Case study

การขายสินค้าไปต่างประเทศด้วย Platform Online Shopify / ส่งสินค้าไปคลังต่างประเทศ (Deemed Sale)


เรื่อง การขายสินค้าไปต่างประเทศด้วย Platform Online Shopify / ส่งสินค้าไปคลังต่างประเทศ (Deemed Sale)
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 24/01/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

กิจการขายชุดคลุมท้องผ่าน Platform Sopify ด้วยวิธีการขาย 2 วิธีดังนี้ A. ส่งสินค้าไปที่ลูกค้าปลายทาง ต่างประเทศโดยตรง ผ่าน DHL เงื่อนไขการชำระค่าใช้จ่ายขนส่งออก ลูกค้าชำระเองและหากจำนวนสินค้าหลายชิ้น บริษัทเป็นผู้ชำระให้ สอบถาม 1. การขายลักษณะนี้ถือเป็นการขายในประเทศ ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ถูกต้องหรือไม่ 2. บันทึกบัญชีขายสินค้ากรณีเดียวกับขายในประเทศถูกต้องหรือไม่ B. ส่งสินค้าไปเก็บไว้ที่คลังสินค้าต่างประเทศ ระบบ Fulfillment จำนวนครั้งละ 100-200 ชุด ส่งโดย DHL platform จะมีรายงานการขายสินค้าและรายงานสินค้าคงเหลือให้ตรวจสอบ สอบถาม 1. การขายสินค้าแบบนี้ถือเป็นการขายเช่นเดียวกันกับในประเทศ ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ตามจำนวนที่ขายได้ในรายงานขาย Platform ใช่หรือไม่ 2. แนะนำการบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง และเอกสารประกอบการบันทึกบัญชีที่ครบถ้วนค่ะ ...............................

คำตอบ

การขายสินค้าไปต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Shopify มีประเด็นทางภาษีและบัญชีที่ต้องแยกพิจารณาตามรูปแบบการส่งมอบสินค้า ดังนี้

รูปแบบ A : ส่งสินค้าจากไทยไปลูกค้าต่างประเทศโดยตรง (Direct Export)

1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่า บริษัทฯ ได้แจ้งให้บริษัทขนส่ง DHL ดำเนินพิธีการศุลกากรขาออกหรือไม่ หากทาง DHL ได้ส่งออกสินค้าและผ่านพิธีการที่ศุลกากรแล้ว DHL อาจจะจัดทำเป็นใบขนรวมที่ไม่ได้ระบุชื่อบริษัท แต่บริษัทฯ ต้องมีหลักฐานสำเนาใบขนสินค้าขาออกในนามของผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศ(DHL) ที่ผ่านพิธีการศุลกากรฉบับที่มีการสลักหลังการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร และต้องมีเอกสารประกอบตามข้อ 13 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 97/2543 ฯ บริษัทฯ ก็ย่อมได้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการส่งออกสินค้าในอัตรา 0% ตามมาตรา 80/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร


แต่ หาก DHL ไม่ได้ผ่านพิธีการที่กรมศุลกากร ไม่มีหลักฐานการส่งออก ตามข้อ 13 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 97/2543 ฯ สรรพากรจะถือเป็นการขายสินค้าในประเทศ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% ตามมาตรา 77/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร


มาตรา 80/1 ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
             (1) การส่งออกสินค้าที่มิใช่การส่งออกสินค้าซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (3)
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.97/2543 )


คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 97/2543

เรื่อง      การส่งออกสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับสิทธิเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร

   ข้อ 13   กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศโดยว่าจ้างผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศให้จัดส่งสินค้า ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากรจะต้องมีหลักฐานดังต่อไปนี้ พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้

                        (1) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ซื้อในต่างประเทศซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนจริง เช่น Proforma Invoice หรือ Purchase Order หรือ Order Note หรือเอกสารอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน

                        (2) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ว่าจ้างผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศให้จัดส่งสินค้าไปต่างประเทศ

                        (3) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศได้รับสินค้าที่จะดำเนินการส่งออกจากผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยเอกสารดังกล่าวต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้

                                       (ก) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ

                                       (ข) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อในต่างประเทศ

                                       (ค) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้า

                                       (ง) วัน เดือน ปี ที่ออกเอกสาร

                        (4) หลักฐานสำเนาใบขนสินค้าขาออกในนามของผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศที่ผ่านพิธีการศุลกากรฉบับที่มีการสลักหลังการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่ามีการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร

                        (5) หลักฐานที่แสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า (Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน เช่น หลักฐานการเปิด L/C (Letter of Credit) หรือหลักฐานการจัดทำ T/T (Telex Transfer) หรือ T/P (Term of Payment) หรือเอกสารที่ระบุว่านำเงินเข้าบัญชีธนาคาร หรือ Bank Statement เป็นต้นเว้นแต่กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนส่งสินค้าไปเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ โดยไม่มีค่าตอบแทน ก็ไม่จำต้องมีหลักฐานแสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า (Invoice)


2. การบันทึกบัญชี

  • การบันทึกบัญชีก็จะสอดคล้องกับทางภาษีมูลค่าเพิ่ม หากบริษัทฯ มีหลักฐานการส่งออกสินค้าถูกต้องตามข้อ 1 ก็จะถือเป็นการขายสินค้าส่งออกต่างประเทศ บันทึกเป็น"รายได้จากการส่งออก" ที่ได้รับสิทธิ VAT 0%

แต่ หากบริษัทฯ ไม่มีหลักฐานการส่งออกดังกล่าว ก็จะถือเป็น รายได้จากการขายสินค้าในประเทศ ตามปกติ ที่เสีย VAT 7%

การบันทึกบัญชีรับรู้รายได้จากการขายสินค้าจะเกิดขึ้นเมื่อบริษัทฯ ได้โอนความเสี่ยงและผลตอบแทนในสินค้าให้กับผู้ซื้อแล้ว ในกรณีนี้คือ เมื่อบริษัทฯ ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้าแล้ว (ลูกค้าได้รับสินค้าแล้ว) น่าจะตรวจสอบผ่าน Platform Sopify ไม่ใช่ในวันที่บริษัทฯ ส่งของให้กับ DHL

อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำส่งภ.พ.30 และ การบันทึกบัญชี ดังนี้

อัตราภาษีขาย%

บริษัทฯ ขายสินค้าไปต่างประเทศโดยได้ดำเนินพิธีการส่งออกที่ศุลกากร จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรา 0% ตามมาตรา 80/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร (IN to OUT) 

รายงานภาษีขาย

  • ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออก ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ตามมาตรา 78 (4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร
  • นำส่งรายได้(ฐานภาษี) ในแบบ ภ.พ.30 ด้วยมูลค่า FOB  ตามมาตรา 79/1(1) ยอดสินค้าตามใบขนขาออก
  • วันที่ลงรายงานคือวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออก คือวันที่ตามใบขนขาออก สถานะ 0209

อัตราแลกเปลี่ยนใช้ แบ่งเป็น 3 กรณี ดังนี้

1) ขายเงินสด : ใช้อัตราแลกเปลี่ยนจริงที่รับเงิน Actual Rate ม. 79/4 (1)

2) ขายเงินเชื่อ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคารพาณิชย์ (แล้วแต่นโยบายบริษัท) ในการแปลงค่าเงินจากสกุลเงินต่างประเทศ เป็นสกุลเงินบาท (จะไม่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามใบขนสินค้าขาออกที่กรมศุลกากรประกาศใช้) 

3) รับเงินมัดจำล่วงหน้า : เมื่อมีการดำเนินพิธีการส่งออก

  • รับมัดจำล่วงหน้าทั้งจำนวน :ใช้อัตราแลกเปลี่ยนจริงที่รับเงินล่วงหน้า Actual Rate ตามมาตรา  79/4 (1)
  • รับเงินมัดจำบางส่วน ส่วนที่ได้รับเงินแล้ว: ใช้อัตราแลกเปลี่ยนจริงที่รับเงิน Actual Rate ตามมาตรา 79/4 (1) ส่วนที่ยังไม่ได้รับ ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคารพาณิชย์ 
  • เอกสาร ใบขนสินค้า ที่แนบในรายงานภาษีขาย สามารถใช้ได้ทั้งใบที่เป็น status  0209 หรือ 0409 (ที่มีรายละเอียดของ 0209)  ก็ได้      แต่ถ้าเป็น 0409 จะชัดเจนว่ามีการส่งออก

บันทึกรายได้

  • บันทึกรายได้เมื่อส่งมอบสินค้าเมื่อมีการโอนความเสี่ยงและผลตอบแทน ตามเงื่อนไข  Incoterm เช่น ขายสินค้าด้วยเงื่อนไข FOB ,CIF ,CFR (Shipping Point) บันทึกเมื่อของลงเรือ/ขึ้นเครื่องบิน ที่ประเทศไทย วันที่ตามใบขน สถานะ 0409  เป็นต้น 
  • หากกรณีนี้ไม่มีข้อตกลงที่ระบุใน Invoice 
  • อัตราแลกเปลี่ยนใช้อัตราซื้อตามธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคารพาณิชย์  

            กรณีขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ Dr. ลูกหนี้  / Cr. รายได้

เอกสารประกอบ

การบันทึกบัญชี

  • PO และ ใบแจ้งหนี้ (INVOICE) ไม่จำเป็นต้องออกใบกำกับภาษี สามารถใช้ INVOICE ที่ใช้ในการดำเนินพิธีการส่งออกให้ลูกค้าได้
  • ใบขนสินค้าขาออก  
  • เอกสารชุดส่งออก เช่น Packing list แพคกิ้งลิส, AirWayBill แอร์เวย์บิล, Bill of Lading บิลออฟเลดดิ้ง เป็นต้น


รูปแบบ B: ส่งไปเก็บที่คลังสินค้าต่างประเทศ (Fulfillment Center)


กรณีนี้จะมีความซับซ้อนกว่า เพราะมีการเคลื่อนย้ายสินค้า 2 ครั้ง ภาระภาษีจะเป็นดังนี้

ในทางบัญชี ให้รับรู้รายได้เมื่อมีการขายจริง คือ เมื่อตัวแทน “(Platform Sopify)” ได้ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าได้ (จัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า)
ในทางภาษีอากร ให้ถือเป็นการขาย คือ เมื่อมีการผ่านพิธีการทางศุลกากร และเมื่อกิจการขายสินค้าได้ โดยเฉพาะกรณีที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เมื่อกิจการขายสินค้าได้จริงตาม ข้อ 1. ให้รับรู้รายได้อีกครั้งหนึ่ง เพราะยังถือเป็นจากการประกอบกิจการในราชอาณาจักร

ขั้นที่ 1 บริษัทฯ ได้ส่งสินค้าออกไปยังคลังสินค้าต่างประเทศ ตามคำสั่งของ Platform Sopify
 

 1. กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล

(1) การส่งสินค้าไปต่างประเทศให้แก่คลังสินค้าต่างประเทศ ให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย (Deemed Sale) และให้ถือราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งออกไป ได้แก่ ราคา FOB เป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไปนั้น ตามมาตรา 70 ตรี วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร

(2) โดยบริษัทฯ ต้องปรับปรุงรับรู้รายได้ที่กฎหมายกำหนดให้ถือเป็นการขายนั้น เฉพาะในแบบ ภ.ง.ด.50 ของรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งสินค้าออกไปนั้น พร้อมทั้งรับรู้ต้นทุนสินค้ารายการดังกล่าว เนื่องจากในทางบัญชียังไม่ถือว่ามีการขายสินค้ารายการดังกล่าว

2. กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม
การส่งสินค้าออกไปให้แก่คลังสินค้าต่างประเทศ ถือเป็น “การส่งออก” (แม้ยังไม่ได้ขายสินค้า) หากบริษัทฯ ได้ดำเนินการผ่านพิธีการทางศุลกากร ตามมาตรา 78 (4) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ย่อมได้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ให้ลงรายงานภาษีขายที่อัตรา 0% โดยอ้างอิงใบขนสินค้าขาออก  แต่ หากบริษัทฯ ไม่ได้ดำเนินพิธีการส่งออกที่กรมศุลกากร บริษัทฯ ต้องรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ของมูลค่าสินค้าที่ส่งออกนั้น

ขั้นที่ 2 เมื่อคลังสินค้าต่างประเทศ Platform Sopify ตัวแทนรับฝากขายได้ขายสินค้านั้นให้แก่ลูกค้า

1. กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล
 
     เนื่องจากบริษัทฯ จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จึงต้องรับรู้รายได้ที่เกิดจากการประกอบกิจการและเนื่องจากกิจการที่เกิดขึ้นทั่วโลก (World Wide Income) ตามหลักถิ่นที่อยู่ (Resident Rule) ตามมาตรา 66 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทฯ ต้องนำรายได้จากการขายสินค้าโดย Platform Sopify ตัวแทนรับฝากขาย (Consignee) มาแสดงในแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.50 โดยหักด้วยต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะในส่วนของต้นทุนนั้น ให้นำมูลค่าสินค้าที่กฎหมายถือว่าเป็นการขาย ตามมาตรา 70 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร มาถือเป็นต้นทุนของสินค้าที่ขาย
     กรณีนี้จะตรงกับการรับรู้รายได้ทางบัญชีของบริษัทฯ แต่อาจมีความแตกต่างกันที่ต้นทุนสินค้าที่ขาย

2. กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม
เมื่อ Platform รายงานว่าขายสินค้าได้ การขายนั้น เกิดขึ้นนอกประเทศไทย (สินค้าอยู่นอกประเทศไทย ผู้ซื้ออยู่นอกประเทศไทย) จึงไม่เข้าลักษณะการขายสินค้าในราชอาณาจักร ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ต้องนำส่ง VAT ในไทย สำหรับยอดขายที่เกิดขึ้นในต่างประเทศนั้นอีก

ทางบัญชีตอนได้รับรายงานการขาย:

Dr. ลูกหนี้ Platform / เงินสด
Dr.ค่าธรรมเนียมขาย / ค่า GP (Platform Fee)
Cr.รายได้จากการขายต่างประเทศ
 พร้อมบันทึกตัดต้นทุนสินค้าจากบัญชี "สินค้าฝากขายต่างประเทศ"

เอกสารประกอบการบันทึกบัญชีที่ครบถ้วน:

  • Commercial Invoice & Packing List : ระบุรายละเอียดสินค้าและมูลค่าเพื่อใช้ในการศุลกากร
  • ใบขนสินค้าขาออก (Export Entry) : เอกสารสำคัญที่สุดในการยืนยันสิทธิ VAT 0%
  • Shipping Documents : เช่น Air Waybill จาก DHL
  • Platform Sales Report : รายงานยอดขายประจำเดือนจาก Shopify/Fulfillment เพื่อยันยอดรายได้และสต็อกคงเหลือ
  • Payout Report : รายงานการโอนเงินจาก Platform เข้าบัญชีธนาคาร เพื่อตรวจสอบค่าธรรมเนียมที่ถูกหักไป

ตัวอย่างเปรียบเทียบทางบัญชีและทางภาษี

 

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง


มาตรา 70 ตรีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่หรือตามคำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ตัวการ ตัวแทน นายจ้าง หรือลูกจ้าง ให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย และให้ถือราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไปนั้น
       


อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

การส่งสินค้าจากประเทศไทยไปขายในแพลตฟอร์มออนไลน์ในต่างประเทศ โดยต้องส่งสินค้าไปไว้ที่คลังสินค้าของเจ้าของแพลตฟอร์มก่อน

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 14/03/2025 - วันที่ตอบ 21/03/2025

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 80/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

ในนามบุคคลธรรมดาจด VAT มีการส่งสินค้าจากไทยไปขายในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างประเทศ โดยต้องส่งสินค้าไปไว้ที่คลังสินค้าของเจ้าของแพลตฟอร์มก่อนเป็นลอตใหญ่ เมื่อลูกค้าปลีกซื้อสินค้า เจ้าของแพลตฟอร์มนั้นจะเป็นผู้ส่งสินค้าให้ลูกค้าเอง

ปัจจุบันการส่งสินค้าเป็นทางอากาศผ่านขนส่งเช่น UPS FEDEX DHL และ Freight forwarder ซึ่งชื่อผู้ส่งออกในใบขนสินค้าเป็น shipper เหล่านี้และเป็นแบบ consolidated shipment จากผู้ใช้บริการขนส่งรายอื่นด้วย

ไม่มีระบุชื่อบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ขายในใบขนสินค้าออก ไม่มีใบสั่งซื้อจากผู้ซื้อใน ตปท.เพราะส่งสินค้าไปไว้ที่คลังก่อน

กรณีนี้ต้องการจะยื่น VAT ส่งออกเป็น 0% ให้ถูกต้อง

1. ต้องมีเอกสารใดที่ต้องใช้ยื่นบ้างคะ

2.เอกสารต้องระบุรายละเอียดอย่างไร

3.ไม่มีการออกใบกำกับภาษีให้ผู้ขาย เพราะสินค้าส่งไปที่คลังก่อนต้องใช้เอกสารใดคำนวน VAT 7% ค่ะ

วิสัชนา

ภาระภาษีเกี่ยวกับการส่งสินค้าจากประเทศไทยไปขายในแพลตฟอร์มออนไลน์ในต่างประเทศ

1. กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    ตามมาตรา 40 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับปีภาษี 2502 เป็นต้นไป กำหนดให้ถือว่า ผู้มีหน้าทีเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้ส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่หรือตามคำสั่งของตัวแทนนั้น เป็นการขายในประเทศไทย โดยให้ถือราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไปนั้น ได้แก่ ราคา FOB เป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่ได้ส่งไปนั้น ดังต่อไปนี้

    “มาตรา 40 ทวิ ผู้ใดส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่หรือตามคำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขา ตัวการ ตัวแทน นายจ้าง หรือลูกจ้างให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย และให้ถือราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่ส่งไปนั้น

         ความในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับในกรณีที่สินค้านั้น

         (1) เป็นของที่ส่งไปเป็นตัวอย่างหรือเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ

         (2) เป็นของผ่านแดน

         (3) เป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรแล้วส่งกลับออกไปให้ผู้ส่งเข้ามาภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่สินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร

         (4) เป็นของที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักรแล้วส่งกลับคืนเข้ามาให้ผู้ส่งในราชอาณาจักรภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร”

    ดังนั้น กรณีบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ได้ส่งสินค้าจากประเทศไทยออกไปรอขายในแพลตฟอร์มออนไลน์ในต่างประเทศ โดยต้องส่งสินค้าไปไว้ที่คลังสินค้าของเจ้าของแพลตฟอร์มก่อนเป็นลอตใหญ่ นั้น บุคคลธรรมดาผู้นั้นต้องรับรู้เงินได้พึงประเมินจากการส่งสินค้าออกไปพักไว้ที่แพลตฟอร์มต่างประเทศของปีภาษีที่ได้ส่งสินค้าออกไปนั้น โดยถือราคา FOB ณ วันที่ได้ส่งสินค้าออกไปต่างประเทศนั้น เป็นรายได้ในปีภาษีที่ได้ส่งสินค้าออกไปดังกล่าว


2. กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม

    ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 97/2543 เรื่อง การส่งออกสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับสิทธิเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2543 กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการส่งออกสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร ดังต่อไปนี้

    “ข้อ 13 กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศโดยว่าจ้างผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศให้จัดส่งสินค้า ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากรจะต้องมีหลักฐานดังต่อไปนี้ พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้

         (1) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ซื้อในต่างประเทศซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนจริง เช่น Proforma Invoice หรือ Purchase Order หรือ Order Note หรือเอกสารอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน

         (2) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ว่าจ้างผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศให้จัดส่งสินค้าไปต่างประเทศ

         (3) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศได้รับสินค้าที่จะดำเนินการส่งออกจากผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยเอกสารดังกล่าวต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้

              (ก) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ

              (ข) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อในต่างประเทศ

              (ค) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้า

              (ง) วัน เดือน ปี ที่ออกเอกสาร

         (4) หลักฐานสำเนาใบขนสินค้าขาออกในนามของผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศที่ผ่านพิธีการศุลกากรฉบับที่มีการสลักหลังการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่ามีการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร

         (5) หลักฐานที่แสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า (Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน เช่น หลักฐานการเปิด L/C (Letter of Credit) หรือหลักฐานการจัดทำ T/T (Telex Transfer) หรือ T/P (Term of Payment) หรือเอกสารที่ระบุว่านำเงินเข้าบัญชีธนาคาร หรือ Bank Statement เป็นต้นเว้นแต่กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนส่งสินค้าไปเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ โดยไม่มีค่าตอบแทน ก็ไม่จำต้องมีหลักฐานแสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า (Invoice)

     ข้อ 14 กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศโดยว่าจ้างผู้ประกอบการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล (Freight Forwarder) ให้จัดส่งสินค้า ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องมีหลักฐานดังต่อไปนี้ พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้

            (1) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ซื้อในต่างประเทศซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนจริง เช่น Proforma Invoice หรือ Purchase Order หรือ Order Note หรือเอกสารอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน

            (2) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ว่าจ้างผู้ประกอบการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล (Freight Forwarder) หรือทำสัญญาเช่าตู้คอนเทนเนอร์ (Container) จากผู้ประกอบการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล (Freight Forwarder) ให้ดำเนินการจัดส่งสินค้าไปต่างประเทศแทนผู้ประกอบการจดทะเบียน

            (3) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ประกอบการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล (Freight Forwarder) ได้รับสินค้าที่จะดำเนินการส่งออกจากผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยเอกสารดังกล่าวต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้

                 (ก) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ

                 (ข) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อในต่างประเทศ

                 (ค) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้า

                 (ง) วัน เดือน ปี ที่ออกเอกสาร

            (4) หลักฐานสำเนาใบขนสินค้าขาออกในนามของผู้ประกอบการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล (Freight Forwarder) ที่ผ่านพิธีการศุลกากรฉบับที่มีการสลักหลังการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่ามีการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร

            (5) หลักฐานที่แสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า(Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน เช่น หลักฐานการเปิด L/C (Letter of Credit) หรือหลักฐานการจัดทำ T/T (Telex Transfer) หรือ T/P (Term of Payment) หรือเอกสารที่ระบุว่านำเงินเข้าบัญชีธนาคาร หรือ Bank Statement เป็นต้นเว้นแต่กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนส่งสินค้าไปเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ โดยไม่มีค่าตอบแทน ก็ไม่จำต้องมีหลักฐานแสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า (Invoice)

     ข้อ 15 กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนส่งสินค้าไปต่างประเทศโดยทางไปรษณีย์จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากรจะต้องมีหลักฐานสำเนาใบขนสินค้าขาออกที่ผ่านพิธีการศุลกากรฉบับที่มีการสลักหลังการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่ามีการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน”


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    ปัจจุบันการส่งสินค้าเป็นทางอากาศผ่านขนส่งเช่น UPS FEDEX DHL และ Freight forwarder ซึ่งชื่อผู้ส่งออกในใบขนสินค้าเป็น shipper เหล่านี้และเป็นแบบ consolidated shipment จากผู้ใช้บริการขนส่งรายอื่นด้วย ไม่มีระบุชื่อบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ขายในใบขนสินค้าออก ไม่มีใบสั่งซื้อจากผู้ซื้อใน ตปท.เพราะส่งสินค้าไปไว้ที่คลังก่อน กรณีนี้ต้องการจะยื่น VAT ส่งออกเป็น 0% ให้ถูกต้อง

    (1) บริษัทฯ ต้องมีเอกสารประกอบตามข้อ 13 หรือข้อ 14 ของคำสั่งกรมสรรพรกรที่ ป. 97/2543 ฯ ดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะหลักฐานที่แสดงว่าผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศได้รับสินค้าที่จะดำเนินการส่งออกจากบริษัทฯ และหลักฐานสำเนาใบขนสินค้าขาออกในนามของผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศที่ผ่านพิธีการศุลกากรฉบับที่มีการสลักหลังการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร หากมีรายการเอกสารที่ไม่ตรงตามที่กรมสรรพากรกำหนด ให้จัดทำคำชี้แจงเพิ่มเติม

    (2) เอกสารต้องระบุรายละเอียดอย่างไร

    (3) ไม่มีการออกใบกำกับภาษีให้ผู้ขาย เพราะสินค้าส่งไปที่คลังก่อน ตามมาตรา 78 (4) ประกอบมาตรา 80/1 (1) แห่งประมวรัษฎากร นั้น กำหนดให้การส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ บริษัทฯ ต้องมีหลักฐานสำเนาใบขนสินค้าขาออกในนามของผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศที่ผ่านพิธีการศุลกากรฉบับที่มีการสลักหลังการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร เป็นสำคัญ และการปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 97/2543 ฯ ข้างต้น บริษัทฯ จึงย่อมได้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการส่งออกสินค้าในอัตรา 0% ตามมาตรา 80/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

บริษัทไทยขายสินค้าที่มีรูปร่างผ่านอเมซอน ด้วยระบบ Fulfillment by Amazon

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 29/09/2017 - วันที่ตอบ 14/10/2017

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 70 ตรี , มาตรา 78 (4) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

กรณีที่บริษัทไทยขายสินค้าที่มีรูปร่างผ่านอเมซอน ด้วยระบบ Fulfillment by Amazon คือ เราจัดส่งสินค้าไปยังคลังสินค้าอเมซอน ในอเมริกา เมื่อมีลูกค้าสั่งซื้อ ทางอเมซอนจะดำเนินการหีบห่อ จัดส่งสินค้าให้ โดยในแต่ละการขาย อเมซอนจะส่งรายงาน ยอดการขายสินค้าหักด้วย ค่า Promotion ค่าหีบห่อ ค่าจัดส่ง ค่าธรรมเนียมการขาย ต่างๆ (สมมุติตัวเลขว่าอเมซอนคิดเหมารวม 15% ของมูลค่าสินค้าบนหน้า web อเมซอนที่ขายได้) แล้วเมื่อถึงกำหนดชำระเงิน ทางอเมซอนจะสรุปยอดทั้งเดือนเป็น USD แล้วโอนเงินให้บริษัทฯ ด้วยยอดสุทธิหลังหัก 15% แล้ว
อยากทราบว่า
    
1. ในส่วนของค่า promotion ที่ถูกทางอเมซอนหักไป 15% นั้น บริษัทไทยต้องนำส่งภาษีประเภทไหนให้สรรพากรไหมคะ (เช่น ภพ.36 ภงด.54 ฯลฯ)
2. ถ้าต้องนำส่งตามข้อ 1.
2.1 อยากทราบว่าต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนใดในการอ้างอิง และ
        2.2 ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันไหน (วันที่เกิดรายการขาย หรือวันที่รับเงินจากอเมซอน)เป็นฐานในการคำนวณภาษีที่ต้องนำส่งกรมสรรพากรคะ

วิสัชนา

กรณีบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้ขายสินค้าที่มีรูปร่างผ่านอเมซอน ด้วยระบบ Fulfillment by Amazon คือ บริษัทฯ จัดส่งสินค้าไปยังคลังสินค้าอเมซอน ในสหรัฐอเมริกา เมื่อมีลูกค้าสั่งซื้อ ทางอเมซอนจะดำเนินการหีบห่อ จัดส่งสินค้าให้ โดยในแต่ละการขาย อเมซอนจะส่งรายงาน ยอดการขายสินค้าหักด้วย ค่า Promotion ค่าหีบห่อ ค่าจัดส่ง ค่าธรรมเนียมการขาย ต่างๆ (สมมติตัวเลขว่าอเมซอนคิดเหมารวม 15% ของมูลค่าสินค้าบนหน้า web อเมซอนที่ขายได้) แล้วเมื่อถึงกำหนดชำระเงิน ทางอเมซอนจะสรุปยอดทั้งเดือนเป็น USD แล้วโอนเงินให้บริษัทฯ ด้วยยอดสุทธิหลังหัก 15% แล้ว นั้น ในทางภาษีอากรบริษัทฯ มีภาระภาษีดังนี้
 1. กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล
 (1) ในเบื้องต้น เมื่อบริษัทฯ ได้ส่งสินค้าไปให้แก่อเมซอน นั้น ตามมาตรา 70 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ถือว่า การที่บริษัทฯ ได้ส่งสินค้าไปให้แก่อเมซอน ถือเป็นการขายสินค้าในประเทศไทย โดยให้ถือราคาสินค้าตามราคา FOB เป็นราคาขาย ในเวลาที่ได้ส่งสินค้าออกไปดังกล่าว
 (2) เมื่ออเมซอนขายสินค้าให้แก่บริษัทฯ ยังคงถือว่า บริษัทฯ ต้องรับรู้รายได้จากการขายสินค้านั้นอีก โดยถือราคา FOB เป็นต้นทุนสินค้าที่ขาย และรับรู้ค่าใช้จ่ายในการขายสินค้าทั้งหลายที่เกิดขึ้น อาทิ ค่าขนส่ง ค่าบริหารจัดการขายสินค้าโดยอเมซอน

 2. กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม
 การส่งสินค้าออกไปให้แก่อเมซอน ถือเป็น “การส่งออก” หากบริษัทฯ ได้ดำเนินการผ่านพิธีการทางศุลกากร ตามมาตรา 78 (4) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ย่อมได้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 มิฉะนั้น บริษัทฯ ต้องรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ของมูลค่าสินค้าที่ส่งออกนั้น

ต่อข้อถามขอเรียนว่า
      ในส่วนของค่า promotion ที่ถูกทางอเมซอนหักไป 15% นั้น บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีประเภทใดๆ ตามประมวลรัษฎากร ทั้งกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากเป็นการประกอบกิจการของอเมซอนในสหรัฐอเมริกา


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

ขายสินค้าผ่านอเมซอน ด้วยระบบ Fulfillment by Amazon

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 22/04/2017 - วันที่ตอบ 23/04/2017

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 70 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

กรณีที่เราขายสินค้าผ่านอเมซอน ด้วยระบบ Fulfillment by Amazon คือ เราจัดส่งสินค้าไปยังคลังสินค้าอเมซอน ในอเมริกา เมื่อมีลูกค้าสั่งซื้อ ทางอเมซอนจะดำเนินการหีบห่อ จัดส่งสินค้าให้ โดยในแต่ละการขาย อเมซอนจะส่งรายงาน ยอดการขายสินค้าหักด้วย ค่า Promotion ค่าหีบห่อ ค่าจัดส่ง ค่าธรรมเนียมการขาย ต่างๆ แล้วโอนเงินด้วยยอดสุทธิ จะขอเรียนรบกวนถามดังนี้ค่ะ
    
1. การรับรู้รายได้ ควรรับรู้ ณ จุดใดคะ ตอนส่งไปเมืองนอก ที่คลังอเมซอน หรือ เมื่ออเมซอนแจ้งยอดขายคะ
    
2. กรณี รับรู้รายได้ ตอนส่งไปเมืองนอก เรายังไม่ทราบ ค่าธรรมเนียม และค่าส่งเสริมการขายซึ่งจะทราบ เมื่อขายลูกค้าแล้วจะทำให้ค่าใช้จ่ายไม่สามารถบันทึกรอบบัญชีเดียวกับ รายได้ ต้องทำอย่างไรคะ
    
3. กรณีรับรู้รายได้ เมื่อขายให้ลูกค้าแล้ว แบบนี้ ตอนส่งออก ต้องแจ้งอะไรพิเศษไหมคะเพราะสรรพากรมักจะเอารายงานของกรมศุลกากรมาเทียบกับยอดรายได้ ภงด 50 ตามความเข้าใจ ควรรับรู้รายได้เมื่อขายลูกค้าได้ เสมือนการฝากขาย แต่เกรงเรื่อง การเทียบรายงานการส่งออก ของสรรพากรกับยอดขายค่ะ

วิสัชนา

กรณีที่ “เรา” ขายสินค้าผ่านอเมซอน ด้วยระบบ Fulfillment by Amazon คือ “เรา” จัดส่งสินค้าไปยังคลังสินค้าอเมซอน ในอเมริกา เมื่อมีลูกค้าสั่งซื้อ ทางอเมซอนจะดำเนินการหีบห่อ จัดส่งสินค้าให้ โดยในแต่ละการขาย

อเมซอนจะส่งรายงาน ยอดการขายสินค้าหักด้วย ค่า Promotion ค่าหีบห่อ ค่าจัดส่ง ค่าธรรมเนียมการขาย ต่างๆ แล้วโอนเงินด้วยยอดสุทธิ นั้น
คำว่า “เรา” เป็นสรรพนามที่คลุมเครือมาก ไม่ทราบว่าเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แต่เดาได้จากคำถามข้อที่ 3 ว่าเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
........เกี่ยวกับการส่งสินค้าไปต่างประเทศโดยมิใช่เพื่อขาย กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นไปตามมาตรา 70 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้
....“มาตรา 70 ตรี บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่ หรือตามคำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ตัวการ ตัวแทน นายจ้าง หรือลูกจ้าง ให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย และให้ถือราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไปนั้น
........ความในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับในกรณีที่สินค้านั้น
........(1) เป็นของที่ส่งไปเป็นตัวอย่างหรือเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ
........(2) เป็นของผ่านแดน
........(3) เป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วส่งกลับออกไปให้ผู้ส่งเข้ามาภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่สินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร
........(4) เป็นของที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักรแล้วส่งกลับคืนเข้ามาให้ผู้ส่งในราชอาณาจักรภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร”
 เป็นที่น่าสังเกตว่า ทั้งสองมาตราดังกล่าวแก้ไขเพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับ 5 พ.ย. 2502 เป็นต้นไป พร้อมกัน

ต่อข้อถามขอเรียนว่า
1. การรับรู้รายได้
....1.1 ในทางบัญชี ให้รับรู้รายได้เมื่อมีการขายจริง คือ เมื่อตัวแทน “อเมซอน” ได้ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าได้ (จัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า)
....1.2 ในทางภาษีอากร ให้ถือเป็นการขายตามบัญญัติดังกล่าวข้างต้น คือ เมื่อมีการผ่านพิธีการทางศุลกากร และเมื่อกิจการขายสินค้าได้ โดยเฉพาะกรณีที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เมื่อกิจการขายสินค้าได้จริงตาม ข้อ 1.1 ให้รับรู้รายได้อีกครั้งหนึ่ง เพราะยังถือเป็นจากการประกอบกิจการในราชอาณาจักร
2. กรณีรับรู้รายได้ เมื่อตัวแทน “อเมซอน” ได้ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าได้ โดยจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า ให้รับรู้ค่าธรรมเนียม และค่าส่งเสริมการขายซึ่งจะทราบ เมื่อขายลูกค้าแล้ว ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกับ รายได้ นั่นเอง
 3. ในทางบัญชี ให้รับรู้รายได้เมื่อตัวแทนได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้าแล้ว ได้อธิบายในข้อ 1 แล้ว ว่า เมื่อส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ ให้แก่หรือตามคำสั่งของ “ตัวแทน” ต้องถือเป็นการขายตามมาตรา 70 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร กิจการต้องรับรู้รายได้ และต้นทุน ในแบบ ภ.ง.ด. 50 โดยให้ใช้ราคา FOB เป็นฐานในการรับรู้รายได้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

การฝากขายสินค้าทางเว็บสำหรับคนจีน (Deemed Sale)

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 11/03/2020 - วันที่ตอบ 13/03/2020

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 66 วรรคแรก , มาตรา 70 ตรี วรรคแรก, มาตรา 77/2 (1) , มาตรา 78 (4) และมาตรา 80/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

อาจารย์ครับรบกวนสอบถามหน่อยครับ
      คือ บริษัทผมนะครับ จะทำ
การฝากขายกับทางบริษัท A ซึ่งบริษัท A จะทำการโพสขายทางเว็บสำหรับคนจีนนะครับ คือ ส่งออกไปจีนอ่ะครับ ผมเลยอยากสอบถามว่าผมต้องคิด VAT 7% ไหมครับ ถ้าคิด ต้องคิดตั้งเเต่นำสินค้าไปฝากขายเลยหรือเปล่าครับ
 
หรือ เข้าหลัก VAT 0% ครับอาจารย์
 บริษัท A เป็นบริษัทในไทยนะครับ

วิสัชนา

เกี่ยวกับการฝากขายสินค้ากับบริษัท A ผู้รับฝากขาย (Consignee) ในประเทศจีน
 ขั้นที่ 1 บริษัทฯ ซื้อหาสินค้านั้นมาเพื่อขาย มีหลักฐานการซื้อและใบกำกับภาษีซื้อที่ถูกต้องครบถ้วน ก็ย่อมนำมาใช้เป็นต้นทุน และภาษีซื้อเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้

ขั้นที่ 2 บริษัทฯ ได้ส่งสินค้าออกไปยังประเทศจีน ไม่ว่าจะส่งไปให้ตัวแทนเพื่อฝากขาย (Consignment Sale) หรือส่งไปเก็บพักรักษารอการส่งมอบให้ตัวแทนในประเทศจีนก็ตาม
....2.1 กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล
 ..........(1) การส่งสินค้าไปต่างประเทศให้แก่หรือตามคำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ตัวการ ตัวแทน นายจ้าง หรือลูกจ้าง ให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย (Deemed Sale) และให้ถือราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไป ได้แก่ ราคา FOB เป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไปนั้น ตามมาตรา 70 ตรี วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร
 .........(2) โดยบริษัทฯ ต้องปรับปรุงรับรู้รายได้ที่กฎหมายกำหนดให้ถือเป็นการขายนั้น เฉพาะในแบบ ภ.ง.ด.50 ของรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งสินค้าออกไปนั้น พร้อมทั้งรับรู้ต้นทุนสินค้ารายการดังกล่าว เนื่องจากในทางบัญชียังไม่ถือว่ามีการขายสินค้ารายการดังกล่าว

....2.2 กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม
 .........การส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ หากบริษัทฯ ได้ดำเนินการส่งออกโดยถูกต้องตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม เกี่ยวกับความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องดำเนินพิธีการทางศุลกากร ตามมาตรา 78 (4) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ย่อมได้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 0% ตามมาตรา 80/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

ขั้นที่ 3 เมื่อตัวแทนรับฝากขายได้ขายสินค้านั้นให้แก่ลูกค้า
....3.1 กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล
 .........เนื่องจากบริษัทฯ จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จึงต้องรับรู้รายได้ที่เกิดจากการประกอบกิจการและเนื่องจากกิจการที่เกิดขึ้นทั่วโลก (World Wide Income) ตามหลักถิ่นที่อยู่ (Resident Rule) ตามมาตรา 66 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทฯ ต้องนำรายได้จากการขายสินค้าโดยตัวแทนรับฝากขาย (Consignee) มาแสดงในแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.50 โดยหักด้วยต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะในส่วนของต้นทุนนั้น ให้นำมูลค่าสินค้าที่กฎหมายถือว่าเป็นการขาย ตามมาตรา 70 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร มาถือเป็นต้นทุนของสินค้าที่ขาย
.........กรณีนี้จะตรงกับการรับรู้รายได้ทางบัญชีของบริษัทฯ แต่อาจมีความแตกต่างกันที่ต้นทุนสินค้าที่ขาย
....3.2 กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม
 ........เนื่องจากการขายสินค้าโดยตัวแทนรับฝากขาย เป็นการกระทำนอกราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

การส่งสินค้าไปสต๊อกที่ T-Mall เพื่อรอการขายในประเทศจีน

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 04/07/2019 - วันที่ตอบ 14/07/2019

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 80/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

เรียน สอบถาม กรณีบริษัทฯ ส่งสินค้าไปสต๊อคที่ T-Mall ประเทศจีน (อาลีบาบา) โดยลูกค้าจะเป็นคนจีนและมีการสั่งซื้อผ่านระบบออนไลน์ โดยการขายจะเกิดขึ้นตอนลูกค้าสั่งซื้อผ่าน T-Mall สอบถามดังนี้คะ
 1. กรณี
บริษัทฯ ส่งสินค้าไปสต๊อกที่ T-Mall เพื่อรอการขายในประเทศจีน ต้องทำอย่างไรคะ (เปิดบิลขายอัตรา 0 ผ่านพิธีการกรมศุลไหมคะ หรืออย่างไร)
 2. ในกรณีที่ลูกค้าในประเทศจีนมีการซื้อสินค้าออนไลน์ และมีการจ่ายเงินทาง T-Mall จะโอนเงินค่าสินค้าให้กับทางบริษัทฯ (
บริษัทฯ ต้องดำเนินการอย่างไรคะ)
3. ถ้าเป็นไปได้อยากให้ท่านอาจารย์ อธิบายในเรื่องภาษีที่เกี่ยวข้องกับภารขายสินค้าให้กับ T-Mall (อาลีบาบา) ที่ต้องส่งสินค้าไปสต๊อกเมืองจีน และรอการขายให้กับลูกค้าในประเทศจีน ซึ่งจะได้รับเงินเมื่อมีการขายคะ
--- ณ ขณะนี้มีสอบถามสรรพกรพื้นที่ แต่ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ แต่จะค้นหาให้ ซึ่งเกรงว่าจะไม่ทันการทำงาน หรือการทำข้อหารือเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งใช้ระยะเวลานานมาก ไม่ทันต่อการทำงานเช่นกันคะ--- จึงรอบกวนอาจารย์ด้วยคะ
 ขออีกคำถาม คะ ตอนเอาสินค้าออก ต้องทำอะไรบ้างคะ

วิสัชนา

กรณีบริษัทฯ ส่งสินค้าไปสต๊อคที่ T-Mall ประเทศจีน (อาลีบาบา) โดยลูกค้าจะเป็นคนจีนและมีการสั่งซื้อผ่านระบบออนไลน์ โดยการขายจะเกิดขึ้นตอนลูกค้าสั่งซื้อผ่าน T-Mall นั้น
1. กรณีบริษัทฯ ส่งสินค้าไปสต๊อกที่ T-Mall เพื่อรอการขายในประเทศจีน
....(1) กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม
 .........หากบริษัทฯ ได้ผ่านพิธีการทางศุลกากรในขณะที่ส่งสินค้าออกไปที่ T-Mall ประเทศจีน (อาลีบาบา) ถือเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1 (8) และ (14) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ได้สิทธิเสียภาษีมูลคาเพิ่มนในอัตรา 0% ตามมาตรา 80/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
.....(2) กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล
 ..........การส่งสินค้าออกไปที่ T-Mall ประเทศจีน (อาลีบาบา) เข้าลักษณะตามมาตรา 70 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ถือเป็นเการขาย (Deemed Sale) บริษัทฯ ต้องรับรู้รายได้ในเวลาที่ได้ส่งสินค้าออกไปที่ T-Mall ประเทศจีน (อาลีบาบา) ตามราคาตลาด คือ ราคา FOB และรับรู้ต้นทุนสินค้าที่ส่งออกนั้น
 2. และ 3. ในกรณีที่ลูกค้าในประเทศจีนมีการซื้อสินค้าออนไลน์ และมีการจ่ายเงินทาง T-Mall จะโอนเงินค่าสินค้าให้กับทางบริษัทฯ นั้น กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทฯ ไม่ต้องดำเนินการใดๆ แล้ว แต่ในทางภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทฯ ต้องรับรู้รายได้จากการขายสินค้าดังกล่าว อีกครั้งหนึ่ง โดยนำมูลค่าสินค้าที่ถือเป็นการขาย ตามข้อ 1 (2) มาถือเป็นต้นทุนสินค้าที่ขายในกรณีนี้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ