพ. ยังคงเป็นผู้ควบคุมดูแลอาคารตลอดจนอำนวยความสะดวกให้กับผู้เช่า กรณีดังกล่าว ถือเป็นการให้บุคคลอื่นใช้พื้นที่อสังหาริมทรัพย์ภายใน รพ. ชั่วระยะเวลาอันจำกัด 
  • เรียกเก็บค่าเช่าแบบ:
    1. ค่าเช่าใช้บริการพื้นที่คงที่ (Fixed Rent)
    2. ส่วนแบ่งจากยอดขาย (GP หรือ Gross Profit Sharing)
  • ร้านค้าเป็นผู้ขายอาหารให้บุคคลทั่วไปหรือบุคลากร
  • ระบบชำระเงินเป็น “บัตรคูปอง” โรงพยาบาลอาจเป็นผู้ออกบัตรและชำระคืนร้านค้าในภายหลัง

2. ประเด็นทางภาษีแยกตามประเภทโรงพยาบาล

รายการ

3.1 โรงพยาบาลเอกชน (เอกชน)

3.2 โรงพยาบาลรัฐบาล (ของรัฐ)

(ก) ภาษีเงินได้นิติบุคคล

รายได้จากค่าเช่าและ GP ถือเป็น “รายได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน/บริการ” ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิของกิจการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

หากเป็น “หน่วยงานของรัฐ” เช่น โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข รายได้ดังกล่าวถือเป็นรายได้ของรัฐ ซึ่งโดยหลัก “ไม่อยู่ในบังคับเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล” (เว้นแต่จัดตั้งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก เช่น รพ.มหาวิทยาลัยที่จดทะเบียน)

(ข) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

รพ. ไม่ได้ส่งมอบการครอบครองพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้เช่า ถือเป็น “การให้เช่าใช้บริการพื้นที่” ซึ่งเป็นกิจการที่ต้องเสีย VAT (7%) ตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร 

ถ้าโรงพยาบาลเป็นผู้จดทะเบียน VAT ต้องนำค่าบริการที่ได้รับไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT 7% ตามมาตรา 77/2 (1) และมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร 


- หากโรงพยาบาลยังไม่ถึงเกณฑ์จดทะเบียน VAT (รายได้รวมไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี) ก็ไม่ต้องเรียกเก็บ VAT จากรายได้ดังกล่าว

 

ถ้าโรงพยาบาลรัฐบาลเป็น “หน่วยงานของรัฐ” และไม่ได้จดทะเบียน VAT ⇒ ไม่อยู่ในบังคับ VAT แต่ถ้าเป็นรัฐวิสาหกิจ/องค์การมหาชนที่จดทะเบียน VAT ⇒ ต้องเสีย VAT เช่นเดียวกับเอกชน

จุดรับรู้ภาษีขาย (VAT)

1. ค่าเช่าใช้บริการพื้นที่ Fix: รับรู้เมื่อได้รับชำระค่าเช่าใช้บริการพื้นที่หรือเมื่อได้ออกใบกำกับภาษี แล้วแต่กรณีใดเกิดก่อน ตามมาตรา 78/1 แห่งประมวลรัษฎากร
 2. ส่วนแบ่ง GP : รับรู้เมื่อได้รับชำระเงินส่วนแบ่งหรือเมื่อได้ออกใบกำกับภาษี แล้วแต่กรณีใดเกิดก่อน 


-โดยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อชำระราคา ตามมาตรา 78/1 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าจะเรียกเก็บค่าบริการโดยคิดเป็นอัตราร้อยละของรายได้ หรือ เรียกเก็บในลักษณะเป็นค่าเช่าพื้นที่ หรือในลักษณะอื่นทำนองเดียวกัน ตามข้อ 12 วรรคสอง ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 90/2542

เช่นเดียวกัน แต่ถ้าไม่อยู่ในระบบ VAT ก็ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี

(ค) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ผู้เช่า (นิติบุคคล) ต้องหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายค่าเช่าให้โรงพยาบาล 
 - ค่าเช่าใช้บริการพื้นที่ Fix : หัก 3% ของรายได้ค่าเช่าใช้บริการพื้นที่ ถือเป็นเงินได้ม.40(8) 
 - GP (ส่วนแบ่งยอดขาย) : เข้าลักษณะเป็น “ค่าบริการ” หัก 3% ของค่าตอบแทนส่วนแบ่งรายได้ ถือเป็นเงินได้ม.40(8)

ถ้าโรงพยาบาลเป็น “หน่วยงานรัฐ” ที่ไม่อยู่ในบังคับภาษีเงินได้ (ไม่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีแบบนิติบุคคล) ⇒ ผู้เช่าไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
 แต่ถ้าเป็นรัฐวิสาหกิจ/องค์การมหาชนที่ต้องเสียภาษี ⇒ ให้หักตามอัตราเดียวกับเอกชน

(ง) อากรแสตมป์

สัญญาเช่าใช้บริการพื้นที่ ไม่อยู่ในบังคับต้อง ติดอากรแสตมป์ ไม่เข้าลักษณะแห่งตราสารตามที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับต้องปิดอากรแสตมป์ ตามมาตรา 104 แห่งประมวลรัษฎากร 

เช่นเดียวกัน 

4. เอกสารประกอบที่ควรมี

  • สัญญาเช่าใช้บริการพื้นที่/สัญญาร่วมดำเนินการ (ระบุค่าเช่า + GP)
  • รายงานยอดขายจากระบบคูปอง (ถ้ามี)
  • ใบกำกับภาษี/หนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย

ความแตกต่างของสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาใช้บริการพื้นที่ สรุปโดยท่านอาจารย์สุเทพ พงษ์พิทักษ์

 

มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

   (10) “บริการ” หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า และให้หมายความรวมถึงการใช้บริการของตนเองไม่ว่าประการใด ๆ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึง

มาตรา 78/1 ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการให้บริการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
             (1) การให้บริการนอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย
                   (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ
                   (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น
 ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.39/2537 )
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.73/2541 )
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.106/2544 )


คำถาม - คำตอบ 4. ร้านขายสินค้าในโรงพยาบาล

คำถาม

4.โรงพยาบาลมีร้านที่จำหน่ายสินค้าภายในโรงพยาบาล(สินค้าที่จำหน่ายมีทั้งสินค้าทางการแพทย์ ทั้งมี VAT และไม่มี VAT) มีภาระภาษีอย่างไร และเช่นนี้ ถือว่ายกเว้นหรือไม่ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม และควรรับรู้เป็นรายได้หลัก หรือรายได้อื่น 

4.1 โรงพยาบาลเอกชน

4.2 โรงพยาบาลรัฐบาล

คำตอบ

1. ลักษณะข้อเท็จจริง

โรงพยาบาลจำหน่ายสินค้าในร้านค้าภายใน เช่น

  • ยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์
  • ของใช้ทั่วไป เช่น ของอุปโภคบริโภค, อาหาร, เครื่องดื่ม ฯลฯ
     โดยสินค้าบางรายการมี VAT และบางรายการได้รับยกเว้น VAT ตามประกาศกระทรวงการคลัง

2. แยกตามประเภทโรงพยาบาล

ประเด็น

4.1 โรงพยาบาลเอกชน

4.2 โรงพยาบาลรัฐบาล

(ก) ภาษีเงินได้นิติบุคคล

รายได้จากขายสินค้าภายในโรงพยาบาลถือเป็นรายได้อื่น ไม่ใช่รายได้หลักการรักษา (ซึ่งเป็นกิจการหลักของโรงพยาบาล) โรงพยาบาลอาจนำมาบันทึกในงบกำไรขาดทุนเป็น “รายได้จากการขายสินค้า” เพื่อแสดงแยกจากรายได้จากการรักษา และต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิ เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ

- ถ้าเป็นหน่วยงานของรัฐ เช่น โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงฯ ที่ไม่ได้แยกเป็นนิติบุคคล ⇒ ไม่อยู่ในบังคับภาษีเงินได้นิติบุคคล 

แต่ต้องบันทึกรายได้เพื่อวัตถุประสงค์ทางบัญชีภายใน


 - แต่ถ้าเป็นรัฐวิสาหกิจ / องค์การมหาชน / มหาวิทยาลัยที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ⇒ ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

(ข) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

- สินค้าส่วนใหญ่ เช่น ยาและเวชภัณฑ์ ถ้าจ่ายให้ผู้ป่วยตามคำสั่งแพทย์จะถือเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาและยกเว้น VAT แต่

- หากขายยารักษาคน /สินค้าทั่วไป แก่บุคคลภายนอกไม่เกี่ยวกับการรักษา เช่น ร้านค้าสวัสดิการ หากจดทะเบียน VAT หรือเกินเกณฑ์ต้องจดทะเบียน VAT การขายยา เป็นสินค้าที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจาก “ยา” ที่ใช้กับ “มนุษย์” ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1)(จ) แห่งประมวลรัษฎากร ในส่วนที่เป็น “การขายยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ เพื่อบำรุงรักษา ป้องกัน ทำลายหรือกำจัดศัตรูหรือโรคของพืชและสัตว์” 

ถ้าเป็น “หน่วยงานของรัฐ” และ ไม่ได้จดทะเบียน VAT ⇒ ไม่อยู่ในบังคับ VAT ทั้งหมด
 แต่ถ้าเป็น “รัฐวิสาหกิจ” หรือ “องค์การมหาชน” ที่ประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ ⇒ ต้องเสีย VAT เช่นเดียวกับเอกชน

(ค) จุดรับรู้ภาษีขาย (VAT)

เมื่อมีการขายสินค้า (วันขาย/วันออกใบกำกับภาษี หรือได้รับเงินแล้วแต่กรณีใดเกิดก่อน ตาม ม.78 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

หากอยู่ในระบบ VAT ⇒ เช่นเดียวกับเอกชน แต่ถ้าไม่อยู่ในระบบ ⇒ ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี

(ง) การหัก ณ ที่จ่าย

การขายสินค้าทั่วไปไม่อยู่ในบังคับหักภาษี ณ ที่จ่าย

เช่นเดียวกัน

(จ) อากรแสตมป์

ไม่อยู่ในบังคับต้อง ติดอากรแสตมป์ 

ไม่มี

(ฉ) การบันทึกบัญชีรายได้

ควรจำแนกบัญชีรายได้เป็น 2 กลุ่ม: 
 1. “รายได้จากการให้บริการทางการแพทย์” (ยกเว้น VAT)
 2. “รายได้จากการขายสินค้า” (มี VAT) 
  โดยรายได้จากร้านค้าควรจัดเป็น “รายได้อื่น” ไม่ควรรวมกับรายได้รักษาพยาบาล

หากโรงพยาบาลเป็นหน่วยงานรัฐ ควรรับรู้รายได้ในลักษณะ “รายได้อื่นของหน่วยงาน” เพื่อใช้บริหารในงบรายได้ (ไม่ถือเป็นรายได้ภาษี)



คำถาม - คำตอบ 5. การจัดสถานที่สำหรับผู้พิการ (แผงลอยและสิ่งอำนวยความสะดวก)

คำถาม

5.การที่โรงพยาบาลสร้างพื้นที่แผงลอยตามทางเดินให้ผู้พิการมาขายสินค้า จะสามารถใช้สิทธิ์ทางภาษีเพื่อลดหย่อนภาษีได้อย่างไรเพื่อให้เข้าเกณฑ์ลดได้สองหรือ3เท่า และต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์ดังกล่าวอย่างไร ต้องขออนุญาตหรือจัดทำรายงานหรือไม่ โดยที่จัดให้มีทั้งสถานที่ภายนอกแผงลอยอย่างง่าย รวมถึงห้องน้ำ ทางเดินลาดสำหรับรถเข็น(แต่ใช้ร่วมกันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้รถเข็นปกติ) ที่จอดรถคนพิการ โดยแยกเป็น 2 โรงพยาบาลคือ

5.1 โรงพยาบาลเอกชน

5.2 โรงพยาบาลรัฐบาล

คำตอบ

1. ลักษณะของโครงการ
 โรงพยาบาลสร้างพื้นที่แผงลอยและสิ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้พิการค้าขาย เช่น

  • แผงลอยตามทางเดิน
  • ห้องน้ำสำหรับผู้พิการ
  • ทางลาดรถเข็น (ใช้ร่วมกับผู้ป่วยทั่วไป)
  • ที่จอดรถสำหรับผู้พิการ

วัตถุประสงค์: เพื่อส่งเสริมให้คนพิการสามารถประกอบอาชีพและเข้าถึงพื้นที่บริการของโรงพยาบาลได้

2. สิทธิประโยชน์ทางภาษี (เฉพาะโรงพยาบาลเอกชน) : 
          หากโรงพยาบาล (เจ้าของอาคารหรือผู้ให้บริการสาธารณะ) จัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการ เช่น ลานขายสินค้า, ห้องน้ำ, ทางลาด, ที่จอดรถผู้พิการ ฯลฯ ภายใต้ พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 499) พ.ศ. 2553 จะได้รับสิทธินำค่าใช้จ่ายเหล่านี้มาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า คือ ต้นทุนการก่อสร้างแผงลอย สร้างทางลาด หรือปรับปรุงอาคารเพื่อรองรับผู้พิการ สามารถบันทึกเป็นสินทรัพย์ (หรือลงเป็นค่าใช้จ่ายลงทุน) และคำนวณค่าเสื่อมราคา แล้วเมื่อคำนวณภาษีเพื่อนำส่งแบบภงด.50 ก็ให้นำรายจ่ายค่าเสื่อมราคาในปีนั้นๆ มาหักได้เพิ่มอีก 1 เท่า (รวมกับในงบการเ

  • โรงพยาบาลเอกชน (นิติบุคคล) : 
     
    สามารถลงเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้ 2 เท่า ตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 499) พ.ศ. 2553 ประกับกับข้อ 4(5) ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.156/2561 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรายจ่ายจากการดำเนินการ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550
  • การบันทึกบัญชี: 
     
    ต้นทุนโครงการเหล่านี้ควรบันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวรหรือค่าใช้จ่ายลงทุนในงบการเงิน
    • หากเป็น ค่าก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกถาวร เช่น ทางลาด ห้องน้ำ ⇒ บันทึกเป็น สินทรัพย์ถาวร และคิดค่าเสื่อมราคาได้ตามอายุการใช้งาน
       จากนั้นในแบบ ภ.ง.ด.50 สามารถ “หักเป็นรายจ่ายค่าเสื่อมราคาในปีได้เพิ่มอีก 1”  เพื่อให้สิทธิหักเป็นรายจ่ายเพิ่มขึ้น

       ยกตัวอย่างเช่น ค่าก่อสร้างห้องน้ำให้คนพิการ จำนวน 500,000 บาท อายุการใช้งาน 20 ปี ค่าเสื่อมราคา 25,000 บาท/ปี

ตัวอย่างการรับรู้บัญชี (โรงพยาบาลเอกชน)

กรณีลงทุนสร้างทางลาด ห้องน้ำ ฯลฯ

Dr. อาคารปรับปรุงเพื่อผู้พิการ-ห้องน้ำ (สินทรัพย์ถาวร)     500,000 บาท
     Cr. ธนาคาร / เจ้าหนี้ค่าก่อสร้าง           500,000 บาท

เมื่อคิดค่าเสื่อมราคา:

Dr. ค่าเสื่อมราคาอาคาร(ห้องน้ำ)25,000 บาท
     Cr. ค่าเสื่อมราคาสะสม-อาคาร(ห้องน้ำ)    25,000 บาท

ในภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามแบบภ.ง.ด.50→ สามารถ “หักเป็นรายจ่ายได้ อีก 1 คือ 25,000 บาท 

  • ข้อกำหนด/รายงาน: 
     โดยทั่วไปต้องดำเนินการขออนุมัติก่อสร้างปรับปรุงอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคาร เช่น อนุญาตสร้างทางลาด ห้องน้ำ ฯลฯ ไม่มีรายงานพิเศษที่ต้องแจ้งต่อกรมสรรพากร แต่ควรเก็บหลักฐานการก่อสร้างและหลักฐานค่าใช้จ่ายเพื่อใช้ในการคำนวณภาษี แต่ถ้ามีลูกจ้างคนพิการและจะใช้สิทธิประโยชน์อื่นๆ เกี่ยวกับคนพิการให้ยื่นแบบแจ้งขอให้สิทธิตามมาตรา 35 (หน่วยงานของรัฐ นายจ้าง  สถานประกอบการ)) ที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.)

อ้างอิงข้อกฎหมายเกี่ยวข้องกับคนพิการ

3. สำหรับโรงพยาบาลรัฐบาล

  • โรงพยาบาลรัฐบาล: 
     เนื่องจากส่วนราชการไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงไม่ได้สิทธิหักลดหย่อนภาษี อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างทางลาดและสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นไปตามกฎหมายควบคุมอาคาร (ต้องขออนุญาตก่อสร้าง) และนโยบายผู้พิการของรัฐ ไม่ต้องยื่นขอสิทธิพิเศษใด แต่ควรจัดทำเอกสารบันทึกค่าใช้จ่ายและคุณค่าทางสังคมไว้ (แต่กรณีจะใช้สิทธิประโยชน์อื่นๆ เกี่ยวกับคนพิการให้ยื่นแบบแจ้งขอให้สิทธิตามมาตรา 35 (หน่วยงานของรัฐ นายจ้าง  สถานประกอบการ)) ที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.)

ประเด็น

คำอธิบาย

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

โรงพยาบาลรัฐบาล (สังกัดกระทรวง) ไม่อยู่ในบังคับภาษีเงินได้นิติบุคคล จึง ไม่มีสิทธิใช้การหักรายจ่าย 2 เท่า

แนวปฏิบัติที่เหมาะสม

ถือเป็น “โครงการเพื่อสังคม” หรือ “การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ” ที่สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของรายงาน CSR / ESG หรือแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงาน

บัญชี/ทรัพย์สิน

บันทึกเป็น “สินทรัพย์ถาวรของรัฐ” หรือ “โครงการลงทุนเพื่อสาธารณประโยชน์” ตามหลักเกณฑ์การบัญชีของภาครัฐ (กรมบัญชีกลาง)

การขออนุญาต

ต้องขออนุญาตก่อสร้าง ปรับปรุง หรือใช้พื้นที่ราชการผ่านกระทรวงต้นสังกัด (ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ/ทรัพย์สินราชการ)

รายงานต่อ พก.

สามารถแจ้งโครงการให้ พก. ทราบเพื่อใช้ประกอบการรายงานผลการดำเนินงานของภาครัฐ แต่ไม่ใช้เพื่อสิทธิลดหย่อนภาษี


4. สรุป

รายการ

โรงพยาบาลเอกชน

โรงพยาบาลรัฐบาล

สิทธิภาษี

หักรายจ่ายได้ 2 เท่า ตามพ.ร.ฏ.499

ไม่มีสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล

รายจ่ายที่เข้าเกณฑ์

ค่าก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก / พื้นที่ให้ผู้พิการค้าขาย / ค่าจ้างคนพิการ

บันทึกเป็นสินทรัพย์หรือโครงการภาครัฐ

เงื่อนไข

กรณีมีลูกจ้างคนพิการ ให้ยื่นแบบแจ้งขอให้สิทธิตามมาตรา 35 

ต้องได้รับอนุมัติจากกระทรวงต้นสังกัด และยื่นแบบแจ้งขอให้สิทธิตามมาตรา 35

การบันทึกบัญชี

เป็นสินทรัพย์ / และค่าใช้จ่ายที่นำมาหักเพิ่มในภาษี

เป็นสินทรัพย์ของรัฐ

การจัดทำรายงาน

ต้องจัดทำแบบแสดงรายละเอียดแนบ ภ.ง.ด.50 เพื่อเก็บไว้ใช้ตรวจสอบในภายหลัง

รายงานผลโครงการภาครัฐ / CSR เท่านั้น


คำถาม - คำตอบ 6. การให้ส่วนลดค่ารักษากับบุคลากรและญาติ

คำถาม

6.การให้ส่วนลดค่ารักษาพยาบาลกับบุคลากรภายในและญาติของพนักงาน ควรแสดงรายได้สุทธิหลังหักส่วนลด หรือแสดงยอดรายได้เต็มจำนวนและส่วนลดเป็นค่าใช้จ่าย (ใบเสร็จรับเงินแสดงยอดเต็มและหักส่วนลด)


คำตอบ

กรณีบริษัทฯ โรงพยาบาล ให้ส่วนลดค่ารักษาพยาบาลแก่บุคลากรภายในและญาติของพนักงาน ตามนโยบายสวัสดิการพนักงานที่กำหนดให้ส่วนลดพนักงานจำนวน..(ระบุ..%...) พนักงาน 

 1. มูลค่าของส่วนต่างของราคาค่ารักษาพยาบาลตามปกติกับราคาที่บริษัทฯ ลดให้แก่พนักงาน/ญาติพนักงาน ในขณะให้บริการ(ลดทันที) เข้าลักษณะเป็นส่วนลดการค้า เป็นสวัสดิการตามข้อตกลงสภาพการจ้าง ไม่ถือเป็นเงินได้หรือประโยชน์เพิ่มใดๆ ที่ได้รับ เนื่องจากการจ้างแรงงาน หรือเนื่องจากหน้าที่ หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ตามมาตรา 39 และมาตรา 40 (1) หรือมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร พนักงานไม่ต้องนำส่วนลดนั้นมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและ 


 2. บริษัทฯ ไม่ต้องนำส่วนลดดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 และมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร และบริษัทฯ มีสิทธินำต้นทุนสินค้านั้นมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร

3. ส่วนลดค่ารักษาพยาบาลให้พนักงานและญาติ — เป็น “ส่วนลดทางการค้า (Trade Discount)” มาตรา 79 วรรคสาม (1) แห่งประมวลรัษฎากรไม่ใช่ “ค่าใช้จ่าย” ของโรงพยาบาล

ดังนั้น รายได้ควรถูก แสดง “สุทธิหลังหักส่วนลด” ทั้งในงบการเงิน และในรายงานภาษีขาย
 แต่ มูลค่าที่แสดงใน ใบเสร็จรับเงิน ควรแสดง “ยอดเต็ม” และ “หักส่วนลด” ให้เห็นชัดเจน เพื่อความโปร่งใสในการตรวจสอบ

4. ตัวอย่างการแสดงในเอกสาร

 
ค่ารักษาพยาบาล 10,000 บาท
 ให้ส่วนลดบุคลากร 20% = 2,000 บาท

ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีควรระบุว่า:

ค่ารักษาพยาบาล (ก่อนส่วนลด) ........... 10,000.00
หัก ส่วนลดพนักงาน 20% .................... (2,000.00)  
ยอดรวมสุทธิ ........................................8,000.00

>> รายได้ในบัญชี = 8,000 บาท

การบันทึกบัญชี (โรงพยาบาลเอกชน)

Dr. เงินสด / ลูกหนี้ค่ารักษาพยาบาล        8,000 
            Cr. รายได้ค่ารักษาพยาบาล (สุทธิ)      8,000  

5. สรุปการแสดงรายได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม

รายการ

แนวปฏิบัติที่ถูกต้อง

รายได้ค่ารักษาพยาบาล

แสดง “รายได้สุทธิหลังหักส่วนลด” (ไม่ต้องลงเป็นค่าใช้จ่ายแยก)

ส่วนลด

ถือเป็น “ส่วนลดทางการค้า” ตามมาตรา 79 วรรคสาม (1) แห่งประมวลรัษฎากร  - สามารถหักออกจากฐานภาษีได้

VAT (ภาษีขาย)

หากเป็นค่ารักษาพยาบาลได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81(1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากร 

ใบเสร็จรับเงิน

ควรแสดง “ยอดเต็ม – ส่วนลด = ยอดสุทธิ” เพื่อให้เห็นว่าเป็นการลดราคาทางการค้า ไม่ใช่ให้ฟรี

บัญชีรายได้

บันทึกเฉพาะยอดรายได้สุทธิหลังหักส่วนลด เป็นรายได้จริงของโรงพยาบาล


คำถาม - คำตอบ 7. การจ่ายค่าตอบแทนแพทย์ (Full-time และ Part-time)

คำถาม

7.จ่ายค่า doctor fee ให้กับแพทย์ ซึ่งมีทั้ง full time และ part time เช่นนี้ แยกภาษีตอนชำระเงินให้แพทย์อย่างไร โดยรูปแบบคือแพทย์บางท่าน มีทั้ง guarantee เป็นเงินเดือนไม่ต่ำกว่าที่กำหนด และถ้าได้รับเคสเกินกว่าที่ตกลงกัน จะได้รับเงินเพิ่มจากการันตีตามจำนวนเคสที่รักษา และต้องหักณ ที่จ่ายหรือไม่ ยื่นแบบอะไร


คำตอบ

1. แพทย์ประจำ (Full-time) : 
     ลักษณะ:

  • มีการกำหนดเวลาทำงานแน่นอน
  • อยู่ภายใต้กฎระเบียบของโรงพยาบาล
  • ได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือน

§  หากแพทย์เป็นพนักงานประจำเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานของบริษัทฯ (รพ.เอกชน) ค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับเนื่องจากการจ้างแรงงาน ค่าตอบแทนดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร แม้ว่างานที่ปฏิบัตินั้นจะใช้วิชาการทางการประกอบโรคศิลปะอันเป็นวิชาชีพอิสระก็ตาม และเงินได้เนื่องจาก การจ้างแรงงาน หมายรวมถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้รับเนื่องจากการจ้างแรงงาน บริษัทฯ รพ.เอกชน ในฐานะผู้จ่ายเงินได้ดังกล่าวมีหน้าที่ต้องคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายไว้ทุกคราวที่จ่ายเงิน ตามอัตราก้าวหน้า ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่งภาษีด้วยแบบภ.ง.ด.1

2. แพทย์นอกเวลา (Part-time/รับจ้างรายครั้ง) : 
ลักษณะ:

  • ไม่มีสัญญาประจำ
  • ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของโรงพยาบาล
  • ปฏิบัติงานเป็นอิสระ (ลักษณะเหมือนผู้รับจ้างอิสระ)

§  หากแพทย์ไม่ได้เป็นพนักงานประจำตามสัญญาจ้างแรงงานกับทางบริษัทฯ (รพ.) การจ่ายค่าตอบแทนให้แก่แพทย์ที่มาปฏิบัติงานเป็นครั้งคราว เป็นเงินจำนวนหนึ่งตามที่กำหนดไว้ในแต่ละช่วงเวลา โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคนไข้ที่มารักษา และแพทย์จะมาช่วยเหลือตรวจรักษาคนไข้อย่างเป็นอิสระ จะมาหรือไม่ก็ได้ เข้าลักษณะเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ ที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ รพ.เอกชน ในฐานะผู้จ่ายเงินได้ดังกล่าวมีหน้าที่ต้องคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายไว้ทุกคราวที่จ่ายเงิน ตามอัตราก้าวหน้า ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่งภาษีด้วยแบบภ.ง.ด.1

3. แพทย์ที่มีเงินประกันขั้นต่ำกับรายได้เกินการันตี : 

ตัวอย่างรูปแบบ:

  • การันตีขั้นต่ำเดือนละ 80,000 บาท
  • หากรับเคสมากกว่าตกลงให้คิดค่าจ้างเพิ่มได้ แต่หากรับน้อยกว่าตกลงก็รับที่ 80,000 บาท 

ต้องพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขเงินได้ประเภทใด 

  • หากแพทย์เป็นพนักงานประจำเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร หรือ 
  • แพทย์ไม่ได้เป็นพนักงานประจำตามสัญญาจ้างแรงงานเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร 

§  ซึ่งจากโจทย์ไม่ได้แจ้งมา แต่ถ้าเป็นการประกันรายได้ขั้นต่ำ หรือรับค่าจ้างเพิ่มเติมหากรับเคสเกินกว่าที่ตกลงกัน คาดว่าน่าจะเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ รพ.เอกชน ในฐานะผู้จ่ายเงินได้ดังกล่าวมีหน้าที่ต้องคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายไว้ทุกคราวที่จ่ายเงิน ตามอัตราก้าวหน้า ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่งภาษีด้วยแบบภ.ง.ด.1


§  เพิ่มเติมให้ กรณีที่จะพิจารณาว่าเป็นเงินได้ประเมิน ตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร หากแพทย์ได้ทำสัญญา หรือตกลงกับสถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์ เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วยโดย แพทย์เป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาเองและมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยให้แก่สถานพยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษร หรือแพทย์ทำสัญญาหรือตกลงกับ สถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่เครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์เพื่อ ตรวจและรักษาผู้ป่วย และมี ข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย โดยสถานพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนแพทย์ แล้วนำมาจ่ายให้กับแพทย์เพื่อแบ่งรายได้ให้สถานพยาบาล เงินได้ที่แพทย์เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มิใช่เฉพาะส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักส่วนแบ่งของสถานพยาบาลออก 

(ซึ่งเคสของสมาชิกไม่น่าเข้าตามเงื่อนไขนี้)


สรุป

ประเภทแพทย์

ลักษณะความสัมพันธ์กับโรงพยาบาล

การหักภาษี ณ ที่จ่าย

แบบที่ใช้ยื่น

1. แพทย์ประจำ (Full-time)

มีสัญญาจ้าง มีเวลาเข้าออกแน่นอน อยู่ภายใต้การควบคุมของ รพ. (เป็นลูกจ้าง รพ.)

เงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(1) (เงินเดือน ค่าจ้าง) หักภาษี ณ ที่จ่าย ตาม อัตราก้าวหน้า

ภ.ง.ด.1

2. แพทย์พาร์ทไทม์ (Part-time)

ไม่มีสัญญาจ้างประจำ แต่รับค่าตอบแทนรายเคส / รายเวร / รายชั่วโมง (ไม่เป็นลูกจ้าง รพ.)

เงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(2) (ค่าบริการอิสระ) หักภาษี ณ ที่จ่าย ตาม อัตราก้าวหน้า

ภ.ง.ด.1

3. แพทย์รับเงิน “การันตีขั้นต่ำ” + “ส่วนเพิ่มตามเคส”

ต้องพิจารณาเงื่อนไขการจ้างงาน

เข้าตาม เงินได้ 40(1) หรือ
 เข้าตาม เงินได้ 40(2) 
 หักภาษี ณ ที่จ่าย ตาม อัตราก้าวหน้า

ภ.ง.ด.1


มาตรา 40  เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด
       (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน

     (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว

(6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลป วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอิสระอื่นซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้


มาตรา 50 ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้
             (1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้ว คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
             ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัวเหลือเศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี
             ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับ 5 พ.ย. 2502 เป็นต้นไป )


อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีเงินได้จากวิชาชีพอิสระ

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

23/05/2002

เลขที่หนังสือ

กค 0811/4394

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40(6), มาตรา 40(2)

ข้อหารือ

สำนักงานสรรพากรจังหวัดได้ตรวจสอบการเสียภาษีอากรของบริษัท โรงพยาบาล ก. และบริษัท โรงพยาบาล ศ. ปรากฏข้อเท็จจริง ดังนี้
 1. บริษัทฯ ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรยินยอมให้แพทย์ใช้สถานที่ประกอบโรคศิลป
 2. บริษัทฯ เป็นผู้เก็บค่าตรวจรักษาและค่ายาจากผู้ป่วย ออกใบเสร็จรับเงินในนามบริษัทฯ และบันทึกบัญชีรับรู้รายได้ตามจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาลและค่ายาตามหลักฐานใบเสร็จ รับเงิน
 3. บริษัทฯ จ่ายค่าตอบแทนให้แก่แพทย์ตามข้อตกลงในสัญญาภายในวันที่ 7-10 ของเดือนและบันทึกบัญชีในหมวดค่าใช้จ่ายเป็นค่าตอบแทนแพทย์และพยาบาลตามจำนวนเงินที่แบ่งให้แพทย์
 4. บริษัทฯ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากจำนวนเงินค่าตอบแทนที่จ่ายให้แพทย์และพยาบาล ในอัตราร้อยละ 3 นำส่งตามแบบ ภ.ง.ด.3 พร้อมทั้งออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณที่จ่าย
ขอหารือเกี่ยวกับกรณีเงินได้จากวิชาชีพอิสระ

แนววินิจฉัย

1. กรณีแพทย์ทำหนังสือยินยอมกับโรงพยาบาล ก. ขอใช้สถานที่ประกอบโรคศิลปในนามของคณะบุคคลเพื่อตรวจรักษาผู้ป่วย และมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย โดยโรงพยาบาล
 เป็นผู้เก็บค่าตรวจรักษาแทนแล้วนำมาจ่ายให้กับแพทย์เพื่อแบ่งรายได้ให้แก่โรงพยาบาล ถือว่าเงินค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(6) แห่งประมวลรัษฎากร
 2. กรณีแพทย์ไม่ได้ทำสัญญาหรือข้อตกลงกับโรงพยาบาล ศ. และหากปรากฏข้อเท็จจริงว่าเป็นแพทย์จากภายนอกมาให้การรักษาเป็นครั้งคราว ได้รับค่าตอบแทนจากโรงพยาบาลฯ ตามงานที่ทำซึ่ง
 มีจำนวนไม่แน่นอน กรณีเป็นเงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

65/31456


เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีขอยกเว้นภาษีเงินได้ของโรงพยาบาล

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

22/10/2001

เลขที่หนังสือ

กค 0811/10135

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 39, มาตรา 47(7)(ข)

ข้อหารือ

     โรงพยาบาลฯ เป็นโรงพยาบาลภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ไม่ได้รับการประกาศกำหนดให้เป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล ปัจจุบันโรงพยาบาลฯ มีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน และมีลูกหนี้สาธารณกุศลที่ต้องจำหน่ายหนี้สูญเป็นจำนวนมาก เมื่อเปรียบเทียบกับโรงพยาบาลอื่นที่ดำเนินกิจการในรูปบริษัทจำกัด จะไม่ต้องเสียภาษีถ้ามีผลขาดทุน และสามารถนำผลขาดทุนยกไปถือเป็นรายจ่ายได้ไม่เกินห้าปีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปีปัจจุบันและยังมีสิทธิจำหน่ายหนี้สูญได้อีก

 
   โรงพยาบาลฯ จึงขอยกเว้นภาษีเงินได้ ดังนี้

        1. ขอยกเว้นภาษีเงินได้ในส่วนเงินอุดหนุนหรือเงินช่วยเหลือ หรือเงินที่จะได้รับ ทั้งสิ้นภายใต้โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า


       
 2. ขอยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการรักษาพยาบาล หรือในกรณีไม่สามารถอนุญาตได้ ขอให้โรงพยาบาลฯ สามารถนำหนี้สูญ หรือรายจ่ายเพื่อการกุศล เช่น ส่วนลดที่ให้แก่ผู้ป่วยหรือสวัสดิการต่าง ๆ ที่โรงพยาบาลให้แก่บุคคลต่าง ๆ มาหักเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณภาษีเงินได้

แนววินิจฉัย

     1. โรงพยาบาลฯ ประกอบกิจการในนามของมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ไม่ได้รับการประกาศกำหนดให้เป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล ตามมาตรา 47(7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร มูลนิธิฯ จึงเข้าลักษณะ "เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล" ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น เงินอุดหนุน เงินช่วยเหลือที่โรงพยาบาลฯ ได้รับ หรือเงิน ที่ได้รับตามโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตาม 1. และเงินได้ที่ได้รับจากการรักษาพยาบาลตาม 2. หากเงินได้ตาม 1. มิใช่เงินได้ที่ได้รับจากการรับบริจาคหรือจากการให้โดยเสน่หา โรงพยาบาลฯ ต้องนำเงินได้ตาม 1. และ 2. มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
 

      2. โรงพยาบาลฯ ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานรายได้ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้ ท้ายหมวด 3 แห่งประมวลรัษฎากร มิใช่เสียภาษีจากกำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี หักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรกรมสรรพากรจึงไม่มีอำนาจยกเว้นภาษีหรือกำหนดให้มูลนิธิฯ คำนวณภาษีจากรายได้จากกิจการหักด้วยรายจ่ายตามที่ร้องขอได้

เลขตู้

64/31072


เรื่อง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีโครงการการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการรัฐด้านสุขภาพ

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

15/05/2018

เลขที่หนังสือ

0702/พ./3737

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 81 (1) (ญ) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

     1. กระทรวงสาธารณสุข (กระทรวงฯ) กำลังดำเนินโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในการจัดบริการตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงของโรงพยาบาล ส. (โรงพยาบาลฯ) ซึ่งสัญญาสำหรับการตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์และเอ็มอาร์ไอมีระยะเวลา 5 ปี และ 10 ปี ตามลำดับ โดยเอกชนรับผิดชอบในการออกแบบและปรับปรุงพื้นที่สำหรับติดตั้งและพื้นที่งานสำหรับให้บริการ และจัดหา ติดตั้งทดสอบการใช้งานดำเนินการ บำรุงรักษา รวมทั้งการรายงานผลการอ่านภาพการตรวจให้ได้ตามที่กำหนด ส่วนโรงพยาบาลฯ รับผิดชอบในการจัดเตรียมและส่งมอบพื้นที่และระบบสาธารณูปโภค ให้เอกชน และกำหนดมาตรฐานและควบคุมกำกับให้การดำเนินงานได้คุณภาพและมาตรฐานตามที่กำหนด
      2. รายได้ที่โรงพยาบาลฯ ได้รับเป็นค่าบริการรักษาพยาบาล คือ เงินเหมาจ่ายจากกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและกองทุนประกันสังคม สิทธิสวัสดิการข้าราชการ โดยผู้ป่วยในตามระบบ กลุ่มวินิจฉัยโรค (DRG) ผู้ป่วยนอกตามอัตราที่กำหนดจากกรมบัญชีกลางและผู้ที่จ่ายเงินเอง ส่วนรายรับที่โรงพยาบาลฯ ต้องแบ่งจ่ายให้เอกชนเป็นการจ่าย ตามปริมาณการใช้งาน (Usage based payment) และผลการดำเนินงาน (Performance based payment) ตามตัวชี้วัด (KPI) โดยมีข้อตกลงราคาตามสัญญาที่กำหนด ซึ่งนำมาจากผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนการจัดตั้งศูนย์การตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยา ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
    3. กระทรวงฯ มีความประสงค์จะดำเนินการโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อบริการสาธารณะและเป็นโครงการที่อยู่ในแผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2558 - 2562 และเพื่อให้กระทรวงฯ สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง จึงขอหารือดังนี้
 (1) เอกชนเป็นผู้จัดหาเครื่องมือและติดตั้งในโรงพยาบาลฯ และให้บริการผู้ป่วย โดยโรงพยาบาลฯ เป็นผู้เก็บค่าบริการจากผู้ป่วย กรณีดังกล่าวเอกชนต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ อย่างไร (2) โรงพยาบาลฯ แบ่งรายรับที่ได้จากค่าบริการผู้ป่วยให้กับเอกชนซึ่งร่วมลงทุน โดยเอกชนเป็นผู้จัดหาเครื่องมือและติดตั้งในโรงพยาบาลฯ และให้บริการผู้ป่วย กรณีดังกล่าวเอกชนต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ อย่างไร  
จึงขอหารือเกี่ยวกับ  ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีโครงการการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการรัฐด้านสุขภาพ

แนววินิจฉัย

   1. โรงพยาบาลฯ เป็นโรงพยาบาลของรัฐประกอบกิจการสถานพยาบาลได้ให้บริการตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงแก่ผู้ป่วยของโรงพยาบาลฯ ณ สถานประกอบการ จึงเข้าลักษณะเป็นการให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ญ) แห่งประมวลรัษฎากร
     2. โรงพยาบาลฯ กับเอกชนร่วมลงทุนในการจัดบริการตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยา ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเอกชนผู้ร่วมลงทุนรับผิดชอบในการออกแบบและปรับปรุงพื้นที่สำหรับการให้บริการจัดหาติดตั้งทดสอบการใช้งานดำเนินการ บำรุงรักษา รวมทั้งการรายงานผลการอ่านภาพการตรวจให้ได้ตามที่กำหนด และได้รับส่วนแบ่งรายได้สำหรับการให้บริการดังกล่าวจากโรงพยาบาลฯ หากเอกชนที่ร่วมลงทุนมิได้จดทะเบียนเป็นสถานพยาบาล ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลในโรงพยาบาลฯ การให้บริการตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยา ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลฯ จึงไม่เข้าลักษณะเป็นการให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล ตามมาตรา 81 (1) (ญ) แห่งประมวลรัษฎากร 


ดังนั้นรายรับจากส่วนแบ่งจากการให้บริการที่เอกชนผู้ร่วมลงทุนได้ทำสัญญาร่วมลงทุนกับโรงพยาบาลฯ จึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

81/40664


เรื่อง

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการหักภาษี ณ ที่จ่าย เงินได้จากวิชาชีพอิสระ

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

25/12/2000

เลขที่หนังสือ

กค 0811(กม.03)/1903

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40(6)

ข้อหารือ

     กรณีที่กรมสรรพากรได้มีหนังสือที่ กค 0811/ว.2497 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2543 เรื่อง ซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับเงินได้จากวิชาชีพอิสระ การประกอบโรคศิลป การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และการจัดทำบัญชีพิเศษของสถานพยาบาลที่มีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน โรงพยาบาลฯ จึงหารือทางปฏิบัติเกี่ยวกับการหักภาษี ณ ที่จ่าย เงินได้จากวิชาชีพอิสระ ดังต่อไปนี้

 
  (1) โรงพยาบาลฯ ไม่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากค่าตอบแทนที่ถือเป็นเงินได้พึงประเมินจากการประกอบโรคศิลป ตามมาตรา 40(6) แห่งประมวลรัษฎากร ตามหนังสือซ้อมความเข้าใจดังกล่าวใช่หรือไม่

  (2) โรงพยาบาลฯ ไม่ต้องกรอกรายการจ่ายเงินตาม (1) ในบัญชีพิเศษตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 10) เรื่อง กำหนดให้ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลที่มีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน มีบัญชีพิเศษตามมาตรา 17 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 6กันยายน พ.ศ.2522 ใช่หรือไม่

แนววินิจฉัย

     (1) กรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปทำสัญญาหรือข้อตกลงกับโรงพยาบาลฯ เพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปในนามของผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลป เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย และมีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร แบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยไม่ว่าผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปเรียกเก็บเงินค่าตอบแทนจากผู้ป่วยเองทั้งจำนวน หรือโรงพยาบาลฯเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าตรวจรักษาแทนแล้วนำมาจ่ายให้กับผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปเพื่อแบ่งรายได้ให้แก่โรงพยาบาลฯ ถือว่าเงินค่าตอบแทนที่ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปได้รับจากผู้ป่วยทั้งจำนวน เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(6) แห่งประมวลรัษฎากร มิใช่เฉพาะเงินส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักส่วนแบ่งให้โรงพยาบาลฯ แล้ว และเนื่องจากโรงพยาบาลฯ มิใช่ผู้จ่ายเงินได้ จึงไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามข้อ 7 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 และไม่ต้องกรอกรายการจ่ายเงินดังกล่าวในบัญชีพิเศษตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 10)ฯ ลงวันที่ 6 กันยายน พ.ศ.2522
 

      (2) กรณีแพทย์ที่ทำงานในโรงพยาบาลฯ มีความสัมพันธ์กับโรงพยาบาลฯ ในฐานะนายจ้างลูกจ้างโดยได้รับค่าตอบแทนปกติเป็นเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำ และได้รับค่าตอบแทนพิเศษจากการเข้าเวร ค่าจ้างที่ได้รับและค่าเวรของแพทย์ดังกล่าวถือเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ถ้ากรณีเป็นแพทย์จากภายนอกมาให้การรักษาเป็นครั้งคราวในโรงพยาบาลฯ ไม่มีความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างลูกจ้างกับโรงพยาบาลฯโดยได้รับค่าตอบแทนหรือค่าจ้างจากการทำงานดังกล่าว ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำนั้นจะเป็นงานประจำหรือชั่วคราว และได้รับค่าตอบแทนพิเศษจากการเข้าเวร ค่าตอบแทนที่ได้รับและค่าเวรของแพทย์ดังกล่าวถือเป็นค่าตอบแทนที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร ค่าจ้าง ค่าตอบแทนและค่าเวรของแพทย์ที่โรงพยาบาลฯ จ่ายดังกล่าว โรงพยาบาลฯ ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

63/30030


เรื่อง

ภาษีเงินได้ กรณีหนังสือรับรองภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

09/11/2004

เลขที่หนังสือ

กค 0706/9997

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40(8), มาตรา 50 ทวิ, มาตรา 69 ทวิ

ข้อหารือ

    บริษัท ก. จำกัด ขอหารือแทนลูกค้าซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดประกอบกิจการค้าเครื่องมือแพทย์เมื่อโรงพยาบาลของรัฐชำระค่าสินค้าจะคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และออกใบเสร็จรับเงินค่าภาษี หัก ณ ที่จ่ายให้แก่ห้างฯ ซึ่งจะนำไปใช้ในการเครดิตภาษีในเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี แต่เมื่อปี 2545 เจ้าหน้าที่สรรพากรจังหวัดแจ้งให้ทราบว่า การใช้ใบเสร็จรับเงินของโรงพยาบาลที่หักภาษี ณ ที่จ่าย มาใช้เครดิตภาษีไม่ได้เนื่องจากแบบฟอร์มไม่ถูกต้องให้ห้างฯ แจ้งต่อโรงพยาบาลเพื่อขอออกให้ใหม่ เมื่อห้างฯ แจ้งให้โรงพยาบาลทราบก็ได้รับคำตอบว่าไม่สามารถออกให้ใหม่ได้ เนื่องจากโรงพยาบาลใช้วิธีนี้มาตลอด บริษัทฯจึงขอหารือว่า ห้างฯ จะนำใบเสร็จรับเงินค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายของโรงพยาบาล ไปใช้ในการขอเครดิตได้หรือไม่ หากไม่ได้ห้างฯจะต้องรับผิดเสียภาษีอย่างใด และจะทำอย่างไรเพื่อให้โรงพยาบาลออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ถูกต้อง

แนววินิจฉัย

     กรณีโรงพยาบาลของรัฐจ่ายเงินค่าซื้อสินค้าซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดจะต้องหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1.0 และภาษีที่หักไว้ดังกล่าวให้ถือเป็นเครดิตภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ การหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น ใบเสร็จรับเงินของโรงพยาบาลของรัฐที่ออกให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่แสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย และจำนวนเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้ ห้างหุ้นส่วนจำกัดจึงมีสิทธินำไปเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

67/33206


เรื่อง

อากรแสตมป์ กรณีการยกเว้นอากรแสตมป์สำหรับการรับจ้างเป็นที่ปรึกษา

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

06/05/2021

เลขที่หนังสือ

กค 0702/2490

ประเภทภาษี


ข้อกฎหมาย

มาตรา 2, มาตรา 121 แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

มหาวิทยาลัย ก. หารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับอากรแสตมป์ กรณีการยกเว้นอากรแสตมป์สำหรับการรับจ้างเป็นที่ปรึกษา มีข้อเท็จจริงสรุปได้ ดังนี้

    1. มหาวิทยาลัยฯ เป็นสถาบันการศึกษาซึ่งเป็นนิติบุคคลและเป็นส่วนราชการ ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มีภารกิจในการทำการสอน ทำการวิจัย และให้บริการทางด้านวิชาการแก่สังคม โดยมหาวิทยาลัยฯ ได้รับจ้างเป็นที่ปรึกษาให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน

    2. มหาวิทยาลัยฯ จึงขอหารือว่ากรณีมหาวิทยาลัยฯ ทำสัญญารับจ้างเป็นที่ปรึกษา ซึ่งเข้าลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของตามลักษณะตราสาร 4. แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ มหาวิทยาลัยฯ จะได้รับยกเว้นอากรแสตมป์ ตามมาตรา 121 แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ อย่างไร

แนววินิจฉัย

กรณีมหาวิทยาลัยฯ ทำสัญญารับจ้างเป็นที่ปรึกษา เข้าลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของ ตามลักษณะตราสาร 4. แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ แต่เนื่องจากมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์ดังกล่าว เป็นนิติบุคคลและเป็นส่วนราชการ ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 ถือได้ว่าเป็นองค์การของรัฐบาล ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งกิจการของรัฐ ตามมาตรา 2 แห่งประมวลรัษฎากร กรณีดังกล่าวจึงเข้าลักษณะฝ่ายที่ต้องเสียอากรเป็นรัฐบาล ดังนั้น หากมหาวิทยาลัยฯ ไม่ได้ใช้ทุนหรือทุนหมุนเวียนเพื่อประกอบการพาณิชย์ มหาวิทยาลัยฯ ได้รับยกเว้นอากรแสตมป์สำหรับสัญญาจ้างทำของดังกล่าว ตามมาตรา 121 แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

84/51192


เรื่อง

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ของสถานพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

27/01/2000

เลขที่หนังสือ

กค 0811/629

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ข้อกฎหมาย

มาตรา 50 (4), มาตรา 69 ทวิ

ข้อหารือ

     สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ได้หารือเกี่ยวกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีสถานพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ฯ ได้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายระบบประกันสังคมกับโรงพยาบาลเอกชนหรือคลีนิค เพื่อรับช่วงการให้บริการแก่ผู้ประกันตน เมื่อผู้ประกันตนเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน หรือคลีนิคที่เข้าเป็นเครือข่ายร่วมกับสถานพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ฯ สถานพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ฯ จะเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายให้กับโรงพยาบาลเอกชนหรือคลีนิคนั้นจึงหารือว่าเมื่อสถานพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ฯ จ่ายค่าใช้จ่ายตามใบแจ้งหนี้ให้กับโรงพยาบาลเอกชนหรือคลีนิคดังกล่าว ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เพื่อนำส่งกรมสรรพากรหรือไม่

แนววินิจฉัย

     กรณีสถานพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร จ่ายค่าใช้จ่ายให้กับโรงพยาบาลเอกชนหรือคลีนิคเมื่อผู้ประกันตนเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน หรือคลีนิคที่เป็นเครือข่ายระบบประกันสังคมร่วมกับสถานพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ฯ สถานพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ฯ มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ดังนี้

     1. กรณีผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดา สถานพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ฯ มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (4) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับการจ่ายเงินให้กับผู้รับรายหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึง 10,000 บาท ให้คำนวณหักภาษีในอัตราร้อยละ 1 ของยอดเงินได้พึงประเมินที่จ่าย

     2. กรณีผู้รับเงินเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สถานพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ฯมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตราร้อยละ 1 ของยอดเงินได้พึงประเมินที่จ่าย

เลขตู้

63/28851


เรื่อง

อากรแสตมป์สำหรับค่าบริการของโรงพยาบาลรัฐบาลและเอกชน

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 22/01/2021 - วันที่ตอบ 07/02/2021

ประเภทภาษี

อากรแสตมป์

ข้อกฎหมาย

มาตรา 109 และมาตรา 121 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

รบกวนสอบถามค่ะ อาจารย์

สำหรับ ค่าใช้จ่ายการให้บริการของ รพ. รัฐบาล และ รพ. เอกชน จะต้องติดอากรสแตมป์ หรือไม่ อย่างไรคะ

วิสัชนา

ตามมาตรา 121 แห่งประมวลรัษฎากร ได้บัญญัติยกเว้นอากรแสตมป์ให้แก่รัฐบาล เจ้าพนักงานผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่ บุคคลผู้กระทำการในนามของรัฐบาล องค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น สภากาชาดไทย วัดวาอาราม และองค์การศาสนาใด ๆ ในราชอาณาจักรซึ่งเป็นนิติบุคคล ดังนี้

....“มาตรา 121 ถ้าฝ่ายที่ต้องเสียอากรเป็นรัฐบาล เจ้าพนักงานผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่ บุคคลผู้กระทำการในนามของรัฐบาล องค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น สภากาชาดไทย วัดวาอาราม และองค์การศาสนาใด ๆ ในราชอาณาจักรซึ่งเป็นนิติบุคคล อากรเป็นอันไม่ต้องเสีย แต่ข้อยกเว้นนี้มิให้ใช้แก่องค์การของรัฐบาลที่ใช้ทุนหรือทุนหมุนเวียนเพื่อประกอบการพาณิชย์ หรือการพาณิชย์ซึ่งองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดทำ”

ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะตราสาร 4 จ้างทำของ กำหนดให้ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องปิดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาท ต่อทุกจำนวนสินจ้าง 1,000 บาท และเศษของห 1,000 บาท

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

1. ในส่วนของค่าใช้จ่ายการบริการของโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลของรัฐ หรือโรงพยาบาลของเอกชน นั้น หากไม่มีการกระทำตราสารสัญญาจ้างทำของ ก็ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ แต่อย่างใด

2. ในกรณีที่มีการกระทำตราสารสัญญาจ้างทำของระหว่างโรงพยาบาล และผู้ใช้บริการ นั้น

....2.1 กรณีโรงพยาบาลของรัฐ เจ้าพนักงานผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่ย่อมได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ตามมาตรา 121 แห่งประมวลรัษฎากร

....2.2 กรณีโรงพยาบาลของเอกชน ตราสารจ้างทำของนอกจากการกระทำเป็นสัญญาจ้างทำของ ในลักษณะการให้บริการรักษาพยาบาลแล้ว อาจเกิดจากการมีหนังสือโต้ตอบระหว่างกัน จนกระทั่งเกิดเป็นตราสารตามมาตรา 109 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้รับจ้าง คือ ผู้ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน ย่อมมีหน้าที่ต้องปิดอากรแสตมป์ ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดดังกล่าว


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ "


เรื่อง

สัญญาให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ให้เช่าพื้นที่และระบบปลูก Indoor เพื่อประกอบกิจการ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 22/11/2024 - วันที่ตอบ 04/01/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม,อากรแสตมป์

ข้อกฎหมาย

มาตรา 81 (1)(ต) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

มีเรื่องสอบถามเรื่องเช่าคะ ชื่อสัญญา “สัญญาให้เช่าพื้นที่และระบบปลูก Indoor เพื่อประกอบกิจการ” ในสัญญาระบุว่า “พื้นที่เช่าและระบบปลูก” เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจการปลูก ข้อสงสัยรายละเอียดในสัญญาและวิธีการ ดังนี้

    1. ผู้ให้เช่าตกลงกับผู้เช่าว่า เช่าพื้นที่และระบบปลูก Indoor ชั้น 3 ขนาดพื้นที่ 1,600 ตารางเมตร รวมทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการปลูกมีสัญญาแนบท้ายว่าส่งทรัพย์สินอะไรให้บ้าง ซึ่งตึกที่เช่ามี 5 ชั้นเข้าออกได้ทางเดียว ให้เช่าชั้นที่ 3 ซึ่งมีประตู key card สำหรับผู้เช่า แต่ผู้ให้เช่าก็ยังคงสามารถเข้าได้เช่นกัน การคิดค่าเช่าราย 6 เดือนจ่ายครั้ง ระยเวลา 3 ปี ข้อนี้ถือเป็นสาระสำคัญของสัญญา คือส่งมอบการครอบครองพื้นที่ คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 90/2542 เรื่อง การเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา 81 (1) (ต) / หรือเข้าลักษณะเป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ต้องนำค่าบริการที่ได้รับไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 (1) และมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร โดยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตามมาตรา 78/1 แห่งประมวลรัษฎากร (อ่านจาก กค 0706/866)


    2. ผู้เช่าตกลงควบคุมเวลาเข้าปฏิบัติงานของพนักงานหรือลูกจ้างของผู้เช่าในช่วงเวลาที่กำหนด หากมีความจำเป็นที่พนักงานหรือลูกจ้างของผู้เช่าต้องทำงานเกินเวลาต้องแจ้งผู้ให้เช่าทราบล่วงหน้าเพื่อได้รับอนุญาตก่อน และผู้ให้เช่าติดกล้องวงจรปิดดูแลรักษาความปลอดภัยของทรัพย์ตลอดระยะเวลาสัญญาเช่าด้วยข้อนี้เหมือนผู้ให้เช่ายังเป็นเจ้าของพื้นที่เหมือนให้เช่า ไม่ได้ส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินทั้งหมดให้กับลูกค้าก็จะถือเป็นบริการไหมคะ

วิสัชนา

จากบทความการให้เช่าพื้นที่ และการให้บริการใช้พื้นที่

1. การให้เช่าพื้นที่ อันเป็นอสังหาริมทรัพย์

    สัญญาเช่าทรัพย์ คือ สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งที่เรียกว่า ผู้ให้เช่า ตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า "ผู้เช่า" ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่ง ชั่วระยะเวลาอันจำกัดและผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้น (มาตรา 537 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)

    สัญญาเช่าทรัพย์มีลักษณะดังนี้คือ

    (1)  เป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งคู่สัญญาเช่าทรัพย์ต่างเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ซึ่งกันและกัน กล่าวคือ ผู้ให้เช่าเป็นลูกหนี้โดยมีหน้าที่ที่จะต้องส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ผู้เช่าในขณะเดียวกันก็เป็นเจ้าหนี้ในอันที่จะได้รับค่าเช่าทรัพย์สินนั้น

    (2) ผู้เช่ามีสิทธิได้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินที่เช่า

    สิทธิของผู้เช่าในทรัพย์สินที่เช่านั้น แม้ช่วงเวลานานเพียงใดก็เป็นสิทธิที่จะได้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินที่เช่านั้น ผู้เช่าไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่า เช่นเช่าบ้าน ผู้เช่ามีสิทธิเพียงครอบครอง ใช้ประโยชน์อยู่อาศัยในบ้านเท่านั้น แม้จะอยู่มานานเท่าใดผู้เช่าก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์

    “ทรัพย์สิน” ที่เป็นวัตถุแห่งสัญญาเช่านี้จะเป็นอสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์หรือสิทธิใดๆ ก็ได้ เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ สิทธิในเครื่องหมายการค้า หรือลิขสิทธิ์ เป็นต้น

    สิทธิที่จะได้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินตามสัญญาเช่านั้น กฎหมายได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ต้องเป็นระยะเวลาอันมีจำกัด เช่น กำหนดเป็นวัน เดือน ปี หรือแม้จะกำหนดระยะเวลาเช่าไว้ตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าก็ได้เพราะเท่ากับเป็นการกำหนดระยะเวลาอันมีจำกัดแล้วนั่นเอง ทั้งนี้ ผู้ให้เช่าต้องส่งมอบการครอบครองให้แก่ผู้เช่า มิฉะนั้น สัญญาเช่าก็จักไม่เกิดขึ้น และเมื่อได้ส่งมอบการครอบครองแล้ว ผู้ให้เช่าจะเข้าไปในพื้นที่เช่าไม่ได้เลย เว้นแต่จะมีเหตุที่กฎหมายยอมให้กระทำได้

    (3) ผู้เช่าตกลงให้ค่าเช่าเพื่อตอบแทนการใช้ทรัพย์สิน เรียกว่า “ค่าเช่า” ซึ่งกำหนดเป็ฯเงินตราที่คู่สัญญาให้แก่กันเพื่อตอบแทนการใช้ทรัพย์สินที่เช่า หรือจะตกลงกันกำหนดค่าเช่าเป็นทรัพย์สินอย่างอื่นก็ได้

    (4) การเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่กำหนดระยะเวลาเช่าไว้ไม่เกิน 3 ปี กฎหมายได้กำหนดว่าสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ (มาตรา 538 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)

    การเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่กำหนดระยะเวลาเช่าไว้เกินกว่า 3 ปี หรือตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า การเช่าอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะกำหนดระยะเวลาเช่าไว้เพียง 1 ปี 2 ปี หรือเกินกว่านั้นเป็น 10 ปี 20 ปี หลักเกณฑ์ในการทำสัญญาก็เหมือนกัน กล่าวคือการเช่าอสังหาริมทรัพย์สามารถตกลงกันได้นานที่สุด 30 ปี (มาตรา 540 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) ต้องมี “หลักฐานเป็นหนังสือ” จึงจะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีตามสัญญาเช่าทรัพย์ได้

    อย่างไรก็ตามถ้าเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่มีกำหนดระยะเวลาเช่าเกินกว่า 3 ปี หรือตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า กฎหมายกำหนดให้ตองทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งหากไม่ทำตามก็จะฟ้องร้องบังคับคดีได้เพียงแค่ 3 ปี เท่านั้น (มาตรา 538 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)


เครดิต http://life.cpru.ac.th/.../%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0...


2.การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ในทางภาษีอากร

    (1) ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1)(ต) แห่งประมวลรัษฎากร

    (2) กรณีผู้เช่าเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ที่จ่ายค่าเช่าให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 6 (1) และ (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ในอัตราร้อยละ 5 ของค่าเช่า

    (3) สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ต้องปิดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อมูลค่าเช่าตามสัญญา ทุกจำนวน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีตามข้อเท็จจริง ความตกลงดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นสัญญาให้เช่าอสังหาริมทรัพย์

เลขที่หนังสือ : กค 0706/866

วันที่ : 24 มกราคม 2546

เรื่อง : ภาษีมูลค่าเพิ่ม และอากรแสตมป์ กรณีการให้ใช้พื้นที่และให้บริการในศูนย์การค้า

ข้อกฎหมาย : มาตรา 77/1 (10) มาตรา 77/2(1) มาตรา 78/1 มาตรา 82/3 มาตรา 82/10 มาตรา 86/10 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.73/2541 ฯ คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.90/2542 ฯ

ข้อหารือ :

    1. บริษัทฯ ประกอบกิจการศูนย์การค้า โดยบริษัทฯ ได้นำพื้นที่ในศูนย์การค้าออกให้เช่า ซึ่งบริษัทฯ จะจัดแบ่งพื้นที่ในชั้นหนึ่งของศูนย์การค้าออกเป็นส่วนๆ (Zone) ภายในบริเวณของแต่ละส่วน (Zone) จะกั้นแบ่งเป็นล็อคๆ แต่ละล็อคไม่มีฝาห้องกั้นและประตูกั้น มีเพียงผนังกั้นห้องสำเร็จรูป (Partition) ความสูงประมาณ 1.50 เมตร ลูกค้าที่มาซื้อสินค้าในแต่ละล็อคสามารถเดินเข้าออกทะลุถึงกันได้ตลอด และเมื่อผู้เช่าตกลงเช่าพื้นที่ล็อคใดแล้ว ผู้ให้เช่า ไม่มีสิทธิโยกย้ายปรับเปลี่ยนตำแหน่งของพื้นที่นั้นแต่อย่างใด เนื่องจากทำเลที่ตั้งของแต่ละล็อคเป็นสาระสำคัญในการตัดสินใจเช่าของผู้เช่าโดยผู้เช่ามีสิทธิในการตกแต่งพื้นที่ในบริเวณล็อคของตนโดยอิสระ บริษัทฯ จะเรียกเก็บค่าเช่าพื้นที่เป็นร้อยละของยอดขายในแต่ละเดือน บริษัทฯ หารือว่า ในการเรียกเก็บเงินค่าเช่าพื้นที่ บริษัทฯ จะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้เช่าหรือไม่ หรือรายรับค่าเช่าดังกล่าวได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1)(ต) แห่งประมวลรัษฎากร

    2. บริษัทฯ จะเรียกเก็บค่าบริการจากผู้เช่าสำหรับการให้บริการเกี่ยวกับสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ได้แก่ กระแสไฟฟ้า น้ำประปา ความเย็น (แอร์) การดูแลรักษาความสะอาด การรักษาความปลอดภัย การโฆษณา ถุงใส่สินค้า ตลอดจนการให้บริการเก็บเงินและเก็บรักษาเงินโดยเจ้าหน้าที่ของศูนย์การค้า โดยผู้เช่าซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าจะเป็นผู้มีหน้าที่ออกใบกำกับภาษี และส่งมอบใบกำกับภาษีพร้อมทั้งสินค้าให้กับลูกค้าเอง โดยบริษัทฯ จะเรียกเก็บค่าบริการเป็นร้อยละของยอดขายในแต่ละเดือน บริษัทฯ เข้าใจว่า บริษัทฯ จะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าบริการดังกล่าวจากผู้เช่า ความเข้าใจของบริษัทฯ ถูกต้องหรือไม่

    3. บริษัทฯ จะเรียกเก็บเงินมัดจำการเช่าเป็นร้อยละของยอดขายขั้นต่ำ และจะคืนเงินมัดจำให้แก่ผู้เช่าทันทีที่สัญญาเช่าสิ้นสุดลง โดยมีเงื่อนไขว่า หากเกิดความเสียหาย ผู้ให้เช่ามีสิทธิหักกลบลบหนี้ได้ สัญญาเช่ามีอายุสัญญาไม่เกิน 3 ปี บริษัทฯ หารือว่า ในการเรียกเก็บเงินมัดจำดังกล่าว บริษัทฯ จะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้เช่าหรือไม่ หรืออยู่ในหลักเกณฑ์ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามข้อ 3 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.73/2541 ฯ ลงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.74/2541 ฯ ลงวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2541

    4. สัญญาให้เช่าพื้นที่และให้บริการตาม 1. และ 2. บริษัทฯ ต้องปิดอากรแสตมป์หรือไม่ หากต้องปิดอากรแสตมป์ บริษัทฯ จะคำนวณมูลค่าที่ต้องชำระอากรแสตมป์อย่างไรเนื่องจากบริษัทฯ ไม่สามารถทราบมูลค่าของค่าตอบแทนที่จะได้รับจากผู้เช่าในวันลงนามในสัญญา ทั้งนี้ บริษัทฯ เข้าใจว่าสัญญาตาม 2. เป็นสัญญาการให้บริการ ไม่ใช่สัญญาจ้างทำของที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์แห่งประมวลรัษฎากร ความเข้าใจของบริษัทฯ ถูกต้องหรือไม่

 

แนววินิจฉัย :

    1. กรณีบริษัทฯ นำพื้นที่ในชั้นหนึ่งของศูนย์การค้าออกให้เช่า โดยแบ่งพื้นที่เป็นส่วนๆ (Zone) แต่ละส่วน (Zone) ได้มีการจัดแบ่งพื้นที่ย่อยโดยมีผนังกั้นห้องสำเร็จรูป (Partition) กั้นเป็นสัดส่วนไม่มีประตูเปิด-ปิดและไม่มีการส่งมอบการครอบครองพื้นที่ให้แก่ผู้เช่าโดยเด็ดขาดผู้เช่าจะต้องประกอบกิจการตามกำหนดวันและเวลาเปิด-ปิดทำการของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ ยังคงเป็นผู้ควบคุมดูแลอาคารตลอดจนอำนวยความสะดวกให้กับผู้เช่า กรณีดังกล่าว ถือเป็นการให้บุคคลอื่นใช้พื้นที่อสังหาริมทรัพย์ภายในห้างสรรพสินค้า ชั่วระยะเวลาอันจำกัด โดยบริษัทฯ ไม่ได้ส่งมอบการครอบครองพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ใช้พื้นที่ เข้าลักษณะเป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ต้องนำค่าบริการที่ได้รับไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 (1) และมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร โดยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตามมาตรา 78/1 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเรียกเก็บค่าบริการโดยคิดเป็นอัตราร้อยละของรายได้ หรือ เรียกเก็บในลักษณะเป็นค่าเช่าพื้นที่ หรือในลักษณะอื่นทำนองเดียวกัน ตามข้อ 12 วรรคสอง ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 90/2542 เรื่อง การเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 81 (1)(ต) การโอนสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 77/1 (8) และ (9) และการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2542 

    2. กรณีบริษัทฯ จัดให้มีบริการสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆได้แก่ ระบบความเย็น ระบบไฟฟ้า ประปา การดูแลรักษาความสะอาด การรักษาความปลอดภัย การโฆษณา ถุงใส่สินค้า การเก็บและรักษาเงินโดยเจ้าหน้าที่ของศูนย์การค้า โดยจะเรียกเก็บค่าบริการเป็นร้อยละของยอดขายในแต่ละเดือน กรณีดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ต้องนำค่าบริการที่ได้รับไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 (1) และมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร โดยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตามมาตรา 78/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

    3. กรณีบริษัทฯ เรียกเก็บเงินมัดจำการเช่า โดยบริษัทฯ จะคืนเงินมัดจำในทันทีที่สัญญาสิ้นสุดลง กรณีเกิดความเสียหาย บริษัทฯ มีสิทธิหักค่าเสียหายจากเงินมัดจำและคืนเงินส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ใช้บริการ เนื่องจากเงินมัดจำดังกล่าวเป็นเงินมัดจำจากการให้ใช้พื้นที่ตาม 1. จึงเข้าลักษณะเป็นรายรับจากการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ต้องนำเงินมัดจำค่าบริการทั้งหมดที่ได้รับหรือพึงได้รับมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร โดยถือว่าความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในขณะได้รับชำระเงินมัดจำดังกล่าว ตามมาตรา 78/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร และเมื่อบริษัทฯ ได้คืนเงินมัดจำดังกล่าวให้แก่

ผู้รับบริการตามข้อตกลงหรือสัญญา บริษัทฯ มีหน้าที่ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่ผู้รับบริการ ตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ตามข้อ 2 (3)(ข) และ (ค) ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.73/2541 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษี มูลค่าเพิ่ม สำหรับการเรียกเก็บเงินจ่ายล่วงหน้า เงินประกัน เงินมัดจำ หรือเงินจอง ลงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.74/2541 ฯ ลงวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2541

    4. กรณีสัญญาการให้บริการใช้พื้นที่ในศูนย์การค้า และสัญญาการให้บริการสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกตาม 1. และ 2. สัญญาดังกล่าวไม่เข้าลักษณะแห่งตราสารตามที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับต้องปิดอากรแสตมป์ ตามมาตรา 104 แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด


เลขตู้ : 66/32222

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

รายจ่ายเพื่อคนพิการที่หักเป็นรายจ่ายทางภาษี

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 28/12/2022 - วันที่ตอบ 28/12/2022

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 499), (ฉบับที่ 519)

ปุจฉา

รายจ่ายเพื่อคนพิการที่หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้มีอะไรบ้าง

วิสัชนา

รายจ่ายเพื่อคนพิการที่หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้เพิ่มขึ้น

    หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับรายจ่ายเพื่อคนพิการที่ผู้จ่ายเงินได้หรือค่าใช้จ่าย หรือรายจ่ายได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้ประกอบด้วย

    1. รายจ่ายเพื่อคนพิการ ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 499) พ.ศ. 2553 และ

    2. รายจ่ายเพื่อคนพิการ ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 519) พ.ศ. 2554 

    จึงขอนำรายละเอียดมากล่าวเพื่อการทำความเข้าใจ และนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ทั้งผู้พิการ และนายจ้างผู้จ่ายเงินได้หรือจ่ายรายจ่ายเพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ บริการขนส่ง หรือบริการสาธารณะอื่น อันจะทำให้คนพิการสามารถปฏิบัติงานได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งพาตนเองได้ ดังนี้

1. รายจ่ายเพื่อคนพิการ ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 499) พ.ศ. 2553

    สืบเนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้มีการจ้างแรงงานคนพิการ และเพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ บริการขนส่ง หรือบริการสาธารณะอื่น อันจะทำให้คนพิการสามารถปฏิบัติงานได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งพาตนเองได้ โดยกำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการซึ่งรับคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ

ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเข้าทำงาน และยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่เจ้าของอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ บริการขนส่ง หรือผู้ให้บริการสาธารณะอื่น ให้แก่คนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 499) พ.ศ. 2553 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (วันที่ 10  มิถุนายน พ.ศ. 2553) เพื่อสนองนโยบายดังกล่าว ตามมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 499) พ.ศ. 2553 ดังนี้

        1.1 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร) ให้แก่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการซึ่งรับคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเข้าทำงานสำหรับเงินได้ เป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างคนพิการดังกล่าว (มาตรา 3)

        1.2 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร) ให้แก่เจ้าของอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ บริการขนส่ง หรือผู้ให้บริการสาธารณะอื่น ซึ่งได้จัดอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ บริการขนส่ง หรือบริการสาธารณะอื่น ให้แก่คนพิการในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการดังกล่าว (มาตรา 4)


2.  รายจ่ายเพื่อคนพิการ ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 519) พ.ศ. 2554 

    สืบเนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้คนพิการได้รับสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะตลอดจนสวัสดิการและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และส่งเสริมให้มีการจ้างแรงงานคนพิการเพิ่มขึ้น โดยกำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่ผู้มีเงินได้ที่จัดให้คนพิการได้รับสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ ตลอดจนสวัสดิการและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการเพิ่มขึ้นสำหรับนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการซึ่งรับคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเข้าทำงาน จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 519) พ.ศ. 2554 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554) เพื่อสนองนโยบายดังกล่าว ตามมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 519) พ.ศ. 2554 ดังนี้

        1.1 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร) สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้คนพิการได้รับสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ ตลอดจนสวัสดิการและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ดังต่อไปนี้

               (1) สำหรับบุคคลธรรมดา ให้ยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนตามมาตรา 47 (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้คนพิการได้รับสิทธิประโยชน์แต่เมื่อรวมกับเงินได้ที่ได้รับยกเว้นสำหรับการจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนดังกล่าว

               (2) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลห้ยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้คนพิการได้รับสิทธิประโยชน์ แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบและรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างและการบำรุงรักษาสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือสนามกีฬาของเอกชนที่เปิดให้ประชาชนใช้เป็นการทั่วไปโดยไม่เก็บค่าบริการใด ๆ หรือสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะหรือสนามกีฬาของทางราชการแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร (มาตรา 3)

               ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 214) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้คนพิการได้รับสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 ดังนี้

              "ข้อ 1 ในประกาศนี้

                        "หน่วยงานของรัฐ" หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น ที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

                        "โครงการของรัฐ" หมายความว่า โครงการของหน่วยงานของรัฐ ที่จัดให้คนพิการมีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะตลอดจนสวัสดิการและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

               ข้อ 2 เงินได้ที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้คนพิการได้รับสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ ตลอดจนสวัสดิการและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อ 3 และข้อ 4

               ข้อ 3 เงินได้ที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 519) พ.ศ. 2554

                      (1) สำหรับบุคคลธรรมดาให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนตามมาตรา 47(1)(2)(3)(4)(5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของเงินที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้คนพิการได้รับสิทธิประโยชน์ แต่เมื่อรวมกับเงินได้ที่ได้รับยกเว้นสำหรับการจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนดังกล่าว

                      (2) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลให้ยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่เป็นจำนวนเงินหรือมูลค่าทรัพย์สินที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้คนพิการได้รับสิทธิประโยชน์ แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบและรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างและการบำรุงรักษาสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือสนามกีฬาของเอกชนที่เปิดให้ประชาชนใช้เป็นการทั่วไปโดยไม่เก็บค่าบริการใดๆ หรือสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือสนามกีฬาของทางราชการแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับรายจ่ายที่เป็นทรัพย์สิน จะต้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องโดยตรง และได้มาในระหว่างเวลาการดำเนินงานของโครงการของรัฐในการจัดให้คนพิการได้รับสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะตลอดจนสวัสดิการและความช่วยเหลืออื่นตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

                ข้อ 4 บุคคลธรรมดา บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 519) พ.ศ. 2554 จะต้องแสดงหลักฐานเป็นหนังสือที่พิสูจน์ได้ว่าได้จ่ายค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตามโครงการของรัฐให้แก่หน่วยงานของรัฐซึ่งจัดให้คนพิการได้รับสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะตลอดจนสวัสดิการและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐนั้น

                        "กรณีที่หน่วยงานของรัฐรับบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ตามประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ให้ใช้ข้อมูลการบริจาคที่ปรากฏในระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) เป็นหลักฐานประกอบการใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง โดยบุคคลธรรมดา บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ไม่ต้องแสดงเอกสารหลักฐานการบริจาคต่อเจ้าพนักงานประเมิน"

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 341) ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป)

                ข้อ 5 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เป็นต้นไป"

        1.2 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร) ให้แก่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการซึ่งรับคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เข้าทำงานเกินกว่าร้อยละหกสิบของลูกจ้างในสถานประกอบการนั้น โดยมีระยะเวลาจ้างเกินกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีหรือรอบระยะเวลาบัญชีที่มีเงินได้ สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างคนพิการดังกล่าว เพิ่มขึ้นจากสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 499) พ.ศ. 2553 (มาตรา 4) 

              ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 215) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างคนพิการเข้าทำงานเกินกว่าร้อยละหกสิบของลูกจ้างในสถานประกอบการ ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 ดังนี้

             "ข้อ 1 เงินได้ที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เข้าทำงานเกินกว่าร้อยละหกสิบของลูกจ้างในสถานประกอบการนั้น โดยมีระยะเวลาจ้างเกินกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีหรือรอบระยะเวลาบัญชีที่มีเงินได้ ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายในการจ้างคนพิการดังกล่าว เพิ่มขึ้นจากสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 499) พ.ศ. 2553

              ข้อ 2 นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ ที่ประสงค์จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามประกาศนี้ จะต้องมีหนังสือรับรองจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่พิสูจน์ได้ว่ามีการจ่ายค่าใช้จ่ายในการจ้างคนพิการตามข้อ 1 โดยหนังสือรับรองดังกล่าว ต้องระบุรายชื่อและจำนวนลูกจ้างทั้งหมดรายชื่อและจำนวนลูกจ้างที่เป็นคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ รวมทั้งระยะเวลาการจ้างงานของลูกจ้างนั้นๆ

                      ทั้งนี้ นายจ้างจะต้องมีหลักฐานสำเนาบัตรประจำตัวคนพิการของลูกจ้างและหลักฐานสำเนาสัญญาจ้างแรงงานตามกฎหมายว่าด้วยการจ้างแรงงานของลูกจ้างทั้งหมด ประกอบการออกหนังสือรับรองดังกล่าว

              ข้อ 3 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เป็นต้นไป"

3. บทสรุป

    แม้ว่าตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการจะได้กำหนดนโยบายการให้สิทธิประโยชน์แก่นายจ้าง และผู้ประกอบการที่จ่ายเงินได้หรือจ่ายรายจ่ายเพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ บริการขนส่ง หรือบริการสาธารณะอื่น อันจะทำให้คนพิการสามารถปฏิบัติงานได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งพาตนเองได้ หรือจัดให้คนพิการได้รับสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ ตลอดจนสวัสดิการและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ แต่การยกเว้นภาษีเงินได้ต้องตราขึ้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร เท่านั้น อันเป็นหลักการและแนวคิดที่จะรวบรวมการยกเว้นภาษีอากรหรือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรไว้ในประมวลรัษฎากร เพื่อประโยชน์ในการบริหารการจัดเก็บภาษีอากรของรัฐ จึงต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับเพื่อการให้สิทธิประโยชน์แก่นายจ้าง และผู้ประกอบการผู้จ่ายค่าจ้างและรายจ่ายเพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

ส่วนลดการค้า ส่วนลดเงินสด และส่วนลดพิเศษ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 14/05/2024 - วันที่ตอบ 17/05/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 79 วรรคสาม (1) แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528

ปุจฉา

สอบถามเรื่องส่วนลดที่ได้รับค่ะ

    เนื่องจากบริษัทซื้อรถยนต์นั่งเป็นเงินสดมูลค่า 1,000,000 บาท และได้ส่วนลดทันทีโดยระบุในใบกำกับภาษีภาษีว่าส่วนลด 70,000 บาท ราคาหลังหักส่วนลด 930,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 65,100 บาท รวมสุทธิ 995,100 บาท บริษัทฯ ซื้อรถยนต์บันทึกเป็นสินทรัพย์รวม VAT = 995,100 บาท

คำถามคือ

    1.จำนวนเงิน 70,000 บาท ถือเป็นรายได้บริษัทที่ซื้อรถยนต์โดยไปบวกเพิ่มใน ภ.ง.ด.50 หรือไม่

    2. ส่วนลดทุกอย่างที่ได้ต้องนำไปใส่ ภ.ง.ด.50 หมดเลยหรือไม่คะ ข้อแตกต่างดูจากอะไร

หมายเหตุสอบถามในมุมของผู้จ่ายเงินนะคะ

วิสัชนา

ในทางภาษีอากรจำแนกส่วนลดออกเป็นส่วนลดการค้า ส่วนลดเงินสด และส่วนลดพิเศษ ซึ่งแต่ละรายการอาจแสดงรายละเอียดได้ดังนี้

1. ส่วนลดการค้า (Trade Discount) มาตรา 79 วรรคสาม (1) แห่งประมวลรัษฎากร

    1.1 วัตถุประสงค์: เพื่อเป็นเพิ่มยอดขายสินค้าหรือบริการ

    1.2 เงื่อนไข: ลดราคาให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในทันทีขณะที่ขายสินค้าหรือให้บริการ

         กรณีให้ส่วนลดภายหลังการขาย จะไม่กระทบฐานภาษี เช่น ส่วนลดกรณีให้เช่าซื้อ (ดู ป. 36/2536) หรือส่วนลดเงินสด ส่วนลดพิเศษ

         ในการออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องแสดง "ส่วนลดการค้า" ให้เห็นชัดแจ้งไว้ในใบกำกับภาษีด้วย (แต่ทั้งนี้ ส่วนลดการค้าไม่ถือเป็นรายการตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร)  กรณีที่ไม่แสดงส่วนลดการค้าไว้ในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ต้องเสีย VAT จากราคาสินค้าหรือค่าบริการก่อนหักส่วนลดการค้า (ตามราคาเต็มก่อนให้ส่วนลดการค้า)

         กรณีออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ จะแสดงส่วนลดการค้าหรือไม่ก็ได้ (ตรรกะของยอดรัก สลักใจ!!!)

    1.3 ผล: ไม่ถือว่าส่วนลดการค้าเป็นมูลค่าของฐานภาษี (Non VAT Base) ให้ผู้ประกอบการนำส่วนลดการค้าไปหักออกจากฐานภาษีในการคำนวณภาษีขาย

         อนึ่ง กรณีให้ส่วนลดเงินสดสำหรับบริการเงินเชื่อ ให้นำส่วนลดเงินสดไปลดมูลค่าของฐานภาษีได้ เนื่องจาก ความรับผิดในการเสีย VAT เกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ  

    1.4 ผู้ประกอบการที่ได้ให้ส่วนลดการค้าไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับส่วนลดการค้านั้น

    1.5 ผู้ประกอบการที่ได้รับส่วนลดการค้า ไม่ต้องนำส่วนลดการค้าไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Out of VAT Scope)


2.ส่วนลดเงินสด

    2.1 วัตถุประสงค์: เพื่อให้ลูกหนี้ ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการชำระหนี้เร็วขึ้น

    2.2 เงื่อนไข: ลดให้เมื่อชำระหนี้ตามกำหนด เช่น 2/10, n/30 ให้ส่วนลดเงินสด 2% หากชำระราคาภายใน 10 วัน กำหนดเวลาในการชำระภายใน 30 วัน

         ในการออกใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือให้บริการเงินเชื่อ จะยังไม่ปรากฏส่วนลดเงินสด  

    2.3 โดยทั่วไปส่วนลดเงินสดไม่ลดฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ออกใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการเงินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ในกรณีการให้บริการเงินเชื่อที่ยังมิได้ออกใบกำกับภาษี สามารถนำส่วนลดเงินสดไปหักออกจากฐานภาษีในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ เนื่องจากความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการให้บริการเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระค่าบริการตามมาตรา 78/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

    2.4 ผู้ประกอบการที่ได้ให้ส่วนลดเงินสด ไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับส่วนลดเงินสดนั้น (Non WT.)

    2.5 ผู้ประกอบการที่ได้รับส่วนลดเงินสด ไม่ต้องนำส่วนลดเงินสดไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Out of VAT Scope)

3.ส่วนลดพิเศษ

    3.1 วัตถุประสงค์: เพื่อการส่งเสริมการขาย

    3.2 เงื่อนไข: ลดให้ในโอกาสพิเศษ เช่น การให้ส่วนลดพิเศษเพื่อการส่งเสริมการขาย

         ในการออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป สำหรับการขายสินค้า โดยทั่วไปจะไม่แสดงเงื่อนไขการให้ส่วนลดพิเศษ เนื่องจาก ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ อาจกำหนดเงื่อนไขการให้ส่วนลดพิเศษในเอกสารการส่งเสริมการขายว่า จะให้ส่วนลดพิเศษประเภทใด

         • กำหนดให้นำส่วนลดที่ได้รับไปใช้เป็น "ส่วนลดการค้า" สำหรับการซื้อสินค้าหรือรับบริการในครั้งต่อ ๆ ไป (เพื่อการรักษาลูกค้า)  

         • กำหนดให้รางวัส หรือส่วนลด ที่นำไปหักออกจากหนี้ที่ต้องชำระ หรือรับคืนเป็นเงินสด หรือให้รางวัลเป็นสิ่งของ

    3.3 กรณีกำหนดให้ส่วนลดพิเศษมีคุณลักษณะเป็น "ส่วนลดการค้า" สำหรับการซื้อสินค้าหรือการรับบริการในครั้งต่อ ๆ ไป ย่อมใช้ลดฐานภาษีได้เช่นเดียวกับการให้ส่วนลดการค้าทั่วไป

         กรณีกำหนดให้ส่วนลดพิเศษมีคุณลักษณะเป็น "ส่วนลดเงินสด" ย่อมไม่มีการลดฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม เว้นแต่บริการเงินเชื่อที่ยังมิได้ออกใบกำกับภาษี เช่นเดียวกับการให้ส่วนลดเงินสดทั่วไป

    3.4 ผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ที่ได้ให้ส่วนลดพิเศษแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการดังต่อไปนี้  ให้ผู้ประกอบการที่ให้ส่วนลดพิเศษมีหน้าที่ต้องคำนวณหัก WT. ในอัตรา 3% ของส่วนลดพิเศษนั้น ตามข้อ 12/2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528  

         (1) ผู้ซื้อสินค้าที่เป็นผู้จัดจำหน่าย (Dealer/ Distributor) ซึ่งซื้อสินค้าไปขายต่อ หรือตามพฤติการณ์ผู้ซื้อได้ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ ได้แก่ ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก หรือผู้ส่งออก  

         (2) ผู้รับบริการซึ่งผู้ให้บริการทราบโดยชัดแจ้งว่าผู้รับบริการนั้นมีวัตถุประสงค์ที่จะให้บริการต่อ หรือตามพฤติการณ์ผู้รับบริการมีวัตถุประสงค์ที่จะให้บริการต่อแน่นอน (ดู คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545 ประกอบ)  

    3.5 ผู้ประกอบการที่ได้รับส่วนลดพิเศษ ไม่ต้องนำส่วนลดเงินสดไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Out of VAT Scope)


ต่อข้อถามขอเรียนว่า

กรณีบริษัทฯ ขายรถยนต์นั่งเป็นเงินสดมูลค่า 1,000,000 บาท และได้ส่วนลดการค้าในทันทีที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ โดยระบุในใบกำกับภาษีภาษีว่าส่วนลด 70,000 บาท ราคาหลังหักส่วนลด 930,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 65,100 บาท รวมสุทธิ 995,100 บาท ซึ่งบริษัทฯ ผู้ซื้อรถยนต์นำไปบันทึกเป็นสินทรัพย์รวม VAT = 995,100 บาท นั้น

1. ส่วนลดการค้าจำนวนเงิน 70,000 บาทดังกล่าว ไม่ถือเป็นรายได้บริษัทที่ซื้อรถยนต์ แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นการลดราคาสินค้ารถยนต์ให้แก่ผู้ซื้อ ในทางตรงกันข้ามส่วนลดการค้า ก็ไม่ถือเป็นรายจ่ายของผู้ขาย เพราะได้นำไปหักออกจากมูลค่าของสินค้าที่ขาย ผู้ซื้อจึงไม่ต้องนำไปแสดงเป็นรายได้อื่นในแบบ ภ.ง.ด.50 ในทำนองเดียวกัน บริษัทฯ ก็ไม่ต้องนำส่วนลดการค้าไปแสดงเป็นรายจ่ายอื่นในแบบ ภ.ง.ด.50 ด้วยเช่นเดียวกัน


2. ส่วนลดที่ได้ต้องนำไปใส่ ภ.ง.ด.50 ได้แก่

    (1) ส่วนลดเงินสด และ

    (2) ส่วนลดพิเศษ

    ข้อแตกต่างพิจารณาจากหลักเกณฑ์ข้างต้น


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์


เรื่อง

กิจการขายอาหารและเครื่องดื่ม ให้สวัสดิการพนักงานไปซื้อทานเองลด 30%

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 12/11/2024 - วันที่ตอบ 01/01/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40)

ปุจฉา

บริษัทฯ ประกอบกิจการขายอาหารและเครื่องดื่ม มีการออกนโยบายสวัสดิการพนักงานไปซื้อทานเองลด 30% แต่ถ้าบริษัทฯ นำอาหารมาให้พนักงานทานเองทุกสัปดาห์ (เป็นสวัสดิการ) ต้องออกยอดขายและนำส่งภาษีขายในราคาขายปกติ หรือสามารถออกแบบมีส่วนลดได้ หรือใช้วิธีอย่างอื่นได้

วิสัชนา

1. กรณีกิจการขายอาหารและเครื่องดื่ม ตามนโยบายสวัสดิการพนักงานที่กำหนดให้พนักงานซื้อไปรับประทานเอง โดยบริษัทฯ ให้ส่วนลด 30% ของราคาอาหารและเครื่องดื่ม

     (1) มูลค่าของส่วนต่างของราคาขายตามปกติกับราคาขายที่บริษัทฯ ลดให้ในขณะขายสินค้า เข้าลักษณะเป็นส่วนลดที่บริษัทฯ ขายสินค้าราคาถูก ให้แก่พนักงานเป็นสวัสดิการตามข้อตกลงสภาพการจ้าง ไม่ถือเป็นเงินได้หรือประโยชน์เพิ่มใดๆ ที่ได้รับ เนื่องจากการจ้างแรงงาน หรือเนื่องจากหน้าที่ หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ตามมาตรา 39 และมาตรา 40 (1) หรือมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร พนักงานไม่ต้องนำส่วนลดนั้นมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

     (2) กรณีการให้ส่วนลดในขณะขายอาหารและเครื่องดื่ม มูลค่าของส่วนต่างของราคาขายตามปกติกับราคาขายที่บริษัทฯ ลดให้ในขณะขายสินค้า เข้าลักษณะเป็นส่วนลดที่บริษัทฯ ขายสินค้าราคาถูกให้แก่พนักงานเป็นสวัสดิการตามข้อตกลงสภาพการจ้าง บริษัทฯ ไม่ต้องนำส่วนลดดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 และมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร และบริษัทฯ มีสิทธินำต้นทุนสินค้านั้นมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร

     (3) กรณีบริษัทฯ ขายอาหารและเครื่องดื่ม ตามนโยบายสวัสดิการพนักงานที่กำหนดให้พนักงานซื้อไปรับประทานเอง โดยบริษัทฯ ให้ส่วนลด 30% ของราคาอาหารและเครื่องดื่ม ที่ไม่เข้าลักษณะมีเหตุอันสมควร ไม่ถือเป็นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79 (1) และมาตรา 79/3 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

 

2. ตามข้อ 2 (8) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) เรื่อง กำหนดลักษณะ และเงื่อนไข ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษี ตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 78) ใช้บังคับ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2541 เป็นต้นไป กำหนดให้มูลค่าของอาหารและเครื่องดื่มที่นายจ้างจัดหาให้กับพนักงานหรือลูกจ้างในระหว่างเวลาปฏิบัติงาน ตามระเบียบเกี่ยวกับสวัสดิการของพนักงานหรือลูกจ้าง โดยมูลค่าของอาหารและเครื่องดื่มดังกล่าวต้องมีราคาไม่เกินสมควร ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษี (Non VAT Base) ดังนี้

     “ข้อ 2 ค่าตอบแทนที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการดังต่อไปนี้ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษี

         (8) มูลค่าของอาหารและเครื่องดื่มที่นายจ้างจัดหาให้กับพนักงานหรือลูกจ้างในระหว่างเวลาปฏิบัติงาน ตามระเบียบเกี่ยวกับสวัสดิการของพนักงานหรือลูกจ้าง โดยมูลค่าของอาหารและเครื่องดื่มดังกล่าวต้องมีราคาไม่เกินสมควร"


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

เงินได้พึงประเมิน กรณีโรงพยาบาลจ่ายค่าแพทย์ซึ่งเป็นแพทย์ที่มีการันตีขั้นต่ำ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 26/03/2025 - วันที่ตอบ 07/04/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

รบกวนสอบถามข้อมูลตามรูปภาพนี้ว่าผมเข้าใจถูกต้องหรือไม่ครับ

วิสัชนา

1. ตามแนวคำตอบข้อหารือเลขที่ กค 0702/1703 ลงวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553 กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินสำหรับผู้ประกอบโรคศิลปะ (แพทย์) ดังนี้

    (1) หากค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับเนื่องจากการจ้างแรงงาน ค่าตอบแทนดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

    (2) หากค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับเนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่ รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

    (3) หากแพทย์ได้เปิดคลินิกรักษาคนไข้เป็นการส่วนตัว หรือแพทย์ทำสัญญา หรือตกลงกับสถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์ เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วยโดย แพทย์เป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาเองและมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยให้แก่สถานพยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษร หรือแพทย์ทำสัญญาหรือตกลงกับ สถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่เครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์เพื่อ ตรวจและรักษาผู้ป่วย และมี ข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย โดยสถานพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนแพทย์ แล้วนำมาจ่ายให้กับแพทย์เพื่อแบ่งรายได้ให้สถานพยาบาล เงินได้ที่แพทย์เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มิใช่เฉพาะส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักส่วนแบ่งของสถานพยาบาลออก


2.การที่ทันตแพทย์มาให้บริการด้านทันตกรรมในคลินิก นั้น

    (1) หากทันตแพทย์ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะได้รับค่าตอบแทนที่เป็นเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ คลินิก ในฐานะผู้จ่ายเงินได้ดังกล่าวมีหน้าที่ต้องคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายไว้ทุกคราวที่จ่ายเงิน ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

    (2) หากทันตแพทย์ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะได้รับค่าตอบแทนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแยกเป็น 2 กรณี ดังนี้

          (ก) กรณีทันตแพทย์ทำสัญญาหรือข้อตกลงกับบริษัทฯ คลินิก หรือสถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของทันตแทพย์เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย โดยทันตแพทย์เป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าตรวจรักษาเอง และมีข้อตกลงแบ่งเงิน ค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยให้แก่สถานพยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษร

          (ข) กรณีทันตแพทย์ทำสัญญาหรือข้อตกลงกับสถานพยาบาล เพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของผู้ได้รับอนุญาตเพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย และมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยโดยสถานพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าตรวจรักษาแทนทันตแพทย์ แล้วนำมาจ่ายให้กับทันตแพทย์เพื่อแบ่งรายได้ให้แก่สถานพยาบาลต่อไป

          ทั้งกรณี (ก) และ (ข) ให้ถือว่าเงินที่ทันตแพทย์เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ของทันตแพทย์ มิใช่เฉพาะเงิน ส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักส่วนแบ่งของสถานพยาบาลออกแล้ว บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้ของทันตแพทย์ แต่อย่างใด


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีโรงพยาบาลจ่ายค่าแพทย์ซึ่งเป็นแพทย์ที่มีการันตีขั้นต่ำ ตามกรณีศึกษาทั้ง 3 กรณี โดย

    1. แพทย์มิได้ทำสัญญาหรือข้อตกลงกับบริษัทฯ คลินิก หรือสถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย โดยแพทย์เป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าตรวจรักษาเอง และมีข้อตกลงแบ่งเงิน ค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยให้แก่สถานพยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษร หรือ

    2. แพทย์มิได้ทำสัญญาหรือข้อตกลงกับสถานพยาบาล เพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของผู้ได้รับอนุญาตเพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย และมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยโดยสถานพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าตรวจรักษาแทนแพทย์ แล้วนำมาจ่ายให้กับแพทย์เพื่อแบ่งรายได้ให้แก่สถานพยาบาลต่อไป นั้น

ทั้ง  กรณีที่ 1การันตีเวรช่วง 12.00 - 15.00 น. (3 ชม.) และ

     กรณีที่ 2การันดีเวรช่วง 20.00 - 06.00 น. (10 ชม.) และ

     กรณีที่ 3การันตีเวรช่วง 12.00 - 15.00 น. (3 ชม.)

เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนที่เป็นเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีเงินได้ของแพทย์

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

16/04/1999

เลขที่หนังสือ

กค 0811/03365

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40

ข้อหารือ

     มูลนิธิ ก ประกอบกิจการสถานพยาบาลรักษาผู้ป่วยทั่วไป ทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณโดยไม่คิดค่ารักษาพยาบาลแต่อย่างใด สำหรับแพทย์ซึ่งเป็นผู้ให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยจะไม่มีเงินเดือนประจำ ในการมารักษาพยาบาลแพทย์จะมาช่วยเหลือตรวจผู้ป่วยอย่างเป็นอิสระ จะมาหรือไม่มาก็ได้มูลนิธิฯ ได้มอบเงินสมนาคุณให้แพทย์เป็นเงินจำนวนหนึ่งตามที่กำหนดไว้ในแต่ละช่วงเวลา ไม่ได้คิดเป็นรายหัวตามจำนวนผู้ป่วยตัวอย่างเช่นเงินค่าสมนาคุณต่อแพทย์ 1 คน ช่วงเช้า ช่วงบ่ายแพทย์แผนปัจจุบัน 340 260 แพทย์แผนโบราณ 250 250 จึงขอทราบว่า เงินได้ที่แพทย์ได้รับเป็นเงินได้ประเภทใด

แนววินิจฉัย

     กรณีตามข้อเท็จจริง มูลนิธิฯ จ่ายค่าตอบแทนให้แก่แพทย์ที่มาปฏิบัติงานเป็นครั้งคราว เป็นเงินจำนวนหนึ่งตามที่กำหนดไว้ในแต่ละช่วงเวลา โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคนไข้ที่มารักษา และแพทย์จะมาช่วยเหลือตรวจรักษาคนไข้อย่างเป็นอิสระ จะมาหรือไม่ก็ได้ เข้าลักษณะเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ ที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

62/27751


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ